หลังจากที่ธันวาเดินกอดคอลากรุ่นน้องคนสนิทลัดเลาะผ่านทางเดินเชื่อมอาคารมาได้สักพักใหญ่ในที่สุดเขาก็หยุดฝีเท้าลงพลางละวงแขนแกร่งออกจากลำคอของคนตัวเล็กกว่า
ริวลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับเพิ่งได้ต่อลมหายใจให้ตัวเองเด็กหนุ่มรีบยกมือขึ้นจัดคอเสื้อนักเรียนให้เข้าที่ พลางกวาดสายตามองไปรอบข้างก่อนจะพบว่าบัดนี้ตนเองได้มายืนหยุดอยู่หน้าห้องทะเบียนเป็นหนที่สองของวันเสียแล้ว
ทว่า... ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้พูดหรือทักท้วงอะไรออกไปธันวาก็ก้าวเท้าล่วงหน้าผลักประตูเลื่อนบานหนาแล้วเดินนําเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่คิดจะรีรอ
“ดะ... เดี๋ยวก่อนสิครับพี่ธันวา!รอผมด้วย!”
ริวร้องประท้วงเสียงหลงเขารีบออกเดินวิ่งเหยาะๆ ตามหลังรุ่นพี่เข้าไปติดๆฝ่ายประธานนักเรียนหนุ่มเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลังก็เพียงแต่เอียงหน้ามามองเล็กน้อยมุมปากหยักยกยิ้มบางเบาก่อนจะยืนกอดอกรอให้รุ่นน้องเดินมาขนาบข้าง
บรรยากาศภายในห้องทะเบียนไม่ต่างจากตอนกลางวันอากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศที่เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เช้าโชยมาปะทะผิวจนชวนให้ขนลุกซู่
ทว่า...สิ่งที่ไม่ต่างไปจากเดิมคือความเงียบงัน แม้แต่ของทุกสิ่งทุกอย่างบนโต๊ะทำงานยังคงวางแน่นิ่งอยู่ณ ตำแหน่งเดิมในความสลัว
ขณะที่ริวกำลังยืนเคว้ง มองซ้ายมองขวารอบห้องอยู่นั้นธันวากลับเดินผ่านร่างของเขาตรงดิ่งไปยังคอมพิวเตอร์ส่วนกลางที่ตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์อีกฝั่งตรงมุมห้องและระหว่างทางเดินนั้นมือหนาของรุ่นพี่ก็ไม่ลืมที่จะเอื้อมไปหยิบแฟ้มเอกสารปกแข็งหนาเตอะซึ่งระบุฉลากว่าเป็น ข้อมูลส่วนตัวบุคลากรภายในโรงเรียน ติดมือมาด้วย
ธันวาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานเลื่อนแฟ้มระบบเปิดออกวางตรงหน้าก่อนที่มือทั้งสองข้างจะระดมกดลงบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ นิ้วเรียวรัวแป้นพิมพ์อย่างชำนาญ
ริวที่เห็นแบบนั้นก็มีความกังวลขึ้นมาทันทีเขาจึงรีบสาวเท้าตามไปหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ของรุ่นพี่ ก่อนจะชะโงกหน้ามองจอภาพสลับกับแฟ้มเอกสารแล้วกลั้นใจถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกล้าๆกลัวๆที่จะล่วงเกินหน้าที่ของอีกฝ่าย
“พี่... จะทำอะไรเหรอครับ”
ธันวาละสายตาออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ชั่วครู่หันมาเลิกคิ้วมองรุ่นน้อง
“ก็ทำตามแผนไง”
“เอ่อ... แล้วแผนที่พี่ว่านี่มัน...คืออะไรเหรอครับ”
ประธานหนุ่มเอียงคอเล็กน้อยนัยน์ตาคู่คมจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไร้ความปิดบังก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเป็นปกติ
“ก็ริวบอกพี่เองไม่ใช่เหรอ...ว่าก่อนหน้านี้มีคนส่งซองกระดาษสีขาวที่ข้างในมีเงินมาให้ใช้ตลอด”
ริวชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ “ใช่ครับ...แต่ความหมายของพี่คือ...”
“พี่ก็เลยตั้งสมมติฐานว่าคนที่น้องกำลังตามหาตัวอยู่เนี่ย จะต้องเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินสูงมากแน่ๆ” ธันวาหมุนเก้าอี้กลับไปรัวแป้นพิมพ์ต่อ“และถ้าหากคนๆนั้นเป็นบุคลากรหรือครูในโรงเรียนนี้จริง ก็ต้องเป็นครูที่อยู่ในตำแหน่งที่เงินเดือนสูงแน่ๆ”
“หรือถ้าเป็นครูทั่วไป... ก็คงต้องกู้หนี้ยืมสินจากระบบภายในเพื่อเอาเงินก้อนนั้นมาส่งให้เรา”
“แล้ว... พี่จะตรวจสอบยังไงล่ะครับข้อมูลพวกนั้นมัน...”
“พี่คิดไว้ว่าจะเอาเลขบัตรประชาชนของครูที่น่าสงสัยในแฟ้มนี้มาใช้สิทธิ์ระบบประธานค้นดูในคลังข้อมูลของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูน่ะ”
คำตอบนั้นทำเอาสมองของริวถึงกับอึ้งชะงักกึกไปในทันทีก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นรัวแรงด้วยความตื่นตระหนก เพราะสิ่งที่รุ่นพี่กำลังทำอยู่ ณเวลานี้ มันผิดกฎหมายเข้าเต็มๆ!
“พี่จะทำแบบนั้นไม่ได้นะครับ!”ริวเผลอขึ้นเสียงเตือน
“ทำไมจะทำไม่ได้เล่า”ธันวาย้อนถามหน้าตาย
“ก็มัน... มันผิดกฎหมายเลยนะครับ!พี่เป็นประธานสภานักเรียน พี่ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจนี่ครับ ว่าถ้าโดนจับได้เรื่องใหญ่แน่!”
ธันวายังคงกดแป้นพิมพ์ต่อไปโดยไม่ทุกข์ร้อน“ก็ใช่... แต่ทำๆไปเถอะ”
คำพูดหน้าระรื่นราวกับเรื่องที่ทำเหมือนเป็นเพียงแค่การเปิดดูข้อมูลทั่วไปทำเอาเกล็ดเหงื่อเย็นๆผุดซึมตามไรผมของริว
เด็กหนุ่มหน้าถอดสีจนแทบไม่มีสีเลือดแม้ในใจจะอยากจะห้ามปรามให้ถึงที่สุดแต่เมื่อสบเข้ากับความเด็ดเดี่ยวในแววตาของรุ่นพี่ เขาก็กลับน้ำท่วมปากไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาทัดทานได้อีก สุดท้ายจึงทำได้เพียงยืนนิ่งขึงมองดูปลายนิ้วของรุ่นพี่อยู่แบบนั้น
ทว่า… ธันวาที่สังเกตท่าทีของคนข้างกายผ่านเงาสะท้อนบนกระจกจอภาพอยู่ตลอดเวลาก็รู้ได้ทันทีว่าลูกแกะสายระแวงตัวนี้กำลังคิดวิตกจนเตลิดไปไกลนิ้วเรียวหยุดชะงักจากการกดแป้นพิมพ์ ประธานหนุ่มผุดลุกขึ้นเต็มความสูงก่อนจะก้าวเข้าหาและใช้ฝ่ามือหนาวางแปะลงบนบ่าไหล่ที่กำลังสั่นน้อยๆ ของริว
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ...เรื่องนี้รู้กันแค่ริวกับพี่สองคน ถ้าไม่มีใครมาเห็น...มันก็แปลว่าไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นแหละ”
“อีกอย่างหลังจากการประชุมบอร์ดใหญ่เสร็จทั้งครูและบุคลากรคนอื่นๆก็น่าจะแยกย้ายกันเก็บของกลับบ้านหมดแล้ว ทางสะดวกจะตายไป”
“พี่... พี่มั่นใจได้ยังไงล่ะครับ” น้ำเสียงของริวยังคงเบาหวิวเต็มไปด้วยกระแสความหวาดหวั่น
ธันวาออกแรงบีบไหล่รุ่นน้องเบาๆคล้ายจะส่งผ่านความมั่นใจไปให้ พลางหัวเราะในลำคอ
“หึๆ พี่เป็นประธานสภานักเรียนมาสองปีเรื่องเวลาเข้าออกหรือพฤติกรรมของครูที่นี่ พี่เห็นจนเป็นเรื่องประจำวันอยู่แล้วล่ะ”
ริวก้มหน้าลงเล็กน้อย หลบสายตาคมกริบคู่นั้น“ครับ...”
แม้ปากจะยอมขานรับไปแบบนั้น แต่สีหน้าและแววตาของเด็กหนุ่มยังคงเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ความเงียบงันโรยตัวลงมาอีกครั้งก่อนที่ธันวาจะขยับยิ้มบางพลางเอื้อมมือหนาเชยปลายคางของรุ่นน้องขึ้นมาเบาๆบังคับให้นัยน์ตาคู่นั้นต้องสบสายตากับเขาตรงๆ
“พี่บอกริวแล้วไง... ว่าอยู่กับพี่ไม่มีอะไรต้องห่วงทั้งนั้น”
สัมผัสอบอุ่นที่ปลายคางทำเอาหัวใจของริวสะดุดกึกร่างกายตอบสนองด้วยความเลิ่กลั่กหน้าร้อนผ่าว เด็กหนุ่มรีบสะบัดหน้าหนีจากรุ่นพี่ทันควันก่อนจะรีบเสไสแก้เก้อเสียงสั่น
“ครับ!... งั้น...งั้นพี่จะทำอะไรก็รีบๆทำเถอะครับ ก่อนที่จะมี รปภ. เดินตรวจเวรผ่านมาทางนี้”
พูดจบเด็กหนุ่มก็รีบหันหลังขวับเพื่อหลบสายตาคมกริบที่กำลังยิ้มล้อเลียนของรุ่นพี่ริวกวาดสายตาเลิ่กลั่กมองหาอะไรก็ได้มาทำแก้เขินก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับตั้งแฟ้มเอกสารประวัติครูที่วางอยู่ในตู้อีกฝั่งของเคาน์เตอร์
“เอ่อ… งั้นเดี๋ยวผมไปหาดูข้อมูลของครูคนอื่นๆเพิ่มนะครับ เพื่อว่าจะเจอคนที่น่าสงสัย”
ริวพูดโดยไม่ยอมหันกลับมามองหน้ารุ่นพี่ที่นั่งอยู่ก่อนจะเดินไปยังตู้นั้นแล้วหยิบแฟ้มออกมา นิ้วเรียวรีบพลิกหน้ากระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งที่ในใจยังคงเต้นโครมครามไม่หาย
แต่ริวก็ไม่รู้ตัวเลยว่า ทุกๆครั้งที่เขาขยับตัวเดินไปมา หรือแม้แต่หยิบจับอะไร สายตาคมกริบของรุ่นพี่ประธานสภานักเรียนที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์จะคอยเหลือบมามองความเรียบร้อยของเขาอยู่เป็นระยะๆ
เวลาภายในห้องทะเบียนทอดยาวผ่านไปหลายชั่วโมงอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งแสงแดดสีทองดวงโตนอกหน้าต่างค่อยๆลับขอบฟ้าไปเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้กลายเป็นความมืดสลัวอันเงียบสงัด
“เฮ้อ...”
เสียงพ่นลมหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายดังมาจากโต๊ะคอมพิวเตอร์ส่วนกลางธันวาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางนวดขมับเบาๆนัยน์ตาคู่คมฉายแววอ่อนล้าหลังจากสแกนข้อมูลระบบอย่างละเอียดแต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆเลย
ประธานหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูงจัดการปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์คว้าแฟ้มประวัติปกแข็งเดินไปเก็บเข้าชั้นตามตำแหน่งเดิมอย่างเป็นระเบียบก่อนจะหันไปกวาดสายตามองหารุ่นน้องที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเปิดดูแฟ้มอยู่ที่ตู้เอกสารอีกฝั่งของห้อง
“ริว... พอแค่นี้ก่อนเถอะฟ้ามืดหมดแล้วเดี๋ยวภารโรงจะมาเดินล็อกตึกซะก่อน”
“ครับ...” ริวขานรับเสียงเบา
เด็กหนุ่มปิดแฟ้มในมือเก็บเข้าที่พลางลอบถอนหายใจเงียบๆด้วยความผิดหวังที่ไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเดินก้าวออกจากห้องทะเบียนและปิดบานประตูล็อกลงอย่างเงียบเชียบ
ตามทางเดินยาวด้านนอกอาคารเรียนแสงโพล้เพล้ของวันเริ่มโรยตัวลงต่ำหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ตามขอบทางเดินและริมรั้วเริ่มสว่างขึ้นโดยอัตโนมัติริวออกเดินนำหน้าธันวาอยู่ไม่กี่ก้าวลมเย็นยามค่ำพัดมาเอื่อยๆพาให้บรรยากาศรอบตัวดูวังเวงขึ้นถนัดตา
เมื่อเดินมาถึงประตูทางออกหน้าโรงเรียนเด็กหนุ่มก้าวเท้าข้ามทางม้าลายไปยังถนนอีกฝั่งแล้วเดินทอดน่องไปตามแนวฟุตบาทข้างทางเพื่อมุ่งหน้ากลับหอพัก
ทว่า... หลังจากเดินไปได้สักระยะสัญชาตญาณความระแวงของริวก็ทำงานเด็กหนุ่มสังเกตเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของรุ่นพี่ประธานสภานักเรียนยังคงเดินทอดน่องตามหลังเขามาติดๆไม่ยอมห่างแทนที่จะหยุดยืนรอรถตู้หรูมารับกลับคฤหาสน์ที่หน้าประตูโรงเรียนเหมือนเช่นทุกครั้ง
ริวชะงักฝีเท้าหันขวับกลับไปมองรุ่นพี่พลางถามด้วยความสงสัย “พี่...ไม่ยืนรอรถมารับเหรอครับ”
ธันวาหยุดเดินยัดมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงนักเรียนก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทางเรียบเรื่อยตามสไตล์
“พี่ก็แค่อยากไปดูว่าหอพักที่ริวอยู่ตรงไหนน่ะพาพี่ไปดูหน่อยสิ”
เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นริวก็ทำได้เพียงกะพริบตาปริบๆ แม้จะนึกแปลกใจในความใส่ใจแบบปุบปับของอีกฝ่ายแต่เขาก็ไม่ได้ไล่หรือว่าอะไร จากนั้นหันหลังกลับแล้วออกเดินนำรุ่นพี่จ่าฝูงมุ่งหน้าต่อไปบนทางเดินเท้าเงียบๆ
ณ หอพัก
อาคารปูนสองชั้นสีขาวหม่นตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าผนังคอนกรีตที่ผ่านแดดผ่านฝนมาอย่างยาวนานทิ้งร่องรอยซีดจางและคราบฝังลึกตามกาลเวลาหลังคาทรงจั่วสีเข้มทอดเงายาวลงมาบดบังพื้นที่ด้านล่างจนดูทึมเทา
ริวเดินมาหยุดยืนตรงหน้าประตูทางเข้าหอพักก่อนจะหันกลับมาบอกร่างสูงที่เดินมาส่งถึงที่
“ถึงแล้วครับ... นี่ก็… หอพักที่ผมอยู่”
ธันวาไม่ได้ตอบคำในทันทีนัยน์ตาคมกริบกวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆบริเวณ บรรยากาศรอบตัวดูเก่าคร่ำคร่า ต่างจากคฤหาสน์หรูของเขาอยู่มาก
ทว่าลึกๆแล้วมันกลับให้ความรู้สึกที่สงบเงียบและสันโดษอย่างประหลาดชายหนุ่มพยักหน้ารับเบาๆ ขยับรอยยิ้มบางส่งให้รุ่นน้องตัวเล็กตรงหน้า
“อืม... บรรยากาศเงียบดีนะ” ธันวาพูดด้วยเสียงทุ้มลอยๆ “ไว้ถ้าวันไหนพี่ว่างๆหรือเกิดเบื่อบ้านขึ้นมา... เดี๋ยวพี่แวะมาหาแล้วกัน”
“ครับ...”ริวพยักหน้ารับนิ่งๆ
ใบหน้าเรียบเฉยทว่าหัวใจแอบเต้นผิดจังหวะไปแวบหนึ่งกับคำว่าเดี๋ยวแวะมาหา ทำเอาเด็กหนุ่มหมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินเข้าไปในเขตหอพักเพื่อตัดบท
ฝ่ายธันวาที่ยังคงยืนอยู่คนเดียวบนฟุตบาทมองแผ่นหลังของรุ่นน้องที่กำลังเดินห่างออกไปทีละน้อยในอกของเขามันมีความรู้สึกอัดอั้นขึ้นมา ราวกับมีลางสังหรณ์กำลังจะบอกเขาว่า ในอนาคตอันใกล้ปู่อาจจะดึงเขาให้ออกจากความสงบสุขตรงนี้
ในวินาทีนั้นเอง ธันวาตัดสินใจพูดรั้งเสียงแผ่วเบาทว่ามันกลับกังวานพอที่จะทำให้เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อได้ยินชัดเจน
“นี่ริว...”
ฝีเท้าของริวหยุดชะงักเด็กหนุ่มค่อยๆหันหน้ากลับมามองรุ่นพี่ตรงๆด้วยแววตาสงสัย ส่วนธันวาสบตาคู่นั้นเงียบๆก่อนจะระบายยิ้มละมุนๆ แล้วพูดประโยคที่กลั่นออกมาจากใจจริง
“บางครั้ง...การที่พี่ได้ใช้เวลาอยู่กับริวแบบนี้ มันก็ทำให้พี่รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยนะ”
ประโยคนั้นทำเอาริวอึ้งไปครู่หนึ่งก้อนความอบอุ่นบางอย่างแล่นเข้ามาเกาะกุมหัวใจเด็กหนุ่มพยักหน้ารับอย่างนอบน้อมเพื่อซ่อนความรู้สึกก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติ
“ครับ...ไว้พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะครับพี่”
“อืม พรุ่งนี้เจอกัน”
สิ้นสุดเสียงนั้นริวก็หันหลังแล้วเดินก้าวลึกกลับเข้าไปภายในหอพักทิ้งให้ความมืดกลืนรอยร่างไปทีละน้อย ส่วนธันวายังคงยืนนิ่งขึงสายตาทอดมองความว่างเปล่าตรงประตูทางเข้าอยู่เนิ่นนานราวกับอยากจะบันทึกภาพแผ่นหลังนั้นไว้ในความทรงจำก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินย้อนกลับมายังหน้าประตูโรงเรียนเพื่อโทรศัพท์เรียกให้คนขับรถมารับ
ระหว่างที่ยืนรออยู่ใต้แสงไฟริมทางที่สาดส่องลงมาธันวาลอบถอนหายใจยาวออกมาเป็นระยะๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหม่อมองท้องฟ้าที่กำลังมืดท่ามกลางเสียงลมพัดวิ้ว เขาพยายามปล่อยลมหายใจเพื่อขับไล่ความอึดอัดระคนใจหายในอกออกไป...