ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่43 กระซิบจากริมบึง เงาปีศาจในคราบมนุษย์

    อวี้เหวินยังคงจ้องมองเขาอย่างแน่วแน่ ราวกับต้องการอ่านความจริงจากลึกในดวงจิตของอีกฝ่าย


    เฒ่าเจียนสูดลมหายใจลึก ก่อนเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “ราวหนึ่งเดือนก่อน ข้าออกเรือไปยังทะเลทางทิศตะวันตก จุดนั้นห่างจากชายฝั่งไกลพอควร ตั้งใจเพียงจะหาปูหาหอยไปขายแลกเบี้ย… แต่สิ่งที่ข้าเจอนั้น…”


    เขาหยุดนิ่ง ขยับถ้วยชามาแนบอก มือทั้งสองสั่นไหวเล็กน้อย


    “มัน… มันใหญ่โตราวกับเนินเขาเคลื่อนที่ได้ ลำตัวเรียวยาว ราวงูทะเลที่คลานบนผืนน้ำ… แววตามันวาววับ เยียบเย็นดั่งคมดาบในหิมะขาว ข้าแน่ใจว่า มันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา หากแต่เป็นสิ่งที่ผู้คนเล่าขาน… ‘เงามังกรใต้สมุทร’…”


    อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางสบตากับเซี่ยชิงหลัวซึ่งนิ่งฟังอยู่ข้างกาย แม้นใบหน้านางจะถูกผ้าขาวบางปิดบัง แต่เพียงแค่ดวงตางามที่ทอแววบางอย่างเจือแสงครุ่นคิด เขาก็รู้ได้ในบัดดลว่านางเองก็เข้าใจในสิ่งเดียวกัน


    “ท่านเคยได้ยินชื่อมันหรือไม่?” อวี้เหวินเอ่ยเสียงต่ำ


    เฒ่าเจียนพยักหน้าเบา ๆ “เคย… เคยได้ยินจากพวกชาวเรือเฒ่าในอดีต พวกเขาเรียกมันว่า ‘หลงหมิ่น’ …อสูรโบราณที่สืบสายโลหิตแห่งอสรพิษทะเลจากยุคดึกดำบรรพ์ มันไม่ค่อยปรากฏตัวบนผิวน้ำ และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์มาก่อน… แต่ตัวที่ข้าเห็นในวันนั้น…”


    เขาหยุด พลางกลืนน้ำลาย “…มันล่าเหยื่ออย่างดุร้าย สะบัดคลื่นยักษ์จนเรือแทบล่ม ข้าโชคดีที่เรือลอยห่าง มันจึงละเลยข้าไป ข้าถึงได้มีชีวิตกลับมานั่งอยู่ตรงนี้”


    อวี้เหวินหลุบตาลงครู่หนึ่ง เสียงเต้นของหัวใจเขาดังแว่วในโสตประสาท ความรู้สึกหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นในใจ ความแปลกประหลาดที่ซ่อนอยู่หลังม่านคลื่นแห่งสมุทรนี้ มิใช่แค่เงาอสูร หากแต่น่าจะมีบางสิ่งผลักดันให้มันออกจากห้วงลึก


    เขาหันไปยังเซี่ยชิงหลัวอีกครั้ง กระซิบเบา ๆ เพียงพอให้นางได้ยิน


    “เจ้าว่า… มันถูกบีบบังคับให้ขึ้นมาใช่หรือไม่?”


    นางสบตากับเขา พลางพยักหน้าเล็กน้อย


    “หากมันคือหลงหมิ่นจริง… ก็มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น—มีบางอย่างไล่มันขึ้นจากก้นสมุทร…”


    เสียงนั้นดั่งสายลมแผ่วผ่านห้วงใจ ทั้งสองสบตากันโดยไม่ต้องเอื้อนคำใดเพิ่มเติม ทว่ารู้โดยพร้อมเพรียง เรื่องนี้...ยังมิใช่จุดสิ้นสุด หากเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น...


    ใต้เงาไม้อันสูงตระหง่านริมรั้วฝั่งหนึ่งของหมู่บ้าน กระดิ่งลมส่งเสียงกังวานแผ่วเบาดั่งบทเพลงขับกล่อม คลอเคล้าไปกับจังหวะก้าวเท้าของสามผู้มาเยือน ท้องนภาเริ่มถูกย้อมด้วยสีทองแห่งยามเที่ยง แสงสุริยันสาดยาวผ่านม่านใบไม้หนาทึบราวกับผืนแพรไหมสีอร่ามสลับเงา เส้นทางเล็ก ๆ ทอดนำไปสู่เรือนของผู้ใหญ่บ้านนั้น ดูผิวเผินเรียบง่าย ทว่ากลับอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งวิถีชีวิตอันสงบเยือกเย็น ราวกับหลุดพ้นจากโลกภายนอกอันวุ่นวาย


    หลังจากกล่าวคำอำลาชายชราผู้นั้น อวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวจึงติดตามหลิวหงมาด้วยท่าทีอ่อนโยน เมื่อได้รับการเชื้อเชิญให้ร่วมสำรับอาหารกลางวัน อวี้เหวินเพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าของเขานิ่งสงบดุจผืนน้ำไร้คลื่น ทว่าในดวงตาลึกลับกลับฉายแววแห่งความใคร่รู้ เขาต้องการใช้โอกาสนี้สำรวจหมู่บ้านที่ดูผิดเเผกจากสามัญให้ถ่องแท้


    เซี่ยชิงหลัวก้าวเดินเคียงข้าง ดวงตากลมโตภายใต้ผ้าปิดหน้าบางเบา กวาดมองไปทั่วทุกทิศทาง แม้จะถูกซ่อนเร้น ทว่าแววตานั้นกลับคมกริบดุจอาวุธลับที่พร้อมทะลวงทุกสิ่ง บรรยากาศในหมู่บ้านนี้ช่างเงียบสงัดจนน่าประหลาด แม้แสงแดดจะแผดจ้า ทว่าในอกกลับสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่ไร้รูปร่าง ราวกับวิญญาณร้ายที่ซ่อนกายอยู่


    ฉับพลันนั้นเอง—


    “โอ๊ย!”


    เสียงร้องเล็กแหลมดังขึ้นจากมุมเรือนเบื้องหน้า เด็กชายผู้หนึ่งร่างเล็กวิ่งพรวดพราดออกมา พร้อมแบกหาบไม้สองข้างบ่าที่เต็มไปด้วยสิ่งของหลากสีสัน เด็กน้อยวิ่งด้วยความเร็วราวกับลมพัด จนเท้าเล็ก ๆ พลั้งสะดุดก้อนหินบนพื้น เส้นทางที่เขาวิ่งมานั้นกลับพุ่งตรงมายังร่างของอวี้เหวินอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง!


    ทว่าในชั่วพริบตา มือซ้ายของอวี้เหวินพลันยื่นออกไปอย่างแม่นยำและนุ่มนวล ราวกับเหยี่ยวที่โฉบจับกระต่าย คว้าเอาร่างเล็กของเด็กชายไว้ได้อย่างหวุดหวิด พร้อมกับประคองหาบไม้ไม่ให้สิ่งของร่วงหล่นแตกกระจาย


    “เฮ้ย! เจ้าหนู!”


    เสียงตำหนิดังขึ้นจากหลิวหง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปฉับพลัน จากความเรียบนิ่งกลายเป็นความขุ่นเคืองทันควัน “ที่ทางก็กว้าง เหตุใดเจ้าจึงวิ่งพลีพล่ามเช่นนี้ หากเผลอไปชนผู้มีเกียรติทั้งสองเข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ฮึ่ม!”


    ร่างเล็กของเด็กน้อยชะงักงัน ก้มหน้านิ่งราวกับศิลาที่ถูกน้ำสาดซัด ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนเห็นได้ชัด


    อวี้เหวินทอดสายตามองภาพนั้นด้วยแววตาเปี่ยมเมตตา ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง พลางโบกมือเบา ๆ “พอแล้ว พอแล้ว…ผู้ใหญ่บ้าน อย่าได้ตำหนิเขาเลย เด็กย่อมมีพลั้งเผลอกันได้”


    เขาย่อกายลง ลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน “เจ้าไม่ได้ตั้งใจใช่หรือไม่?”


    เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างดุจหยาดน้ำค้างยามเช้า ทว่าลึกลงไปในนั้นกลับมีบางสิ่งบางอย่างสั่นไหว ราวกับความหวาดหวั่นที่ถูกซ่อนไว้ เขาพยักหน้าเบา ๆ ราวกับรับคำ ยามนั้นเอง ขาข้างหนึ่งของเขากลับทรุดลงเล็กน้อย


    “หืม? เจ้าบาดเจ็บหรือ?” อวี้เหวินถาม พลางนั่งลงข้างกายอีกฝ่าย ใช้มือแตะดูบริเวณเข่าของเด็กน้อยด้วยความระมัดระวัง


    เด็กชายชะงักเพียงครู่ ก่อนจะเอียงกายโน้มใบหน้าเข้าหูอวี้เหวินช้า ๆ เสียงกระซิบเบาบางแทบจะหลอมรวมกับลมหายใจ


    “…บึง…น้ำ…”


    สิ้นเสียงกระซิบ เสียงพูดปกติก็ดังแทรกขึ้นมาทันที “ไม่เป็นไรขอรับ ข้ายืนไหว…”


    อวี้เหวินชะงักงัน ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวเบิกกว้าง ประกายในดวงตาวาววับดุจสายฟ้าฟาดผ่าม่านเมฆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเด็กน้อยอย่างไม่กะพริบ ราวกับต้องการทะลวงเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดในจิตวิญญาณ ทว่าเด็กน้อยกลับส่งยิ้มบางมาให้ พร้อมกับยืดตัวตรง กล่าวคำขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไปอย่างเงียบงัน ราวกับเงาที่เลือนหายไปในสายลม


    เมื่อร่างเล็ก ๆ นั้นลับสายตาไปแล้ว อวี้เหวินยังคงยืนอยู่ที่เดิม แววตาของเขาลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง ราวกับบึงน้ำที่ไร้ก้นบึ้ง


    “…บึงน้ำงั้นหรือ?” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน สายตาเหม่อมองไปยังทิศทางที่เด็กน้อยจากไป คล้ายกำลังครุ่นคิดถึงความหมายอันลึกซึ้งของคำกระซิบนั้น


    “ท่านผู้บ่มเพาะ ข้าต้องขอโทษแทนเด็กนั่นด้วยที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย” หลิวหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ข้าจะอบรมเขาอีกคราในภายหลัง…”


    อวี้เหวินกลับเพียงยิ้มบาง “ไม่เป็นไรหรอก เด็กย่อมซุกซนเป็นธรรมดา เรื่องแค่นี้ไม่ใช่สิ่งใดต้องกังวล”


    เขาเดินนำหน้าไปพร้อมกับเซี่ยชิงหลัว ซึ่งมิได้เอ่ยคำใดออกมา นางเพียงเหลือบมองเขาเล็กน้อย ราวกับต้องการอ่านความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าอันสงบนิ่งของบุรุษผู้นี้ และนางรู้ดีว่าคำกระซิบเพียงประโยคเดียวนั้น คงมิอาจหลุดรอดไปจากห้วงความคิดอันลึกล้ำของเขาได้โดยง่าย


    ใต้ฟ้าสีครามเรื่อทอง เงาของทั้งสามทอดยาวไปตามเส้นทางหินโบราณ ก้าวย่างอย่างเงียบเชียบเข้าสู่เรือนของผู้ใหญ่บ้าน ทว่าความสงบที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้น กลับคล้ายม่านหมอกบาง ๆ ที่กำลังปกปิดบางสิ่งบางอย่างอันลึกลับและน่าสะพรึงกลัวไว้ในเงาสะท้อนของสายน้ำที่ไหลรินอยู่เบื้องหลัง


    ณ เรือนของหลิวหง กลิ่นหอมของอาหารพื้นบ้านลอยอบอวลไปทั่วราวกับเชิญชวนแขกผู้มาเยือนให้ปลดเปลื้องความระแวดระวังใจ


    หลิวหงส่งเสียงหัวเราะอย่างเป็นกันเอง พลางเชื้อเชิญอวี้เหวินและสตรีในชุดขาวให้เข้ามานั่งยังโต๊ะไม้ทรงยาวที่ปูด้วยผ้าสีซีดจาง แต่สะอาดหมดจด “เชิญท่านทั้งสองตามสบายเถิด นี่เป็นเพียงอาหารธรรมดาสามัญ มิได้หรูหรา แต่ทุกคำล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของภรรยาข้า หวังว่าคงถูกปากท่านบ้าง”


    ไม่ทันที่อวี้เหวินจะกล่าวสิ่งใด หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากห้องครัว ดวงหน้าทรงกลมเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ผมเกล้ามวยเรียบง่าย ร่างอวบเล็กน้อยในชุดผ้าฝ้ายที่ตัดเย็บอย่างพอเหมาะ มือหนึ่งถือถาดไม้เรียงรายด้วยกับข้าวนานาชนิด ทั้งแกงต้ม ตำรับย่าง และน้ำซุปหอมกรุ่น


    “โอ๊ย หน้าใสตาหวานทั้งคู่เช่นนี้ อยู่ด้วยกันคงเป็นชะตาแน่แท้” นางพูดพลางวางถาดลง ดวงตายิ้มละไมมองทั้งอวี้เหวินและสตรีชุดขาวสลับกัน


    อวี้เหวินกระแอมเบาๆ ท่าทางคล้ายจะกล่าวปฏิเสธ ใบหน้าคมคายกลับแต้มสีแดงจางๆ ตรงข้างแก้ม ส่วนสตรีนามว่าเซี่ยชิงหลัวก้มหน้าต่ำ ใบหน้าใต้ผ้าปิดหน้าแม้จะบดบังไปกว่าครึ่ง แต่หากเพ่งมองดีๆ จะเห็นสีชมพูระเรื่อแต่งแต้มที่ข้างแก้ม ผิวพรรณขาวผ่องดั่งหิมะแรกบนยอดเขา ยิ่งตัดกับสีของความเขินอาย ยิ่งงามจนดูราวกับภาพวาดที่มีชีวิต


    “อะแฮ่ม… มิใช่เช่นนั้นดอก...” อวี้เหวินเปิดปากได้เพียงเท่านี้


    “ฮ่าๆๆ ไม่ต้องถ่อมตนไปหรอกหนา” ภรรยาหลิวหงยกมือโบกเบาๆ “สวรรค์มิเคยลวง หากแม้นพระเจ้าได้นำพาให้ได้พบพาน เช่นนั้นก็ขอให้รักกันมั่นคง ยืนยาวเถิด”


    เสียงหัวเราะของนางเต็มไปด้วยความจริงใจหาได้มีเลศนัยใด สองหนุ่มสาวได้แต่สบตากันแวบหนึ่งแล้วรีบเบือนหน้าหนีทั้งคู่ ราวกับว่าหากสบตานานกว่านั้น หัวใจในอกจะเต้นดังจนใครต่อใครได้ยินเข้า


    อวี้เหวินหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อนความกระดากใจ เเม้นเขาจะพูดคำเเก้ตัวใดออกไปตอนนี้ คงไร้ความหมาย  


    “ขอบคุณท่านหญิงสำหรับคำอวยพร” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม ท่าทางอ่อนน้อมตามสมควร ก่อนที่สายตาจะทอดมองอาหารเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด


    ‘เหยียนเฟย อาหารพวกนี้… มีสิ่งใดผิดแปลกหรือไม่’ เขาส่งเสียงถามลงไปในจิต ใช้พลังจิตสื่อถึงสหายลึกลับที่สิงสถิตอยู่ในมิติสร้อยคอ


    ‘ไม่มีพิษภัยใดทั้งสิ้น ดูเหมือนจะเป็นของแท้ล้วนๆ’ เสียงของซ่งเหยียนเฟยดังขึ้น เจือเสียงขบขันเล็กน้อย ‘แต่หากเป็นพิษทางอ้อม เช่นคำพูดเมื่อครู่ ข้าก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้หรอกนะ’


    อวี้เหวินถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยกช้อนตักกับข้าวคำหนึ่งเข้าปาก “รสชาติดีมาก” เขากล่าวกับเจ้าของบ้าน จากนั้นพยักหน้าให้เซี่ยชิงหลัวเป็นเชิงว่า ‘ทานเถิด ไม่มีอันใด’ นางจึงยอมตักอาหารช้าๆ เข้าปากบ้างทีละคำ


    มื้ออาหารนั้นดำเนินไปด้วยบรรยากาศเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยไมตรี อาหารไม่หรูหรา แต่ทุกคำล้วนเต็มไปด้วยความอบอุ่นของบ้าน ทำให้อวี้เหวินอดรู้สึกสงบไม่ได้ ถึงจะเพียงชั่วครู่ก็ตาม


    เมื่อทุกคนรับประทานกันจนอิ่ม และภรรยาหลิวหงขอตัวเข้าเรือนเพื่อเตรียมน้ำชารอบบ่าย บรรยากาศในห้องก็เงียบลง เซี่ยชิงหลัวนั่งสงบอยู่ข้างหน้าต่าง สายลมเย็นยามบ่ายพัดชายแขนเสื้อของนางปลิวไหวคล้ายม่านหิมะ


    อวี้เหวินมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเบาๆ


    “ชิงหลัว ข้าอยากให้เจ้าช่วยอยู่ตรวจสอบภายในหมู่บ้านนี้สักครู่หนึ่ง... ส่วนข้าจะออกไปสำรวจรอบๆ เผื่อจะพบสิ่งใดที่เชื่อมโยงกับคำพูดของเด็กคนนั้น”


    เซี่ยชิงหลัวพยักหน้าเบาๆ ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมเผยความจริงจังและเข้าใจ


    อวี้เหวินจึงหยิบป้ายหยกสีเขียวอ่อนจากเเหวนมิติออกมา เขาหยิบอีกแผ่นที่อยู่ในมือของเซี่ยชิงหลัว แนบให้ทั้งสองสัมผัสกันแผ่วเบา แสงสว่างสีอ่อนเรื่อขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะดับลงอย่างเงียบงัน


    “หากมีสิ่งใด ผสานจิตผ่านป้ายหยกนี้ได้ทันที” เขากล่าวพลางมองนางอย่างแน่วแน่


    จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น เดินออกไปที่ประตู พลางหันไปหาหลิวหงซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ “ข้าขอสูดอากาศด้านนอกสักครู่ อาหารอร่อยนัก เกรงว่าอยู่เฉยๆ จะหลับเสียก่อน”


    หลิวหงหัวเราะเบาๆ “ตามสบายขอรับท่าน ข้าจะให้ภรรยาเตรียมชารอ”


    อวี้เหวินโค้งคารวะเล็กน้อยก่อนจะก้าวออกจากเรือน แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องผ่านกลุ่มเมฆเบาบาง กลิ่นหอมของไม้สนและดินเปียกยังคงลอยอบอวลในอากาศ


    แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันทีที่พ้นจากเขตเรือน เขาเร่งฝีเท้า แผ่นหลังในชุดดำเข้มพลิ้วไหวตามแรงลม


    — บึงน้ำ —


    คำกระซิบของเด็กน้อยดังก้องในใจอีกครั้ง ดวงตาคมกริบของเขาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังดุจเหยี่ยวที่โฉบเหนือทุ่ง เขาเร่งฝีเท้าดั่งเงาวูบไหว มุ่งสู่เบื้องหน้าราวรู้ทิศทางจากจิตสัมผัสในใจ


    เบื้องหน้าคือเส้นทางที่ยังไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่... แต่สายลมที่พัดผ่านกลับคล้ายกับเสียงกระซิบจากโชคชะตา ที่กำลังพัดพาเขาสู่ความจริงที่ถูกซุกซ่อนไว้ในหมู่บ้านเงียบงันแห่งนี้


    ภายใต้แสงตะวันเจิดจ้าที่สาดส่องราวกับธารทอง เสียงกระซิบของหมู่มวลบุปผาและใบไม้ไหวต้องลมคล้ายดนตรีจากสรวงสวรรค์ อวี้เหวินก้าวเท้าอย่างสง่างามบนเส้นทางที่ทอดผ่านพุ่มไม้เขียวครึ้ม ละอองไอน้ำจากพื้นดินหลังฝนพรำยังคงล่องลอย ราวกับผืนแพรไหมบางเบาที่ปกคลุมความลับอันซ่อนเร้น บัดนี้ เขาเร่งฝีเท้าโดยไร้สุ้มเสียง ดุจเงาที่เคลื่อนไหวภายใต้แสงทิวาอันเจิดจ้า


    เมื่อเบื้องหน้าปรากฏผืนน้ำสีครามสงบนิ่ง บึงน้ำเล็ก ๆ ก็ค่อย ๆ เผยตัวท่ามกลางแมกไม้ ผิวน้ำสะท้อนแสงตะวันระยิบระยับดั่งแผ่นผลึกแก้วที่เจียระไนอย่างพิถีพิถัน เงาของพฤกษาชายฝั่งเริงระบำบนผิวน้ำ ชวนให้พิศวงในความงามแห่งธรรมชาติ เสี้ยววินาทีนั้นเอง ดวงตาคมกริบของเขาก็พลันจับจ้องไปยังร่างเล็กจ้อยที่นั่งอยู่ริมบึง


    เด็กน้อยผู้หนึ่ง… ผู้เดียวกับที่เขาได้พบเมื่อยามเที่ยง


    อวี้เหวินชะลอฝีเท้าลงจนแผ่วเบา มิให้เสียงใดรบกวนความเงียบงันอันแปลกประหลาด ครั้นเขาก้าวมาถึงริมบึง เด็กคนนั้นก็พลันลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ราวกับกำลังรอเขาอยู่แต่แรก ดวงตาของเด็กน้อยทอแววลึกซึ้งเกินวัยนัก มองตรงมาโดยปราศจากความหวาดหวั่น


    อวี้เหวินประสานมือเบา ๆ ดวงหน้าเรียบสงบเฉกเช่นเคย เอ่ยขึ้นเสียงนุ่มทว่าหนักแน่น


    “น้องชาย เจ้ามีสิ่งใดในใจ จึงเรียกข้ามายังสถานที่เปลี่ยวสงบเช่นนี้?”


    เด็กน้อยมิได้ตอบในทันที หากแต่เพียงสบตาเขาแวบหนึ่ง แล้วหมุนกายกลับไปนั่งบนขอนไม้ริมบึงในท่วงท่าเดิม อวี้เหวินเห็นดังนั้นก็เข้าใจความนัย มิได้รุกเร้าหรือกดดัน เขาย่ำเท้าไปนั่งด้านข้าง ทอดสายตาไปยังบึงน้ำที่สงบนิ่งราวกระจกธรรมชาติ ก่อนที่เสียงของเด็กคนนั้นจะเปล่งออกมาในที่สุด เสียงของเขาราบเรียบ คล้ายเล่าความฝันอันขมขื่น


    “ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านเป็นใคร… มาจากแห่งหนใด… แต่ข้าขอร้องให้พวกท่านจากไปเสียเถิด ออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้โดยเร็วที่สุด”


    อวี้เหวินหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย พลางเอนศีรษะเล็กน้อยเพื่อพิจารณาอีกฝ่าย ดวงตาคมกริบเปล่งประกายแห่งความระมัดระวัง “เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น?”


    เด็กน้อยเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับกระซิบกับสายลม


    “ผู้ใหญ่บ้านที่นำทางพวกท่านมา… เขาอันตรายยิ่งนัก การอยู่ใกล้ชิดเขามีแต่จะนำมาซึ่งภัยพิบัติ… ข้าเกรงว่าพวกท่านจะต้องประสบอันตรายอย่างแน่นอน”


    คำกล่าวที่ราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสก ๆ ทำให้อวี้เหวินขมวดคิ้วมุ่น ความสงสัยที่เคยมีเริ่มก่อตัวเป็นความกังวลในจิตใจ


    “เมื่อก่อน… ท่านผู้ใหญ่บ้านเป็นคนดีมาก” เด็กน้อยเริ่มเล่า ดวงตาเหม่อมองไปยังผิวน้ำที่สะท้อนแสงตะวัน “เขายิ้มแย้มให้ทุกคน… เปิดท่าเรือให้ชาวบ้านออกหาปลา ช่วยเหลือผู้คนโดยไม่เคยเหน็ดเหนื่อย แต่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปเมื่อสองเดือนก่อน…”


    เสียงเล่าเรื่องดังแผ่วท่ามกลางแสงตะวันอันอบอุ่น ดุจเสียงขับขานของนกน้อยยามเช้า เขาเล่าถึงวันที่ผู้ใหญ่บ้านออกทะเลแล้วหายสาบสูญไปนานนับเดือน เมื่อกลับมา เขาก็เล่าว่าเขาได้พบกับเกาะลึกลับกลางทะเล เกาะที่เต็มไปด้วยของล้ำค่ามากมาย… แต่กลับถูกอสูรร้ายเฝ้าไว้


    “เขาบอกว่า… เขารอดมาได้เพราะโชคช่วย แล้วก็เอาของบางอย่างกลับมาด้วย” เด็กชายกล่าว


    “ของบางอย่าง?”


    “ไม่มีใครรู้ว่าคืออะไร” เด็กน้อยส่ายหน้า “แต่หลังจากนั้น ชาวประมงหลายคนอยากลองเสี่ยง แม้เขาจะเตือนว่าอันตราย แต่ก็ไม่มีใครฟังเเละกลับมาได้อีกเลย…และนับแต่นั้น อสูรร้ายก็เริ่มปรากฏกลางทะเล… มันล่าสังหารผู้คน ทำลายเรือประมงไม่เว้นแต่ละวัน”


    “ท่านผู้ใหญ่บ้าน… เปลี่ยนไป” เขากล่าวต่อ “จากคนที่อ่อนโยน กลับกลายเป็นคนเงียบขรึม ท่าทีประหลาดพิกล… ชาวบ้านบางคนสงสัย… แต่ไม่นาน พวกเขาก็ ‘หายตัวไป’ เขาอ้างว่าคนเหล่านั้นย้ายถิ่นฐาน แต่ไม่มีใครเคยพบเห็นพวกเขาอีกเลย”


    ดวงตาของอวี้เหวินฉายประกายลึกล้ำ ราวกับห้วงเหวลึกที่ไม่อาจหยั่งถึง หัวใจของเขารู้สึกเย็นเยียบราวกับถูกน้ำแข็งเกาะกุม ความสงสัยที่เคยคลุมเครือ บัดนี้เริ่มกระจ่างชัดในใจ


    “นั่นเอง…” เขาครางในใจ “ถึงว่า… เหตุใดชาวบ้านจึงดูห่างเหิน ไม่สนใจแขกแปลกหน้า บางคนถึงกับเหม่อลอย… ไร้แววตาแห่งชีวิต…”


    เขาเงียบลงครู่หนึ่ง พลางก้มมองผืนน้ำเบื้องหน้า… ผิวน้ำยังคงสงบนิ่ง ทว่าในความสงบนั้น บัดนี้กลับแฝงไว้ด้วยเงาของปริศนา… และกลิ่นอายของอันตรายที่ไม่อาจมองข้าม

    ราวกับว่าความสงบสุขของหมู่บ้านแห่งนี้… เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อปกปิดบางสิ่ง


    บางสิ่ง… ที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตที่เข้าใกล้

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน