ป้าหวังที่กำลังคุยกับสหายร่วมทางสองสามคนมองจางหมิงจากความสลัวรางก็เลยไม่ได้เห็นว่าเขามีน้ำตาไหลออกมา
“นี่ก็มืดแล้ว รีบเข้าบ้านนะเสี่ยวหมิงตอนกลางคืนก็เผาเตียงเตาให้อุ่น ที่บ้านยังมีฟืนเหลืออยู่หรือเปล่า”
“เหลือเยอะเลยครับป้าหวังถ้าหมดแล้วผมจะบอกนะครับ” จากความทรงจำของจางหมิงในยุคนี้ ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่เขาจึงจ้างสหายวัยเดียวกันให้ทำอะไรหลายอย่างให้กับเขาซึ่งหนึ่งในสหายหลายคนก็คือลูกชายจากบ้านของลุงเฉินและป้าหวัง
“ได้ๆพักผ่อนให้มากนะตอนกลางคืนก็อย่าออกมาเดินนอกตัวบ้านล่ะเดี๋ยวตากน้ำค้างนานก็ต้องรักษาตัวอีกนานเลยนะ”
“เข้าใจแล้วครับป้าหวัง” จางหมิงลงจากเกวียนมาได้ก็รีบเข้าบ้านตามคำกำชับของป้าหวัง พอปิดประตูบ้านหลังเล็กลง เขาก็ได้ยินเสียงล้อเกวียนบดกับถนนในหมู่บ้านเป็นจังหวะไปเรื่อยๆ
บ้านหลังเล็กและเขาก็อยู่เพียงลำพังมองไปทางไหนก็มีแค่เพียงความว่างเปล่า แต่พอคิดว่านี่คือหมู่บ้านชิงสุ่ยที่พ่อแม่ญาติพี่น้องของเขาใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้หัวใจของจางหมิงก็เต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง
“ก่อนอื่นก็เอาของกินของใช้ออกมาก่อน”สิ้นเสียงของเขาก็มีอาหารและข้าวของเครื่องใช้กองหนึ่งปรากฏขึ้นมาในห้องโถง
จางหมิงมองข้าวของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากมายแล้วก็ยิ้มอย่างมีความสุข
“ของมีแล้ว ต่อไปก็ไปหาพ่อกับแม่”ไวเท่าความคิดเขาเดินออกจากห้องโถงและก็เดินไปเปิดประตูหน้าลานบ้านออกอย่างรวดเร็ว
“โชคดีจริงๆที่บ้านของพ่ออยู่ติดกับบ้านของฉัน ไม่รู้ว่าพ่อจะรู้หรือเปล่านะว่าเป็นฉันลูกชายของเขาที่เติบโตแล้วมาพบเขาในตอนที่เขาเป็นเด็กตื่นเต้นจริงๆ” เขาพึมพำกับตัวเองอย่างตื่นเต้น แล้วก็ยื่นมือออกไปเคาะประตู
รอไม่นานก็มีคนมาเปิดประตูบ้านให้เขาพอเห็นว่าเป็นใครที่มาเปิดน้ำตาก็คลอหน่วยอีกครั้งเพราะเขาจำได้ว่านี่เป็นพ่อของเขาในวัยเด็ก
จางฮั่นในวัยหกขวบแต่นิ่งสงบกว่าเด็กธรรมดาทั่วไปมองพี่ชายจางที่มีแซ่เดียวกันกับบ้านของเขา แต่ทว่าก็ไม่ใช่ญาติกันด้วยสีหน้าฉงน“พี่หมิงมีอะไรหรือเปล่าครับ หรือว่าฟืนที่บ้านหมดแล้ว”เขาถือคบไฟเอาไว้ในมือพลางก็พยายามจะเอาตัวดันประตูเปิดออกกว้างเพื่อให้พี่ชายข้างบ้านเข้ามา
จางหมิงมองพ่อของเขาในวัยเด็กแล้วก็อมยิ้มน้อยๆมือก็แอบปาดน้ำตาไปด้วย พ่อของเขาอายุห่างจากแม่เป็นสิบปีตอนนี้พ่ออายุหกขวบแม่ก็ยังไม่เกิดเลย เฮ้อ!ไม่เจอแม่ก็ไม่เป็นไรได้เจอพ่อก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
