มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 117 : โลหิตบ่มเพาะ

    ตอนที่ 117 




    ชิงเทียนและจิ่วเหม่ย พาชายหนุ่มทั้งสองคน เดินทางเข้าไปในป่าลึก จนกระทั่งในที่สุด พวกเขาก็มาถึงจุดที่เป็นใจกลางป่า ซึ่งโดยรอบล้วนมีแต่อสูรเซียน ขอบเขตเซียนขั้นกลางอยู่นับร้อยตัว แต่ทว่า พวกมันกลับไม่คิดที่จะเข้ามาโจมตีกลุ่มของชิงเทียนเลย ราวกับว่าพวกเขากำลังหายตัวอยู่ ซึ่งนั่นเป็นผลจากเส้นทางปลอดภัย ที่เขาและเย่เสวี่ยหลันร่วมมือกันสร้างขึ้นมา โดยใช้พลังปราณของจิ่วเหม่ยเป็นแหล่งพลังงาน




    “นี่เราต้องไปอีกไกลแค่ไหนขอรับ" ซูเหวินหวู่ เอ่ยถาม พร้อมหันมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากบรรยากาศในบริเวณนี้ ล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ที่เกิดจากการแย่งชิงอาณาเขต จนทั่วทั้งพื้นที่นั้นเต็มไปด้วยความดิบเถื่อน ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ระหว่างอสูรเซียนด้วยกันเอง




    “เรามาถึงแล้ว" ชิงเทียนกล่าวออกมา




    ฮั่นจุนเหลียนและซูเหวินหวู่ กวาดตามองหาสถานที่ปลอดภัย ที่ชิงเทียนเคยพูดถึง แต่สิ่งที่พวกเขามองเห็น กลับมีเพียงป่าทึบ ที่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าสถานที่ปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย




    ชิงเทียน ที่เห็นว่าสหายทั้งสองคนกำลังสับสน ก็ยื่นมือไปด้านหน้า จนภาพของป่าทึบเริ่มเกิดการสั่นไหว จากนั้นทิวทัศน์โดยรอบก็เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นค่ายพักแรมขนาดใหญ่ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสรวงสวรรค์ ท่ามกลางขุมนรกเลยทีเดียว




    “นี่ข้าคงไม่ได้กำลังฝันอยู่ใช่ไหม" ฮั่นจุนเหลียน กล่าวด้วยสีหน้าตื่นตะลึง พร้อมกับคิดว่าสิ่งที่ตนมองเห็นอยู่ เป็นเพียงแค่ความฝัน เพราะเป็นไปไม่ได้เลย ที่ป่ามรณะซึ่งเต็มไปด้วยอันตราย จะมีค่ายพักแรมเช่นนี้แอบซ่อนอยู่




    “ท่านอาจารย์ กลับมาแล้วเหรอครับ" ขณะที่ชายหนุ่มทั้งสองคน กำลังมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นั้นเอง ร่างของโกมินทร์ก็ปรากฏ ขึ้นมาตรงหน้าจากการใช้อาคมก้าวพริบตา 




    “โกมินทร์ นายช่วยหาอะไรให้สองคนนี้ทาน แล้วก็พาพวกเขาเดินชมสถานที่หน่อยนะ หลังจากอาทิตย์ตกดิน ค่อยพามาหาฉันเข้าใจไหม?"




    โกมินทร์พยักหน้า แล้วกล่าวออกมาว่า “เข้าใจแล้วครับ ผมจะดูแลพวกเขาอย่างดี"




    “ขอโทษด้วยนะ พอดีข้ามีเรื่องที่ต้องไปจัดการ หากพวกเจ้าต้องการอะไร ก็สามารถบอกลูกศิษย์ข้าได้ทุกเมือ เพราะเขาจะเป็นคนดูแลพวกเจ้าเอง" ชิงเทียน กล่าวกับชายหนุ่มทั้งสองคน แล้วเดินจากไปพร้อมกับจิ่วเหม่ย เพื่อเริ่มวางแผนในขั้นต่อไป 




    ชิงเทียนและจิ่วเหม่ย นั่งรออยู่ภายในเต็นท์บรรชาการ ก่อนที่เย่เสวี่ยหลัน โอวหยางเจิ่งหยู จิ่วหยวนปิง และมาร์คัสมาเข้าร่วมประชุม ซึ่งความเห็นของทุกคน ล้วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าสมควรจะต้องให้ประชาชนทุกคน รับรู้ถึงสิ่งชั่วร้ายที่เจ้าเมืองได้ทำลงไป แต่ทว่า การจะทำให้สำเร็จนั้นไม่ใช่ง่ายเลย เพราะยังต้องเตรียมการอีกหลายขั้นตอน อีกทั้งความแข็งแกร่งของหั่วหวังฉวน ก็ยังไม่สามารถมองข้ามได้




    “นายท่าน เหตุใดไม่ให้ข้า ฆ่าล้างพวกมันไปเลยล่ะค่ะ" จิ่วเหม่ย เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย ทั้งที่เธอสามารถสังหาร เจ้าเมืองเมฆาล่องได้อย่างง่ายดาย ราวกับพลิกฝ่ามือ แต่ชิงเทียนกลับไม่แม้แต่จะพึ่งพาพลังของเธอเลย ยกเว้นเพียงแต่การกำจัดสือจิ้งเหอ ที่ในตอนนั้นชิงเทียน จำเป็นต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้




    “เราจำเป็นต้องเรียกศรัทธาจากผู้คน เพื่อก่อตั้งนิกายอย่างเป็นทางการ ดังนั้นการที่ข้าสามารถจัดการกับเจ้าเมือง ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังของเจ้า จะทำให้พวกเขานับถือในตัวข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจำเป็นสำหรับรากฐานของนิกาย"




    “แต่ว่าตอนนี้ นายท่านอยู่เพียงขอบเขตหลอมรวมกายจิตเท่านั้นนะค่ะ" จิ่วเหม่ย กล่าวออกมาด้วยความเป็นห่วง 




    ชิงเทียนรู้ดีว่า ตอนนี้ ตนเองอ่อนแอแค่ไหน แต่ว่าเขาเองก็วางแผน ที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งเอาไว้แล้ว แม้ว่ามันจะเป็นวิธีที่อันตรายก็ตามที “ข้าจะใช้โลหิตของอสูรเซียนในการบ่มเพาะ แม้ว่าโอกาศรอดชีวิตจะน้อยนิด แต่นี่ก็เป็นหนทางเดียว ที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งในเวลาอันสั้น"




    หลังจากที่ชิงเทียนพูดจบ เย่เสวี่ยหลันและจิ่วเหม่ย ก็ลุกพรวดขึ้นอย่างกระทันหัน พร้อมกับแสดงสีหน้าเป็นกังวล ก่อนที่เย่เสวี่ยกลันจะกล่าวว่า “ไม่ได้เด็ดขาด จริงอยู่ว่าชาติก่อนท่านเคยใข้วิธีนี้มาแล้ว แต่นั่นก็เกือบจะพรากชีวิตท่านไปเลยไม่ใช่รึไง ดังนั้นข้าก็จะไม่มีวันยอมให้ท่าน เอาชีวิตไปเสี่ยงเช่นนั้นอีกเด็ดขาด"




    “จริงด้วยค่ะ ตอนนี้นายท่าน ยังไม่ตัดผ่านถึงขอบเขตเซียนที่แท้จริงจริงด้วยซ้ำ ทำให้ความอันตรายเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อีกทั้งจิ่วเหม่ยก็ได้ยินมาว่า ยังไม่มีผู้บ่มเพาะคนใดที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตเซียน ทำวิธีนี้สำเร็จสักคนเลยนะค่ะ" จิ่วเหม่ยกล่าวเสริม




    “ไม่ต้องเป็นห่วงไป หลังจากที่ได้รับความรู้มากมายจากโลกที่จากมา ทักษะหลายแขนงที่ข้ามีอยู่ ก็ถูกพัฒนาไปไกล จนตนเองในอดีตก็ยังไม่สามารถเทียบได้ ซึ่งข้าเองก็เตรียมแผนรับมือ กับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเอาไว้แล้ว"




    เย่เสวี่ยหลันเคยเสียสามีไป แต่ก็โชคดีที่ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง ทำให้เธอไม่อยากสัมผัสถึงความรู้สึกเช่นนั้นอีกต่อไป จนลืมไปว่าชิงเทียนนั้นเป็นคนที่จะไม่ลงมือทำอะไร หากไร้ซึ่งความมั่นใจเป็นอันขาด ส่งผลให้ในที่สุด เธอก็เริ่มยอมรับการตัดสินใจของชายหนุ่ม




    “หากยังคงยืนกรานเช่นนั้น ข้าเองก็จะตอบรับการตัดสินใจของท่าน แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ท่านจะต้องให้ข้าอยู่ด้วย ในตอนที่ใช้โลหิตของอสูรเซียนบ่มเพาะพลัง เพื่อที่หากเกิดเหตุอันตราย จะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที" เย่เสวียหลันยื่นข้อเสนอ




