ตอนที่เจ็ดสิบเอ็ด ดยุกวางแผนป้องกันนักเตะบาดเจ็บ
ผมกำลังพิสูจน์ทฤษฎีของพระเอกนางเอกอิเซไคเสียหน่อยวิธีการที่ได้ผลที่สุดคือการตั้งสมมติฐานและทำการทดลอง
เราต้องรวบรวมคนได้มากกว่าค่อยๆพัฒนาเทคนิคไป อย่างน้อยสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นก็ถือว่าที่ลงทุนและค้นคว้าวิจัยไปไม่สูญเปล่าแล้ว
การค้นคว้านั้นใช้งบประมาณมหาศาลเงินโดยตรงที่ได้กลับมาอาจจะน้อยกว่าที่ลงทุนไปแต่ผลของการวิจัยนั้นต่อยอดเป็นเทคโนโลยีอย่างอื่นได้อีกมากมายมันคือเส้นทางที่ไม่สิ้นสุดของการศึกษาค้นคว้า
ผมคิดว่าจะเริ่มก้าวแรกก่อน ให้หัวข้อในการวิจัยโดยการรวบรวมคนมีเวทมนตร์และสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการให้ทุนการศึกษาแก่คนที่มีเวทมนตร์ให้เข้ามาในสถานค้นคว้าเวทย์ของผมได้ด้วย
อย่างน้อยให้คนมีเวทมนตร์มารวมกันอยู่ในสถาบันค้นคว้าของผมก็ยังดีกว่าไปตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู
อากิยามะจางและจอมดหดกระทะเหล็กให้สายวิทยาศาสตร์ที่ใช้เครื่องมือนั้นพ่ายแพ้ตลอด
แต่ความจริงแล้วแบบเดียวกับศาสตร์ทุกอย่างนั่นล่ะการทำอาหารก็เป็นการสืบทอดสูตรต่อๆกันมาคนครัวรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเวทย์แต่ไม่อาจสรุปได้ว่าเพราะอะไร
การทำความเข้าใจเบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงต่างๆนั้นคือก้าวแรกของการพัฒนาต่อยอดต่อไป
ในสภาวะธรรมดาผมคงคิดว่าต้องอาศัยระยะเวลาหลายปีในการทำการทดลองเวทมนตร์ให้ได้ผลลัพธ์มากกว่าที่ผมเคยทดลองมาก่อน
แต่เสียใจด้วยนะ ผมมีมาเรียที่สามารถทำลายสามัญสำนึกเวทมนตร์ได้อยู่กับผมทั้งคนมาเรียผสานกับผู้ช่วยในการทดลองเวทมนตร์ต้องได้ผลลัพธ์ที่เห็นผลทันตาอย่างแน่นอน
แต่แน่นอนสถาบันและหน่วยวิจัยที่ผมตั้งขึ้นมาก็มีไว้เพื่อการทดลองต่อไปในหลายเรื่องที่มาเรียอาจจะไม่มีเวลามาดูแลก็ยังสามารถดำเนินการทดลองต่อไปได้ในการเรียกว่าแบ่งเบาภาระให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แก่มาเรียหากมาเรียต้องการพิสูจน์ทฤษฎีที่เธอคิดหรือทำการทดลองต่างๆ
ให้มาเรียเรียนเล่นแร่แปรธาตุไม่น่าเกินสองสัปดาห์เธอก็น่าจะสามารถสอบใบอนุญาตนักเล่นแร่แปรธาตุได้แล้วล่ะ
แต่คนเก่งแบบดัมเบิ้ลดอร์ เอ๊ยมาเรียมีเวลาจำกัด ปัญหาในดินแดนแห่งนี้มีมากมาย ดัมเบิ้ลดอร์รับทั้งงานในและงานนอกประเทศก็ยังแก้ปัญหาได้ไม่ทั้งหมดแม้เราจะมีความสามารถที่เก่งที่สุดในแผ่นดินก็ตาม
ผมคิดว่าจะเริ่มจากทฤษฎีเวทมนตร์ของเวทมนตร์รักษาที่มาเรียถนัดที่สุดตามเนื้อเรื่องก่อนและค่อยพัฒนาๆต่อจากนั้นไป
หลังจากที่ทุกคนทานอาหารพักผ่อนกันสักครู่หนึ่งผมก็เรียกพวกออกสายเวทมนตร์มาประชุมกัน รวมไปแม้แต่พวก monk พระนักสู้และแม้แต่สายนักบวชที่มีความสามารถในการฮีลheal การรักษาที่ผมจะเน้นในการศึกษาก่อนเป็นอย่างแรกเพราการฮีลนั้นมีผลต่อความคงทนของการรบหากเสียทหารจำนวนสิบเปอร์เซ็นเท่ากับว่ากองทัพนั้นเสียความสามารถในการรบตามปรกติ หากสูญเสียเกินกว่าสามสิบเปอร์เซ็นเท่ากับว่ากองทัพนั้นแตกพ่ายต้องจัดสร้างขึ้นมาใหม่แล้ว
ดังนั้นการรักษาชีวิตของคนที่บาดเจ็บเพื่อให้สามารถมีความสามารถในการต่อสู้ได้จึงเป็นเรื่องจำเป็น
และทำไมกองทัพคนตายอย่างเนโครแมนเชอร์หรือกองทัพของออร์คก็อบลินที่ต้องกวาดล้างพวกนี้ให้หมดจึงจะเรียกได้ว่าชัยชนะเป็นของฝ่ายมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวเอามากๆ
กองทัพมนุษย์ต้องคำนึงถึงความสูญเสียไม่อาจจะสู้รบมากเกินไปได้ในหลายครั้งจึงไม่ตามไปปราบปรามให้เด็ดขาด เพราะไม่สามารถรับความเสียหายมากกว่าที่รับมาได้หากเกินขีดจำกัดกองทัพอาจจะเสียหายไปอีกหลายสิบปีและอาจจะเปิดโอกาสให้ทั้งมอนสเตอร์และแคว้นเพื่อนบ้านเองฉกฉวยโอกาสเข้ามาได้
การมองจากมุมมองของดยุกหมูอ้วนก็เป็นการตอบคำถามที่ผมเคยสงสัยได้ในหลายๆเรื่องเหมือนกันอย่างเช่นทางเทคนิค กองทัพของกริฟกาเรี่ยนเป็นกองทัพที่แปลกกว่าชาวบ้าน ก็เพราะยอมสู้จนตัวตาย
ความจริงแล้วการมองทหารรับจ้างให้มองแบบกองพันเหยี่ยวของกรีฟีทที่การศึกสงครามต่อสู้ไม่ใช่เรื่องของการรบอย่างเดียวแต่ต้องคำนวณความคุ้มค่าในการเสียคนไปด้วย
ที่ทหารรับจ้างโดนบอกว่าไม่รักษาสัญญาจ้างสูญเสียนิดหน่อย ก็ยกเลิกสัญญาทำการหลบหนีจากสนามรบ ทหารรับจ้างไม่ต่างกับโจรในการที่พยายามจะปล้น looting สถานที่ตนเองรบก็เพราะมีความจำเป็นต้องการค่าใช้จ่ายในกองทัพนั่นเองและกำไรจริงๆนั้นมาจากการปล้น looting ฉวยโอกาสในความวุ่นวายตอนที่การต่อสู้นั้นเกิดขึ้นนั่นเอง
อะไรคว้าเอามาไว้ได้ก็เอาไว้ก่อนถือว่าเป็นกำไร
กริฟกาเรี่ยนที่คุมทหารไม่ให้แตกทัพได้ในฐานะทหารรับจ้างถือว่าเป็นยอดขุนพลจริงๆ
ทหารรับจ้างมีความจำเป็นที่ต้องหลีกเลี่ยงความสูญเสียของตนเองอย่างดีที่สุดแต่กระนั้นก็ต้องทำภารกิจให้สำเร็จด้วย จึงจะกลายเป็นทหารที่มีชื่อเสียงได้
แต่กระทั่งกรีฟีทเองก็ยังยอมเลือกที่จะขายตัวดีกว่าทำสงครามหากไม่ทำให้พวกพ้องต้องเสี่ยงตายในสนามรบล่ะก็แผนการลดความเสียหายได้ แต่มันไม่สามารถเลี่ยงความสูญเสียได้นั่นคือสิ่งที่ผมต้องเตรียมใจ
แม้แต่เจอเก้นคล็อปป์ก็เจอกับอาการนักเตะบาดเจ็บได้ที่ต้องรักษาเป็นระยะเวลานาน
ในโลกนี้อาจจะรักษาได้รวดเร็วด้วยเวทย์ฮีลแต่อันตรายก็มากกว่าการแข่งอีสปอร์ตหรือการแข่งขันฟุตบอลแน่ๆ
ผมจึงต้องเตรียมใจเอาไว้และพยายามลดความเสี่ยงของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้กลยุทธต่างๆ อุปกรณ์ สนามฝึกซ้อม ทั้งหมดก็มีไว้เพื่อการนี้นั่นเอง
และการค้นคว้าเรื่องเวทย์หรือเทคนิคน้อยๆนั้นก็เพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของพวกเขาให้มากขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
หากถามผม
มนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้มอนสเตอร์อยู่ในป่าเขาแม้แต่ก็อบลินก็สามารถมีความฉลาดที่เรียนรู้ได้รวดเร็วโดยสัญชาตญาณ
ดังนั้นมนุษย์ควรจะใช้ข้อได้เปรียบของตนเองในการที่ไม่บ้าเลือดอย่างพวกก็อบลินพยายามใช้ช่วงที่สามารถอยู่ได้อย่างสงบสุขในเขตแดนของตนเอง
ใช้ข้อได้เปรียบในการสร้างสถานที่ค้นคว้าฝึกซ้อมให้เป็นประโยชน์ตามแนวคิดเรื่องการที่ว่าวีรบุรุษไม่สามารถเอาชนะสัตว์ประหลาดได้ตรงๆด้วยพละกำลังแต่เอาชนะพวกเขาด้วยความสามารถทางเทคนิคสกิลในการต่อสู้นั่นเอง..แต่พวกระดับราชาดันมีทักษะต่อสู้และสติปัญญาด้วยนี่ล่ะที่เป็นปัญหา
ดังนั้นก็เป็นอีกอย่างที่ผมพยายามนึกมาตลอดในการใช้ความรู้สามัญสำนึกของดยุกหมูอ้วนของโลกนี้ผสมกับความรู้จากเกมส์ที่ผมรู้มาเพื่อพยายามหาเทคนิคใหม่ๆและสรุปได้ว่าผมคงทำด้วยตนเองลำบาก เลยต้องอาศัยคนอย่างมาเรียที่ความคิดพรสวรรค์ก้าวหน้ากว่าคนอื่นๆในการค้นคว้าวิชาเวทมนตร์และให้คนอื่นๆในหลากสาขาวิชาคอยสนับสนุนมาเรียนั่นเอง
เมจสาวผมแดงกับนักเล่นแร่แปรธาตุสาวทาสอุ่นเตียงของผมก็มารวมอยู่ในกลุ่มคนที่มาด้วย
สังเกตว่ามีพวกนักเวทย์หนุ่มสาวหลายคนส่วนนักเวทย์มีอายยุจะน้อยกว่าเพราะอาจจะแฟมิเลียของผมยังไม่เป็นที่น่าสนใจมั้งแต่ก็นั่นล่ะ คนที่อายุน้อยน่าจะรับความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า
“อะแฮ่ม อย่างที่ข้ากล่าวไว้ตอนฝึกซ้อมข้าจะตั้งกองการวิจัยของแฟมิเลียของเราในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้เวทมนตร์ต่างๆรวมไปถึงพัฒนาเวทย์รักษาที่สามารถใช้ได้ในสภาพการต่อสู้จริง”
ผมยื่นกระดาษที่จัดเตรียมไว้ไปโดยรอบๆ
“พวกเจ้าสามารถว่ากล่าวเรื่องที่พวกเจ้าสังเกตได้หรือประสบการณ์ในการใช้เวทมนตร์มาได้ ที่สามารถช่วยให้พวกเรามีความได้เปรียบขึ้นจากวิธีดั้งเดิมแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีพวกเจ้าสามารถพูดมาได้”
ผมหันไปรอบๆแต่ทุกคนอึ้งกันไปหมด
เมจสาวผมแดงมองหน้าของผมและคนรอบข้างก่อนและถอนหายใจ
“เอ่อ นายท่าน...เอ่อ ท่านดยุกคะที่ท่านพูดเรื่องของการชี้แนะเรื่องการค้นคว้าเวทย์ที่ไม่เคยมีใครใช้มาก่อนหรือสังเกตอะไรได้น่ะมันเป็นระดับนักปราชญ์นะคะ เรียกว่าเรื่องหนึ่งสามารถทำวิทยานิพนธ์ก็ขอตำแหน่งอาจารย์มาสเตอร์จากสำนักบัณฑิตได้เลยทีเดียว ไม่มีใครคิดได้ง่ายๆหรอกค่ะ”
ผมทำหน้างง
ใช้ความคิดรวบรวมพลังเวทย์มาไว้ที่นิ้วและชี้เปรี้ยงไปที่ฝาผนัง
บรึม
ผนังของห้องเป็นรู แต่เหล่าคนรับใช้ทำท่าตกใจสักพักและรีบเอาผนังใหม่มาเปลี่ยนด้วยความรวดเร็ว
“ข้าหมายถึงเรื่องธรรมดาอย่างเทคนิคการใช้สกิลแบบไม่ใช้เสียงการรวบรวมลูกศรเวทย์ให้มีอำนาจทะลวงได้มากกว่าเดิม การสะท้อนการโจมตีกลับด้วยเวทย์บาเรียการโจมตีโดยการใช้เวทบย์บาเรียอัดกับศัตรูกระแทกกับผนังน่ะ”ผมกล่าวถึงสูตรมาตรฐานของแนวอิเซไค
หรือง่ายๆก็คือมาเรียที่ใช้เวทย์ออกมาโดยไม่รู้ตัวนั่นที่จริงก็เป็นเรื่องแปลกหรือนี่?
เมจสาวผมแดงทำหน้าตกใจนิดหนึ่งแต่ก็สีหน้ากลับมาแบบเดิม
“ไม่มีใครทำแบบท่านได้หรอกค่ะท่านดยุกคนที่สามรรถใช้ทักษะได้โดยไม่ต้องร่ายคาถามีแต่จอมเวทย์ระดับสูงเท่านั้นคนธรรมดาก็อาจจะร่ายโดยไม่ใช่คำกล่าวร่ายคาถาได้แต่ความรุนแรงจะน้อยลงกว่าเดิมค่ะไม่ต้องพูดถึงการที่ปรับใช้คาถาในเรื่องของบาเรียที่ไม่ได้ใช้ป้องกันการโจมตีแต่กลับใช้บดขยี้ศัตรูแทนนั้นคนธรรมดาที่ต้องตั้งสมาธิมากๆไม่สามารถทำได้ค่ะ”
เมจสาวผมแดงทำหน้าแบบระอาใจ
เมจหนุ่มเมจสาวคนอื่นแม้แต่นักบวชก็ผงกศีรษะตามที่เมจสาวผมแดงกล่าว
“ท่านดยุกคือคนที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดที่ข้าเคยเห็นมาเลยขอรับที่หากที่ท่านบอกคือเรื่องจริงที่ว่าท่านสามารถใช้ทักษะและเวทย์เหล่านี้ได้ตามธรรมชาติแล้วล่ะก็”เมจวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าว