ตอนที่ 184 เรื่องราวในปีนั้น มิมีสิ่งใดจะต้องปิดบัง หากแสร้งเป็นคนดี ก็ควรจะมีความกล้า
"นายน้อยตระกูลกู้อย่างนั้นหรือ เจ้าหมายความว่าอย่างไร ในเวลานี้ เจ้าก็ยังคิดที่จะปกป้องนางอีกอย่างนั้นหรือ"
การปรากฏกายของกู้ฉางเกอ มิเพียงแต่ทำให้แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวแปรเปลี่ยนเป็นเผยสีหน้าที่เคร่งขรึม ทว่ายังทำให้เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญและสรรพชีวิตทั้งหลายต่างต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
หลายคนต่างรู้ดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกู้เซียนเอ๋อร์และกู้ฉางเกอนั้นมิสู้ดีนัก ทั้งสองต่างมีความขัดแย้งระหว่างกันมาโดยตลอด ตั้งแต่กู้เซียนเอ๋อร์เข้าสู่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็เป็นดังเช่นนั้นเสมอมา
ทว่าบัดนี้ ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ กู้ฉางเกอกลับยืนหยัดขึ้นมา คล้ายกับตั้งใจจะหนุนหลังให้นาง ภาพนี้ทำให้ผู้คนต่างนิ่งงัน ความคิดอันหลากหลายแล่นผ่านในหัว รู้สึกทั้งตกตะลึงและสับสน
เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างล้วนตกอยู่ในความตกตะลึงมิแพ้กัน พวกเขาคาดการณ์เอาไว้แล้วว่า คงจะมีผู้ใดสักคนลุกขึ้นยืนขึ้นมาปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์ ทว่ากลับมิคาดคิดเลยว่า คนผู้นั้นจะเป็นกู้ฉางเกอไปได้
ผู้ใดที่เคยฝึกฝนอยู่ในตำหนักนี้ต่างย่อมรู้ดีว่า สิ่งที่มิควรทำที่สุดก็คือการเข้าใกล้กู้เซียนเอ๋อร์มากจนเกินไป เพราะมิเช่นนั้นก็จะเป็นการล่วงเกินและทำให้กู้ฉางเกอมิพอใจเอาได้ ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กู้เซียนเอ๋อร์จึงมิมีสหายในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เลยแม้แต่เพียงคนเดียว
ในเวลานี้ ผู้คนต่างแหงนมองขึ้นไปยังร่างในอาภรณ์ขาวอันสง่างามซึ่งลอยเด่นอยู่กลางอากาศ เหล่าศิษย์หญิงจำนวนมากต่างจินตนาการไปไกลถึงหลากหลายเรื่องราว สายตาที่มองกู้เซียนเอ๋อร์แปรเปลี่ยนเป็นเปี่ยมล้นไปด้วยความอิจฉาขึ้นมา
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
กู้ฉางเกอเอ่ยถามขึ้นราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องน่าขัน สุ้มเสียงของเขาทั้งเย็นเยียบและทรงอำนาจ
"ในเวลานี้ เจ้ายังดูมิออกอีกหรือว่าเซียนเอ๋อร์นั้นคือคนในตระกูลกู้ของข้า มีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถรังแกนางได้ ทว่าหากพวกเจ้าคิดจะแตะต้องนาง ก็จงเตรียมตัวตายเอาไว้เสียเถิด!"
ครืน!
ทันทีที่ถ้อยคำนั้นสิ้นสุดลง ฟ้าดินพลันมืดครึ้ม เสียงอันกึกก้องของกองเรือโบราณดังสะท้อนขึ้นมาจากทุกทิศทาง บนยอดเขาไร้พ่ายปรากฏเรือศึกโบราณสีทองแดงอมม่วงลอยเด่นขึ้นกลางอากาศ เรือแต่ละลำนั้นใหญ่โตมหึมา ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความขลังที่สะท้อนออกมาจากการท่องผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน พลังมารอันมหาศาลและจิตสังหารแผ่ซ่านไปทั่วทั้งฟ้าดิน
โครม!
เหล่ายอดยุทธ์แห่งสำนักเทพกำเนิดฟ้าผู้ประจำการอยู่ในสถานที่แห่งนั้น พลันขับกองเรือรบโบราณร่อนลงมาปิดล้อมโดยรอบตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เป็นระยะไกลถึงแปดพันลี้ พลังศักดิ์สิทธิ์อันน่าหวาดหวั่นแผ่ออกมาจากเรือรบโบราณ เปล่งประกายเป็นลำแสงสว่างวาบประหนึ่งกลุ่มดาราจักรกำลังมารวมตัวกัน
ท่ามกลางฟ้าดินอันแปรปรวน ร่างจำแลงแห่งมหามรรคาที่อยู่เบื้องหลังกู้ฉางเกอก็เริ่มเคลื่อนไหว พลังอันยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตแผ่ขยายราวกับจะแผ่ครอบคลุมทั้งฟ้าดิน ฝ่ามือที่ใหญ่โตประหนึ่งจักรวาลเหยียดลงมาสู่เบื้องล่างโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ ต่อมหาศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้า
เขาลงมืออย่างดุดัน แม้จะปรากฏเพียงให้เห็นว่าพลังบำเพ็ญจะอยู่เพียงในระดับเทวะมายา ทว่าเขากลับกล้าลงมือเข้าปะทะกับผู้แข็งแกร่งระดับมหาศักดิ์สิทธิ์โดยที่มิสนใจสิ่งใด
ภาพที่ปรากฏตรงหน้านี้ราวกับเขาเป็นแมลงวันตัวเล็กที่คิดจะสั่นคลอนต้นไม้ใหญ่ ทว่าก็กลับทำให้ผู้คนที่จับจ้องมองอยู่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบจะลืมหายใจ
นี่มันบ้าบิ่นเกินไปแล้ว! เขากลับกล้าลงมือโดยที่มิสนใจแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของมหาศักดิ์สิทธิ์โดยตรงเช่นนั้นเลยหรือ
“นายน้อยแห่งตระกูลกู้ เจ้า… เพื่อกู้เซียนเอ๋อร์เพียงคนเดียว เจ้าถึงกับคิดจะเปิดศึกกับเผ่าพันธ์ุของข้าจริงๆ หรือ”
ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวพลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มด้วยความโกรธจัด กู้ฉางเกอที่จู่ๆ ลงมืออย่างไร้สัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้าเช่นนี้ ช่างเกินกว่าที่เขาจะคาดคิดนัก
ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณโดยรอบในรัศมีแปดพันลี้พลันถูกปิดล้อมอย่างสมบูรณ์ สิ่งนี้คือเคล็ดวิชาแปดพันลี้อันตรธานอันเลื่องชื่อของสำนักเทพกำเนิดฟ้า ซึ่งมักจะใช้ในการกักขังผู้ฝึกบำเพ็ญเพื่อสังหารให้ราบคาบจนหมดสิ้น
สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า… กู้ฉางเกอตั้งใจจะลงมือสังหารพวกเขาอย่างไร้ความปรานีโดยแท้จริง!
โครม!!
เมื่อเผชิญหน้ากับกระบวนท่าของกู้ฉางเกอ แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวหาได้ใส่ใจไม่ เขาเพียงแต่สะบัดมือเบาๆ จากนั้นพลันบังเกิดกฎแห่งมหาศักดิ์สิทธิ์ขึ้นท่ามกลางฟ้าดิน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแท่นบดขนาดมหึมาที่พุ่งเข้าบดขยี้พลังของกู้ฉางเกอจนสลายหายไปเสียสิ้น
ช่องว่างระหว่างพลังของทั้งสองนั้นช่างใหญ่หลวงนัก มันแตกต่างกันเกินกว่าที่จะนำมาเทียบเคียงได้ ประหนึ่งฟ้ากับดินที่แยกขาดออกจากกัน แม้พรสวรรค์ของกู้ฉางเกอจะน่าสะพรึงกลัวสักเพียงใด ก็ใช่ว่าจะสามารถลบล้างความแตกต่างอันมหาศาลนี้ได้
ทว่าสิ่งที่ทำให้แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวคาดมิถึงก็คือ การที่กู้ฉางเกอทุ่มเทลงมือเพื่อปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์มากถึงเพียงนี้ การกระทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการฉีกหน้าวังสมุทร และอาจจะนำไปสู่การเปิดศึกครั้งใหญ่ที่ยากจะหยุดยั้งระหว่างสองขุมกำลังอำนาจแห่งมรรคา!
ถึงแม้ว่าวังสมุทรจะยำเกรงตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงสักเพียงใด ทว่านั่นก็มิใช่เหตุผลที่จะปล่อยผ่านให้เรื่องนี้จบสิ้นไปได้โดยง่าย
พวกเขาจึงเลือกเป้าหมายที่ดูอ่อนแอและลงมือจัดการได้อย่างง่ายดายกว่าดังเช่นที่ลงมือกับกู้เซียนเอ๋อร์ เพื่อหวังจะใช้เรื่องนี้ทวงคืนศักดิ์ศรีให้แก่องค์หญิงเจ็ด มิฉะนั้น วังสมุทรจะรักษาหน้าท่ามกลางเหล่าสำนักมรรคาได้อย่างไรเล่า
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเหตุผลหลักที่กู้เซียนเอ๋อร์สามารถสังหารองค์หญิงเจ็ดได้นั้นเป็นเพราะการแทรกแซงของกู้ฉางเกอ ทว่า… เด็กสาวผู้นั้นจะมีคุณค่าเพียงพอให้กู้ฉางเกอถึงกับลงมือเช่นนี้จริงๆ หรือ
ตามความเข้าใจของแม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยว กู้ฉางเกอสมควรจะยินดีกับเหตุการณ์นี้เสียด้วยซ้ำ แล้วไฉนจึงยังคิดจะขัดขวางพวกเขาด้วยเล่า ความคิดนี้ทำให้เขาโกรธเกรี้ยวอย่างถึงขีดสุด และในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความสับสนที่มิอาจจะทำความเข้าใจกับเหตุการณ์นี้ได้
"เพราะเหตุใดกัน... ทั้งๆ ที่ถ้อยคำของเขานั้นดูน่าหมั่นไส้นัก แต่ทว่าเหตุใดกลับถึงรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง…"
กู้เซียนเอ๋อร์มองดูกู้ฉางเกอที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตน นางรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ยากจะบรรยาย ภาพเบื้องหน้านี้ช่างคล้ายกับเหตุการณ์ในดินแดนเซียนโบราณครั้งนั้น ที่เมื่อนางเผชิญหน้ากับกองทัพแห่งวังสมุทร กู้ฉางเกอก็กลับปรากฏตัวขึ้นเช่นเดียวกัน
ครั้งนี้เขาได้ยืนหยัดขึ้นอย่างแน่วแน่ เผชิญหน้ากับผู้คนทั้งปวงด้วยท่าทีอันแข็งกร้าวและเด็ดขาด แม้ว่านี่อาจจะเป็นเพียงการเสแสร้งของกู้ฉางเกอ ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เขาได้ลงมือทำมันจริงๆ
“แท้จริงแล้วทุกอย่างล้วนอยู่ในแผนการที่เขาได้จัดวางเอาไว้ล่วงหน้า การที่เขามิลงมือสังหารองค์หญิงเจ็ดด้วยตนเอง ก็เพื่อรอวันที่วังสมุทรโกรธเกรี้ยวเสียจนก่อให้เกิดความปั่นป่วนที่ใหญ่โตเช่นนี้ จากนั้นก็จะดึงดูดสายตาจากทุกขุมกำลังอำนาจในดินแดนอนันต์สวรรค์... เพื่อใช้โอกาสนี้สร้างชื่อให้แก่ข้า” กู้เซียนเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ในใจ นางหาใช่คนเขลาไม่
เมื่อนำถ้อยคำของกู้ฉางเกอก่อนหน้านี้มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน นางก็เข้าใจทุกสิ่งได้ในทันที
ในตอนนี้... นางยังจะสามารถโกรธแค้นกู้ฉางเกอได้อยู่อีกหรือ ความคิดในใจนั้นปั่นป่วนและสับสนจนถึงขีดสุด
“แล้วเหตุใดมันจะมิคุ้มค่าเล่า” เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้ฉางเกอก็เพียงแต่แย้มยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น
“ข้าก็ขอถือโอกาสอาศัยสถานการณ์ในวันนี้ ประกาศให้ทั่วหล้าได้ล่วงรู้เสียที เซียนเอ๋อร์นั้นมีฐานะเป็นน้องสาวของข้า และยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นคุณหนูน้อยของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าได้ทำผิดต่อนางเอาไว้มากมาย ข้าได้เก็บซ่อนความรู้สึกผิดเอาไว้ในใจมาอย่างเนิ่นนาน โดยไร้ซึ่งโอกาสที่จะชดเชย และในวันนี้ หากวังสมุทรหาญกล้ามารังแกนาง เช่นนั้นข้าก็จะถล่มวังสมุทรจนราบเสียสิ้นให้ดู”
แม้คำพูดของเขาจะมิได้ดัง ทว่าก็กลับดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งฟ้าดิน ราวกับสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำลงมาจนผู้คนต่างตกอยู่ในอาการตื่นตะลึง
ทั้งสรรพชีวิตและเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญต่างล้วนตะลึงงันไปชั่วขณะ มิมีผู้ใดสามารถกล่าวคำใดออกมาได้ และมิมีผู้ใดคาดคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะลงเอยเช่นนี้
เหล่าสำนักมรรคาต่างๆ ที่ล่วงรู้ถึงเรื่องราวเบื้องหลัง ก็ต่างนิ่งอึ้งไปราวกับถูกตอกตรึงอยู่กับที่ ในสายตาของพวกเขา กู้ฉางเกอมิมีทางที่จะเลือกใช้วิธีการนี้โดยเด็ดขาด เพราะหากเรื่องราวในอดีตได้ถูกเปิดเผยออกมา มิเพียงแต่กู้ฉางเกอเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แม้แต่ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงเองก็จะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปจนยากที่จะกู้คืนได้
กู้ฉางเกอ... ตั้งใจจะทำเช่นนี้จริงๆ หรือ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังคิดจะถล่มวังสมุทรให้ราบคาบ นี่เป็นความกล้าหาญและแข็งกร้าวระดับใดกัน! มิเสียทีที่เป็นกู้ฉางเกอ!
เมื่อถ้อยคำเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ก็กลับดูราวกับมิได้โอ้อวดหรือเกินเลยไปแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามนั้น กลับดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ทั้งยังทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันไร้เทียมทานของเขาอย่างแท้จริง!
“กู้ฉางเกอ...” กู้เซียนเอ๋อร์อึ้งงันไปอีกครั้งกับคำพูดเหล่านั้นของเขา
ดูจากท่าทางของเขาแล้ว หรือว่าเขาคิดจะเปิดเผยเรื่องราวการช่วงชิงกระดูกในอดีตต่อผู้คนจริงๆ การกระทำนี้มิมีผลดีใดๆ ต่อกู้ฉางเกอเลยแม้แต่น้อย! หากเขาต้องการที่จะรับรองฐานะของนาง ก็ย่อมเลือกใช้วิธีการอื่นได้แท้ๆ
“กู้ฉางเกอ เจ้ากลายเป็นคนโง่เขลาเช่นนี้ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน นี่ดูมิเหมือนตัวเจ้าเลยแม้แต่น้อย…” กู้เซียนเอ๋อร์พึมพำเบาๆ ดวงตาสุกสกาวราวกับแก้วผลึกเผยความสับสนเลื่อนลอย
“คิดจะล้มวังสมุทรของข้าอย่างนั้นหรือ นายน้อยแห่งตระกูลกู้ เจ้าช่างกล่าววาจาได้โอหังนัก หากเจ้าคิดจะเข้าข้างเด็กน้อยผู้นี้ เช่นนั้นก็อย่าได้ถือโทษที่ข้านั้นไร้ความปรานีด้วย...”
“ราชาวังสมุทรมีรับสั่ง วันนี้จะต้องจับตัวกู้เซียนเอ๋อร์มาให้ได้ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่องค์หญิงเจ็ดของพวกเรา”
เสียงอันเย็นเยียบของแม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวดังก้อง พลันนั้นฟ้าดินสะท้านไหว ก่อนที่พลังแห่งมหาศักดิ์สิทธิ์จะแผ่ซ่านกดดันไปทั่วฟากฟ้า ความว่างเปล่ารอบด้านพลันสั่นไหวราวกับจะถูกบดขยี้
เขานำทัพเผ่าห้วงสมุทรนับหมื่นมาถึงที่ หากต้องถอยกลับเพียงเพราะคำพูดของกู้ฉางเกอ ชื่อเสียงของวังสมุทรจะเหลืออันใดไว้ให้รักษากันเล่า
ทั่วบริเวณเหล่านี้ยังมีเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญและสรรพชีวิตกำลังจับตาดูเหตุการณ์อยู่มากมาย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ย่อมจะแพร่กระจายไปยังทุกดินแดน และจะกลายเป็นเรื่องราวที่สั่นสะเทือนไปทั้งฟ้าดิน หากปล่อยให้เหตุการณ์นี้จบลงอย่างมิสวยงาม ชื่อเสียงของวังสมุทรก็ย่อมจะต้องย่อยยับไปเสียสิ้น!
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญและสรรพชีวิตในพื้นที่ห่างไกลต่างแปรเปลี่ยนสีหน้า ก่อนจะรีบถอยออกไปจากพื้นที่ด้วยความหวาดหวั่น เพราะต่างตระหนักดีว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ อาจจะเป็นศึกครั้งใหญ่ที่จะทำลายล้างทุกสิ่งให้เสียสิ้นจนยากที่จะคาดเดาได้
“ราชาวังสมุทรน่ะหรือ ก็เป็นตัวตนที่เป็นเพียงเศษธุลีในสายตาของข้าเท่านั้น! วันนี้ข้าขอกล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่า หากผู้ใดกล้าบังอาจแตะต้องเซียนเอ๋อร์เข้า ข้าจะล้างโคตรของพวกมันให้เสียสิ้น… มิให้เหลือไปแม้แต่คนเดียว”
“เจ้าสามารถสงสัยในคำพูดของข้าได้ ถ้าหากมีความกล้าหาญก็สามารถลองดูได้”
กู้ฉางเกอยืนอย่างสง่างาม ร่างตระหง่านท่ามกลางนภา สายลมพลิ้วไหวผ่านเกราะอันเย็นเยียบของเขา เขาเพียงแต่แย้มยิ้มบาง น้ำเสียงนั้นราบเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน
วังสมุทรที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่ง สำหรับเขาแล้วมันก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ใช้เป็นเพียงค่าสั่งสมประสบการณ์ของกู้เซียนเอ๋อร์เท่านั้น หากวังสมุทรคิดจะสังหารกู้เซียนเอ๋อร์จริง เหล่าอาจารย์ผู้อยู่เบื้องหลังนางก็ย่อมจะมิมีทางนิ่งเฉย
ผู้แข็งแกร่งในระดับพลังที่สามารถยืนอยู่ในจุดสูงสุดเช่นนั้น ก็ย่อมจะต้องมีพลังที่แฝงเร้นเอาไว้ มิมีทางที่นางจะไร้ซึ่งการป้องกันอย่างแน่นอน
การที่กู้ฉางเกอเลือกที่จะก้าวออกมาเช่นนี้ ก็ด้วยเพราะมิว่าจะมองจากในแง่มุมใด การกระทำนี้ก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเขาทั้งสิ้น
ถ้อยคำนั้นของเขา ทำให้ทุกคนที่ได้ยินล้วนแล้วแต่รู้สึกหายใจติดขัด ราวกับถูกพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวกดทับ แม้แต่ผู้ครองวังสมุทรก็ยังถูกเขาดูแคลนจนแทบจะดูเป็นตัวตนที่ไร้ค่าในคำพูดเดียว
เหล่าสรรพชีวิตแห่งวังสมุทรพลันโกรธเกรี้ยวอย่างถึงขีดสุด ดวงตาแต่ละคู่ต่างจับจ้องมองกู้ฉางเกอด้วยความอาฆาต มุ่งหวังอยากจะลงมือสังหารเขาให้เสียสิ้นในบัดดล
พวกเขาที่เคยชินกับการครอบครองอำนาจแห่งมหาสมุทร มิเคยจะต้องทนรับการเหยียดหยามเช่นนี้มาก่อน! นี่หาใช่เพียงการเหยียดหยามธรรมดา ทว่ามันคือการดูถูกเหยียดหยามกันจนถึงขีดสุด!
“นายน้อยแห่งตระกูลกู้ยังคงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและแข็งกร้าวเช่นเดิม แม้แต่วังสมุทรเองก็ยังมิอยู่ในสายตา ทว่าเขาก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้ ผู้ใดในรุ่นเยาว์แห่งยุคนี้จะไปเทียบเคียงกับเขาได้กัน”
“อย่าว่าแต่เรื่องอื่นเลย เพียงแค่ความกล้าหาญและบารมีของเขา ก็มีสักกี่คนที่เทียบเทียมได้ ท่ามกลางคำพูดและรอยยิ้มที่แลดูเรียบง่ายนั้น เขากลับแข็งแกร่งถึงขั้นสามารถยืนหยัดต่อต้านมหาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังสมุทรได้!” เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญอดทอดถอนหายใจออกมามิได้
บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเริ่มมีผู้คนเดินออกมายืนอยู่เบื้องหลังของกู้ฉางเกอ ท้ายที่สุดแล้ว กู้ฉางเกอนั้นยังมีอีกหนึ่งสถานะ นั่นก็คือ ผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
สิ่งที่เขาทำในวันนี้ ช่างยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คนธรรมดาผู้ใดจะสามารถทำได้ สิ่งนี้นำพาให้เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างต้องยอมรับ และให้ความเคารพต่อเขา
"หากมีพี่ชายเช่นนี้สักคนก็ คงจะดีมิน้อย" เหล่าสาวน้อยหลายคนต่างจินตนาการขึ้นในใจ ดวงตาหลายคู่พร่างพรายไปด้วยแสงแห่งความประทับใจ พวกนางต่างอิจฉากู้เซียนเอ๋อร์ ด้วยเพราะนางช่างโชคดีเหลือเกิน
การที่กู้ฉางเกอท้าทายคนทั้งวังสมุทรในครานี้ ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์โดยแท้
“ช่างน่าขันนัก นายน้อยตระกูลกู้ เจ้าเย่อหยิ่งเกินไปแล้ว แม้จะมีผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้คอยหนุนหลังเจ้า แล้วคิดว่าจะต่อต้านเผ่าพันธ์ุของพวกข้าได้สำเร็จหรือ เจ้าคงจะมิเข้าใจถึงรากฐานที่แท้จริงของวังสมุทรว่าแข็งแกร่งถึงเพียงใดสินะ วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสนั้นเอง!” แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวแสยะยิ้มเย็นเยียบ ถ้อยคำของเขานั้นเปี่ยมไปด้วยความโหดเหี้ยม
เขารับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในดินแดนเซียนโบราณ ที่ผู้อาวุโสของตระกูลกู้ได้สังหารยอดฝีมือระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุดแห่งตระกูลมนุษย์ปักษาได้ในเพียงแค่ฝ่ามือเดียว ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้เตรียมตัวมาพร้อมรับมือมาอย่างเต็มที่ ทั้งยังพกพาราชโองการแห่งวังสมุทรซึ่งเป็นของวิเศษที่ราชาวังสมุทรรังสรรค์ขึ้น และใช้พลังขั้นสูงสุดของเขาหลอมรวมไว้ในนั้น
แม้แต่ผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้ที่อยู่ในระดับมหายุทธ์สูงสุด เขาก็หาได้เกรงกลัวไม่! ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังของพวกเขาคือเผ่าห้วงสมุทรที่มีรากฐานลึกซึ้งดุจมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ อีกทั้งยังมีจำนวนเผ่าพันธุ์ที่มากที่สุดในโลกหล้ามาตั้งแต่โบราณกาล หากถึงเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากันในศึกแห่งชีวิตนิรันดร์ พวกเขาก็มิได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย!
“หากวังสมุทรปรารถนาจะรนหาความตาย เช่นนั้นข้าก็ยินดีจะสนองให้” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา น้ำเสียงนั้นสงบเยือกเย็น ทว่ากลับทำให้ทั่วฟ้าดินบังเกิดแรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัว
ทันทีที่คำพูดของเขาจบลง พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวก็พลันแผ่กระจายออกมา เรือรบโบราณของสำนักเทพกำเนิดฟ้าหลายลำปรากฏขึ้น สัญลักษณ์มรรคาพลันส่องประกาย แสงแห่งเทพเจิดจ้าแผ่ขยายออกไปทั่วทุกทิศทาง พวกเขาเคลื่อนไหวตามคำสั่งของกู้ฉางเกอ กำลังเร่งสะสมพลังอันมหาศาล ราวกับเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ที่จะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งจนแหลกสลาย
สำนักเทพกำเนิดฟ้าและตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงต่างร่วมมือกันมาอย่างเนิ่นนาน ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วทั้งแดนสวรรค์
แสงอันเจิดจ้าและระยิบระยับราวกับเทพเจ้าแห่งปฐมกาลกำลังสะสมพลัง เพียงการโจมตีหนึ่งครั้งก็ อาจสามารถทำลายทุกสิ่งให้กลายเป็นเถ้าธุลีได้ในชั่วพริบตา
“เจ้ากล้าดีหรือ!”
เสียงคำรามดังสนั่นจากแม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยว ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดไปด้วยโทสะอันรุนแรง ฝ่ามือขนาดมหึมาปกคลุมไปทั่วทั้งฟากฟ้า ก่อนจะกดทับลงมาด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว พลังอำนาจนั้นใหญ่โตถึงหลายหมื่นจั้ง แผ่กระจายแรงกดดันจนท้องฟ้าและผืนดินแห่งนครโบราณมรรคาสวรรค์สั่นสะเทือน
ในชั่วขณะนั้น มิใช่เพียงแค่เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญรอบด้านที่ตื่นตระหนก ทว่าแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสแห่งยุคบรรพกาลที่หลับใหลมาอย่างเนิ่นนานก็ยังต้องตื่นขึ้นจากการปิดด่านด้วยความตกใจ
"มหาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้โชติช่วงไปด้วยพลังอันเกรียงไกรซึ่งเพียงพอที่จะทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง" ผู้อาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าอันหนักอึ้ง
ในยุคสมัยนี้ พลังของมหาศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นจุดสูงสุดอันไร้ซึ่งผู้ใดจะต้านทาน เพราะแม้แต่ว่าที่มหายุทธ์สูงสุดซึ่งถือเป็นรากฐานพลังของแต่ละสำนักมรรคาและเผ่าพันธุ์ ต่างล้วนแล้วแต่ต้องแลกมาด้วยราคาอันสูงลิ่วในทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล ผู้คนทั่วไปจึงหาได้พบเห็นตัวตนนี้อย่างง่ายดายไม่
“จิตแห่งเทพกำเนิดฟ้า จงหลั่งไหลมาสู่ข้า”
กู้ฉางเกอทอดสายตามองไปยังภาพอันน่าสะพรึงกลัวเบื้องหน้า ดวงตาแฝงประกายเร้นลับ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ด้วยพลังอันแท้จริงที่อยู่ในขั้นว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของเขา การจะเผชิญหน้ากับมหาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ หากเขาใช้ไพ่ลับทั้งหมดต่อกร ก็ยังมีโอกาสที่จะต้านทานได้
ทว่าในเวลานี้ เขามิอาจเปิดเผยความแข็งแกร่งที่แท้จริงได้ ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะใช้เคล็ดวิชาลับแห่งสำนักเทพกำเนิดฟ้า และพอดีกับที่เรือรบโบราณของสำนักเทพกำเนิดฟ้ากำลังลอยขึ้นมาล้อมรอบด้าน พลังเหล่านี้จึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา
โดยทั่วไปแล้ว พลังระดับนี้ย่อมจะทำให้ผู้ที่ใช้เคล็ดวิชาร่างแหลกสลาย จิตวิญญาณแตกระเบิด ทว่ากู้ฉางเกอหาได้เป็นคนทั่วไปไม่ ด้วยพลังที่แท้จริงที่เหนือกว่าขอบเขตในปัจจุบันหลายขั้น ต่อให้การแสดงออกจะดูเหนือกว่าความคาดหมายสักเพียงใด ทว่าเขาก็ยังสามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นเพราะพรสวรรค์อันล้ำเลิศของตน
ในชั่วพริบตา อักขระนับมิถ้วนพลันพุ่งออกจากเรือรบสีทองแดงโบราณ มันหลั่งไหลดุจสายน้ำ ก่อนจะพุ่งเข้าสู่ร่างของกู้ฉางเกอราวกับหมู่ดาวตก เงาร่างแห่งมหามรรคาที่อยู่เบื้องหลังของเขาพลันแผ่ขยายออกจนกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด พลังอันเกรียงไกรดั่งคลื่นมหาสมุทรโหมกระหน่ำ แผ่กลิ่นอายความแข็งแกร่งไปทั่วทั้งฟากฟ้า
พลังของกู้ฉางเกอพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างมิหยุดยั้ง เพียงแค่ยกนิ้วขึ้นชี้ แสงกระบี่อันแหลมคมพลันปะทุออกมา ราวกับกระบี่เซียนอันล้ำค่าเปล่งเสียงสะท้านฟ้า กระบี่แสงหนาเท่ากับขุนเขาพวยพุ่งออกมาราวกับภูผาเคลื่อนตัว
เสียงโครมครามดังกึกก้องราวกับเขย่าภูผาและดวงจันทร์ให้สั่นสะเทือน ก่อนที่จะเคลื่อนไหวราวกับจะโค่นล้มดวงดารานอกฟากฟ้าลงมา พลังแห่งกระบี่แผ่กระจายออกเป็นสายยาวหลายร้อยจั้ง พุ่งฟาดฟันเข้าสู่ฝ่ามือทองคำขนาดมหึมาที่เบื้องหน้า
เพียงพริบตาเดียว เสียงระเบิดพลันดังกึกก้องขึ้นราวกับดารานับมิถ้วนระเบิดขึ้นพร้อมกัน ความว่างเปล่าพลันพังทลาย แสงอันไร้ที่สิ้นสุดพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนจะสะท้อนฟ้าดินขึ้นด้วยความเจิดจ้าและน่าสะพรึงกลัว
"นั่นมันอันใดกัน"
สีหน้าของแม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวพลันฉายแววตื่นตะลึงที่แฝงไว้ด้วยความสงสัยอันลึกซึ้ง เขารู้สึกได้ว่าฝ่ามือที่ปลดปล่อยออกไปนั้นกลับถูกต้านทานเอาไว้ อีกทั้งยังมีคมกระบี่ที่แหลมคมแทรกซึมผ่านพลังของเขากลับมา
"นี่มันคือเคล็ดวิชาลับของสำนักมารกำเนิดฟ้า! คิดมิถึงเลยว่ากู้ฉางเกอจะสามารถใช้มันได้อย่างชำนาญจนถึงขั้นสามารถต้านทานพลังของมหาศักดิ์สิทธิ์ได้!"
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญรุ่นอาวุโสทั้งหลายต่างตกตะลึง พวกเขาจำได้ในทันทีว่าเคล็ดวิชาที่กู้ฉางเกอเพิ่งจะใช้ออกมานั้น เป็นการดึงพลังจากเรือรบโบราณรอบทิศเข้ามาหล่อหลอมเป็นพลังของตน หากไร้ซึ่งพลังเหล่านั้น ต่อให้เป็นกู้ฉางเกอเอง ก็คงมิมีทางที่จะต้านทานการโจมตีของมหาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างโดยตรง
วิชาลับนี้มีเพียงศิษย์มิกี่คนในสำนักเทพกำเนิดฟ้าเท่านั้นที่จะสามารถฝึกฝนได้ เพราะหากควบคุมพลังผิดพลาด ก็อาจจะถึงขั้นร่างกายระเบิดจนดับสิ้น ทว่าบัดนี้ พลังของกู้ฉางเกอได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่สามารถทัดทานกับมหาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแท้จริง
ภาพที่ปรากฏนี้ทำให้ผู้คนทั่วทั้งฟ้าดินต่างสั่นสะท้านจิตใจสั่นไหว โดยเฉพาะเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญรุ่นเยาว์ที่ถึงกับตะลึงงันจนแทบจะลืมหายใจ
"สมแล้วที่เป็นผู้เยาว์ต้องห้ามผู้เป็นตำนานในหมู่คนรุ่นใหม่... เมื่อเทียบกับผู้อื่นแล้ว แม้แต่ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ก็ยังมิมีทางที่จะทนรับพลังนี้ได้ และยิ่งมิต้องกล่าวถึงการที่จะเข้าควบคุมพลังนี้!"
"นี่หรือคือช่องว่างระหว่างผู้เยาว์ต้องห้ามกับยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั่วไป ความแตกต่างนี้ช่างห่างไกลราวกับอยู่กันคนละชั้นฟ้า!"
พวกเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน แม้ว่าการกระทำของกู้ฉางเกอจะดูเหมือนอาศัยโอกาสอันเหมาะสม ทว่าก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของเขา ต่อให้พวกเขาจะได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน ก็หาได้มีความสามารถที่จะทำได้เทียบเท่ากับกู้ฉางเกอไม่ ท้ายที่สุดแล้ว… จะมีผู้ใดที่แข็งแกร่งอย่างกู้ฉางเกอได้อีกเล่า
"มหาศักดิ์สิทธิ์ก็มีพลังแค่นี้เองหรือ น้ำหน้าอย่างเจ้ายังกล้ามีหน้ามาทวงคืนความยุติธรรมกับข้าอีกอย่างนั้นหรือ"
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดุจคนตรงหน้าเป็นสายลมที่พัดผ่าน ท่าทีอันนิ่งสงบของเขาราวกับแสดงให้เห็นว่า การรับมือกับการโจมตีจากมหาศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ท่าทีของเขาเผยให้เห็นว่า ผู้แข็งแกร่งระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ก็มีฝีมือเพียงเท่านี้น่ะหรือ
"ทว่าในเมื่อเจ้าต้องการความยุติธรรม เช่นนั้นในวันนี้ข้าก็จะทำให้เจ้าได้เห็นกับตาตนเองว่าความยุติธรรมที่แท้จริงนั้น… คือสิ่งใดกัน" เสียงของกู้ฉางเกอดังก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน
"เจ้าหนูปากมิสิ้นกลิ่นน้ำนม! ช่างโอหังเกินไปแล้ว! กู้เซียนเอ๋อร์เป็นฝ่ายสังหารคนของวังสมุทรก่อน กฎแห่งฟ้าดินนั้นย่อมต้องเป็นไปตามครรลอง สังหารคนแล้วย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต! ต่อให้วันนี้เจ้าจะแข็งกร้าวสักเพียงใด ก็จะมิยอมรับความจริงเลยอย่างนั้นหรือ"
เสียงคำรามดังลั่นของแม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวเปี่ยมล้นไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงหน้าของเขาถมึงทึงจนเขียวคล้ำ เส้นโลหิตที่ขมับปูดขึ้นจนเห็นเด่นชัด โทสะที่แผ่ออกมาราวกับจะกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำอันเย็นเยียบ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับผู้ใดที่ทั้งโอหังและไร้เหตุผลกันถึงเพียงนี้ ราวกับเขามิสนใจสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย กล่าวกันตามตรงแล้ว ชายหนุ่มผู้นี้มิเพียงแต่มิได้ยำเกรงวังสมุทร ทว่ากลับถึงกับมิเห็นมหาศักดิ์สิทธิ์เช่นเขาอยู่ในสายตา ทั้งโอหัง แข็งกร้าว และไร้ซึ่งเหตุผลโดยสิ้นเชิง!
"บนแผ่นดินของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ พวกเจ้าจงจำเอาไว้ว่า คำพูดของข้านั้นคือความยุติธรรม"
"หากในยามนี้ข้ากล่าวว่าองค์หญิงเจ็ดถูกสังหารด้วยคำสั่งที่ข้ากล่าวให้เซียนเอ๋อร์ลงมือ นั่นก็หมายความว่าข้าคือผู้สังหาร เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจะทำอันใดข้าได้”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น รอยยิ้มบางเจือความเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก ในดวงตาของเขามีประกายแปลกประหลาดแวบผ่าน ก่อนจะเปล่งเสียงเย้ยหยันอีกครั้ง ดุจประกาศถึงความเหนือกว่า
จากนั้นเขาจึงสะบัดชายแขนเสื้อ พลันพลังกระบี่มหาศาลบังเกิดขึ้นจากทั่วฟ้าดิน เสียงดังกึกก้องราวกับกระบี่นับล้านเล่มระเบิดพลังพร้อมกัน เสียงกระทบดังกังวานจนสะท้านห้วงอากาศ
ครืน!
ในชั่วพริบตานั้น ทุกคนต่างยืนนิ่งงันมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึงอย่างลึกซึ้ง ห้วงอารมณ์ที่มิอาจบรรยายได้พลันปะทุขึ้นในจิตใจของพวกเขา
บรรยากาศรอบกายของกู้ฉางเกอนั้นเปี่ยมล้มไปด้วยรัศมีอันไร้เทียมทาน แผ่กลิ่นอายของผู้ที่อยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง สง่างามไร้ผู้ใดต้านทาน
"กู้ฉางเกอ…"
กู้เซียนเอ๋อร์ยืนตัวแข็งทื่อ ราวกับถูกสะกดให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาที่ใสกระจ่างสะท้อนภาพชายหนุ่มตรงหน้า
นางมิอาจล่วงรู้ได้ว่าถ้อยคำของเขานั้นมีความจริงแฝงอยู่มากเพียงใด ทว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนไร้ความสำคัญ เพราะในยามนี้ กู้ฉางเกอได้ยืนอยู่ตรงหน้านาง และทำตามคำพูดที่เขาเคยให้ไว้ทุกประการ
"วังสมุทรก็มิได้ยิ่งใหญ่อันใดนักหนา! ตอนนั้นเพียงแต่เห็นว่ากู้เซียนเอ๋อร์อ่อนแอก็เลยเข้าข่มเหง ทว่าในยามนี้กลับเป็นฝ่ายที่จนตรอกไปเสียเอง!"
"ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะท่าทีอันแข็งกร้าวของกู้ฉางเกอ จึงทำให้วังสมุทรมิกล้าแม้แต่จะเคลื่อนไหวอีก…"
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญที่มาร่วมชมเหตุการณ์ต่างพากันอึ้งงัน ก่อนจะเริ่มสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก
ในช่วงเวลานั้น กู้ฉางเกอยกฝ่ามือขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนที่พลังกระบี่นับล้านเล่มจะพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า
ท่ามกลางกองทัพของวังสมุทรและมหาศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงพลัง เขายืนหยัดอยู่ด้วยท่าทีดุจไร้ผู้ต้าน แม้จะต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่นก็หาได้หวั่นไหว
ผู้ที่เคยชื่นชมกู้ฉางเกอก่อนหน้านี้ ต่างก็ยิ่งเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้และศรัทธาอย่างท่วมท้น
“กู้ฉางเกอ เจ้าควรคิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อน หากเจ้ากล้าที่จะตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเรา เรื่องที่เจ้าก่อไว้ในอดีตนั้น มิกลัวหรือว่ามันจะถูกเปิดโปงต่อหน้าผู้คนทั้งใต้หล้า ตระกูลกู้ของเจ้าคงมิอาจจะรักษาเกียรติไว้ได้เช่นกันกระมัง พวกเจ้ากล้ายอมรับในสิ่งเหล่านั้นหรือไม่”
ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งจากวังสมุทรจ้องมองกู้ฉางเกอด้วยแววตาเปี่ยมล้นไปด้วยเจตนาสังหารและความเคียดแค้น เขาทนมิไหวจนต้องตะโกนออกมาเสียงดังลั่น
ฟั่บ!
ทว่าเพียงสิ้นเสียงนั้น กู้ฉางเกอเพียงแต่เหลียวมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนที่แสงกระบี่สายหนึ่งจะพุ่งวาบออกไป แสงนั้นรวดเร็วดุจสายฟ้า จากนั้นจึงเข้าฟาดฟันร่างของชายผู้นั้นจนขาดสะบั้น พร้อมทั้งทำลายจิตวิญญาณของเขาจนดับสิ้น
กระบี่เล่มนั้นพุ่งออกไปได้อย่างรวดเร็วยิ่ง แม้แต่แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวก็ยังมิทันจะได้ตอบสนอง แสงกระบี่อันเจิดจ้าแหวกฟ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ส่องสะท้อนขึ้นไปถึงหมู่ดาราอันไกลโพ้น
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญที่เฝ้าชมเหตุการณ์ต่างรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปจนถึงขั้วหัวใจ พวกเขาเบิกตากว้าง จับจ้องภาพที่ปรากฏตรงหน้าอย่างตกตะลึง
“ลองกล่าวอีกประโยคสิ” กู้ฉางเกอกล่าวเสียงเรียบ น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบประหนึ่งสายลมในคืนอันเหน็บหนาว
ในขณะเดียวกัน แสงกระบี่สายหนึ่งพลันเจิดจ้าขึ้นจากระหว่างนิ้วมือของเขา ก่อนจะพุ่งตรงออกมาราวกับจะผ่าทะลุผ่านกาลเวลาและอวกาศ สะท้อนประกายแห่งความตายและการทำลายล้าง
ความเงียบงันอันหนาวเหน็บแผ่กระจายไปทั่วบรรยากาศ มิมีผู้ใดที่จะสามารถบรรยายความน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ในกระบี่เล่มนั้นได้ ช่างคล้ายกับว่าต่อให้เป็นเซียนแท้ หากแม้แต่ถูกฟาดฟันด้วยกระบี่นี้ก็ยังต้องดับสูญไปเสียสิ้น
ไร้จุดเริ่มต้น ไร้จุดสิ้นสุด ยากจะตามหาที่มาหรือปลายทางของมันได้
“เจ้า...”
ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวพลันเปลี่ยนสี ดวงจิตของเขารู้สึกสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น ก่อนที่แววตาจะกลับมาฉายแววสังหารยิ่งกว่าเดิม ทว่าแม้จะเดือดดาลถึงเพียงใด เขาก็รู้ดีว่าเบื้องหลังนั้นยังมีบรรพชนของตระกูลกู้คอยเฝ้ามองอยู่ จึงมิอาจจะกระทำการโดยประมาทได้
“เจ้าอย่ามาเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดีเลย!” เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พร้อมกับเผยรอยยิ้มอันเย็นเยียบ
“เมื่อครู่นี้ ชายผู้นั้นได้เอ่ยถึงอันใดบางอย่าง... เป็นเรื่องที่กู้ฉางเกอเคยทำเอาไว้ในอดีตอย่างนั้นหรือ”
“หรือว่า… จะมีความลับอันใดบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่จริงๆ ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างกู้เซียนเอ๋อร์กับกู้ฉางเกอจะมิได้เรียบง่ายนัก อาจจะมีบางสิ่งที่ถูกปกปิดเอาไว้”
ณ ที่ห่างไกล เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญจำนวนมากต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อได้ยินคำพูดจากยอดฝีมือแห่งวังสมุทรเมื่อครู่ หรือเพราะคำพูดนี้เองจึงก่อให้เกิดหายนะจนต้องสังเวยชีวิต เรื่องราวที่แท้จริงคือสิ่งใดกันแน่ ถึงขั้นจะทำให้ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงต้องเสื่อมเสียเกียรติยศไปได้ ถ้อยคำนั้นกลับกลายเป็นชนวนปลุกความสงสัยในใจของผู้คน
ผู้ฝึกบำเพ็ญบางคนที่พอจะล่วงรู้ถึงความลับอยู่บ้าง ต่างก็เผยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปขึ้นมาในทันที หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมา นั่นเท่ากับเป็นการลบหลู่ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงจนมิอาจจะให้อภัยได้ มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมาโดยง่าย
ในเวลาเดียวกัน ในขณะที่สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปยังกู้ฉางเกอ และเฝ้าดูว่าเขาจะกล่าวสิ่งใด กู้เซียนเอ๋อร์พลันอ้าปากขึ้นราวกับอยากจะพูดอันใดบางอย่าง ทว่าในที่สุดก็กลับมิได้เอ่ยออกมา
นางเป็นเพียงผู้ที่ถูกกระทำในเรื่องนี้ หากความจริงถูกเปิดโปงต่อหน้าผู้คน ตระกูลกู้ย่อมต้องเสื่อมเสียเกียรติยศดุจดั่งที่วังสมุทรกล่าวเอาไว้ แม้นางจะเกลียดชังกู้ฉางเกอถึงเพียงใด ทว่าลึกๆ ในใจ นางก็ยังคงมีความรู้สึกผูกพันต่อตระกูลของตนอยู่ เพราะฉะนั้น นางจึงเลือกที่จะปิดบังเรื่องราวเหล่านี้ มิได้เผยแพร่ต่อผู้ใด ทว่าบัดนี้ ท่าทีของกู้ฉางเกอในสายตาของนาง กลับดูเหมือนว่าเขากำลังเตรียมจะสารภาพความจริงในอดีต
ในฐานะนายน้อยแห่งตระกูลกู้ หากเขากล้าทำเช่นนี้จริง…
กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกหัวใจสั่นไหวอย่างห้ามมิได้ นางมิอาจจะหาข้ออ้างใดๆ มาทำให้ตนเองเกลียดชังกู้ฉางเกออีกต่อไป
"เรื่องราวในปีนั้น ข้าย่อมมิมีสิ่งใดจะต้องปิดบัง หากคิดจะเสแสร้งเป็นคนดี ก็ควรจะมีความกล้าให้สมกับบทบาทที่สวมใส่"
เมื่อเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมายังตน กู้ฉางเกอก็เผยรอยยิ้มประหลาดที่มุมปาก ราวกับกำลังรอคอยช่วงเวลานี้มาอย่างเนิ่นนาน สำหรับวินาทีนี้ เขาได้วางแผนเตรียมการมาอย่างรอบคอบ กระดูกมรรคาที่เคยไร้ค่าในสายตาของเขา กลับถูกเก็บเอาไว้เพื่อรอคอยวันสำคัญอย่างวันนี้โดยเฉพาะ
ขณะนั้น กู้ฉางเกอก็เปิดหน้าต่างระบบในใจ พร้อมกับแลกเปลี่ยนกระดูกแห่งวิถีเหนือสิ้นพันธนาจากระบบมาแทนที่กระดูกมรรคาเดิมในทันที
"เรื่องนี้หาได้เกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลกู้ไม่ ทั้งหมดนั้นเป็นการตัดสินใจของข้าแต่เพียงผู้เดียว หากคิดจะโยนความผิดให้แก่ตระกูล ข้าก็หาได้ไร้ยางอายถึงเพียงนั้น..." เขากล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ
"ในเมื่อเป็นโอกาสอันดีเช่นนี้ ข้าก็ขอคืนกระดูกชิ้นนี้ไปเสียเลย"
ทันทีที่ถ้อยคำนั้นจบลง ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของกู้เซียนเอ๋อร์ อีกทั้งบรรพชนกู้หนานซาน และเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญมากมายที่ซ่อนตัวอยู่
ประกายกระบี่อันเจิดจ้าพลันพวยพุ่งออกจากนิ้วมือของกู้ฉางเกอ ก่อนจะฟาดฟันลงมาในชั่วพริบตา
ฉัวะ!
เสียงนั้นดังกึกก้อง ในขณะที่กระบี่นั้นแทงทะลุอกของตัวเขาเอง โลหิตสีสดพลันพุ่งกระเซ็นออกมา ประกายแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์ส่องสว่าง สะท้อนท้องนภาจนย้อมไปด้วยสีแดงฉาน