ณ.เส้นทางหลัก มาวินและเหมยลี่ขี่ม้าเคียงกัน เด็กหนุ่มทำหน้าเบื่อโลกและเอาคางเกยคอม้าแคระสีกระดำกระด่าง
ตอนนั้นยังเป็นเวลาเช้าตรู่ สองข้างทางปรากฏแมกไม้หนาทึบ ดูไม่น่าไว้ใจ แต่ไม่ถึงกับน่ากลัว เพราะมีผู้คนสัญจรไปมาเป็นระยะ ด้วยปลายทางคือเมืองท่าสำคัญที่มีคนอยู่อาศัยมาก สิ่งนี้ทำให้เด็กหนุ่มหัวเขียวแอบรู้สึกคึกคักอยู่หน่อยๆ
“ โห…..เมืองที่เราจะไป คงใหญ่น่าดู ” มาวินมองไปยังพ่อค้าร่างยักษ์ที่กำลังขี่เกวียนบรรทุกสินค้า คาดว่านายคนนี้น่าจะไปทางเดียวกัน จึงแลบลิ้นเลียปากและเตร่เข้าไปคุยกับเพื่อนร่วมทางรายใหม่
“ เดี๋ยวก่อน เจ้าลิงหัวเขียว อย่าไปกวนเขา ” เด็กสาวมาดขรึมร้องห้าม แต่ไม่ทันการณ์ เด็กหนุ่มหัวเขียวเข้าถึงตัวพ่อค้าร่างยักษ์เป็นที่เรียบร้อย
ทีแรกเด็กสาวคิดว่ามาวินจะถูกตะเพิดกลับมา แต่ดูเหมือนเจ้าจอมซุกซนจะเข้ากับพ่อค้าได้เป็นอย่างดี แถมยังสร้างความสนุกสนานจนอีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ
มาวินคุยกับพ่อค้าร่างยักษ์อยู่พักใหญ่ จากนั้นก็ชักม้ากลับมาหาเหมยลี่ ใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้ม
“ ยัยโย่ง มีข่าวดี พี่ชายคนนั้นบอกว่าอีกไม่นาน ก็ถึงเมืองท่าแกรนด์ยักแล้ว ”
“ เขาเรียกว่าแกรนด์ยารด์ นี่นายเคยเรียกอะไรถูกบ้างมั้ยเนี่ย ” เด็กสาวร่างสูงกุมขมับ
“ อ้อ ใช่ แกรนด์อะไรซักอย่างนี่แหละ เห็นเขาบอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึง ” เด็กหนุ่มหัวเขียวพยักหน้ารัวๆ
“ อืม ” ท่าทางของเด็กสาวดูเฉยเมย เนื่องจากเธอเดินทางในแถบนี้มานาน จึงจดจำทุกสถานที่จนขึ้นใจ แต่กับเด็กหนุ่มหัวเขียวย่อมต้องตื่นเต้น เพราะนี่คือการเยือนแกรนด์ยารด์ครั้งแรก
“ พี่ชายคนนั้นยังบอกว่าเมืองแกรนด์อะไรนั่น มีคนเข้าออกตั้งวันละหลายพัน มีทั้งร้านค้า ร้านอาหารและเกมกีฬามันๆให้ดูด้วย ” เด็กหนุ่มย้ำคำสุดท้ายเป็นพิเศษ เพราะเขาไม่ได้เล่นเกม อันเป็นสุดยอดปรารถนาถึง 3เดือน
“ เฮ้อ…..นายนี่มันจริงๆเลย ” เด็กสาวส่ายหัวไปมา เพราะรู้สึกระอากับความไม่รู้จักโต ขณะที่เธอกำลังจะบอกว่าไม่มีเวลาไปสนใจเกมดังกล่าว อีกฝ่ายก็ชิงตอบ
“ เรารีบห้อม้าให้เต็มเหนี่ยวดีกว่า จะได้ถึงเมืองไวๆ ชั้นอยากดูการแข่งแล้ว เห็นว่าจะเริ่มตอนบ่ายสาม”
เหมยลี่มองดวงตาที่แฝงแววตื่นเต้นยินดีของเด็กหนุ่มจอมซุกซน สุดท้าย เธอก็ใจอ่อน
“ ไปก็ไป แต่ชั้นให้นายดูแค่คู่เดียวนะ ”
“ โอเค แท็งค์กิ้ว ” มาวินยิ้มกว้าง พร้อมบังคับม้าให้พุ่งทะยานไปข้างหน้า โดยมีเด็กสาวร่างสูงควบตามไปติดๆ
………………………
มาวินและเหมยลี่ควบม้าอย่างเร่งร้อน ตลอดเส้นทาง สองวัยรุ่นสวนกับเหล่าชาวบ้านหลากหลายอาชีพ
เวลาผ่านไปไม่นาน เด็กหนุ่มก็ได้กลิ่นอายของทะเล ดวงตาเรียวเห็นยอดหลังคาของตึกสูงอยู่ลิบๆ เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย พวกเขาก็พบกับฝูงชนจำนวนมาก มันแออัดจนไม่สามารถควบม้าผ่านไปได้ แถมถนนหนทางก็เริ่มคับแคบ
“ อะไรกันเนี่ย ทำไมคนเยอะขนาดนี้ ” เด็กหนุ่มตกใจ เขาเคยคิดว่าเมืองแห่งการเริ่มต้นมีผู้คนหนาแน่น แต่ถ้าเทียบกับแกรนด์ยาร์ด ที่นี่น่าจะมีประชากรมากกว่าถึงสามเท่าตัว จึงหันมาถามเพื่อนสาว
“ เอาไงดี ยัยโย่ง ”
“ ให้ม้าให้เดินช้าๆไปตามทาง ” เหมยลี่ตอบสั้นๆ
“ อืม……เฮือก ” เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ ในใจแอบขบคิด
“ดูไปแล้ว ไม่ต่างจากรถติดในโลกของชั้นเลย”
วัยรุ่นทั้งสองพยายามฝ่าฝูงชน ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งเยอะเท่านั้น มันแน่นเอี๊ยดจนขี่ม้าต่อไปไม่ได้ พวกเขาจึงลงมาเหยียบพื้นดิน แล้วจูงมันเข้าเมืองแทน
“ โห ยิ่งเข้าไปยิ่งแน่นแฮะ ” เด็กหนุ่มเดินไปก็บ่นไป พวกเขาได้แต่ไหลไปตามทาง พร้อมกลุ่มคนที่กำลังดันตัวไปข้างหน้า ส่วนทางด้านเด็กสาวไม่พูดอะไร เธอได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ ทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยมีคนเยอะขนาดนี้ มันน่าจะมีงานอะไรซักอย่าง ”
เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าเมือง ก็พบกับกำแพงไม้เนื้อหนาซึ่งมีความสูงราวๆ 30 เมตร ประตูเมืองเปิดกว้าง เพียงพอให้ประชาชนเดินเข้าไปพร้อมกันถึง 8 คน ที่สำคัญ เหนือทวารบานใหญ่มีป้ายขาวขนาดมหึมาติดอยู่ มันถูกเขียนด้วยหมึกแดง อ่านจับใจความได้ว่า…
“ ศึก ROD วันนี้: ทีมราส VS ทีมมัฟฟิน ”
เด็กสาวเข้าใจในทันที ส่วนมาวินนั้นสับสนยิ่งกว่าเดิม ว่าไปแล้ว ก็น่าจะไม่แปลก เพราะเขาเพิ่งเข้ามาอยู่ในโลกนี้ได้เพียงสามเดือน
“ นี่ๆ ROD คืออะไร ” มาวินสะกิดหัวไหล่ของเหมยลี่ เด็กสาวจึงนิ่งไปอึดใจ ก่อนตอบกลับมาเบาๆ
“ เป็นกีฬายอดฮิตที่ประลองแบบทีม แต่ละฝ่ายต้องสู้และแย่งฐานกัน ใครยึดฐานหลักของอีกฝ่ายได้ก่อนก็ชนะ ”
พอได้ฟังคำอธิบายคร่าวๆ มาวินก็ถึงกับตาลุกวาว ปากเล็กบางห่อเล็กน้อย พร้อมอุทานออกมาดังๆ
“ ว้าว......สุดยอด ”
เด็กสาวยิ้มเล็กน้อย คล้ายจะขบขัน ก่อนจะยอมอ่อนข้อให้มาวินด้วยการชักชวน
“ เดี๋ยวเราไปดูเกมกัน ”
“ โอเค ” มาวินทำมือเป็นรูปตัวโอ ทว่าเหมยลี่ได้แต่ยืนอึ้ง เพราะในโลก The Dark World ไม่มีภาษามือแบบนี้
..............................
ทั้งสองผ่านประตูเมืองอย่างยากลำบาก จำนวนคนเข้าออกมีมากเป็นพิเศษ จะเรียกว่ามืดฟ้ามัวดิน ก็พูดได้ เมื่อเข้าสู่ภายใน สิ่งแรกที่ได้เห็นก็คือลานกว้างขนาดครึ่งสนามฟุตบอล ตรงกลางมีบ่อน้ำพุทรงกลมตั้งอยู่
บริเวณนั้นมีผู้คนมากมาย มีทั้งหนุ่มสาวที่ยืนจีบกัน คุณแม่ที่หยอกล้อลูก อาจารย์ที่กำลังสอนลูกศิษย์ ทำให้ลานกว้างแห่งนี้ดูแคบลงถนัดตา
"โห….นี่มันอะไรกัน คนทั้งเมืองแห่มากองตรงนี้รึไง" มาวินอุทานดัง เขารู้สึกตื่นคน ส่วนเหมยลี่ดูจะอายกับความเปิ่นของเพื่อนร่วมทาง จึงรีบเดินต่อโดยไม่รอเด็กหนุ่ม
"เฮ้ รอด้วย ยัยโย่ง " มาวินร้องตะโกน พร้อมเดินตามเด็กสาวผู้นำทาง
เมื่อวัยรุ่นทั้งสองผ่านลานกว้าง ก็พบกับตัวเมืองอันประกอบไปด้วยถนนดินขนาด 8คนเดิน มันมีจำนวนหลายสาย แต่ละสายถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ มีตึกปูนสูงประมาณ 3-4 ชั้นขนาบสองฟากฝั่ง ทุกสิ่งที่ปรากฏดูคล้ายความจริงจนเด็กหนุ่มไม่คิดว่ามันคือโลกของเกม
“ ที่นี่เป็นเมืองท่าใหญ่ คนเข้าออกทุกวัน ก็เลยเจริญอย่างที่เห็น ” เหมยลี่แจงเบาๆ เพราะเห็นเด็กหนุ่มยืนเอ๋อรับประทาน ราวกับบ้านนอกเข้ากรุง
“ เอ่อ อ้อ อย่างนี้นี่เอง ” เด็กหนุ่มตอบตะกุกตะกัก
“ ไปหาอะไรกินกันก่อน ชั้นมีร้านประจำอยู่แถวนี้ ” เหมยลี่บอกจุดหมายปลายทาง ก่อนเดินนำ
“ อื้อ ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ พร้อมจูงม้าตามอย่างว่าง่าย
...............................
เมืองแห่งนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงรองรับประชาชนที่หลั่งไหลเข้ามาได้อย่างสบาย เป็นผลให้ภายในไม่แออัดนัก ถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้คนเดินไปมาไม่ขาดสาย
“ คนแห่มากันขนาดนี้ ทีมราสกับทีมมัสสินอะไรนั่นต้องดังมากแน่ๆ” มาวินเอ่ยถาม ทว่าเด็กสาวกลับหันมามอง ดวงตาฉายแววประหลาด คล้ายจะตำหนิ ส่วนปากก็แจงอย่างละเอียด
“ ทีมราสเป็นถึงแชมป์โลก ส่วนอีกทีมชื่อมัฟฟิน ไม่ใช่มัสสิน เป็นทีมดังของเมืองนี้ ”
“ อ้อๆ เออ ใช่ มัฟ…. มัฟฟิน ” มาวินพยายามเรียกชื่อทีมให้ถูก
เหมยลี่เดินนำไปได้ซักพัก ก็มาถึงตึกสูง 2 ชั้น ด้านหน้าดูคล้ายร้านเหล้าในหนังคาวบอยตะวันตก เธอผูกม้าไว้กับเสาไม้หน้าร้าน มาวินจึงผูกม้าที่เสาต้นถัดไป เมื่อเสร็จกิจ เด็กสาวก็หันไปหาหนูน้อยวัย 10 ขวบที่ซ่อนร่างเล็กบางในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์
เหมยลี่มองเด็กน้อยที่กำลังยิ้มแป้นอยู่อึดใจ จากนั้นก็โยนเหรียญเงินให้
“ ฝากดูแลม้าให้ด้วยนะ เจ้าหนู ”
“ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมดูแลให้เอง พี่ชาย ” เจ้าหนูตอบหนักแน่น ใบหน้าเรียวเล็กดูทะเล้น