    “ก็ได้...หากนั่นทำให้เจ้าสบายใจ" 




    หลังจากที่การประชุมจบลง ทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง แม้ว่าจิ่วเหม่ย จะยังคงไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่ในเมื่องเย่เสวี่ยหลันได้ตัดสินใจไปแล้ว เธอก็ไม่มีสิทธิ์โต้แย้งอีกต่อไป 




    ขณะเดียวกัน โอวหยางเจิ้งหยู ที่ตอนนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของชายหนุ่ม หน้าตาหล่อเหลา ก็เดินตรงมาหาชิงเทียน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์ได้ยินมาว่า เคล็ดวิชาที่ท่านมอบให้ถังเหยียน ก็เคลื่อนที่ผ่านเงาได้ไม่ใช่หรอกหรือ เหตุใดถึงต้องรอให้ถึงตอนดึกด้วยล่ะครับ" 




    “จริงอยู่ว่าเคล็ดวิชาที่ข้าครอบครองอยู่ มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็มีหลายเคล็ดวิชา ที่ผู้ฝึกจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติ ที่สอดคล้องกับเงื่อนไข ยกตัวอย่างเช่น เคล็ดวิขาที่ข้ามอบให้กับถังเหยียน ที่ผู้ฝึกจำเป็นต้องมีปราณธาตุมืด ไหลเวียนอยู่ในร่างกายตั้งแต่กำเนิด จึงจะสามารถฝึกฝนได้" ชิงเทียนอธิบาย อย่างไรก็ตาม มีดที่เขากำลังใช้อยู่ ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า เคล็ดวิชาคมมีดรัตติกาลทมิฬ ที่ถังเหยียนใช้อยู่หลายเท่า ซึ่งจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวก็คือ เงื่อนไขที่มีช่วงเวลาการใช้งานอย่างจำกัด ซึ่งหลังจากที่การสนทนา ระหว่างศิษย์และอาจารย์ได้จบลง โกมินทร์ ก็พาชายหนุ่มทั้งสองคน เข้ามาพบกับชิงเทียนราวกับรู้เวลา ซึ่งท้องฟ้าในตอนนี้เริ่มมืดสนิทแล้ว ทำให้ชิงเทียนไม่อาจมัวเสียเวลาอีกต่อไป จึงได้รีบพาตัวฮั่นจุนเหลียนและซูเหวินหวู่ ออกไปด้านนอกเต็นท์ ก่อนที่ร่างของทั้งสามคน จะเลือนหายไปท่ามกลางความมืดมิด 




    *********************************




    “ฮั่นจื่อถง เมื่อไหร่ตาแก่อย่างเจ้า จะเลิกบ่ายเบี่ยงสักที หากบริสุทธิ์ใจจริง ก็นำตัวหลานชายเจ้าออกมา ไม่อย่างนั้นข้านี่แหละ ที่จะเป็นคนบดขยี้ตระกูลเจ้าให้แหลกคามือ" หั่วหวังฉวนกล่าวออกมา ด้วยความเดือดดาล ตอนนี้ภายในตระกูลฮั่น ล้วนเต็มไปด้วยความโกลาหล จากการมาเยือนของกองกำลังหลายพันคน จนผู้คนโดยรอบต่างให้ความสนใจ ว่าจะเกิดสงครามระหว่างสองตระกูลขึ้นหรือไม่




    ชายชราที่ได้ยินเช่นนั้น ก็หัวเราะออกมาราวกับไม่เกรงกลัวคำขู่ “หั่วหวังฉวน ทุกคนภายในเมือง ต่างก็เห็นกันเต็มสองตาว่าคนร้ายทั้งสามคน สามารถเปลี่ยนแปลงใบหน้าได้ แล้วเจ้ายังคิดจะมาโยนความผิด ให้หลานหลานชายข้าอีกอย่างนั้นเหรอ"




    หั่วหวังฉวน ไม่มีเหตุผลที่จะโต้เถียงเรื่องนี้ เพราะทุกคนภายในเมือง ต่างก็ยืนยันว่าเรื่องที่ฮั่นจื่อถงกล่าวมานั้น ล้วนเป็นความจริงทุกประการ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาก็จำเป็นต้องตรวจสอบเพื่อความแน่ใจ




