ไม่ได้ตื่นเจ็ดโมงมานานมากแล้ว นานมากเลยล่ะ
ความที่ปกตินอนดึกเลยทำให้แทบจะไม่รู้จักคำว่าเจ็ดโมงอยู่แล้วก็ตาม เช้านี้จึงดูแตกต่างพอสมควร
ผมบิดตัวเบาๆพร้ะโกน "เอ้ยยยยยยยย"
เหมือนทุกครั้งที่ทำตอนตื่นนอน
ข้อดีอย่างเดียวของการที่ตอนนี้ไม่มีอะไรทำก็คือ กิจวัตร
ทุกอย่างในแต่ละวันเป็อะไรที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าซ้ำไปซ้ำมา
กาแฟดำหนึ่งแก้วตามด้วยรายการอะไรก็ได้ที่ยายเปิดอยู่ ถือเป็ครึ่งชั่วโมงแรกของความสุขในวันนี้
เช้านี้แม่ไม่ได้ทำกับข้าว ดังนั้นยาย แม่ และผม เราสามคนกำลังนั่งดูรายการทีวีที่ยายเปิดแบบสุ่มๆ
เพียงเพราะกำลังเฝ้ารออะไรบางสิ่งอย่างเงียบๆ
บางสิ่งที่เหมือนกัน
.
"ก๋วยเตี๋ยวตาหงวน" คือชื่อที่ผมเรียก
ก๋วยเตี๋ยวตาหงวนเป็ภาพของชายรูปร่างใหญ่ แต่เปี่ยมไปด้วยร่องรอยของนักสู้ ชื่อเหมือนคนจีนแต่สีผิวแดงเกรียมเพราะแดด
ตาหงวนมากับรถเข็นขายบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง พร้อมเสียงเคาะไม้เรียกลูกค้า
ป๊อกป๊อก ป๊อกป๊อก มาแต่ไกล ผมเดินออกจากบ้านเพื่อเรียกตาหงวน
"เอาอะไร ?" เสียงตาหงวนถาม
"ยายเอาบะหมี่เกี๊ยว แม่เอาเส้นใหญ่แห้ง แยกน้ำถุงใหญ่ ผมเอาเหมือนเดิม"
ผมตอบกลับไปแบบทุกครั้ง
"อย่าลืมซื้อให้น้องด้วยนะ" แม่ะโจากในบ้านพร้อมเดินออกมาสั่งเช่นกัน
"เอาบะหมี่เกี๊ยวสองถุง ไม่ใส่ผัก" เสียงแม่ยังคงพูดต่อไป
.
ระหว่างรอตาหงวนทำบะหมี่ผมก็ยืนนึกถึงอะไรที่สั่งไป อะไรที่สั่งประจำ. . .
หมี่ขาวเกี๊ยวหมูแดงแห้ง กระเทียมเจียวเยอะๆ !!
เมนูที่ผมเรียกว่าเหมือนเดิม
เริ่มต้นขึ้นเพราะตาหงวนเป็รถขายบะหมี่หมูแดงที่คนชอบบ่นว่า ทำไมไม่มีเส้นอื่น?
ตาหงวนเลยปรับกลยุทธ์โดยการเตรียมเส้นทุกเส้นที่คนจะสั่งไว้สำหรับลูกค้า ทำให้ผมสามรถสั่งเส้นหมี่จากรถขายบะหมี่ได้
บวกกับเกี๊ยวทำเองและหมูแดงฝีมือตาหงวนก็เพียงพอที่จะทำให้คนส่วนใหญ่น้ำลายสอ
บ้านเราโตมากับก๋วยเตี๋ยวตาหงวนครับ กินมาั้แ่เด็ก
ผมจำความได้ก็ตอนนั่งกินก๋วยเตี๋ยวตาหงวนเนี่ยแหล่ะ ดังนั้นแปลว่าน่าจะกินมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว
บ้านเรากับตาหงวนเลยคุ้นเคยกันพอสมควร
แม่เคยเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆผมเคยโมโหหยิบมีดหั่นหมูแดงไล่ฟันตาหงวนเพราะอะไรก็ไม่รู้มาแล้ว
ตาหงวนจึงเป็เหมือนลุงและหลานที่โตมาด้วยกันกับผม
ถ้าให้เปรียบก็คงเป็อะไรซักอย่างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแต่สามารถผสมลงไปในถ้วยเดียวกันได้
.
"เสร็จแล้ว" เสียงของตาหงวนเรียกผมกลับมา
พี่ชายเดินออกมาหน้าบ้านกับเสื้อกล้ามกางเกงบอล ตาหงวนจึงถามว่าเอาอะไรเช่นเคย
พี่ผมตอบกลับไปแบบเรียบง่าย. . .
.
"นี่กินมายี่สิบปีแล้วนะ"