สิ้นคำกล่าว มาวินก็หัวเราะก๊ากจนลงไปนอนงอตัวกับพื้น เขาขำอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้เด็กน้อยมึนงง เพราะไม่รู้ว่าหนุ่มวัยรุ่นตรงหน้า ปกติดีหรือไม่
“ ฮ่าๆ พี่ชาย! เขาเรียกเธอว่าพี่ชาย ก๊ากๆ อุ้บ! โอ๊ย! ”
ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะกวนๆก็พลันหายไป ด้วยถูกเหมยลี่เขกกระบาลจนหน้าคะมำ
“ โทษฐานที่กวนประสาท ”
“ อู้ย....ทำเด็กไม่ได้ แล้วมาลงกับชั้นรึไง ” มาวินกุมศีรษะ ปากก็บ่นอุบอิบไปตามประสา
“ หือ…..ว่าไงนะ ” เหมยลี่ทำตาเขียวใส่ พร้อมเตรียมดิ่งเข้ามาจัดชุดใหญ่
“ เปล่าๆ ไม่มีอะไรครับ ไม่มีอะไรจริ้งๆ……. ” เด็กหนุ่มรีบยกมือห้าม และปฏิเสธเสียงที่สูง
“ แล้วไป ” เด็กสาวหยุดการคุกคาม แล้วเดินเข้าไปในร้าน โดยไม่ทันสังเกตว่ามาวินกำลังแอบนินทา
“ นับวันยิ่งเหมือนยัยจันเข้าไปทุกที เอ.....หรือเธอจะเป็นจันจริงๆ ไม่หรอกมั้ง ”
……………………….
ภายในร้านอาหารดูกว้างขวาง มีโต๊ะทรงกลมขนาด 4 คนนั่งตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ด้านข้างจัดวางโต๊ะยาวทรงสี่เหลี่ยม มุมในสุดปรากฏบาร์ไม้ขัดมัน ด้านหลังมีตู้สูงหลายชั้นประดับอยู่อันใช้เก็บขวดเหล้าหลากหลายชนิด ทว่าบรรยากาศกลับดูอึมครึม เพราะมีเพียงแสงสลัวที่สาดออกมาจากหลอดไฟบนเพดาน
“ เหอๆ ตกลง ที่นี่เป็นร้านอาหารหรือโรงยาฝิ่น ” มาวินพึมพำเบาๆ สายตาเรียวเล็กเหลือบมองไปรอบๆ ท่าทางหวาดระแวง เด็กหนุ่มพบผู้คนมากมายที่นั่งจับกลุ่มตามโต๊ะต่างๆ พวกเขาสนทนากันอย่างเมามัน มีควันจางๆลอยคละคลุ้งไปทั่ว อันน่าจะมาจากกล้องใส่ยาสูบที่แทบอยู่ในปากของทุกคน
แม้เหมยลี่จะติดใจในคำพูดเพี้ยนๆของมาวิน แต่ก็ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เธอเหลียวมองไปรอบๆ เพื่อหาที่นั่ง ซึ่งก็ยากเต็มที เพราะร้านนี้มีผู้ใช้บริการอยู่มากมาย
เหมยลี่ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง จึงหาที่นั่งได้ มันเป็นโต๊ะทรงกลมตรงมุมห้อง แต่ไม่ทันได้นั่งลง เด็กสาวก็ขอตัว
“ เดี๋ยวชั้นไปหาข่าวจากเจ้าของร้านก่อน นายรอตรงนี้ ”
“ อื้อ อย่าไปนานนักนะ ” มาวินเหลือบมองรอบตัว ท่าทางไม่ไว้วางใจ เพราะเขาคิดว่าบรรยากาศในร้านดูสยองไม่ต่างจากบ้านผีสิง เด็กสาวจึงยิ้มน้อยๆ คล้ายจะกลั้นขำ หลังจากนั้นก็เดินจากไป
พออยู่คนเดียว มาวินก็ห่อตัว เขาดูสงบเสงี่ยมเจียมตัวเป็นที่สุด ระหว่างนั้นเอง โสตประสาทก็แว่วเสียงทุ้มลึกจากโต๊ะข้างๆ
“ อ้าว มากันอีกแล้วเหรอ จะแก้มือที่หมดตัวคราวก่อนรึไง ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
