อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 30 ร่างสัตว์อสูร

            หลังจากที่ร่างเงาของอสูรกลืนวิญญาณปรากฏให้เห็นเสว่ซื่อเริ่มใช้สมองครุ่นคิดอย่างหนักไม่หยุดแม้ว่าเจ้าเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าจะเรียกสัตว์อสูรที่ดูอันตรายน่ากลัวออกมาแต่เขาก็ไม่กังวลแต่อย่างใดฝ่ามือของเสว่อีที่ซัดใส่แม้เป็นเขาก็ยังต้องบาดเจ็บสาหัสต่อมายังถูกลูกไฟของหมาป่าเพลิงที่พ่นออกไปโจมตีใส่อีก ดังนั้น จึงสรุปได้เลยว่าเย่ชิงหานในตอนนี้ไม่มีแม้แต่แรงที่จะขัดขืนถึงแม้จะรวมร่างกับสัตว์อสูรก็ตาม

            แต่ในขณะที่เขากำลังจะยื่นมือไปสกัดจุดชีพจรเพื่อปิดกั้นพลังปราณรบของเย่ชิงหานดวงตาของเขากลับมองเห็นแสงที่เจิดจ้าลานตาสองสายกับเงาสีดำเลือนรางสายหนึ่ง

            อันตราย!

            เขารีบถอยหลังอย่างรวดเร็วแต่เงาเลือนรางสีดำที่พุ่งผ่านนั้นรวดเร็วเกินไปจนสุดท้ายรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอจากนั้นจึงสูญสิ้นสติความนึกคิดแล้วค่อยๆ ทรุดตัวล้มลงบนพื้นอย่างช้าๆแต่ดวงตายังคงเบิกกว้างอยู่เช่นนั้น เขาไม่อยากที่จะเชื่อว่าเจ้าเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าทำไมถึงได้รวดเร็วขนาดนั้น? รวดเร็วเสียยิ่งกว่าระดับความเร็วของพี่ใหญ่เสียอีก...

            เย่ชิงหานไม่สนใจเสว่ซื่อที่นอนล้มอยู่กับพื้นตอนนี้เขาทั้งตกใจและตกตะลึง แม้ว่าพลังที่อยู่ภายในร่างทุกๆส่วนที่ถ่ายทอดออกมาทำให้เขารู้ว่าตนเองในตอนนี้แข็งแกร่งอย่างที่สุดแต่พลังโจมตีและระดับความเร็วเมื่อสักครู่ที่ใช้ออกไปมันทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่า

            เสว่ซื่อที่ล้มลงไปเมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ยังแสดงฝีมือที่กล้าแกร่งในการล้มหมาป่าเพลิงแปดตัวออกมาให้เห็นอยู่แม้จะเทียบไม่ได้กับเสว่อีที่สามารถปล่อยพลังรบออกมาภายนอกได้แต่ก็นับเป็นผู้มีพลังฝีมือในระดับขั้นสูงสุดของขอบเขตยอดยุทธ์คนหนึ่งเหมือนกัน

            พลังฝีมือระดับขั้นสูงสุดของขอบเขตยอดยุทธ์กลับไม่สามารถหลบการโจมตีเพียงแค่การตวัดกริชออกไปของตนเอง? ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าตนเองในตอนนี้บรรลุถึงระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์ที่น่ากลัวแล้วสิ? ความรู้ที่ได้เรียนจากห้องเรียนสัตว์อสูรยังคงจำได้ดีว่าสัตว์อสูรระดับสูงของตระกูลเย่ที่อยู่ในช่วงระยะเติบโตเมื่อรวมร่างกับเจ้าของจะเพิ่มพลังฝีมือให้เจ้าของขึ้นอีกหนึ่งถึงสองระดับเช่นเย่ชิงขวงที่ตอนนี้อยู่ในระดับสองของขอบเขตเยี่ยมยุทธ์หากรวมร่างกับสัตว์อสูรคุณภาพระดับเจ็ดหมีคลั่งพลังฝีมือจะเพิ่มขึ้นเป็นระดับสามของขอบเขตเยี่ยมยุทธ์

            แต่ว่าพลังฝีมือของเย่ชิงหานในตอนนี้คือระดับแรกของขอบเขตยอดยุทธ์แต่หลังจากรวมร่างกับสัตว์อสูรแล้วพลังฝีมือกลับบรรลุถึงระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์และยังไม่แน่ชัดว่าเป็นระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์ขั้นที่เท่าไร! แสดงให้เห็นว่าเย่ชิงหานหลังจากที่รวมร่างแล้วพลังฝีมือจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อยที่สุดสามระดับขั้น

            น่ากลัวที่สุด! มันจะบ้าเกินไปแล้ว!

             “พี่สี่...! พี่ใหญ่ พี่สาม พี่สี่ตายแล้ว!”

            เย่ชิงหานอารมณ์ปีติยินดีเป็นอย่างมากแต่เสว่อู่กับไม่ได้มีความสุขด้วยมองดูเสว่ซื่อที่ราวกับกองดินโคลนที่อ่อนปวกเปียกนอนกองอยู่ที่พื้นรวมทั้งรอยเลือดที่น่าขนลุกบริเวณลำคอกับสีหน้าที่ตายตาไม่หลับ เสว่อู่ร้องตะโกนขึ้นมาในทันทีอย่างรู้สึกหวาดกลัว

            “หืม?”

            “น้องสี่?”

            เสว่อีและเสว่ซานได้ยินเสียงร้องตะโกนอย่างเศร้าเสียใจของเสว่อู่ใบหน้าพลันเปลี่ยนสีไปในทันทีพร้อมกับหันหน้ากลับมามองเมื่อพวกเขามองเห็นเสว่ซื่อที่นอนล้อมอย่างคนหมดแรงอยู่บนพื้นกับดวงตาทั้งคู่ที่ตายตาไม่หลับนั้นทั้งสองร้องคำรามออกมาพร้อมๆ กันเสว่อีเพิ่มระดับความเร็วพุ่งเข้าหาสไปโนซอรัสที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนก่อนตายส่วนเสว่ซานหันหลังกลับวาดดาบไปมาพุ่งทะยานออกไปหาเย่ชิงหานราวกับราชสีห์ที่กำลังโกรธแค้นบ้าคลั่ง

             “น้องสามอย่าวู่วาม ปกป้องน้องรองกับน้องห้าให้ดี”

            เสว่อีหลบกรงเล็บที่ตอนนี้เชื่องช้าลงไปมากของสไปโนซอรัสจากนั้นปล่อยหมัดออกไปยังแผ่นหลังของมันอย่างหนักหน่วงครั้งหนึ่งก่อนที่จะหันหน้ากลับไปร้องตะโกนบอกออกไปอย่างเดือดดาล

            เสว่ซานที่กำลังพุ่งทะยานตรงเข้าไปหาเย่ชิงหานเมื่อได้ยินเสียงร้องบอกของเสว่อีร่างกายหยุดชะงักเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็พุ่งทะยานเข้าไปหาเย่ชิงหานดังเดิม

            เหอะๆ! มาได้ถูกเวลาจริงๆ!

            เย่ชิงหานกำลังอยากที่จะทดสอบพลังฝีมืออยู่พอดีเห็นเสว่ซานพุ่งทะยานเข้ามาหาอย่างโกรธแค้นดวงตาของเขาหรี่ขึ้นในทันที

            “ไอ้ลูกหมาไร้ค่าบ้านตระกูลเย่วันนี้ข้าจะเอาชีวิตเจ้า!”

            เสว่ซานกระโดดลงมาจากอากาศพร้อมกับอารมณ์โกรธเดือดดาลอย่างที่สุดเสียงดาบฟันแหวกอากาศเล็งมายังกลางศีรษะของเย่ชิงหานราวกับว่าจะผ่าเขาให้ขาดออกจากกันเป็นสองซีกภายในดาบเดียว

            “คิดจะฆ่าคนอื่นก็ควรระวังจะโดนคนอื่นฆ่าด้วยพวกเจ้าทั้งห้าคนวันนี้นอนพักอยู่ที่นี่ตลอดกาลไม่ต้องไปไหนแล้ว...ส่วนเจ้านายของพวกเจ้าสักวันข้าจะส่งมันไปอยู่รวมกันกับพวกเจ้าเอง”

            หลังจากรวมร่างเย่ชิงหานไม่เพียงรู้สึกว่าพลังฝีมือเพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมากแม้กระทั่งการได้ยินการมองเห็นล้วนบรรลุถึงระดับที่น่ากลัวดาบที่เสว่ซานฟันลงมาดูคล้ายกับว่ารวดเร็วรุนแรงดุดันแต่ในสายตาของเขากลับดูเชื่องช้าและมีช่องโหว่ปรากฏออกมาให้เห็นมากมาย

            ในขณะที่คมดาบห่างจากศีรษะของเขาประมาณหนึ่งเมตรเขาถึงค่อยเริ่มขยับตัวโดยใช้การก้าวเดินในระดับความรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึงหลบดาบของเสว่ซานที่ฟันลงมาจากนั้นกระโดดหมุนตัวขึ้นไปบนอากาศยกขาขวาขึ้นแล้วกระแทกกดลงมายังแผ่นหลังของเสว่ซานและกริชที่อยู่ในมือขวาก็พลอยเสียบปักลงไปตาม

            ปัง!

            ฝุ่นลอยคลุ้งตลบอบอวลเลือดสดไหลเป็นทาง เสว่ซาน...ตาย!

            สังหารในพริบตา! เป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตยอดยุทธ์อีกคนที่ถูกสังหารในพริบตา เย่ชิงหานเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตนเองอย่างรู้สึกตื่นเต้นพลังฝีมือที่แข็งแกร่งความรู้สึกของการมีพลังฝีมือที่แข็งแกร่งนี้ช่างไม่เลวเลยจริงๆฆ่าคนไปสองครั้งติดต่อกันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกตื่นตกใจหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อยในฐานะที่เป็นผู้ที่มีชีวิตมาแล้วถึงสองหน ผ่านประสบการณ์การตายมาแล้วครั้งหนึ่งและยังมีการกล่อมเกลาเป็นสิบๆ ปีจากทวีปมังกรเพลิงว่าผู้แข็งแกร่งคือผู้ล่า ผู้อ่อนแอคือเหยื่อทำให้การฆ่าคนสำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องอะไรที่จะทำใจยอมรับไม่ได้แถมตัวเขาเองยังรู้สึกว่าความรู้สึกเช่นนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน...

            “พี่สาม!”

            เสียงร้องที่โศกเศร้าเสียใจด้วยความสิ้นหวังของเสว่อู่ดึงอารมณ์ในการคิดของเย่ชิงหานกลับมาในสถานการณ์เช่นนี้ตนเองกลับเผลอสติ? หน้าผากพลันมีเหงื่อเย็นไหลซึมออกมาเม็ดหนี่งจากนั้นหันมองไปทางเสว่อู่ที่กำลังจ้องมองด้วยความโกรธแค้นที่อยู่ไม่ห่างออกไปเย่ชิงหานไถลตัวพุ่งออกไปหาเสว่อู่ในทันที

            ปัง!

            สไปโนซอรัสที่แต่เดิมมีบาดแผลเต็มตัวและอยู่ในอาการร่อแร่เต็มทีถูกเสว่อีกระหน่ำโจมตีใส่อย่างบ้าคลั่งอีกครั้งจนในที่สุดก็นอนลงไปกองกับพื้นแต่ว่าเสว่อีไม่ได้รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินเสว่อู่ร้องออกมาอย่างโศกเศร้าเสียใจอีกครั้งมันราวกับว่ามีคนเอามีดมาปักลงกลางหัวใจของเขาตอนนี้รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่สุดดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยเลือดหันกลับไปเห็นเสว่ซานที่กำลังร่วงลงไปนอนกองกับพื้นและเย่ชิงหานที่กำลังพุ่งทะยานเข้าใส่เสว่อู่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาให้คิดว่าทำไมเป้าหมายที่มีพลังฝีมือเพียงแค่ระดับขยะอย่างขอบเขตขั้นสูงถึงได้สามารถสังหารพี่น้องของตนเองที่มีพลังฝีมืออยู่ในระดับขอบเขตยอดยุทธ์ได้ถึงสองคนติดเสว่อีร้องตะโกนออกมาด้วยสัญชาตญาณ

            “เจ้าลูกพันธุ์ผสมเจ้ากล้า?”

            กล้า? ข้าฆ่าไปตั้งสองคนแล้วยังจะถามว่ากล้าอีกรึ? ลูกน้องของเสว่อู๋เหินเหล่านี้ไม่เพียงฝีมือก็แค่งั้นๆแถมสติปัญญายังต่ำอีก! เย่ชิงหานไม่สนใจไอ้หน้าโง่นั้นอีกรีบพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วหลังจากกระโดดอยู่ไม่กี่ทีก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของเสว่อู่

            หลังจากหลบดาบที่เสว่อู่ฟันออกมามั่วซั่วอย่างง่ายดายเย่ชิงหานก็จัดการเสว่อู่ที่บาดเจ็บหนักอยู่แล้วและเสว่เอ้อที่ครึ่งเป็นครึ่งตายที่อยู่ด้านหลังของเสว่อู่ส่งคนทั้งสองลงไปรวมกับสองคนก่อนหน้าในนรก

            อย่างที่คนเขาพูดไว้ตัดรากต้องถอนโคนในเมื่อได้ลงมือแล้วก็ไม่ต้องใส่ใจกับการที่จะต้องฆ่าเพิ่มอีกสักคน ตรวจดูจนแน่ใจว่าทั้งสองคนตายอย่างแน่นอนแล้วเย่ชิงหานถึงค่อยหมุนตัวกลับมาอย่างช้าๆมองเห็นเสว่อีที่กำลังจะบ้าคลั่ง รู้สึกได้ถึงความโกรธเดือดดาลที่อัดอยู่ภายในแต่เย่ชิงหานกลับบิดคอไปมาอย่างไม่สนใจ แบมือแล้วพูดออกมาเฉื่อยๆ ว่า “ขอโทษทีเจ้าบอกช้าเกินไป...หรือไม่ก็ เอาอย่างนี้แล้วกันเจ้าลงไปอยู่รวมเป็นเพื่อนกับพวกนั้นเป็นอย่างไร?”

            “ไอ้ลูกพันธุ์ผสมข้าจะบดขยี้เจ้า!”

            เสว่อีหน้าตาดุร้ายเร่งระดับความเร็วในการวิ่งขึ้นไปอีกภายในใจทั้งรู้สึกเสียใจและโกรธแค้น เสียใจที่ตนเองประมาทโกรธแค้นหน่วยข่าวกรองของตระกูลเสว่ สำหรับเย่ชิงหานเขามีเพียงความคิดที่อยากจะบดขยี้มันผู้นี้ให้แหลกละเอียดไปเพียงเท่านั้น

            “เจ้าจะมีหรือไม่มีความสามารถบดขยี้ข้าหรือเปล่าข้าไม่รู้...แต่ที่รู้ๆคือพี่น้องของเจ้าทั้งสี่คนถูกข้าบดขยี้ไปเรียบร้อยแล้ว”

            เย่ชิงหานพูดเยาะเย้ยออกมาอีกครั้งความจริงแล้วเขาไม่มีนิสัยชอบเยาะเย้ยคนอื่นเพียงแต่...ถ้าหากสามารถพูดยั่วยุทำให้ศัตรูโกรธจนถึงกับขาดสติสัมปชัญญะในการใช้เหตุผลได้สักหน่อยเขาก็ยินดีที่จะพูดให้เยอะขึ้น

            ดวงตาเย่ชิงหานหรี่ลงสัมผัสถึงระดับความเร็วของเสว่อีรวมทั้งนึกคิดไปถึงภาพเหตุการณ์ที่เสว่อีฆ่าสไปโนซอรัสภายในใจลอบถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อสักครู่เสว่อีสูญเสียทั้งพลังกายและพลังปราณรบไปมากมายไปกับการต่อสู้แต่ดูจากระดับความเร็วในการวิ่งพุ่งทะยานเข้ามาของเขาในตอนนี้ยังพอๆ กับตนเองดูท่าว่าหากคิดจะฆ่าคงเป็นไปไม่ได้ งั้นก็ลองดูว่าจะสามารถเอาชนะได้ไหม? ถึงอย่างไรตอนนี้ตนเองทั้งพลังกายและพลังปราณรบยังมีอยู่เต็มเปี่ยมหากสู้ไม่ไหวจริงๆ ก็แค่หลบหนีไปก็แค่นั้น

            มาแล้ว!

            เสว่อีไม่ใช้อาวุธเย่ชิงหานคิดว่าผู้ที่ไม่ใช้อาวุธเลยมีอยู่สองแบบ แบบแรกคือคนสามัญธรรมดาทั่วไปส่วนอีกแบบคือคนที่มั่นใจในพลังฝีมือของตนเองอย่างที่สุดเชื่อมั่นเฉพาะพลังร่างกายของตนเอง

            ดังนั้นเมื่อเห็นเสว่อีที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างดุร้ายบ้าคลั่งแต่กลับยื่นฝ่ามือที่ขาวผ่องออกมาอย่างอ่อนโยนฟาดลงมายังตำแหน่งของตนเองเย่ชิงหานเกิดความรู้สึกว่ามือสวยงามข้างนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงรีบเก็บกริชกลับมาแล้วขยับตัวหมุนออกไปทางด้านขวาจากนั้นรีบเอียงข้างถอยร่นไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว

    คล้ายกับเรื่องอสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน