หลังการประกาศผลจบลง การประลองลำดับถัดไปก็เริ่มขึ้นทันที
“ต่อไปเป็นการประลองสี่วิถี เริ่มต้นที่การประลองปราณยุทธ์ ตัวแทนจากทั้งเจ็ดสำนักจงก้าวออกมาเบื้องหน้า”
สิ้นเสียงประกาศขององค์ชายใหญ่ ร่างเจ็ดร่างก็ก้าวขึ้นมายืนอยู่หน้าแถวของตนทันที พวกเขาล้วนเป็นบุรุษ อายุราวยี่สิบห้าปีถึงสามสิบปี เนื่องจากไม่มีข้อกำหนดสำหรับศิษย์ที่ได้รับคัดเลือกว่าจะศึกษามากี่ปีแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมจึงเป็นศิษย์เก่าที่อยู่มานานที่สุดทั้งสิ้น
ตัวแทนศิษย์จากสำนักรองทั้งหลายนั้นมีระดับฝึกตนปราณยุทธ์อยู่ในขั้นนักยุทธ์ ชั้นแปดขึ้นไปจนถึงยอดยุทธ์ชั้นต้น อายุราวๆ 30 ปี ด้วยกฏของสำนักรองนั้นยืดหยุ่นอย่างมาก ไม่เหมือนสำนักหลักที่มีการจำกัดอายุของเหล่าศิษย์สายในไว้ไม่เกิน 25 ปี เช่น อู่เฉินกัง ผู้เป็นตัวแทนแห่งหมู่ตึกพฤกษา และหม่าซื่อชางจากตำหนักเซียนอัคคีที่มีอายุเพียง 24-25 ปีเท่านั้น
แม้ว่าอายุของพวกเขาจะน้อยกว่าสำนักรอง แต่ปราณยุทธ์ของเขากลับไม่ด้อย อู่เฉินกังนั้นอยู่ในระดับยอดยุทธ์ชั้นกลางค่อนปลายแล้ว ส่วนหม่าซื่อชางนั้นเป็นถึงยอดยุทธ์ชั้นปลาย นับว่าเป็นผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งของผู้ร่วมประลองทั้งหมดในที่นี้
“กติกาการประลองคือ สำนักรองทั้งห้าจะดำเนินการประลองก่อน เมื่อวานนี้สำนักรองทิศใต้คือผู้ได้ชัยชนะอันดับสามของการประลองแบบกลุ่มจึงสามารถผ่านรอบคัดเลือกไปได้ทันที อีกสี่สำนักจะถูกแบ่งออกเป็นสองสายแข่งขันกันจนได้ผู้ชนะหนึ่งเดียวเพื่อเข้าสู่รอบต่อไป การประลองรอบแรก สำนักรองทิศเหนือกับสำนักรองทิศตะวันออก เริ่มการประลองได้ ”
ระหว่างเริ่มการประลอง มู่เชียนได้พบมู่เยว่ …. ลูกพี่ลูกน้องร่วมตระกูลที่ไม่ได้พบกันมานาน ดูเหมือนว่าทางสำนักเซียนอัคคีพานางและลูกศิษย์อีกหลายคนมาร่วมชมการประลองด้วย
ไม่เหมือนกับหมู่ตึกพฤกษาที่มีศิษย์สายในเพียงปีละห้าคน ตำหนักอัคคีนั้นรับศิษย์มากกว่าหมู่ตึกพฤกษาหลายเท่า
แท้จริงมู่เยว่เห็นพี่สามของนางนับแต่วันแรกของการประลองแล้ว ก่อนหน้านี้นางได้ยินว่ามู่เชียนสำเร็จยอดยุทธ์ กลายเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นก็นึกริษยาอย่างมาก แต่บทเรียนครั้งก่อนทำให้นางไม่กล้าแสดงความเป็นศัตรูกับมู่เชียนต่อหน้าอีก จึงทำเพียงหลบหน้าและคอยเฝ้ามองเพื่อหวังซ้ำเติมยามที่มีโอกาสเท่านั้น เห็นมู่เชียนหายเข้าป่าพันอสูรไป ก็เฝ้าภาวนาให้นางตายไปในป่านั้นเสีย อย่าได้กลับออกมาอีกตลอดกาล คิดไม่ถึงว่ามู่เชียนและพรรคพวกถึงกับเอาชนะตำหนักอัคคีในการประลองสนามแรกได้
มู่เชียนแปลกใจเล็กน้อยที่พบมู่เยว่ ผู้เป็นพี่พยักหน้าให้เด็กสาวที่มีท่าทางกระอักกระอ่วนทีหนึ่ง และคิดจะเดินผ่านไปเงียบๆ กับคนเช่นนี้มู่เชียนไม่รู้สึกอยากสนทนาด้วย แม้จะเป็นญาติในตระกูลก็ตาม
“เยว่เอ๋อ มาอยู่นี่เอง ข้าตามหาเจ้าแทบแย่” มู่เชียนหันมองก็พบชายหนุ่มร่างสูง ท่าทางเรียบร้อยผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาหามู่เยว่ด้วยใบหน้าแย้มยิ้มยินดี
“ศิษย์พี่จ้าว…” มู่เยว่เห็นจ้าวซือหยวนเดินเข้ามาก็เกิดความคิดบางอย่าง
“มาทำอะไรตรงนี้หรือ ?” เขามองมู่เยว่ด้วยดวงตาเป็นประกาย
ศิษย์น้องหญิงที่ทั้งงดงาม ทั้งอ่อนหวานและมีพรสวรรค์เช่นนี้ช่างหาได้ยากนัก แม้จะได้ยินว่านางมีคู่หมั้นแล้วจ้าวซือหยวนกลับไม่ถอดใจ ถึงอย่างไรก็ยังไม่ได้ตบแต่ง หากเทียบซ่างกวนถงผู้นั้นกับเขา ด้านชาติตระกูลไม่แตกต่างกันมากเพราะต่างก็เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลผู้พิทักษ์เช่นกัน แต่ด้านความสามารถแล้ว เขาที่เป็นถึงศิษย์สายตรงของปราชญ์โอสถอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหนาน กับศิษย์สายในระดับกลางธรรมดาๆเช่นซ่างกวนถง นับว่ายังห่างชั้นกันอยู่มาก
“พอดีพบคนรู้จักน่ะเจ้าค่ะ นี่คือพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของข้า ได้ยินว่าเป็นตัวแทนการประลองปรุงยาของหมู่ตึกพฤกษาอีกด้วย พี่สามนี่คือศิษย์พี่ของข้า จ้าวซือหยวน เป็นตัวแทนวิถีปรุงโอสถจากตำหนักเซียนอัคคี พวกท่านควรทำความรู้จักกันไว้นะเจ้าคะ”
มู่เชียนพยักหน้าให้จ้าวซือหยวนทีหนึ่งแทนการทักทาย ทว่าเขากลับจ้องมาที่นางด้วยดวงตาเย็นชา
“อ้อ… นี่หรือพี่สามที่เจ้าเคยเล่าให้ฟัง”
มู่เชียนชะงักวูบกับประโยคนี้ …. คาดเดาจากสายตาของจ้าวซือหยวนแล้วก็พอคาดเดาได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องดี…….. เห็นเช่นนี้มู่เชียนก็ไม่คิดอยากสนใจคนทั้งสองอีกแล้ว จึงคิดจะหมุนตัวจากไป
“หึ หมู่ตึกพฤกษาไม่มีผู้อื่นแล้วหรือ จึงส่งเด็กกะโปโลเช่นนี้มาประลองกับข้า คิดดูถูกกันใช่หรือไม่ ?”
ทุกคนรู้ดีว่าหมู่ตึกพฤกษามีอัจฉริยะที่สำเร็จยอดยุทธ์ในวัยเพียงสิบหกปี แต่ใช่ว่าทุกคนจะรู้จักชื่อของนาง จ้าวซือหยวนเห็นหมู่ตึกพฤกษาคิดส่งเด็กสิบหกปีหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งมาประลองกับเขา ทั้งคนๆนี้ยังเคยรังแกเยว่เอ๋อของเขามาก่อนอีกด้วย ความไม่พอใจย่อมทบทวี จึงคิดเอาคืนให้นางในดวงใจบ้าง
มุมปากข้างหนึ่งของมู่เชียนยกขึ้น คิดจะหันกลับมามองให้ชัดว่าจ้าวซือหยวนผู้นี้เก่งกาจมาจากที่ใดจึงกล้าเรียกนางว่าเด็กกะโปโล
“พี่ใหญ่คิดดูถูกนางเช่นนี้ท่านเสียใจทีหลังได้”
เสียงของจ้าวซงดังขึ้นพร้อมกับร่างของโม่เจี้ยน จ้าวซง ฉวนสี่ และหยางอี้ปินที่กำลังเดินตรงมาหามู่เชียน เมื่อจ้าวซือหยวนเห็นจ้าวซงสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเหยียดยามทันที
“คิดว่าใคร ที่แท้ก็สุนัขทรยศนาย เป็นเพียงลูกกำพร้าที่ตระกูลข้าเก็บมาเลี้ยงจนเติบใหญ่แต่กลับไปสวามิภักดิ์กับตระกูลอื่น ได้ยินว่าแพ้พนันให้เศษสวะคนหนึ่งของตระกูลมู่มิใช่หรือ ? ”
เรื่องที่จ้าวซงแพ้พนันปรุงโอสถจนต้องไปเข้ากับตระกูลมู่เพื่อชดใช้หนี้นั้นสร้างความโกรธแค้นให้กับตระกูลจ้าวอย่างมาก แต่จะให้มีเรื่องกับตระกูลมู่เพียงเพราะสุนัขรับใช้คนหนึ่ง ตระกูลจ้าวก็ยังไม่รู้สึกว่าคุ้มค่าเพียงพอ พวกเขาจึงได้แต่เก็บความแค้นนี้ไว้เงียบๆ เพื่อรอโอกาสคิดบัญชีในภายหลัง
“ใครเป็นเศษสวะ เสี่ยวเชียนน่ะหรือ ฮ่าฮ่าฮ่า หากนางเป็นเศษสวะ เจ้าคงเป็นเพียงฝุ่นผงในตามดเท่านั้น”
โม่เจี้ยนรู้สึกขำอย่างมาก ไม่รู้ว่าเจ้าคนตรงหน้านี้ปัญญาอ่อนหรือดูคนไม่ออกจึงเรียกมู่เชียนอัจฉริยะฟ้าประทานอันดับหนึ่งของต้าหนานเป็นเศษสวะเช่นนี้
จ้าวซือหยวนรู้สึกสะกิดใจกับความเชื่อมั่นของโม่เจี้ยน แต่สิ่งที่เยว่เอ๋อเล่าให้เขาฟังจะเป็นเท็จไปได้อย่างไร ขณะที่จะเอ่ยถามให้ชัดเจนนั้นมู่เยว่กลับกุมมือของเขาไว้ สัมผัสนุ่มนิ่มทำให้เขาลืมเรื่องที่คิดอยู่ไปจนสิ้น
“ศิษย์พี่จ้าว ข้ารู้ว่าท่านเจ็บแค้นแทนข้า แต่ข้าไม่ต้องการให้ท่านมีเรื่องกับคนเหล่านี้จนเป็นการหลู่เกียรติของอาจารย์ปรุงยาอันดับหนึ่งอย่างท่าน พวกเรารีบไปกันเถิด”
ก่อนที่เรื่องนางเคยใสไคล้มู่เชียนจะถูกเปิดโปง มู่เยว่ก็รีบดึงดูดความสนใจของจ้าวซือหยวนแล้วเดินจากไปทันที เมื่อครู่นางเห็นมู่เฉิงหลินกำลังมาทางนี้จึงต้องรีบหลบไปก่อน กับพี่ชายสี่ที่มีโอกาสขึ้นเป็นเจ้าบ้านมู่ในอนาคตนางยังรู้สึกเกรงกลัวอยู่บ้าง
ได้ยินนางในดวงใจเรียกเขาเป็นอาจารย์ปรุงยาอันดับหนึ่ง ทั้งยังมีท่าทีซาบซึ้งใจ จิตใจของจ้าวซือหยวนก็พองโต เขาหันมองพวกมู่เชียนครั้งหนึ่งอย่างรังเกียจ จากนั้นก็ก้าวเดินตามการจับจูงมู่เยว่ไปอย่างง่ายดาย
มู่เชียนเห็นมู่เยว่เจตนาโปรยเสน่ห์ใส่ชายหนุ่ม จนคนผู้นั้นได้เดินตามนางราวกับสุนัข ก็นึกถึงคู่หมั้นของน้องสาวขึ้นมา ซ่างกวนถงผู้นั้นคงถูกกรรมตามสนองในไม่ช้า…. ผ่านไปเพียงหนึ่งปีเด็กสาวคนนี้ช่างพัฒนาไปได้ไกลจริงๆ
“พวกเจ้ามีอะไรกันหรือ ?”
มู่เฉิงหลินที่เพิ่งเดินเข้ามาร่วมกลุ่มเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เขาเหมือนจะเห็นมู่เยว่แวบๆ ไม่รู้ว่านางสร้างความเดือดร้อนอะไรให้มู่เชียนหรือไม่
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เด็กเลี้ยงแกะกับหมาป่าโง่ๆตัวหนึ่งเท่านั้น” มู่เชียนเอ่ยตอบแล้วยิ้มให้มู่เฉิงหลินอย่างอารมณ์ดี
คำพูดของนางนั้นเป็นปริศนาดูคล้ายจะเป็นคำด่าแต่ก็ไม่เข้าใจได้แน่ชัด ทำให้ทุกคนนิ่งพลางคิดทบทวนไปมาก็ยังไม่เข้าใจ สุดท้ายมู่เฉิงหลินจึงละความสนใจจากประโยคนั้น
“ศิษย์พี่ทั้งหลาย ข้าขอตัวนางสักครู่” กล่าวจบก็หันมาจูงมือมู่เชียนเดินออกไปอีกทาง มู่เชียนถูกน้องชายลากออกมาด้วยท่าทีร้อนรนก็แปลกใจขึ้นมา
“มีอะไรด่วนหรือเฉิงหลิน” มู่เชียนเอ่ยถาม
“พี่สาว โอสถรวมปราณครั้งก่อนนั้นยังมีอีกหรือไม่ ข้าอยากได้ธาตุแสงกับธาตุลม”
เพียงอ้าปากก็เรียกร้องหาโอสถรวมปราณอันหาค่ามิได้แล้ว ไม่รู้หากผู้อื่นได้ยินเข้าจะว่าอย่างไร ทว่าสิ่งที่มู่เชียนแปลกใจกลับเป็นคำเรียกขานที่มู่เฉิงหลินเอ่ยออกมามากกว่า ….. หาได้ยากที่น้องชายผู้นี้จะเรียกนางว่าพี่สาว นับแต่พวกเขาเกิดมาจนถึงตอนนี้นับได้ไม่ถึงสิบครั้งเลยกระมัง
“เจ้าจะเอาไปทำอะไร ?”
“คือว่า…. มีคนบางคนที่ข้าไม่ต้องการติดหนี้บุญคุณน่ะ” สีหน้าของเขามีความลำบากใจ ทำให้มู่เชียนไม่คิดถามต่อ
“จะเป็นไรไปเล่า…ผู้มีพระคุณของเจ้าก็คือผู้มีพระคุณของข้าเช่นกัน อีกสักครู่ข้าจะให้จือจือนำไปให้” หากเข้าไปปรุงโอสถรวมปราณในมิติกำไลคิดว่าคงใช้เวลาไม่นาน
ขอบคุณมาก มู่เฉิงหลินคลี่ยิ้มสว่างไสวแล้วเดินจากไป
มู่เชียนหันหลังกลับมา นางมองศิษย์พี่ทั้งสี่ที่ยืนรออยู่ไม่ไกลด้วยดวงตาอ่อนโยน
“ควรมอบโอสถรวมปราณให้พวกเขาได้แล้วกระมัง” มู่เชียนรำพึงเบาๆ ดูท่านางคงต้องรีบกลับไปปรุงโอสถแล้วมิเช่นนั้นอาจไม่ทันตอนเย็น
หลังจากที่นางสามารถปรุงโอสถระดับสี่ได้ด้วยตนเองจนคล่องแคล่ว เสี่ยวจิ้งก็สอนให้นางปรุงโอสถรวมปราณที่มีสองถึงสามธาตุในเม็ดเดียว เพื่อใช้กับพรรคพวกคนอื่นๆของนาง สำหรับโอสถธาตุผสมนี้แม้ปฏิกิริยาจะรุนแรงกว่าโอสถธาตุเดี่ยวอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ดีกว่ากินพร้อมกันสองเม็ดในครั้งเดียว
เย็นวันนั้น มู่เชียนออกจากกำไลมิติพร้อมกับโอสถรวมปราณห้าขวด นางให้เสี่ยวจือจือนำโอสถรวมปราณธาตุแสงและธาตุลมไปให้กับมู่เฉิงหลิน ส่วนตัวนางและเสี่ยวจิ้งเดินไปทางกระโจมพักของพวกโม่เจี้ยน พวกเขาเพิ่งกลับจากการลานประลอง เห็นมู่เชียนยืนอยู่หน้ากระโจมก็แจ้งผลการประลองให้นางฟัง
“วันนี้สำนักตะวันออกเป็นผู้ชนะ ดังนั้นในวันพรุ่งนี้จะเป็นการประลองระหว่าง ตำหนักเซียนอัคคีกับสำนักตะวันออก ส่วนหมู่ตึกพฤกษาของพวกเราประลองกับสำนักทิศใต้” ฉวนสี่เอ่ยสรุปเหตุการณ์ให้มู่เชียนฟัง
“ศิษย์สำนักรองพวกนั้นไม่เลวเลยนะ สำหรับระดับนักยุทธ์นับว่าพวกเขาถือเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวทีเดียว” หยางอี้ปินกล่าวขึ้นบ้าง
“ข้าว่าไม่เท่าไหร่นะ หากเป็นข้าคงทำได้ดีกว่านั้น” โม่เจี้ยนเชิดหน้าขึ้นแล้วกล่าวอย่างมั่นใจ
“เฮ้อ…. โชคดีที่เจ้ายืนอยู่ด้านล่าง” จ้าวซงแสร้งถอนหายใจยาวเพื่อยั่วยุโม่เจี้ยน ทำให้โม่เจี้ยนโมโหยกใหญ่
“ศิษย์พี่ทั้งหลาย ข้าขอเวลาสักครู่” มู่เชียนเอ่ยยิ้มๆ แล้วหยิบโอสถสี่ขวดออกมา บนขวดแต่ละขวดนั้นได้เขียนชื่อของพวกเขาเอาไว้
“นี่คือโอสถรวมปราณที่ข้าปรุงได้ หากท่านไว้ใจข้าก็ลองนำไปใช้เถิด”
บุรุษทั้งสี่ตาลุกวาบ เป็นที่รู้กันว่าโอสถรวมปราณนั้นมีราคาสูงมาก มีเพียงปราชญ์ยุทธ์เท่านั้นที่สามารถปรุงได้ ใช้สำหรับนักยุทธ์เพื่อให้ก้าวเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ได้เร็วขึ้น
จ้าวซงที่ปกติแล้วก็มีความสนใจในศาสตร์ปรุงยาที่สุด รีบเปิดขวดแล้วเทยาออกมาสำรวจเป็นคนแรก โอสถกลมเกลี้ยงสีเขียวสลับแดงแปลกประหลาดกลิ้งออกมาทันที
“คุณหนู เหตุใดโอสถนี่ต่างจากโอสถรวมปราณทั่วไปอยู่บ้าง” ใบหน้าของเขามีเพียงความสนใจใคร่รู้ มิได้มีความสงสัยแม้แต่น้อย ทุกคำพูดของมู่เชียนเขาให้น้ำหนักมากที่สุดเสมอ
“นี่เป็นโอสถรวมปราณสำหรับปราณธาตุเฉพาะบุคคล ได้ผลดีกว่าสูตรเดิมมากนัก”
ฉวนสี่โม่เจี้ยนและหยางอี้ปินเทออกมาบ้าง ก็พบว่าแต่ละเม็ดของพวกเขาไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย เป็นสีประจำปราณธาตุของพวกเขาทั้งสิ้น ฉวนสี่ได้สีเขียวสลับฟ้า หยางอี้ปินได้สีน้ำตาลปนสีเงิน ส่วนโม่เจี้ยนนั้น
“เอ๋… ของข้าควรจะเป็นสีแดงสลับขาวมิใช่หรือ?” โม่เจี้ยนมองโอสถเม็ดสีเขียวสลับแดงและขาวในมืออย่างงุนงง
“ข้ามิได้มีปราณธาตุไม้เสียหน่อย”
“กินๆไปเถอะน่า ไม่เสียหายหรอก” เสี่ยวจิ้งตะคอกเสียงดุ ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งอย่างตกใจ
นับแต่เห็นร่างจริงของเสี่ยวจิ้งเขาแทบไม่กล้าสบตามังกรตัวน้อยนี่อีกเลย นั่นมันมังกรระดับมหาอสูรเชียวนะ เขายังหวงแหนชีวิตน้อยๆของเขาอยู่
“ระหว่างรับประทานอาจจะเจ็บปวดอยู่บ้างแต่ข้ารู้ว่าพวกท่านจะผ่านมันไปได้” มู่เชียนเอ่ยอย่างมั่นใจ
ร่างกายของนักยุทธ์ระดับสูง กับยอดยุทธ์ขั้นต้นย่อมแข็งแกร่งทนทานกว่ายามที่นางกลืนโอสถทั้งเจ็ดเม็ดตอนนั้นมากนัก ในเมื่อนางผ่านมันมาได้พวกเขาก็คงยิ่งไม่มีปัญหา
“จือจือนางเป็นอย่างไรบ้าง ?” ฉวนสี่เอ่ยถามถึงอสูรตัวน้อยที่ไม่ได้พบมาหนึ่งวันแล้ว หลังถูกพิษนางก็หลับอยู่ตลอด จึงอดเป็นห่วงไม่ได้
“ศิษย์พี่ไม่ต้องกังวล อีกไม่นานนางต้องหายดีแน่”
ฟังมู่เชียนเอ่ย สีหน้าของฉวนสี่จึงดีขึ้นมาก จะมีผู้ใดรู้ถึงร่างกายของสัตว์อสูรได้ดีไปกว่าเจ้าของพันธะสัญญาอีกเล่า
ชายหนุ่มทั้งสี่เอ่ยขอบคุณมู่เชียนสำหรับโอสถรวมปราณอีกครั้งก่อนจะเอ่ยลา ดูแล้วคงจะรีบไปทดลองโอสถรวมปราณพวกนั้นเป็นแน่
มู่เชียนไม่คิดสนใจการประลองของสำนักรองกับสำนักหลัก เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรสำนักหลักก็ต้องชนะอยู่แล้ว จึงกลับเข้าไปฝึกวิชาในหอรวมปราณอีกครั้ง เมื่อนับได้สิบวันพอดีจึงก้าวออกมา ยามนี้นางสำเร็จยอดยุทธ์ชั้นกลางค่อนปลายแล้ว
โทษไม่ได้ที่การฝึกของนางจะช้าไปบ้าง ด้วยระดับความจุอันมหาศาลที่จุดตันเถียนของนาง เปรียบได้กับเติมน้ำลงมหาสมุทร การจะให้ระดับน้ำนั้นสูงขึ้นแต่ละครั้งไม่ง่ายเลยจริงๆ
วันนี้เป็นการประลองปราณยุทธ์ระหว่างสำนักหลักทั้งสอง มู่เชียนก้าวเข้ามายังบริเวณลานประลอง บนแท่นสูงปราศจากร่างขององค์รัชทายาทจากทั้งสองแคว้น มีเพียงองค์ราชาและองค์ชายใหญ่ที่มาร่วมเป็นพยานเท่านั้น เด็กสาวกวาดตาไปรอบๆก็เห็น โม่เจี้ยนหยางอี้ปิน และจ้าวซงยืนอยู่ทางด้านหนึ่ง จึงเดินเข้าไปหา ชายหนุ่มทั้งสามเห็นมู่เชียนเดินมาก็ยิ้มกว้างให้อย่างยินดี
“เสี่ยวเชียน โอสถของเจ้าวิเศษมาก เจ้าดูสิ พวกเราสำเร็จยอดยุทธ์แล้ว” มู่เชียนมองไปก็สังเกตุเห็นตามนั้น
“ขอบคุณศิษย์น้อง” หยางอี้ปินยิ้มแย้มสดใส หากไม่ได้โอสถของนางเกรงว่าเขาคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะบรรลุยอดยุทธ์ได้
“ขอบคุณคุณหนูที่ส่งเสริม” จ้าวซงมองมู่เชียนด้วยดวงตาเคารพยกย่อง และซาบซึ้งใจอย่างมาก ที่ผ่านมาแม้ตระกูลจ้าวจะสนับสนุนนทรัพยากรแก่เขา แต่ก็ไม่ใช่ของที่มีราคามากเช่นนี้ ทั้งยังเป็นการให้เปล่าอีกด้วย เขาคิดไม่ผิดจริงๆที่คิดติดตามนาง ยามนี้ต่อให้ตีให้ตายเขาก็ไม่ไปจากตระกูลมู่เด็ดขาด
“พวกท่านอย่าเกรงใจข้านักเลย โอสถนั้นมีค่าก็จริง แต่พรสวรรค์ของพวกท่านไม่ธรรมดาจึงมาได้ถึงขั้นนี้…… จริงสิ ศิษย์พี่ฉวนเล่า ?”
“เขายังไม่ออกจากการเก็บตัว ดูแล้วคงมีผลลัพธ์ที่น่าตื่นตาเป็นแน่” จ้าวซงเอ่ย
บนเวทีนั้นอู่เฉินกังศิษย์พี่ของพวกเขากำลังสู้กับต่งซื่อชางจากตำหนักอัคคี การต่อสู้นั้นน่าตื่นตาและทรงพลัง ทว่าด้วยระดับการฝึกตนที่ต่ำกว่าแม้จะพยายามอย่างที่สุดแล้วอู่เฉินกังยังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป ตำหนักเซียนอัคคีโห่ร้องอย่างยินดี
“ตัวแทนจากตำหนักเซียนอัคคีคือผู้ชนะในวิถีปราณยุทธ์ ตามกฏการประลองแล้วเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานท้าประลองผู้ชนะได้ มีผู้ใดต้องการประลองกับต่งซื่อชางหรือไม่ ?”
“รอบด้านเงียบกริบ สำหรับยอดยุทธ์ชั้นปลายย่อมนับเป็นจุดสูงสุดของศิษย์ทั้งหลายแล้ว จะมีผู้ใดในที่นี้กล้าขึ้นไปท้าประลองอีกเล่า ?”
“เช่นนั้นข้าขอประกาศว่า…..”
“ฉวนสี่ ศิษย์จากหมู่ตึกพฤกษาขอท้าประลองตัวแทนจากตำหนักอัคคี”
ร่างสีขาวร่างหนึ่งกระโดดขึ้นบนเวที มู่เชียนมองไปแล้วก็ตกใจอย่างมาก
“ศิษย์พี่ฉวน…?!”