ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 77 อเวกฝ่ายวิญญาณระดับที่เก้า! สัตว์อสูรทั้งสาม
เวลาผ่านเลยไปถึงช่วงดึก ตอนนี้เป็นเวลาตีสามพอดี เป็นเวลาที่พลังหยินรุนแรงอย่างยิ่ง
กระแสลมปั่นป่วน วนอยู่เหนือศาลบรรพชน เสียงลมหวีดหวิวในอากาศอาจทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนตนเองหูแว่ว...โชคดีที่ไม่มีใครตื่นนอนในยามนี้
ลมหมุนวนรุนแรงราวกับมีศาลบรรพชนเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นดั่งตาพายุ จะพูดให้ชัดเจนก็คือ มีร่างของชายผู้หนึ่งภายในนั้นเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดนี้
ร่างวิญญาณโปร่งใสบัดนี้เปล่งแสงสุกสกาว ประกายสายฟ้าจำนวนมากแล่นไปทั่ว ร่างทั้งร่างเป็นเหมือนฟองน้ำดูดซับพลังงานรอบตัวอย่างตะกละตะกลาม แผ่ขยายการดึงดูดออกไปไกลกว่าห้าร้อยเมตรจนเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นเหนือศาลบรรพชน
การฝึกฝนพลังของจินมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว เขากำลังจะใช้พลังงานที่สั่งสมมาทั้งหมดเปลี่ยนแปลงร่างวิญญาณของเขาให้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
ประกายสายฟ้าที่อยู่รอบตัวของจินดูจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมันพยายามจะฝืนต้านกฎเกณฑ์บางอย่างที่ยับยั้งไม่ให้ร่างวิญญาณก้าวหน้า และดูเหมือนว่ากฎเกณฑ์นั้นก็เริ่มจะอ่อนตัวลงทุกขณะ
ร่างวิญญาณดูมีน้ำหนักมากขึ้น ร่างที่เคยโปร่งใสก็ดูจะขุ่นมัวขึ้นเล็กน้อยในขณะที่แสงสว่างก็ยังคงส่องออกมาจากภายในร่างอยู่ตลอด
บูม!
เกิดการสั่นไหวภายในร่างวิญญาณ คลื่นพลังงานที่สะสมเอาไว้เสริมสร้างร่างวิญญาณให้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบไปตามความต้องการของจิน ประกายสายฟ้าฟาดกลับมาที่ร่างเพื่อกระตุ้นพลังงานวิญญาณให้พุ่งสูงขึ้นไปอีกระดับ แสงเจิดจ้าเข้าปกคลุมร่างทั้งร่างเอาไว้จนมิด
เวลาผ่านไปชั่วครู่ ในที่สุดแสงสว่างก็ค่อยๆ จางลง ประกายสายฟ้าที่แล่นวาบไปตามพื้นผิวรอบนอกก็หายไปจนหมด
เหลือเพียงร่างวิญญาณของชายหนุ่มในชุดขาวนั่งอยู่ในมุมมืดของศาลบรรพชนด้วยความสงบนิ่ง ลมกระโชกภายนอกก็สงบลงตาม ทุกอย่างเงียบสงัดราวกับไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้นมาก่อน
ร่างของบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ในตอนนี้ดูมีน้ำหนักขึ้นมาอย่างประหลาด ร่างวิญญาณที่เคยมองทะลุผ่านได้ทั้งหมด กลายเป็นทึบแสงมากขึ้น มองทะลุผ่านได้ยากขึ้น ร่างทั้งร่างดูเหมือนว่าจะใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นไปอีกขั้น
