เมื่อล้อเกวียนแห่งฤดูกาลหมุนผ่านรอยต่อของความหนาวเหน็บร่องรอยของเหมันต์ฤดูที่เคยเกรี้ยวกราดและไร้ความปรานีก็ค่อยๆเลือนหายไปจากผืนดินของจวนตระกูลเสิ่นอย่างเงียบเชียบลมเหนือที่เคยกรีดร้องหวีดหวิวและหอบเอาเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมมาบาดผิวบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนทิศทางและลดระดับความดุดันลงเหลือเพียงสายลมเอื่อยที่พัดพลิ้วบางเบามันไม่ได้นำพาความเย็นเยียบจนสั่นสะท้านมาด้วยอีกต่อไปทว่ากลับหอบเอากลิ่นความชื้นของไอดินที่เพิ่งฟื้นตื่นจากการหลับใหลและกลิ่นหอมหวานจางๆ ของดอกท้อที่เริ่มผลิบานมาโลมไล้ทั่วทุกอณูของอากาศ
ท้องฟ้ายามราตรีในต้นฤดูใบไม้ผลิมีความงดงามที่แตกต่างจากฤดูหนาวอย่างสิ้นเชิงมันไม่ใช่ผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มจัดที่โปร่งใสและเ็าจนแช่แข็งทุกสรรพสิ่งเฉกเช่นคืนหลังพายุหิมะทว่ามันเป็ผืนฟ้าที่มีความนุ่มนวล ราวกับถูกฉาบด้วยผ้าม่านสีหมอกบางๆที่ทำให้แสงดาวดูละมุนละไมและไม่บาดตาดวงดาวนับหมื่นแสนดวงยังคงลอยเด่นอยู่เบื้องบนทว่าประกายแสงของพวกมันดูอบอุ่นและเป็มิตรราวกับกำลังทอดสายตามองดูการเปลี่ยนผ่านของชีวิตบนพื้นโลกด้วยความอ่อนโยน
…
สวนทิศใต้ภายในเรือนตระกูลเสิ่น
ต้นท้อโบราณที่เคยทอดเงาเป็เพียงกิ่งก้านแห้งโกร๋นบัดนี้เต็มไปด้วยตุ่มดอกสีชมพูเรื่อที่พองโตจนเริ่มปริแย้ม กลิ่นหอมจางๆของมันลอยอวลผสมผสานไปกับอากาศยามค่ำคืนเป็สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ที่แผ่ซ่านไปทั่วระเบียงทางเดินไม้กระดาน
ค่ำคืนนี้ไม่มีการเชื้อเชิญอย่างเป็ทางการไม่ต้องมีใครเดินออกมายืนะโเรียกใครที่หน้าประตูห้องเมื่อบานประตูไม้ถูกเลื่อนเปิดออกเด็กสามคนก็ก้าวเดินมารวมตัวกันที่ระเบียงทางเดินใต้ร่มเงาของต้นท้อใหญ่อย่างเป็ธรรมชาติราวกับว่านี่คือกิจวัตรประจำวันที่ถูกสลักลึกไว้ในความคุ้นเคยของพวกเขา
ไม่ต้องมีใครเอ่ยปากชักชวนว่าต้องมานอนดูดาวด้วยกันจ้าวเหยียนโจวในวัยสิบสองหนาวสวมชุดคลุมยาวสีงาช้างเขาปลดเข็มขัดที่รัดเอวออกเล็กน้อยเพื่อคลายความอึดอัดก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหงายบนพื้นกระดานไม้อย่างง่ายดายเถาอิ่งในชุดผ้าฝ้ายเนื้อนิ่มสีอ่อนขยับตัวลงนอนเคียงข้างเขาจัดแจงกระโปรงให้เรียบร้อยและเสิ่นเยี่ยนฉือในชุดสีเข้มก็เอนแผ่นหลังลงัักับพื้นไม้ทางด้านขวาของเด็กหญิงอย่างเชื่องช้า
ท่วงท่าการล้มตัวลงนอนของพวกเขาไหลลื่นและปราศจากความลังเลมันไม่ใช่การทดลองก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่เฉกเช่นคืนแรกที่อากาศหนาวจัดทว่ามันคือการ 'กลับมา' สู่พื้นที่ที่พวกเขาต่างรู้ดีว่าปลอดภัยที่สุด
พวกเขานอนหงายเรียงเคียงกันทอดสายตามองตรงขึ้นไปยังผืนฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลทิศทางของสายตาทั้งสามคู่ขนานกันไปในอากาศ ไม่ต้องสบตากันเพื่อค้นหาความหมายไม่ต้องระแวดระวังว่าใครกำลังแสดงสีหน้าเช่นไรความสบายใจที่ซึมซาบอยู่ในความมืดทำให้แผ่นหลังที่เคยเกร็งเขม็งผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ
"วันนี้ที่ตำหนักอักษรอาจารย์หลวงบังคับให้ข้าท่องจำบทกวีชมบุปผาของกวีเอกแห่งยุคก่อน"จ้าวเหยียนโจวเริ่มเอ่ยทำลายความเงียบน้ำเสียงของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยพลังงานล้นเหลือเหมือนทุกคราทว่ามันเจือไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ถูกกดทับมาตลอดทั้งวัน
"ข้าต้องท่องจำตัวอักษรหลายร้อยตัวที่บรรยายถึงความงดงามของดอกเหมยและดอกท้อท่องซ้ำไปซ้ำมาจนข้ารู้สึกว่าตัวอักษรเ่าั้มันลอยวนอยู่ในหัวข้าเหมือนฝูงผึ้ง"
เด็กชายผู้เป็องค์รัชทายาทพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดภาระหน้าที่ของการเป็ผู้สืบทอดบัลลังก์เริ่มทวีความหนักอึ้งขึ้นทีละน้อยตามวัยที่เติบโตโลกภายในวังหลวงเรียกร้องให้เขาสมบูรณ์แบบเรียกร้องให้เขาจดจำทุกถ้อยคำและกิริยามารยาทที่สืบทอดกันมา ทว่าเมื่อเขาก้าวเท้าเข้ามานอนแผ่หลาอยู่บนระเบียงของจวนตระกูลเสิ่นเขากลับสามารถบ่นอุบอิบถึงความเบื่อหน่ายเ่าั้ออกมาได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องสวมหน้ากากใดๆ
"กวีเ่าั้ช่างสรรหาคำมาเขียนนัก"
จ้าวเหยียนโจวเลื่อนสองมือขึ้นมาหนุนรองใต้ศีรษะเปลือกตาของเขาปรือลงเล็กน้อย
"พวกเขาสามารถเขียนบทกวีได้ยาวเหยียดเพียงแค่มองเห็นกลีบดอกไม้ร่วงหล่นทว่าเมื่อข้ามองดูท้องฟ้าในคืนนี้ข้ากลับคิดคำพูดที่สละสลวยไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว... ข้ารู้เพียงแค่ว่าการได้นอนมองมันเฉยๆ โดยไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจ...มันดีกว่าการท่องตำราเป็ไหนๆ"
เถาอิ่งที่นอนอยู่เคียงข้างหัวเราะเบาๆในลำคอ เสียงหัวเราะของเธอใสกระจ่างและไม่ดังจนเกินไป
"ท่านก็แค่เกียจคร้านที่จะท่องจำต่างหากล่ะพี่เหยียนโจว หากอาจารย์หลวงมาได้ยินท่านพูดเช่นนี้คงได้หยิบไม้เรียวมาเคาะหน้าแข้งท่านแน่"
"ไม้เรียวของอาจารย์หลวงก็ทำอะไรข้าในยามนี้ไม่ได้หรอก"จ้าวเหยียนโจวตอบกลับ แววตาของเขาเหม่อมองไปยังดวงดาวที่ส่องแสงละมุน
"ข้าสู้กับตำรามาทั้งวันแล้ว...คืนนี้ข้าคงสู้ไม่ไหวอีกแล้ว...ข้าขอยอมแพ้ให้กับสายลมและดวงดาวก็แล้วกัน..."
น้ำเสียงที่เคยสดใสของเขาค่อยๆขาดห้วงและกลืนหายไปกับสายลมของฤดูใบไม้ผลิ
ไม่มีการดิ้นรนฝืนลืมตาไม่มีการพยายามสรรหาเื่ราวใหม่ๆ มาเล่าเพื่อดึงดูดความสนใจจ้าวเหยียนโจวไม่ได้หลับไปโดยไม่รู้ตัวเหมือนในคืนฤดูหนาวที่ผ่านมา ทว่าในคืนนี้เขา 'รู้ตัว' อย่างชัดเจนว่าตนเองกำลังจะก้าวเข้าสู่ห้วงนิทราและเขาเลือกที่จะยอมจำนนต่อความง่วงงุนนั้นด้วยความเต็มใจ
เสียงเสียดสีของเสื้อคลุมผ้าไหมเงียบลงเสียงพลิกตัวขยับกายหยุดนิ่ง และที่สำคัญที่สุดเสียงกังวานใสของป้ายหยกมันแพะที่มักจะส่งเสียงกระทบกันอยู่เสมอบัดนี้ได้หยุดส่งเสียงอย่างสมบูรณ์แบบ มันสงบนิ่งอยู่บนพื้นกระดานไม้เป็สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าผู้กุมชะตาแห่งแผ่นดินได้ปลดเปลื้องภาระหน้าที่ทั้งหมดลงและกลายเป็เพียงเด็กชายธรรมดาที่กำลังหลับใหลอย่างเป็สุข
ลมหายใจของจ้าวเหยียนโจวเปลี่ยนเป็จังหวะที่เชื่องช้าสม่ำเสมอ และลึกซึ้ง
เมื่อเสียงพูดคุยฝั่งซ้ายเงียบลงความเงียบก็โรยตัวลงมาโอบอุ้มระเบียงไม้อีกครั้งทว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ก่อให้เกิดความโดดเดี่ยวมันคือความเงียบที่ถูกถักทอขึ้นจากลมหายใจสองสายที่ยังคงตื่นตัวอยู่เป็ความเงียบที่คุ้นเคยและสมบูรณ์แบบในวิถีทางของมันเอง
เถาอิ่งไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นไม่ได้กระซิบปลุกจ้าวเหยียนโจว เด็กหญิงยังคงนอนหงายจดจ้องไปยังแผ่นฟ้ากว้างใหญ่ดวงตากลมโตของเธอไล่เรียงมองจุดแสงสว่างที่กระจัดกระจายอยู่เบื้องบน
ท้องฟ้าในฤดูใบไม้ผลิมีการเปลี่ยนแปลงไปจากฤดูหนาวอย่างเห็นได้ชัดหมู่ดาวที่เคยสว่างไสวตรงกลางศีรษะได้เคลื่อนตัวต่ำลงไปทางขอบฟ้าฝั่งหนึ่งในขณะที่กลุ่มดาวใหม่ๆ ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นมาแทนที่การหมุนวนของจักรวาลดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและแม่นยำ
เถาอิ่งกวาดสายตาค้นหาบางสิ่งบางอย่างท่ามกลางทะเลดาวนับหมื่นแสนเธอไม่ได้ค้นหาความงดงามที่ไร้ทิศทางทว่าเธอกำลังค้นหาร่องรอยของความทรงจำที่ถูกส่งมอบให้เธอในคืนที่อากาศหนาวเหน็บเมื่อหลายเดือนก่อน
และแล้วสายตาของเธอก็หยุดลงที่กลุ่มดาวเจ็ดดวงที่เรียงตัวกันเป็รูปร่างอันเป็เอกลักษณ์
เด็กหญิงขยับมือขวายกแขนขึ้นอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วชี้ตรงไปยังกลุ่มดาวนั้น
"พี่ใหญ่"
เถาอิ่งเอ่ยเรียกด้วยระดับเสียงที่แ่เบามันดังพอที่จะให้คนที่นอนอยู่ข้างๆ ได้ยินชัดเจนทว่าไม่ดังพอที่จะทำลายการนอนหลับของจ้าวเหยียนโจว เธอไม่ได้ชี้ไปส่งเดชแล้วถามว่า'นั่นคือดาวอะไร' เหมือนในคืนแรกที่พวกเขาเปิดบทสนทนาใต้แสงดาว
"ด้ามของกระบวยตักน้ำนั่น...มันไม่ได้ชี้ไปทางเดิมแล้วใช่หรือไม่"
คำถามของเธอเรียบง่ายทว่ามันซุกซ่อนความนัยที่ลึกซึ้งเอาไว้เธอจดจำกลุ่มดาวเป่ยโต่วที่เขาเคยสอนให้รู้จักได้เธอจดจำทิศทางที่ด้ามกระบวยเคยชี้ไปในคืนฤดูหนาวได้ และเมื่อฤดูกาลเปลี่ยนผ่านเธอก็เฝ้าสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตัวของเธอเอง
เสิ่นเยี่ยนฉือที่นอนอยู่ทางด้านขวาไม่ได้หยุดชะงัก ไม่ได้มีอาการแข็งเกร็งหรือต้องใช้เวลาเนิ่นนานในการชั่งน้ำหนักคำพูดเฉกเช่นในครั้งแรกที่เขาถูกถาม
เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกรุกล้ำความเป็ส่วนตัวหรือถูกบังคับให้ต้องเปิดเผยความรู้ที่ซ่อนเร้น พื้นที่บนระเบียงไม้แห่งนี้ความมืดมิดของยามราตรีที่ถูกฉาบด้วยแสงละมุน และกลิ่นหอมจางๆ ของดอกท้อได้หลอมรวมกันเป็อาณาเขตที่เขารับรู้ด้วยสัญชาตญาณแล้วว่ามันปลอดภัยอย่างแท้จริง
ดวงตาสีเข้มของเด็กชายเลื่อนตามทิศทางที่ปลายนิ้วของเถาอิ่งชี้ไปเขามองเห็นกลุ่มดาวเป่ยโต่วที่กำลังทอประกายอยู่เบื้องบน
"อืม"
เสิ่นเยี่ยนฉือตอบรับด้วยเสียงในลำคอก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาอย่างลื่นไหลและเป็ธรรมชาติการตอบคำถามของเธอในคืนนี้ กลายเป็เื่ที่ง่ายดายราวกับการหายใจเข้าออก
"ในฤดูใบไม้ผลิ...ด้ามกระบวยจะชี้ไปทางทิศตะวันออก"
เสียงของเขาไม่ได้มีความกังวานใสทว่ามันเป็เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าที่เป็เอกลักษณ์ มันไม่ได้ดังจนกลบเสียงลมทว่ามันมีความมั่นคงและหนักแน่น ไม่มีความลังเลไม่มีการเว้นจังหวะที่ยาวนานจนน่าอึดอัดเขาตอบสนองต่อคำถามของเธอด้วยความรวดเร็วและคุ้นเคย
เขาไม่จำเป็ต้องคิดหาเหตุผลในการพูดไม่ต้องพะวงว่าเสียงของตนเองจะฟังดูแปลกประหลาดหรือไม่
เถาอิ่งไม่ได้ละแขนลงเธอยังคงชี้ปลายนิ้วค้างไว้ในอากาศ รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นบนมุมปากของเด็กหญิงในความมืด เธอไม่ได้หันหน้ามามองเขาเพียงแต่นอนซึมซับเสียงแหบพร่านั้นอย่างตั้งใจ
"แล้วทางทิศตะวันออกนั้น..."เถาอิ่งถามต่อ น้ำเสียงเจือความอยากรู้อยากเห็นที่อ่อนโยน
"มีดวงดาวอะไรซ่อนอยู่อีกหรือ"
เสิ่นเยี่ยนฉือนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเขาไม่ได้หลบสายตาจากท้องฟ้า มือซ้ายของเขาขยับขึ้นช้าๆก่อนจะยกปลายนิ้วชี้ขึ้นไปบนแผ่นฟ้าทาบทับเคียงคู่ไปกับทิศทางที่ปลายนิ้วของเถาอิ่งชี้อยู่
เขาเลื่อนปลายนิ้วไปทางทิศตะวันออกลากเส้นสมมติผ่านจุดแสงสว่างที่เรียงร้อยกันเป็แนวยาว
"นั่นคือกลุ่มดาวชิงหลง...ัฟ้า"
เสียงของเยี่ยนฉือดำเนินต่อไปในความเงียบมันเป็จังหวะการพูดที่เชื่องช้า สม่ำเสมอ และไร้ซึ่งการเร่งรีบเขาบรรยายถึงตำแหน่งของดวงดาวแต่ละดวงที่ประกอบกันเป็รูปร่างของสัตว์มงคลแห่งทิศบูรพาบอกเล่าถึงดาวที่ประกอบเป็ส่วนหัว ส่วนตัว และส่วนหาง ที่กำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาเหนือขอบฟ้า
เขาไม่ต้องพยายามขุดคุ้ยความทรงจำไม่ต้องกลัวว่าชื่อดวงดาวเหล่านี้จะนำพาความหนาวเหน็บและการต่อสู้เอาชีวิตรอดในอดีตกลับมาทำร้ายเขา
"ดาวสว่างสีแดงตรงนั้น...คือ ซินซู่... หัวใจของั"
น้ำเสียงของเสิ่นเยี่ยนฉือล่องลอยไปในอากาศผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมของดอกท้อที่กำลังจะผลิบานและเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของจ้าวเหยียนโจว
ทุกถ้อยคำที่เขาเอ่ยออกมาทุกตำแหน่งที่เขาชี้ให้เธอมองตามล้วนถูกขับขานออกมาด้วยความรู้สึกที่สงบงันและลึกซึ้งที่สุด
เขาพูดต่อไปเรื่อยๆอธิบายถึงความสว่างไสวที่แตกต่างกันของดวงดาวแต่ละดวงเล่าถึงการโคจรที่ไม่มีวันหยุดนิ่งของผืนฟ้า
เถาอิ่งนอนฟังเสียงนั้นอย่างตั้งใจดวงตาของเธอเคลื่อนตามปลายนิ้วของเขาที่วาดลวดลายอยู่กลางอากาศซึมซับเอาความรู้และน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจรู้สึกปลอดภัยที่สุด
"และถัดจากส่วนหางของัลงไป..."
เยี่ยนฉือยังคงเอื้อนเอ่ยชื่อดวงดาวต่อไปเสียงแหบพร่าของเขาดังก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของคืนฤดูใบไม้ผลิเป็ดั่งบทเพลงที่ถูกซุกซ่อนไว้ท่ามกลางละอองดาวที่มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ยิน