    “แล้วทำไมเจ้าถึงมาห้ามไม่ให้ข้าพบกับฮั่นจุนเหลียน คงไม่ใช่ว่าหลานชายของเจ้า ไม่ได้อยู่ในจวนใช่หรือไม่ เพราะตั้งแต่ที่คนร้ายหนีออกไปนอกเมือง คนของข้าก็ปิดผนึกทางเข้าออกในทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากอยากจะพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าหลานชายของเจ้าไม่ใช่คนร้าย ก็จงพาตัวมันมาพบข้าเดี๋ยวนี้!!" หั่วหวังฉวน ยังคงประกาศกร้าว เพราะเขามั่นใจว่ารูปแบบ ที่วางอยู่ทั่วกำแพงเมือง จะต้องสกัดกั้นไม่ให้คนร้าย กลับเข้ามาในเมืองได้อย่างแน่นอน เพราะทุกปีเขามักจะนำศิลาปราณ ที่เก็บได้จากการจ่ายภาษี มาเสริมพลังให้กับรูปแบบ จนความแข็งแกร่งของม่านพลังในตอนนี้ เกือบจะเทียบเท่าหัวเมืองใหญ่ได้เลยทีเดียว




    ขณะเดียวกัน แม้ดูจากภายนอก ฮั่นจื่อถงจะยังคงมีใบหน้าเคร่งขรึม แต่ทว่าภายในใจกลับรู้สึกเป็นกังวล เพราะในตอนนี้ ฮั่นจุนเหลียนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ได้หายตัวไปอย่างปริศนา หลังจากที่ได้รับคำสั่ง ให้ไปส่งชิงเทียนยังที่พัก ทำให้สิ่งที่ชายชราพอจะทำได้ มีแค่การถ่วงเวลาเวลา จนกว่าคนในตระกูลจะพาฮั่นจุนเหลียน กลับมาอย่างปลอดภัย 




    “ท่านปู่ มีอะไรเกิดขึ้นหรือขอรับ" ขณะที่ฮั่นจื่อถง กำลังหาทางยื้อเวลาอยู่นั่นเอง เสียงอันคุ้นเคยของชายหนุ่ม ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่ชายชราจะพบว่า ฮั่นจุนเหลียนกลับมาได้ทันเวลาพอดี ทำให้ฮั่นจื่อถงรู้สึกโล่งใจ ราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก ที่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดสงครามได้




     “นี่ไงล่ะหลานชายของข้า ที่นี้เจ้าจะยังยืนกรานว่าเขาเป็นคนลงมือทำร้ายหั่วหม่าอวิ๋นอยู่หรือไม่?"  




    หั่วหวังฉวนทีเห็นดังนั้น ก็ไม่อาจกลับคำได้ เพราะยังมีศักดิ์ศรีค้ำคออยู่ อีกทั้งในบริเวณนี้ก็ไม่ได้มีแค่ฝ่ายเขาเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังมีผู้คนจากหลากหลายตระกูล ที่คอยจับตาดูอยู่ ทำให้เขาไม่สามารถลงมือกับตระกูลฮั่น โดยไร้ซึ่งเหตุผล เพราะจะเป็นการดึงดูดสายตา จากผู้ตรวจการในหัวเมืองใหญ่ ซึ่งอาจเกิดผลกระทบกับแผนการที่วางไว้ในภายหลัง




    “ก็ได้ตาแก่… ครั้งนี้ถือว่าเจ้ารอดตัวไป แต่ถ้าหากคนของเจ้าแว้งกัดข้าเมื่อไหร่ ตระกูลฮั่นได้ถึงคราวล่มสลายแน่" หั่วหวังฉวน กล่าวด้วยน้ำเสียงชา ก่อนจะสั่งให้กองกำลังหลายพันคน ยกทัพกลับไปยังจวนของเจ้าเมือง โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่ง ที่กำลังจับจ้องมาจากมุมมืด 




    ‘โชคดีจริงๆ ที่ข้าพาฮั่นจุนเหลียน กลับมาได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นคงเกิดสงคราม ระหว่างสองตระกูลเป็นแน่ เห็นทีคราวหน้า ข้าคงจะต้องรอบคอบให้มากกว่านี้ซะแล้ว' ชิงเทียนคิด จากนี้ไปหากเขาต้องการกำจัดตระกูลหั่วให้พ้นทาง ก็คงต้องใช้เวลาทั้งหมด ทุ่มเทไปกับการออกล่าอสูรเซียน เพื่อนำมาเพิ่มพลังบ่มเพาะให้กับตนเองเสียก่อน แล้วจึงค่อยดำเนินแผนการในขั้นต่อไป 




    ---------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องมารฟ้าพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน