“ไท่จื่อกำลังเดินทางมาที่นี่มิใช่หรือ สถานการณ์ชายแดนมิอาจคาดเดา หากจะมีการบังเอิญโชคร้ายสักครั้งคงไม่แปลกกระมัง”
ฉู่สิงเทียนมั่นใจว่าการลงมือของตนอีกครั้งจะไม่มีผู้ใดจับได้ดังเดิม คราวก่อนที่เสนาบดีจงพลาดท่าตนยังรอดปลอดภัยมาอย่างไร้ข้อกังขา คราวนี้อยู่ในแถบสมรภูมิรบอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
……….
การมาถึงของฉู่อี้โหมวนั้นยิ่งใหญ่สมตำแหน่ง อาวุธยุทโธปกรณ์ สมุนไพร เสบียงและกำลังพล ลำเลียงมายังชายแดนตะวันออกไม่ขาดสาย คนจำนวนมากบรรทุกข้าวของผ่านเมืองต้าฉู่ ส่งออกไปยังชายแดนทั้งวันทั้งคืนราวกับเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ทำให้กองทัพมีขวัญและกำลังใจเพิ่มสูงขึ้นอีกอักโข
“ขอเพียงกองกำลังของเราต้านทานศัตรูเอาไว้ให้ได้นานที่สุด รอจนได้ม้าพันธุ์จากทางเหนือมาถึงสถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเสบียงอาหารหรือทรัพยากรอื่นราชสำนักจะจัดส่งมาเสริมให้ไม่ขาด คนของเราจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่ต้องกังวลไป” ฉู่อี้โหมวแสดงภาวะผู้นำเรียกท่านอ๋องแม่ทัพนายกองมาร่วมประชุมภายในค่ายทหารเขตชายแดน
“ไท่จื่อยืนยันได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะว่าทางเราจะได้ม้าจากทางเหนืออย่างแน่นอน เพราะหากเราไม่ได้ม้าเราก็ต้องจัดกระบวนทัพกันใหม่ แผนของพวกเราคือส่งทหารเดินเท้าอ้อมไปที่ค่ายศัตรูทางแนวป่า หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าจากที่โล่ง ม้าของพวกเขาจะไม่เป็นประโยชน์หากเราใช้ป่าทึบเป็นที่กำบังกาย” แม่ทัพใหญ่ต้องการคำตอบ
หากมีม้าฝีเท้าเร็วทัดเทียมกับของอีกฝ่ายแผนการรบก็จะใช้การเผชิญหน้าโดยตรงกันในพื้นที่โล่งเพราะประหยัดเวลาและการขนส่งเสบียงหรือผู้บาดเจ็บก็ง่ายกว่านัก แต่หากไม่ได้ม้าพวกเขาต้องตัดสินใจส่งกำลังคนส่วนหนึ่งเข้าป่าไปเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่อาจรอช้า
“ข้ามั่นใจว่าครั้งนี้ราชครูซูจะไม่พลาดอย่างเด็ดขาด วางใจเถิดไม่เกิน 6 เดือนม้าเหนือจะพร้อมรบที่ฝั่งตะวันตกนี้อย่างแน่นอน!”
เห็นความมั่นอกมั่นใจของรัชทายาทฉู่อี้โหมวท่านแม่ทัพทั้งหลายก็วางใจได้ การรอม้าอีก 6 เดือนนั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะหากต้องส่งทหารเดินเท้าอ้อมเข้าป่า การขนส่งเสบียงและอาวุธก็อาจจะใช้เวลาใกล้เคียงกันด้วยซ้ำ และยังต้องแบ่งกำลังพลไว้หลอกล่อฝ่ายตรงข้ามว่ากองทัพฉู่ยังคงปักหลักอยู่ที่เดิมอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงร่วมกันวางแผนการรบสำหรับอีก 6 เดือนข้างหน้าโดยใช้ทหารม้าเป็นจุดสำคัญ
จบสิ้นการประชุมในค่ายทหาร ฉู่อี้โหมวก็เลือกพำนักอยู่กับเซี่ยหลุนที่จวนสกุลเซี่ย
“ตั้งแต่เหตุการณ์ที่หอเจียวฝางในครั้งนั้น พวกเราก็ยังไม่ได้ร่วมดื่มกันดีๆ สักครั้งเลย เอาอย่างนี้เถิดคุณชายเซี่ย คุณชายเกา พวกเจ้าก็พาพี่น้องของเจ้ามาร่วมโต๊ะกันที่จวนแม่ทัพเซี่ยสักครั้ง บอกทุกคนว่าครั้งนี้เราต่างเป็นพี่น้องไม่ถือยศถือศักดิ์อันใด ให้พวกเขาทำตัวตามสบายกัน” ฉู่อี้โหมวเรียกเกาซ่งอวิ้นไว้
เกาซ่งอวิ้นมาเข้าร่วมประชุมวางแผนในครั้งนี้ด้วยในฐานะนายอำเภอ เขาจำเป็นต้องรู้สถานการณ์บางอย่างที่กองทัพกำลังจะดำเนินการ เพื่อจัดสรรแรงงานและป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดกับชาวบ้านเพราะตัวเมืองต้าฉู่กับค่ายทหารอยู่ใกล้กันมาก
เวลานี้ฉู่อี้โหมวรู้ว่านอกจากเกาซ่งอวิ้น สกุลเกายังส่งทายาทมาประจำที่ต้าฉู่อีกสามคน เป็นโอกาสดีที่จะได้รู้จักกับตระกูลคหบดีที่ร่ำรวย รวมทั้งยังมีเซี่ยฟาหยางแม่ทัพน้อยที่จะกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ในอนาคต
จวนแม่ทัพเซี่ย เมืองต้าฉู่
ปลายยามเซิน (15.00-16.59) เกาซ่งอวิ้นพาเกาเจียงกั่ว เกาเจียวเจ๋อและเกาหลินหลันเข้ามาถึงจวนสกุลเซี่ย ฉู่อี้โหมวไม่ได้ทำให้เรี่องต้องวุ่นวายตามที่กล่าวไว้จริง ภายในจวนมีเพียงข้ารับใช้ในจวนออกมาต้อนรับนำทาง ทหารที่คอยอารักขาล้วนล้อมรอบอยู่นอกจวนทั้งสิ้น ทำให้สามพี่น้องที่ยังไม่เคยพบกับเชื้อพระวงศ์คนใดมาก่อนนอกจากพระสนมเกาผู้มีศักดิ์เป็นท่านอาหญิงของพวกตนคลายกังวลใจไปไม่น้อย
ฉู่อี้โหมว เซี่ยหลุนและเกาซ่งอวิ้นนั้นคบหากันจนคุ้นชิน ในเวลาส่วนตัวฉู่อี้โหมวก็มักจะเรียกคนทั้งคู่ว่าคุณชายด้วยความสนิทสนม พวกเขาจึงนั่งอยู่ในตำแหน่งใกล้ๆ กันและเริ่มดื่มกินกันตามปกติ มีเรื่องพูดคุยกันไม่หยุดหย่อน
เซี่ยฟาหยางจึงเป็นเจ้าบ้านที่คอยต้อนรับและพูดคุยกับสามพี่น้องสกุลเกาที่ร่วมโต๊ะเดียวกันอีกด้าน
เซี่ยหลุนลอบมองน้องชายคนรองหน้าแดงหูแดง พูดคุยซักถามเกาหลินหลันบ่อยๆ อย่างพึงพอใจ ไม่คิดว่าจะเป็นเซี่ยฟาหยางที่กลายมาเป็นกาวประสานใจระหว่างตนกับทายาทสกุลเกา เวลานี้ทั้งเกาที่สี่และเกาที่หกต่างก็ร่วมวงสนทนากับเซี่ยฟาหยางท่าทางถูกอกถูกใจยิ่งนัก
เกาหลินหลันนั้นตัดใจจากเซี่ยหลุนไปได้แล้ว เวลานี้นางเริ่มกลับมามีน้ำมีนวลพูดคุยแย้มยิ้มได้ตามปกติโดยไม่ต้องหลบสายตาเซี่ยหลุนอีกต่อไป เมื่อได้คุยกับเซี่ยฟาหยางนางก็ยังแสดงออกได้อย่างเป็นธรรมชาติและยังระมัดระวังตัวไม่ได้ปล่อยใจเพ้อฝันเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาเหมือนในอดีต
ผ่านไปเกือบชั่วยาม บ่าวรับใช้ในจวนแม่ทัพก็เข้ามากระซิบข้างหูเกาซ่งอวิ้น ชายหนุ่มจึงหันไปมองผู้มาใหม่ที่เดินมาหยุดรออยู่ที่ประตู
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอตัวสักครู่พ่อย่ะค่ะ ผู้ติดตามของกระหม่อมออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งเพิ่งจะกลับมาวันนี้ เขาเลยเข้ามารายงานตัว” เกาซ่งอวิ้นประสานมือคำนับทุกคนบนโต๊ะเป็นเชิงขอโทษ พลางขยับเก้าอี้เตรียมจะเดินออกมา
“ผู้ติดตามเจ้าคนนี้ก็คือคนเดิมที่ข้าเคยพบที่หอเจียวฝาง จริงสิ ทั้งสองคนก็มีส่วนความดีความชอบในครั้งนั้นด้วยเช่นกัน ข้ายังไม่รู้จักพวกเขาเลย” ฉู่อี้โหมวยกมือห้ามการกระทำของเกาซ่งอวิ้นไว้ และกวักมือเรียกผู้ติดตามของเกาซ่งอวิ้นและเซี่ยหลุนเข้ามาแทน
“ข้าน้อยฟู่เกอ/ข้าน้อยเหลยจี ถวายพระพรองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” สองบุรุษต่างวัยเดินเข้ามาถวายคำนับฉู่อี้โหมวพร้อมกัน
ฉู่อี้โหมวชะงักไปชั่วขณะสายตาหันไปจับจ้องที่ร่างขององครักษ์นามว่าเหลยจี องครักษ์ทั้งสิบของตนก็มิใช่ว่าเป็นสิบเหลยเหมือนกันใช่หรือไม่? แต่พระองค์ก็รักษาอาการแปลกใจไว้ได้อย่างแนบเนียน
“นี่เป็นของเจ้าทั้งสองคน ถือเป็นรางวัลจากข้า” ฉู่อี้โหมวล้วงถุงผ้าไหมอวิ๋นจิ่น(1)ใบเล็กสองใบส่งให้คนทั้งสอง
หลังจากคนทั้งสองกล่าวขอบพระทัยแล้วก็แยกตัวออกไป
“เหลยจี เหตุใดจึงกลับมาข้าสั่งให้ดูแลนางไว้ก่อนมิใช่หรือ? หรือมีเรื่องเกิดขึ้นทางนั้น" เกาซ่งอวิ้นเดินนำเหลยจีออกมาด้านนอก เร่งถามอย่างร้อนใจ
ตั้งแต่ตนเดินทางออกจากเมืองหลวง เขาก็สั่งให้เหลยจีคอยดูแลถังจื่อรั่วอยู่ห่างๆ ก่อนหน้านี้องครักษ์กลับมาส่งความให้ตนรู้แล้วครั้งหนึ่งว่าถังจื่อรั่วย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมในหมู่บ้านหนิงป่อ และเปิดร้านสมุนไพรสกุลจางที่เมืองซุ่นโจว ส่วนถังเยียนและถังฮุ่ยหลินยังคงอยู่อาศัยร่วมกับคนสกุลจางดังเดิม
เขาสั่งให้เหลยจีกลับไปที่หมู่บ้านหนิงป่ออีกครั้ง ให้สำรวจดูให้แน่ใจว่ามีคนในหมู่บ้านคนใดที่มีลักษณะไม่น่าไว้วางใจบ้างหรือไม่ เพราะต่อให้มีครอบครัวของลี่เลี่ยงหรง พวกเขาก็อาศัยอยู่ที่ร้านสมุนไพรในเมือง มีเพียงผิงซินเยว่กับถังจื่อรั่วเป็นสตรีเพียงสองคนต้องอยู่ในเรือนกันตามลำพัง
“ข้าติดตามคอยดูนางอยู่ห่างๆ ตามที่ท่านสั่งขอรับ หัวหน้าหมู่บ้านเหลียงเปียวยังคงดูแลนางดี และไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่องนางขอรับ นางปลอดภัยดีเพียงแต่ว่า..”
“แต่อะไร?” เกาซ่งอวิ้นใจเต้นระรัว
“ก่อนที่องค์รัชทายาทจะออกจากเมืองหลวง พระองค์ประกาศให้ท่านหมอเข้ามาช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของทหาร มีการระดมซื้อสมุนไพรและยาที่จำเป็นมาเตรียมไว้ ข่าวว่าสงครามในครั้งนี้จะยาวนานและรุนแรง ร้านสมุนไพรสกุลจางมีทั้งสมุนไพรและแพทย์ นางก็ถูกสั่งให้เข้าร่วมด้วยขอรับ”
“เหลวไหล!! นางเป็นสตรีจะมาเพื่ออันใดกัน ที่นี่มีเพียงทหารมีแต่บุรุษทั้งสิ้น” เกาซ่งอวิ้นพยายามควบคุมเสียงให้นิ่ง ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับหญิงสาวแล้ว แค่ต้องการรู้ว่านางปลอดภัยอยู่ในหมู่บ้านหนิงป่อก็เพียงพอ ไม่คิดว่าทางการจะสั่งให้หญิงสาวอย่างนางต้องมาเข้าร่วมด้วย และเขามั่นใจว่านี่เป็นคำสั่งของนายอำเภอเมืองซุ่นโจวที่ทำตามหน้าที่โดยไม่ได้คำนึงว่านางเป็นสตรี
(1) ผ้าไหมอวิ๋นจิ่น เป็นผ้าไหมชั้นสูงมักจะถักทอลวดลายด้วยดิ้นเงิน ดิ้นทอง และเส้นไหมสีต่าง ๆ