บัดนี้ชายหนุ่มกลายเป็นร่างกายโปร่งแสง แต่ไม่โปร่งใสอีกต่อไป เป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายฝ่ายวิญญาณที่ชัดเจนที่สุด
เปลือกตาทั้งสองข้างค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสดใสราวกับพระจันทร์เต็มดวง ลึกลับราวกับหลุมลึกมืดมิดที่มองไม่เห็นเบื้องล่าง เขากะพริบตาสองถึงสามครั้งก่อนแววตาจะกลับมาสงบนิ่งดุจเดิม
จินหันไปมองรอบข้าง ยามนี้มืดสนิท ไม่มีผู้คนตื่นขึ้นมาเตร็ดเตร่ยามค่ำคืนเท่าไหร่นัก ชายหนุ่มขยับร่างกายตนเองช้าๆ ราวกับไม่ชินในการใช้ร่างวิญญาณนี้
ร่างวิญญาณโปร่งแสงพบว่าร่างของเขามีน้ำหนักมากกว่าปกติ ถึงแม้จะดูเหมือนเล็กน้อย แต่ความแตกต่างนั้นใหญ่โตมาก เขารู้สึกว่าข้อจำกัดของโลกนี้ต่อดวงวิญญาณของเขาดูเบาบางลง...คงจะคล้ายๆ กับการที่มนุษย์โลกไปใช้ชีวิตอยู่บนดวงจันทร์ที่แรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลกมากกระมัง
ชายหนุ่มชุดขาวขยับกายลุกขึ้นก่อนจะทะยานร่างพุ่งตัวออกไปจากศาลบรรพชนด้วยความเร็วที่สูงลิบ ร่างทั้งร่างพุ่งออกไปนอกตระกูล และยังคงพุ่งตัวต่อไป
จินรู้สึกว่าข้อจำกัดของตนเองที่ผูกติดอยู่กับศาลบรรพชนอ่อนกำลังมาก เหมือนว่าเขาสามารถเดินทางออกจากเขตของตระกูลได้แล้วบัดนี้ เมื่อคิดได้จึงทดลองทำทันที และก็ได้รู้ว่าตนออกมาได้จริงๆ
จินสำรวจขีดจำกัดสูงสุดของตนเอง หลังจากที่เขาออกมาไกลห่างจากเขตตระกูล แรงดึงดูดที่รั้งตัวเขาไว้ก็กลับมาอีกครั้ง มันพยายามฉุดรั้งตัวเขาให้กลับไป ยิ่งออกห่างจากเขตตระกูลไปไกลแค่ไหน แรงฉุดรั้งก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น
ชายหนุ่มทดลองจนถึงขีดจำกัดของตนเอง ในที่สุดเขาก็ถูกแรงดึงดูดนั้นกระชากกลับอย่างรุนแรง เหมือนว่าขีดจำกัดของเขานั้นสามารถเดินไปได้ทั่วเกือบจะรอบเมือง แต่ติดตรงที่พื้นที่บางส่วนของเมืองอยู่ไกลเกินไป อาทิ พื้นที่บางส่วนฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นที่ที่เขาไม่สามารถไปถึง นั่นก็เป็นเพราะเขตตระกูลพีไรซ์นั้นเยื้องลงมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหาใช่จุดศูนย์กลางไม่ จึงมีบางสถานที่ที่ขอบเขตในปัจจุบันของจินนั้นไปไม่ถึง
ร่างวิญญาณโปร่งแสงยอมจำนนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว นั่นหมายความว่าถ้าหากเขาสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก ข้อจำกัดที่รั้งเขาเอาไว้มันอาจหายไปในสักวันหนึ่ง!
จินกลับเข้ามาในศาลบรรพชนพร้อมกับสำรวจพลังของตนเอง ตอนนี้เขากลายเป็นอเวกระดับเก้าเรียบร้อยแล้ว ถูกต้อง! เป็นอเวกระดับเก้าด้วยการขัดเกลาดวงวิญญาณ!
การใช้พลังรูปแบบใหม่ๆ สามารถใช้ได้แล้วเมื่อก้าวขึ้นมาสู่ขั้นนี้ จินรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเขาสามารถทำหลายๆ อย่างได้มากขึ้นหากฝึกฝนพวกมันอย่างหนัก หรือทราบวิธีการใช้ศาสตร์ทางวิญญาณที่เฉพาะเจาะจง
ตอนนี้จินเหมือนเป็นวิญญาณที่ทรงพลังอย่างยิ่ง แต่ไม่ค่อยรู้วิธีใช้พลังของตนเองนัก จำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองไปก่อน หรือจนกว่าจะได้รับความรู้ใหม่ๆ ตอนนั้นเขาก็จะกลายเป็นอเวกที่ฝึกฝนด้านวิญญาณอย่างแท้จริง สามารถพลิกแพลงการต่อสู้ได้แม้จะเป็นร่างวิญญาณก็ตาม
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พอใจกับสถานการณ์ในตอนนี้มาก อย่างไรเสียเขาก็มีระบบ เขาสามารถพึ่งพากายเทียมระดับต่ำเพื่อแสดงพลังของอเวกระดับเก้าได้อย่างเต็มที่ หรือบางทีวิธีการใช้ศาสตร์ด้านวิญญาณอาจจะระเบิดออกมาหลังจากเขาทำภารกิจสักอย่างสำเร็จในสักวันหนึ่งก็เป็นได้
จินพยักหน้าให้กับตนเองก่อนจะลอยไปดูสิ่งปลูกสร้างใหม่ของตระกูลพีไรซ์
ตอนที่ออกไปนอกเขตตระกูลเมื่อครู่เขาเห็นที่หางตาว่ามีสิ่งปลูกสร้างแห่งใหม่ที่ด้านหลังสวน ตระกูลพีไรซ์ได้สร้างโรงเลี้ยงสัตว์ทั้งสามหลังให้แล้วเสร็จด้วยความรวดเร็ว เขาจึงตัดสินใจไปดูสักหน่อย หากทุกอย่างเรียบร้อยดีเขาอาจจะเลือกฟักไข่ทั้งสามฟองในวันนี้เลย
ถ้าทุกคนตื่นเช้ามาก็มีสัตว์อสูรมาพักอยู่ในโรงเลี้ยงสัตว์ที่พวกเขาตั้งใจสร้าง คงจะประหลาดใจน่าดู
ร่างวิญญาณโปร่งแสงลอยมาหยุดที่ตรงหน้าโรงเลี้ยงสัตว์ ชื่นชมโครงสร้างของมันด้วยความพอใจก่อนจะเรียกไข่ทั้งสามใบออกมาจากคลังของระบบ
เขาฝ่าฟันพัฒนาระดับได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว โรงเลี้ยงสัตว์ก็มีแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่ผู้อยู่อาศัยเท่านั้นที่ยังขาด เขาก็อยากจะรู้เช่นกันว่าด้วยดวงของเขา สัตว์อสูรที่ออกมาจะเป็นชนิดใดบ้าง และมีสายเลือดระดับใด
จินถือไข่ใบแรกเอาไว้ในมือด้านขวา ยื่นมือออกไปด้านหน้าพร้อมกับพูดว่า “ใช้งาน”
แสงจางๆ เปล่งออกมาจากเปลือกไข่ชั่วครู่ก่อนจะดับไป รอยปริแตกค่อยๆ เริ่มจากด้านบน ลามออกไปด้านข้าง สุดท้ายก็แผ่ขยายไปทั่วทั้งฟอง
แกร๊ก
เปลือกไข่ส่วนบนถูกกะเทาะออกจากภายใน ขาสองข้างที่มีลักษณะเป็นกีบแหวกช่องว่างให้ขยายออก ก่อนจะดันตัวของมันออกมา
สิ่งที่จินเห็นคือร่างของสัตว์อสูรวัยเยาว์ รูปร่างของมันค่อนข้างบึกบึน เต็มไปด้วยมัดกล้าม จมูกสีน้ำตาลเข้มขยับไปมาเหมือนกำลังดมกลิ่น ขากีบทั้งสองข้างของมันดันตัวเองออกมาจากด้านในเปลือกไข่สีขาวนวล ส่ายหัวไปมาก่อนจะหันหน้ามาเจอกับชายหนุ่ม
ฮืด ฮาด
มันส่งเสียงออกมาผ่านลมหายใจ แสดงความยินดีของมันออกมาด้วยท่าทีงุ่มง่าม บอกตามตรง ความประทับใจแรกของจินสำหรับเจ้าตัวน้อยนี่คือ มันดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่นัก
เมื่อสิ่งมีชีวิตตัวเล็กคลานออกมาจากเปลือกไข่ได้สำเร็จ เปลือกไข่ทั้งใบก็สลายหายไปจนหมดสิ้น ดูเหมือนว่านี่จะเป็นวิธีกำจัดขยะของระบบ
ฮืดฮาด
จินค่อยๆ วางมันลงที่พื้น มันดูจะพึงพอใจมากขึ้นกว่าอยู่ด้านบนเป็นไหนๆ เหมือนว่ามันจะชอบการยืนอยู่บนพื้นดินมากกว่า สัตว์อสูรตัวสีน้ำตาลเข้มลงไปยืนอยู่ที่พื้นด้วยขาทั้งสี่ เตาะแตะไปมา ทำเสียงฮืดฮาดออกทางจมูกตลอดเวลา
มันดูจะไม่ได้สนใจจินมากนัก แต่ก็ไม่ได้แสดงความดุร้ายออกมาแม้แต่น้อย ยังคงยืนอยู่ใกล้ๆ ร่างวิญญาณโปร่งแสงด้วยความมั่นคง ไม่ไปไหน
จินพิจารณามองดูมันดีๆ ก็สังเกตเห็นว่ามันเป็นสัตว์อสูรที่เดินด้วยเท้าทั้งสี่ข้าง ลักษณะเท้าเป็นกีบ ลำตัวของมันก็แข็งแรง มีจมูกสีเข้มที่ขยับไปมาตลอดเวลาราวกับสำรวจกลิ่นในสถานที่ใหม่ จินไม่แน่ใจว่าเพราะมันไม่เคยชินกับที่นี่ หรือนี่เป็นพฤติกรรมทั่วไปของมันอยู่แล้ว คงทำได้เพียงเฝ้าดูมันต่อไป
[ยินดีกับผู้ใช้ ฟักไข่สัตว์อสูรเป็นผลสำเร็จ ได้รับสัตว์อสูรแรกเกิดเผ่าพันธุ์'สะปรี']
จินได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็กดเข้าไปดูรายละเอียดทันที
[สัตว์อสูรระดับที่ 2 เผ่าพันธุ์สะปรี
สายเลือด : ต่ำ
ช่วงวัย : แรกเกิด
รายละเอียด : สะปรีเป็นสัตว์อสูรชนชั้นแรงงานที่มักจะถูกใช้งานโดยเผ่าพันธุ์เอบริทัส มีร่างกายที่แข็งแรงอย่างมาก เหมาะแก่การใช้กำลัง สติปัญญาต่ำ]
ร่างวิญญาณมองข้อมูลตรงหน้าอึ้งๆ สลับกับมองลงไปที่สัตว์อสูรสี่ขาด้านล่าง 'มาถึงก็ได้สัตว์อสูรสายเลือดชั้นต่ำเลยงั้นรึ? แถมยังสติปัญญาต่ำอย่างที่คิดเลย'
จินก้มมองเจ้าตัวเล็กที่ยืนนิ่งมองเขาด้วยสายตาซื่อๆ ดูเหมือนว่าดวงของเขาจะไม่ค่อยดีนัก เจ้าตัวเล็กนี่เก่งแต่การใช้กำลัง สติปัญญาไม่ค่อยดี คงเป็นได้แค่สัตว์อสูรที่ใช้ในการขนส่งสิ่งของเท่านั้น แถมสายเลือดยังอยู่ในระดับต่ำ ยากต่อการพัฒนาต่อไป
โชคยังดีที่สัตว์อสูรตนนี้ค่อนข้างพิเศษในหมู่สายเลือดระดับต่ำ ร่างกายของมันแข็งแกร่งมาก เพียงแค่ตอนแรกเกิดก็เป็นสัตว์อสูรระดับสองแล้ว ความแข็งแกร่งของมันเหนือกว่าสัตว์อสูรสายเลือดชั้นต่ำทั้งหลายไปมาก
“ไม่เป็นไร ถึงแกจะมีสายเลือดที่ต่ำ แต่ฉันจะช่วยแกให้เติบโตยิ่งใหญ่กว่าสัตว์อสูรสายเลือดชั้นต่ำตัวไหนๆ แกจะได้รับการดูแลที่ดีในตระกูลพีไรซ์แห่งนี้!” จินก้มตัวลงไปลูบหัวของสัตว์อสูรสีน้ำตาลเบาๆ สัตว์อสูรตัวน้อยก็หลับตาเคลิ้มไปกับการสัมผัสนั้น
จินยกร่างมันไปที่โรงเลี้ยงสัตว์คูหาหนึ่ง ก่อนจะพูดกับมันว่าให้อยู่ที่นี่ แล้วจงประพฤติตัวให้ดีกับสมาชิกภายในตระกูลพีไรซ์
ไม่รู้ว่าสัตว์อสูรตรงหน้าจะเข้าใจหรือเปล่า มันทำแค่มองหน้าจินด้วยสายตาใสซื่อ ต้องขอบคุณพันธสัญญาที่ระบบมอบให้ จึงทำให้จินสื่อสารกับสัตว์อสูรและสามารถมองเห็นกันและกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ในการปกปิดรูปแบบใดก็ตาม
เมื่อจัดการสัตว์อสูรตนแรกเสร็จสิ้น จินก็ทำซ้ำขั้นตอนเมื่อครู่กับไข่อีกฟอง คราวนี้เป็นสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายงู มีปีกเล็กๆ อยู่ที่แผ่นหลังของมัน เกล็ดทั่วทั้งตัวเป็นสีเขียวมรกต ดูสวยงามอย่างน่าประหลาด
[ยินดีกับผู้ใช้ ฟักไข่สัตว์อสูรเป็นผลสำเร็จ ได้รับสัตว์อสูรแรกเกิดเผ่าพันธุ์'กากอส']
จินกดเข้าไปดูข้อมูลทันที
[สัตว์อสูรระดับที่ 2 เผ่าพันธุ์ กากอส
สายเลือด : กลาง
ช่วงวัย : แรกเกิด
รายละเอียด : สัตว์อสูรเลื้อยคลานเจ้าเวหา โดดเด่นด้วยสีเขียวมรกต เปล่งประกายไปทั่วท้องนภา ความไวเป็นเลิศ สติปัญญาปานกลาง]
เมื่อเห็นข้อมูลของสัตว์อสูรอีกชนิดหนึ่งที่เพิ่งออกมา ร่างวิญญาณก็แสดงสีหน้าดีใจ อย่างน้อยก็เป็นสายเลือดขั้นกลาง ไม่ยากเย็นเกินไปที่จะฟูมฟักมันให้กลายเป็นสัตว์อสูรระดับสูง
จินเล่นกับเจ้างูสีเขียวตัวน้อยสักพักหนึ่งก่อนจะพามันเข้าไปในโรงเลี้ยงสัตว์ที่ตระกูลพีไรซ์สร้างเอาไว้ กำชับมันแบบเดียวกับที่พูดกับสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์สะปรี เหมือนว่าเจ้างูเขียวมีปีกนี่ดูจะรู้เรื่องรู้ราวมากกว่า มันแสดงสายตาแห่งปัญญาออกมา พร้อมกับก้มหัวลงมาแตะที่หลังมือของจิน
จินพึงพอใจกับท่าทางของมันมาก และหันมาสนใจไข่สัตว์อสูรฟองสุดท้าย อยากจะรู้เสียจริงว่ามันจะฟักออกมาเป็นตัวอะไร สำหรับจิน ขอแค่ไม่ได้สัตว์อสูรสายเลือดชั้นต่ำอีกตัวก็พอแล้ว