
เงือกสาวได้สดับฟังเสียงสัญญาณ ที่สะท้อนกลับมา ด้วยความแปลกใจจึงเอ่ย
" ท่านทวาณพ " จรรยา
...
" หืมมมม... ว่าอย่างไร " ทวาณพ
" เครือไม้นี้ หาใช่ของจริง แต่เป็มนต์ทอดยาวไกล ท่านลองสืบดูเถิด" นางยื่นรากไม้บางเบาให้ทวาณพสังเกต
" ข้าจักบึ่งไปเบื้องหน้า โดยกำลังโดยมาก ข้าจะลากมันไป ไม่ว่าจะสิ้นสุดที่ใด ญาณทิพย์เงือกของเ้า ตรวจสอบได้หรือไม่ถึงต้นทาง? " ทวาณพเอ่ยถามจรรยา
เงือกสาวพยักหน้าตอบรับ
ทวาณพนำเครือไม้ปริศนาพับรอบเอว หมายมุ่งไปข้างหน้าด้วยกำลังอาชาของตน หากแต่ตอนนี้เขาแปลงดั่งมนุษย์ จึงคืนร่างเดิมของสัตว์หิมพานต์ แล้วเร่งฝีเท้าผยองเดช สืบไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ทัณฑิมา ได้ยินเสียงฝีเท้าดัง และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ กำลังเข้ามาใกล้ตน แปลกใจไม่ต่างจากปรางค์นารี
" สัญณาณอันใด..." ปรางค์
....
" ทัณฑิมา...?? " ปรางค์
...
" อืมมม.. ข้าเองก็ไม่ทราบได้ ไม่ต่างจากเ้าหรอก" ทัณฑิมาถือกระบอง อาวุธของตนไว้มั่น
.....
กึ๊..... ดดดดดด !!!??!!?!!
เสียงดังทั่วบริเวณใกล้เคียง กระตุกไปถึงอีกฝั่งให้ขาด
เมื่อสิ้นมนต์ชั่ว เครือเถาวัลย์จึงปรากฎ และร่วงหล่นลงมา จรรยารับทราบถึงต้นทาง
เสร็จกิจการตรวจสอบ ยอดอาชาจึงรีบกลับไปสู่ที่เดิม
เสียงเริ่มหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ทัณฑิมากับปรางค์ ไม่สนใจต่อ
หันหน้า พร้อมเดินทางไปทางทิศใต้มุ่งสู่เขตป่าต้องห้ามด้วยกัน
++++++++++
ต้นทางเมื่อมนต์ขาดผึง... ไพรษาวายุจึงสดับรู้ด้วยความไม่สบอารมณ์หมาย ยืนขึ้นด้วยความโกรธา ในขณะที่นั่งชนแก้วเมรัยกับอิงอัสนีได้เพียงไม่กี่แก้ว
" ชิชะ !!!!... ของเล่นของข้า คงเล่นอีกไม่ได้แล้ว ลูกไม้เดิมของข้า ถูกจับต้องได้เสียแล้ว" เจาเอ่ยต่ออิงอัสนีผู้เป็สหาย
" สำเร็จตามเป้าหมายแล้ว งานของเราย่อมเป็ที่โปรดปรานของท่านชิษณุเป็แน่" อิงอัสนี
" อ้อ.. สหายข้า ข้าเอะใจ.. บางอย่าง" ไพรษา
" อันใด.... ?? " อิงอัสนี
" เ้าดูนังกินรีพิษนั่นทั่วร่างหรือไม่ " ไพรษา
" ???? " อิงอัสนี
" นั่นประไร!!!! ข้าว่าแล้วเชียว " ไพรษา
" ตาข้า หากไม่เลอะเลือนแล้ว บริเวณแผ่นหลังของนาง เยื้องไปที่ไหล่ แสงกระทบตาข้า จนข้าไม่อาจมองเห็นสิ่งใด " ไพรษา
" ท่านพักผ่อนให้มากขึ้นเสียเถิด ฮ่ะ ฮ่าาา " อิงอัสนี
....
"........" อิงอัสนีมีสีหน้าจริงจังขึ้น
" ครุฑอย่างเรา มีสักกี่อย่างที่หยุดดวงตาคมกริบดังเหยี่ยว หยุดความเหลื่อนไหวดั่งพายุ จะมีสักอย่างกัน " ไพรษา
" ข้าว่าพิษของนางประหลาดแล้ว ยังมีสิ่งเหนือกว่านั้นอีกหรือ... ?? " อิงอัสนี
....
" ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่เหมือนมีมนตรา.. ของ... อืมมม... เฮ้อ... " ไพรษา
" ท่านจะเอ่ยสิ่งใด อ้ำอึ้งให้เสียอารมณ์ข้าไปทำไม "
" มนตราที่เหนือกว่าพวกเรา ที่อยู่ในสังสารวัฏ ในวงล้อของกรรม " ไพรษา
" !!!!!!!! ท่านหมายถึง... " อิงอัสนี
" ใช่... หากไม่ใช่ฤทธิ์ระดับมหาเทพ 3องค์ เ้าคิดว่าเป็สิ่งใด " ไพรษา กระซิบเบาๆไม่กล้าเอ่ยเสียงดังออกไป
" ท่าน.... ตาท่านคงเลอะเลือนจริงแล้ว แค่กินรีกระจอกตนเดียว ทำให้ท่านสิ้นสติถึงเพียงนี้ ไม่มีพรจากมหาเทพองค์ใด มาเกี่ยวข้องกับนางได้หรอก นางแค่สัตว์กระจอกตัวนึงที่เรากำลังจะสังหารโดยง่าย สนทนากับท่านต่อ คงเหลวไหลไปไกล ข้าว่าท่านพักผ่อนเอากำลังเถิด..." อิงอัสนีไม่เชื่อคำของไพรษาที่สงสัย
++++++++++
ทางเข้าป่าต้องห้าม คือจุดที่อยู่บนสุดของน้ำตก ที่ไหลลงมาจากยอดหน้าผาสูงชัน แรงกดอากาศที่ช่างหนักหน่วงเกินกำลัง ทัณฑิมาจับปรางค์นารีไว้มั่น แม้นางไม่เต็มใจนัก แต่เขาขอร้องให้นางขึ้นหลังของเขา ไม่เช่นนั้นการนำทางจะถือว่าสิ้นสุด
นางยอมทำตาม...
ทัณฑิมาเหินสู่้าเพียงชั่วครู่ย่อมไม่ยากเย็น แต่ทัณฑิมาแกล้งใช้เวลานานกว่านั้นสองเท่า เพื่อเก็บ่เวลาที่เขามีความสุขใจ ประทับใจเอาไว้ แม้นางจะไม่รับรู้เลยก็ตาม
สองตนเดินทางมาอยู่ที่บริเวณ้า เดินด้วยเท้า ด้วยร่างแปลงสภาพมนุษย์เฉกเช่นสัตว์หิมพานต์ที่มีมนต์
แต่มือของเขายังจับข้อมือปรางค์เอาไว้อย่างถนอม ปรางค์นารีเพิ่งเอะใจ
" เราเดินเองได้ ท่านปล่อยมือเราเถิด"
" เอ่อ.. อ้อ!!! ใช่ๆ ข้าควรปล่อยมือเ้า" ทัณฑิมาละมือจากปรางค์อย่างช้าๆ
เดินสนทนากันมาเรื่อยๆ จนปรางค์นารีเริ่มรู้ชัดว่า เดินอย่างไรทิศทาง จึงเอ่ยถาม
" ท่านบอกเราเถิด ปลายทางคือทิศใด อีกนานหรือไม่ " ปรางค์
.... ดวงตาแดงก่ำ.. แฝงไปด้วยแววตาดุร้ายปรากฎ ทัณฑิมาหมายเข้าไปทำร้ายปรางค์นารี
นางอ่อนแรงจากการเดินทางเหลือเกิน คงตั้งตัวไม่ทันเสียแล้ว ได้แต่หลับตายอมรับชะตากรรม
เพียงครู่พริบตา ทัณฑิมาเขย่าตัวนาง เรียงนางสองสามครา
" ปรางค์... ปรางค์!!!! ได้โปรดตั้งสติ!!!!! "
แววตาของนางเริ่มกลับมามีแวว คืนสู่สภาวะเดิม...
" เ้าเป็อะไรหรือไม่ เ้าปกติแล้วหรือไม่" ทัณฑิมา
...
" อื.... มมม.." นางตอบพลางพยักหน้า
" นี่เป็พิษลวงตา ที่ปกคลุมทั่วเขตแดน
จากนี้ไปเ้าจงอย่าห่างจากข้า ต่อไม้ศักดิ์สิทธิ์จะปรากฏ เมื่อท่านกลืนชีวันรับรู้ถึง้จตนาดีของผู้มาเยือน บิดาข้าเคยกล่าวไว้ เ้ามั่นใจในตัวข้าหรือไม่... "
" แล้วถ้าเขาไม่ปรารถนาจะให้เราพบเล่าทัณฑิมา " ปรางค์
" เ้าตั้งสติก่อน.. ฟ้งข้านะ
ถ้าเขาไม่อยากจะพานพบ ข้าก็จะทำทุกวิธีให้เ้าได้พบเขา ข้าสัญญา " ทัณฑิมา
นางเริ่มควบคุมสติ และร่างกายดีขึ้น ยื่นมือ ไปรับมือที่แสนอบอุ่นของทัณฑิมา แล้วพยุงตัวยืนขึ้น...
~ ฮ่ะ... ฮ่าาาาาา ... เ้าพวกคนรุ่นใหม่
ร่วมมือกันได้ดี หากไม่ใช่บุตรของ ตฤณฑิมาสหายข้า ป่านนี้เข้าผลักเ้าตกเหวลึกไปนานแล้ว... ~
เสียงกังวาลก้องปริศนา...
ทันใดนั้นปรากฏตอไม้ในลักษณะ ไม่ได้อยู่พื้นดินโดยปกติ หากแต่กลับหัวลงมา ต่อไม้นี้ อยู่บนอากาศสูงขึ้นไป 20 ศอก เขาทั้งสองเห็นมันอย่างชัดเจน
~ ผู้สืบทอดการส่งสารสินะ ขว้างกระบองของเข้าเข้ามาในหลุมนี้เถิด ~
ทัณฑิมา มือกระบองประจำตัวไว้มั่น หมายมั่นว่า หากไม่ถูกลวง ก็ถือว่าเดาส่งเดชก็แล้วกัน เพราะอย่างน้อยก็รู้จักชื่อของบิดาตน คงไม่โชคร้ายเสียหาย
ทำการขว้างกระบองเข้าไปในโพลงไม้ที่อยู่เบื้องบน สักพักมิเกิดสิ่งใดๆขึ้น
ในใจก็หวั่น.. ว่าคงโดนผีป่าสักตนหลอกเข้าเสียแล้ว... มิทันได้นำพึงเสร็จ ก็มีเสียงอีกครา
~ อืมมม.. ศาสตราวุธของจริง... เข้ามาสู่ดินแดนของข้าเถิด ~
ทั้งสอง เหินร่างเข้าสู่จุดศูนย์กลางของตอไม้นั้น เพียงไม่นาน ตอไม้นั้นก็หายสิ้นไปในอากาศ
+++++++++
พอเข้าสู่ดินแดนของกลืนชีวัน ปรากฏศาลากลางน้ำหลังหนึ่ง ด้านข้างเป็หอสูง 19 ขั้นสู่เบื้องบนสูงขึ้นไปบนฟ้า

สายน้ำนิ่งสงบ พาจิตของทั้งคู่สงบนิ่ง
ก้าวแรก ย่างอย่างแ่เบาไปตามทาง เพื่อไปยังร่างกบสีเงินที่นั่งประทับอยู่บนใบปทุมที่อยู่เบื้องหน้า
++++++++++
( ติดตามตอน 21 )