จากความทรงจำของร่างนี้เขาเรียกอีกฝ่ายว่าเสี่ยวจาง“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกเสี่ยวจาง นายตามพี่ไปดูอะไรที่บ้านก่อนสิ แล้วค่อยตัดสินใจ”พูดไปแล้วก็รู้สึกกระดากปากชอบกล นี่พ่อของเขาเชียวนะ เขายังจะแทนตัวเองว่าพี่กับพ่อในวัยเยาว์อีก
สายตาของจางฮั่นในวัยหกขวบฉายแววบางอย่างแต่ไม่นานก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว “ได้สิครับพี่หมิง พี่เดินดีๆนะครับ เฮ้! ทำไมพี่ไม่ชอบใส่เสื้อหนาๆกันนะ ดูสิเดี๋ยวก็ไม่สบายอีกหรอก”
“นายไม่ต้องห่วงหรอกน่า ข้างในนี้มีเสื้อหลายชั้นตอนนี้ยังรู้สึกอุ่นๆอยู่เลยเสี่ยวจาง”อุ่นทั้งกายอุ่นทั้งใจ นี่คือความรู้สึกของเขาในตอนนี้ คำพร่ำบ่นแบบนี้นี่แหละที่เขามักจะได้ยินเสมอเมื่อตอนเป็นเด็ก
“ก็ได้ๆ ผมจะเชื่อพี่ก็แล้วกันแต่ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็ไปเรียกพวกเราที่บ้านได้ตลอดนะ” พี่ชายข้างบ้านคนนี้น่าสงสารร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงทั้งยังเป็นลูกกำพร้ายังดีที่ญาติในเมืองมณฑลคอยช่วยเหลือเจือจุน
“ได้ๆๆ เข้าบ้านก่อนเถอะเสี่ยวจางพี่มีขนมมาฝากนายด้วยนะ นายต้องชอบแน่ๆ”
จางฮั่นได้ยินว่ามีขนมสายตาก็เปล่งประกายขึ้นมา “พี่หมิงช่างดีกับผมจริงๆ เข้าไปในเมืองทีไรมีขนมมาฝากผมทุกครั้งเลย”
“ก็นายเป็นเด็กดีไงพี่ถึงได้ซื้อขนมมาฝากมาๆเข้ามาดูของพวกนี้ก่อน”จางหมิงหยิบขนมมาจากโต๊ะตัวเตี้ยแล้วก็ชี้ให้จางฮั่นได้ดูกองข้าวของมากมาย“นี่คือของที่พี่อยากจะแบ่งให้กับครอบครัวของนายเสี่ยวจาง”พูดพลางก็หยิบขนมส่งให้คุณพ่อวัยเยาว์ของเขา
จางฮั่นรับขนมมาแล้วก็ถือคบไฟเดินเข้าไปใกล้กองข้าวของพวกนั้นแล้วเขาก็ต้องตกตะลึง “นะ นี่มันอะไรกันครับพี่หมิง”
“ได้มาจากญาติน่ะพี่กินคนเดียวก็คงไม่หมดหรอก”
จางฮั่นลอบกลอกตามองบนให้พี่ชายข้างบ้านดูก็รู้ว่าไม่ใช่ญาติส่งมาให้ แต่น่าจะเป็นอย่างอื่นมากกว่า ทว่าใครจะปฏิเสธของกินเสื้อผ้าและผ้าห่มผืนใหญ่พวกนี้ล่ะ
“พี่จะขายให้บ้านผมในราคาเท่าไหร่บอกก่อนนะว่าพวกเราไม่ค่อยมีเงินหรอก ยิ่งคูปองยิ่งไม่ต้องพูดถึงของแบบนั้นมีแต่คนในเมืองเท่านั้นแหละ”เด็กน้อยหกขวบเอ่ยออกมาอย่างจริงจังยิ่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก
“พี่ไม่ต้องการเงินหรอกเสี่ยวจาง”จางหมิงเอ่ยออกมาเสียงเบาเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคนเท่านั้น
“แล้วพี่ต้องการอะไรล่ะครับพี่หมิง”
จางหมิงย่อตัวลงเพื่อให้ความสูงเท่ากับคุณพ่อในวัยเยาว์ของเขาแล้วก็ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูอีกฝ่าย “พี่ต้องการของแวววาวน่ะเคยได้ยินว่าหมู่บ้านชิงสุ่ยของพวกเรามีของพวกนี้ใช่ไหมพ่อกับแม่ของนายก็น่าจะรู้ที่ซ่อนพวกมัน”หลายปีก่อนมีการขุดเจอสมบัติในพื้นที่ของหมู่บ้านชิงสุ่ย และก็มีการส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ในเมืองไปบางส่วนยังมีอีกบางส่วนที่ชาวบ้านแอบเก็บเอาไว้เอง โดยวิธีการฝังดินไม่ให้ใครรู้
จางฮั่นตกตะลึงกับคำพูดของพี่ชายข้างบ้านแต่ไม่นานสายตาของเขาก็กลับมาเป็นปกติและนิ่งสงบ “เรื่องนี้ต้องบอกพ่อกับแม่ก่อน”
“อืม พี่จะรอนายอยู่ที่บ้านก็แล้วกัน”
จางฮั่นรีบวิ่งกลับบ้านของตัวเองอย่างรวดเร็วจางหมิงเองก็ตามมายืนส่งพ่อในวัยเยาว์ด้วยความเป็นห่วง
“ตอนนั้นลุงหลี่บอกว่าพ่อของเขามักจะเตือนเหตุการณ์ล่วงหน้าก็ลืมถามไปเลยว่าเป็นช่วงปีไหน อ้อ เป็นตอนที่คุณพ่ออายุได้แปดปีแสดงว่าปีนี้ยังไม่ใช่ ค่อยโล่งใจไปได้หน่อย”เขาคิดจะยืนรอคนจากบ้านจางอยู่ที่ลานหน้าบ้านของตัวเอง
คืนนี้พระจันทร์หลบเร้นไม่โผล่ออกมาเลยเหมาะสำหรับการทำงานบางอย่าง
ขณะที่ยืนรออยู่เขาก็ได้ยินเสียงพูดคุยจากบ้านสกุลจางที่รั้วบ้านติดกัน
คุณพ่อในวัยเยาว์ของเขาไปกระซิบกระซาบบอกกับผู้ใหญ่ทั้งสองของบ้านถึงห้องนอน
ตอนแรกคนทั้งสองไม่อยากจะเชื่อแต่พอคุณพ่อของเขานำเอาขนมออกมาให้ดู พวกเขาก็เริ่มจะเชื่อแต่ก็ยังไม่ทั้งหมด
แต่ด้วยการเกลี้ยกล่อมและโน้มน้าวใจอันชาญฉลาดทำให้ไม่นานผู้ชายทั้งผู้ใหญ่และเด็กในบ้านที่มีสิบกว่าคน ก็ถูกเรียกมารวมตัวกันในห้อง
จางหมิงยืนฟังพวกเขาคุยกันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแนวโน้มค่อนข้างดีและเขาก็คิดได้ว่าอาหารและข้าวของที่กองอยู่ในห้องโถงเล็กนั่น อาจจะไม่พอสำหรับครอบครัวใหญ่ในฤดูหนาวที่ใกล้จะมาถึงนี้
ดังนั้นเขาจึงเดินกลับเข้าบ้านแล้วก็นำเอาข้าวของเครื่องใช้ออกมาเพิ่มอีกเป็นเท่าตัวรวมถึงยาเม็ดในกระปุกด้วยอีกหลายกระปุกไม่เพียงเท่านั้นเขายังได้เดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเองแล้วก็นำเอาอาหารและข้าวของออกมาวางเอาไว้บนเตียงเตาจากนั้นก็นำผ้าห่มมาคลุมเอาไว้อย่างมิดชิด
“ฟืนอยู่ไหนนะ” ว่าแล้วก็มองหาตะกร้าฟืน แต่ก็ไม่เจอจึงได้เดินออกจากห้องนอนไปที่ห้องครัว“แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่คนในหมู่บ้านนี้ก็ใจดีจริงๆ”เขาถือเอาตะกร้าฟืนเดินออกจากห้องครัวกลับไปที่ห้องนอนเพื่อจะนำไปเผาเตียงเตาให้อุ่นสำหรับคืนนี้
ไม่ว่าจะเป็นการหาฟืนหรือผ่าฟืนล้วนมีคนเสนอตัวมาคอยช่วยเหลือ ซึ่งจางหมิงในยุคนี้ก็ให้ค่าตอบแทนไปตามสมควรและก็ยังมอบขนมให้ด้วยจากที่เต็มใจช่วยอยู่แล้วก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกดีให้กับคนรอบข้างมากยิ่งขึ้นไปอีก
“ไม่ว่าจะมองยังไงก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงทะลุมิติไปที่หมู่บ้านสกุลหลินได้ ถ้าไปโผล่ที่หมู่บ้านชิงสุ่ยในปี1993 ก็คงจะดีไม่น้อย”
พูดมาถึงตรงนี้เหมือนจางหมิงจะชะงักไปเล็กน้อยก่อนเขาจะดีดนิ้วดังเปาะ “ทำไมฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนนะถ้าไม่โผล่ไปที่นั่น ก็ไม่ใช่ว่าเดินทางไปหาไม่ได้นี่ เอาล่ะถ้าได้เดินทางไปที่นั่นอีกต้องไปตามหาพ่อกับแม่ให้ได้เอ๊ะ! เท่าที่จำได้พ่อกับแม่อายุห่างกันตั้งสิบปี ถ้าปี 1993ช่วงนั้นพ่อกับแม่ก็ยังไม่แต่งงานกัน และตอนนั้นพ่อก็น่าจะอยู่กับเมียคนแรก”ชายหนุ่มพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มลังเลใจ ถ้าไปเจอพ่ออยู่กับเมียคนแรกเขาจะทำยังไงแล้วถ้าจำไม่ผิดในตอนนั้นคุณแม่ของเขาก็น่าจะไปเรียนหนังสืออยู่นะบางทีอาจจะยังเป็นนักเรียนมัธยมอยู่ก็ได้
เมื่อตัดสินใจไม่ได้จางหมิงก็วางเรื่องนี้เอาไว้ก่อน จากนั้นก็เปิดช่องเตาออกแล้วก็หยิบมัดฟางแห้งที่ทำเป็นท่อนๆออกมาควานหาที่จุดไฟในตะกร้าได้ก็จุดเข้ากับมัดฟางแห้ง แล้วก็โยนเข้าไปในเตา
เปลวไฟลามเลียและลุกพรึ่บอย่างรวดเร็วเขานำเอาดุ้นฟืนแห้งใส่เข้าไปสามสี่ดุ้นแล้วก็ปล่อยให้เชื้อไฟมันลามเลียไปตามฟืนแห้งไม่นานก็ลุกโพลงกลายเป็นกองไฟขนาดย่อมๆแล้วจึงส่งฟืนเข้าไปอีกสามสี่ดุ้นแล้วก็เลื่อนแผ่นเหล็กมาปิดเตาเอาไว้
แค่ก แค่ก แค่ก
ร่างกายนี้ของจางหมิงไอออกมาติดๆกันหลายครั้งคงเป็นเพราะสูดควันไฟเข้าไปเมื่อกี้นี้ ชายหนุ่มเดินออกไปจากห้องนอนเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก
“ผู้พิทักษ์ แอปเปิลแห่งปัญญาช่วยรักษาโรคได้ไหม”จางหมิงสื่อสารกับผู้พิทักษ์ของเขาในใจ
“ได้ครับโฮสต์สำหรับโรคภัยไข้เจ็บของยุคสมัยนี้ แอปเปิลแห่งปัญญาช่วยรักษาได้ อ้อ หยดน้ำทิพย์ก็สามารถรักษาได้เหมือนกันครับ”
“นายมีหยดน้ำทิพย์ด้วยเหรอ”
“มีนิดหน่อยครับ เอาไว้ผมเอาแอปเปิลแห่งปัญญาเข้าโรงประมูลก่อนโฮสต์จะมีพวกมันจำนวนมหาศาลเลยล่ะครับ”
“อืม ถ้าอย่างนั้นกินพร้อมกันเลยได้ไหม”
“ได้ครับโฮสต์แอปเปิลแห่งปัญญาหนึ่งชิ้นกับหยดน้ำทิพย์ที่เจือจางแล้วหนึ่งแก้ว”
พอสิ้นเสียงของผู้พิทักษ์ก็ปรากฏถาดไม้ขึ้นมาบนโต๊ะเล็กในห้องโถง
จางหมิงรีบใช้ไม้จิ้มแอปเปิลแห่งปัญญาเข้าปากไม่นานมันก็ละลายกลายเป็นน้ำหวานๆไหลลงคอเขาไป
“ต่อไปก็ดื่มน้ำตามลงไปสินะ”ว่าแล้วเขาก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มจนหมด“รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายกว่าเมื่อครู่นี้อย่างเห็นได้ชัดเลยเอาไปทำยาลูกกลอนสมุนไพรขายดีไหมนะ”
“ดีแน่นอนครับโฮสต์”
จางหมิงเหมือนจะคิดได้แล้วเขาก็ดีดนิ้วดังเปาะ“ถ้าฉันเอาน้ำทิพย์นี้ไปขายให้นักปรุงยาน่าจะได้เงินไม่น้อยเลยผู้อาวุโสโจวกับปู่จี้น่าจะรู้จักคนเหล่านี้แน่ๆ”
“นี่อาจจะเป็นการเปิดเผยความลับ อาจจะทำให้ลำบากในภายหลังนะครับโฮสต์”ผู้พิทักษ์ร่างสูงเอ่ยแย้งออกมาอย่างไม่เห็นด้วยคนพวกนั้นยังคงจับตามองบ้านหลังเล็กบนเขาไม่วางตาและอีกไม่นานก็คงจะจับตาโฮสต์ของเขาด้วยการนำหยดน้ำทิพย์ออกไปขายไม่นับว่าเป็นหนทางที่ดี
สีหน้าของจางหมิงไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก เมื่อประมวลเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นกับเขาหลังจากที่พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต“ถ้าอย่างนั้นก็เอาไว้ทำยาขายอย่างเดียวก็แล้วกัน แต่ฉันปรุงยาไม่เป็นนี่สินายทำเป็นหรือเปล่าผู้พิทักษ์”
“โฮสต์ไม่จำเป็นต้องใช้ผมหรือฝึกปรุงเองหรอกครับแค่นำผลึกพลังงานระดับต่ำไปซื้อระบบเสริมเข้ามา อย่างการปรุงยาสมุนไพรเท่านี้ก็สามารถปรุงยาได้แล้วครับ อ้อแต่ว่าโฮสต์ต้องมีสมุนไพรก่อนนะครับถึงจะสั่งให้ระบบปรุงยาตามที่ต้องการได้”
จางหมิงยกมือขึ้นมาเท้าคางอย่างครุ่นคิดก่อนจะพูดออกมาอย่างตัดสินใจ “ถ้าอย่างนั้นหลังจากนำเอาแอปเปิลแห่งปัญญาไปประมูลแล้วสิ่งไหนที่นายเห็นว่าสมควรหรือเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ก็ซื้อเข้ามาเสริมในมิติของพวกเรานะผู้พิทักษ์ ไม่ต้องประหยัดช่วยฉันหรอก”
“ได้ครับโฮสต์”ผู้พิทักษ์ร่างสูงเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “โฮสต์ครับ”
“อืม ว่ามาเถอะอยากเพิ่มเติมอะไรก็บอกมาเลย”
“โฮสต์อยากได้น้ำตกสวยๆไหมครับ”
“น้ำตกเหรออยากได้สิ อ้อแล้วก็ขอธารน้ำตกกว้างๆนะ หาปลามาเลี้ยงด้วย”
“ได้ครับโฮสต์”ผู้พิทักษ์หนุ่มยิ้มอ่อนโยน เอาเถอะในตอนแรกมันก็คือน้ำตกและธารน้ำตกธรรมดาเท่านั้นต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่ามันจะกลายเป็นของล้ำค่าถ้าอย่างนั้นเขาจะได้หาซื้อพันธุ์ปลาที่รสชาติดีและเจริญเติบโตเร็วมาเลี้ยงเอาไว้ให้โฮสต์ของเขาก็แล้วกัน
“ถ้าได้ย้อนไปในยุคโบราณที่สมุนไพรยังมีมากก็คงจะดีนะผู้พิทักษ์ฉันจะได้ขุดพวกมันเข้ามาปลูกในแหวนมิติ ต่อไปอยากปรุงยาอะไรก็สามารถปรุงได้เลย”
“นี่เป็นเรื่องของอนาคตครับโฮสต์”
จางหมิงอมยิ้มน้อยๆแล้วก็ไม่ถามอะไรผู้พิทักษ์ของตนเองอีก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก