ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่798 ก่อปัญหา

       เหยียนอู๋ เขาราวกับคนบ้าสติหลุด กล่าวพูดออกมาไม่หยุด “ไม่!! ไม่!! มันเป็นไปไม่ได้! เจ้ามีพลังขนาดนี้ได้อย่างไร!” พร้อมสืบฝีเท้าวิ่งหนีหายออกไปภายนอก ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ทิ้งให้พวกอี้เฉินกับ อี้หลินที่อยู่ภายในสนามประลองโบราณ มองตากันเลิ่กลั่กไปมา 
 


       อี้หลินเองก็เริ่มหวาดกลัว อี้เฉินไม่น้อยเช่นกัน ครั้นนางเตรียมจะสืบฝีเท้า ออกไปภายนอกชั้นที่สามสิบ กลับถูกฝ่ามืออี้เฉินเอื้อมมาจับคว้า หยุดตัวนางเอาไว้ ในเสี้ยวฉับพลัน ก่อนจะกล่าวน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไต่ถามนางออกมา “เยว่ชิงเซียน โม่กวาง แล้วก็ซีเผิง พวกเขาสบายดีหรือไม่?”

 


        อี้หลินนางที่พยายามจะสลัดมืออี้เฉินทิ้ง มองค้อน กลอกตา กลมโตของนางขึ้นมาทันที พร้อมกับสะดุ้งโหยง นี่มันเป็นความลับของนางเชียวนะ เหตุใดไอ้เด็กหนุ่มถึงรู้ได้ “เจ้า!! เจ้า!! เหตุใดถึงรู้จัก อาจารย์ กับพวกท่านน้าของข้าได้ เจ้าเป็นใครกันแน่ แม้แต่นามของเจ้า  ตัวเจ้ายังไม่บอกกล่าว ข้าเลยนะ”

 


         อี้เฉินคลี่ยิ้มออกมากว้าง สายตาดูเศร้า หวนนึกถึงยามที่พวกเขาอยู่ด้วยกันในยามอดีต “ดูท่าพวกเขาจะสบายดีนะ” อี้เฉินไม่ได้กล่าวตอบอะไรนางอีกต่อไป เดินสืบฝีเท้าก้าวฉับๆ ออกไปอย่างฉับไว ทำให้อี้หลินที่เดินตามหน้าบวมแดงขึ้นมา ด้วยความโกรธเคือง

 


        ก่อนนางจะกล่าวพูดพึมพำออกมา น้อยๆ “ไอ้เด็กเวรนี่มัน คิดจะยั่วโทสะข้าหรืออย่างไร แม้แต่นามของมันก็ยังไม่บอกกล่าวข้า” เท้านางที่เตรียมจะเตะหน้าแข้งอี้เฉิน ให้ชายหนุ่มมาสนใจตัวนาง ดัง ปัง!! ทว่าเท้านาง ชาหนึบ เจ็บจี๊ดขึ้นมาทันใด จนต้องอ้าปากตาโต “โอ๊ยๆ เหตุใดร่างกายเจ้าแข็งเช่นนี้เล่า”
 


        อี้เฉินที่เห็น อี้หลินเดิน เขย่งขาข้างเดียว มีท่าทีเจ็บเท้า ไม่สมเป็นกุลสตรีงดงามอ่อนหวาน เฉกเช่นท่านแม่ของนาง เกรงว่าจะได้ความดื้อรั้นของเขาไปไม่น้อย อี้เฉินกล่าวเตือนตัวนางออกมาทันใด “เจ้าระมัดระวังตัวหน่อยก็ได้กระมัง ขาเรียวยาว เจ้าโผล่ แหวกพ้นกระโปรง เห็นขาเรียว ขาว เจ้าหมดแล้วนะ”
 


          อี้หลิน นางมองอี้เฉินด้วยดวงตาเขียวปัด หน้าแดงอายไม่น้อย ก่อนสะบัดชายอาภรณ์ นางลงอย่างฉับไว แล้วรีบเดินตามอี้เฉินไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้อี้เฉินถึงกับส่ายหัว กล่าวพูดพึมพำออกมา “เยว่ชิงเซียน ไม่น่าจะสอนมารยาท เจ้าแย่เช่นนี้ซิ”

 


         หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ แม้จะได้ยินไม่ถนัด แต่ก็เดือดดาลขึ้นมาเล็กๆ “เจ้าจะว่าใครก็ว่าได้ แต่อย่าว่า ท่านอาจารย์เยว่ชิงเซียน ของข้าเชียว นางเสียสละเพื่อข้ามากมาย เป็นเซียนหญิงผู้ยิ่งใหญ่ ในใจข้าเสมอ”

 


        คำพูดนั้นของอี้หลิน ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคลื่นอารมณ์ ทำให้อี้เฉินเข้าใจความรู้สึกของนางขึ้นมา ที่เขาไม่บอกกล่าวนามของเขาไป อี้เฉินกลัวว่าจะรู้สึกผิด ต่อตัวอี้หลินไปมากกว่านี้ พ่อที่ไม่ได้ดูแลลูก มันใช้ได้ที่ไหนอี้เฉินล้วนรู้ดี เขาในวัยเด็กเองก็เป็นเช่นนั้น ครั้นอี้เฉินกล่าวพูดประโยค สั้นๆ ทว่ามันเต็มไปด้วยความรู้สึก ที่อัดแน่นของเขา “เช่นนั้นหรือ ข้าเข้าใจแล้ว”

 


        ครั้นสิ้นประโยคทิ้งท้ายของอี้เฉิน เขาสืบฝีเท้าจากนางไป หาสถานที่เงียบสงบ ภายในประตูสีทองบานใหญ่ เร่งการฟื้นคืนปราณพลัง ให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ อยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ที่สุด เท่าที่จะทำได้ยามนี้ ครั้นรับรู้ถึงสิ่งที่จะทำได้ตอนนี้ คือการแข็งแกร่งขึ้นให้ได้เท่านั้น แม้แต่อี้หลิน ยังรับรู้ ถึงคลื่นความรู้สึกเศร้าสร้อยนั้นของอี้เฉิน แต่นางไม่กล้า ที่จะหยุดเด็กหนุ่ม ในกรอบสายตานางไว้ เพียงมองแผ่นหลังอี้เฉิน ค่อยๆ หายลับตานางไป พร้อมภายในใจไม่อยากให้ความสัมพันธ์ พวกเขาจบลงแบบนี้

 


       หมู่ชนพวกเขาเองก็ตกตะลึง ไม่น้อยเช่นกัน ครั้นเห็นว่าพวกอี้เฉิน ผ่านด่านการทดสอบชั้นที่30มาได้ แม้จะเห็นว่า เหยียนอู๋เขา ราวกับคนบ้าเสียสติก็ตาม แต่ที่น่าแปลกใจเกรงว่าจะเป็น ด้านของอี้เฉิน ที่ผู้คนเริ่มจับตามอง เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ไม่มีแม้แต่บาดแผลขีดข่วน มาถึงชั้นที่30 มันไม่น่าจะเป็นไปได้

 


       คนบนชั้นที่60 พวกเขาเองก็เริ่มพูดถึงอี้เฉินเช่นกัน ชายหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวไต่ถามขึ้นมาทันใด “คุณชายเฟิงเหมียน ไอ้เด็กหนุ่มผมขาวนั้น มันมีคุณสมบัติ ให้เราทาบทามพาเขามาเข้ากลุ่ม พิชิตชั้นที่70หรือไม่ ข้าว่าเขาก็ไม่เลวนะ”

 


        คุณชายเฟิงเหมียน ส่งสายตากวาดมอง อี้เฉินอยู่แวบหนึ่ง ก่อนเขาจะเก็บสายตากลับมา พร้อมเปิดปากกล่าวพูด “ข้ายังไม่รู้สึกถึงความวิเศษจากตัวเขา รอดูท่าทีเขาไปก่อนแล้วกัน อย่างไรบัดนี้พวกเราก็ไม่สามารถ ขึ้นไปชั้นที่70ได้ ไม่คิดว่าสตรีนางนั้นที่ขวางพวกเราไว้ นางจะเก่งกาจถึงเพียงนี้”

 


“อืมๆ ข้าเองก็เห็นด้วย อย่างไรพวกเราต้องหาแนวร่วม ช่วยพิชิตการทดสอบชั้นที่70”

 


       ...เวลาร่วมปีเศษที่อี้เฉินฟื้นคืน ขั้นพลังมาอยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ ระดับ ต้น ทำให้เขาคลี่ยิ้มขึ้นมาได้ในรอบปี ทว่าเมื่อเขาสืบฝีเท้าออกไป ไม่คิดว่าชั้นที่30ที่ควรจะไร้ผู้คน อยู่อีกต่อไป กลับยังคงหลงเหลืออี้หลิน ที่นั่งหลับตาพริ้ม รอเขาอยู่ไม่ไปไหน

 


       อี้เฉินนึกว่านางจะเลิกสนใจเขาแล้วเสียอีก ภายในใจอี้เฉินจึงเผยรอยยิ้มออกมา ครั้นได้ยินเสียงใส ของนางอีกครั้ง “เจ้ามาช้าจังเลยนะเจ้าหนุ่มผมขาว”

 


อี้เฉินเอ่ยเสียงเรียบ เดินไปลูบคลำศีรษะนางอย่างเบามือ ด้วยสายตาเอ็นดู หญิงสาวในกรอบสายตา “เราไปกันเลยดีหรือไม่อี้หลิน”

 


       ด้านอี้หลินที่เกือบจะคิดออกไปไกล มองแผ่นหลังอี้เฉินสืบฝีเท้านำนางไป นางต้องรีบตบหน้าตนเอง เรียกสติกลับมาอย่างฉับไว เพี๊ยะ!! ครั้นเห็นสายตาอี้เฉิน ไม่ได้มองนางเชิงรักไข้ ลุ่มหลงตัวนางแม้แต่น้อย แววตาชายหนุ่มมีแต่ความห่วงใย เอ็นดูนาง ทำให้นางเสียใจขึ้นมาน้อยๆ

 


        เหยียนอู๋ที่เห็นภาพบาดตา ทั้งสองเดินพูดคุย ราวกับคนรู้จักกันมานาน เขากัดกรามกรอด ส่งสายตาชั่วร้ายไม่น้อย แม้แต่บัดนี้ก็ยังตกใจ หวาดกลัวอี้เฉินไม่หาย จวนเขาแทบเป็นบ้าตาย แม้จะเล่าเรื่องอี้เฉิน ให้ใครหลายคนฟังก็ตาม เรื่องที่อี้เฉิน ไม่ใช่คนยุคสมัยเดียวกับพวกเขา แต่ก็ไม่มีใครเชื่อคำพูดเขาแม้แต่น้อย

 


        ภาพการเคลื่อนไหวอีกครั้งของอี้เฉิน กับอี้หลิน เป็นที่สนใจของหมู่ชน บนชั้นสูงๆ กันไม่น้อย ครั้นเห็นพวกเขาเตรียมจะ เข้ารับการทดสอบชั้นที่40 หลายคนที่เคยผ่านด่านทดสอบนี้ ต่างก็รับรู้ได้เป็นอย่างดีว่า ราชาวานร จูเหยียน ร้ายกาจถึงเพียงใด มันใช้ไม่ได้กับด่านสามัญสำนึก ที่แล้วๆ มาอีกต่อไป
 


        ...ทว่าเวลาเพียงสองชั่วยาม ร่างที่เปื้อนเลือดอี้หลิน พร้อมอาภรณ์เหลืองทองนางโบกสะบัด โยกไหวไปมา เดินสืบฝีเท้าออกจากด่านทดสอบชั้นที่40 พร้อมกับพูดคุยกับอี้เฉินออกมาไม่ขาด ราวกับด่านการทดสอบนั้น ไม่เป็นเรื่องยากเย็น สำหรับพวกเขา

 


         มันก็ทำให้หลายๆ คนต่างก็กำฝ่ามือเอาไว้จนแน่น แม้แต่คำพูดของเหยียนอู๋ ที่เคยกล่าวพูดไว้ก่อนหน้านี้ ยังพุ่งตรงเข้ามา ภายในโสตประสาทของพวกเขา

 


         คุณชายฟู่เทียน เขาถึงกับหดหรี่ดวงตาจนเล็กแคบ บัดนี้เขาเหมือน ไม่อาจสัมผัสถึงขั้นพลังอี้เฉิน ได้อีกต่อไป แม้ภายในใจไม่อยากจะยอมรับ ว่าอี้เฉินจะเก่งกาจกว่าเขาก็ตาม ครั้นเห็นอี้เฉินเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ถึงจะเจอกับ ราชาวานร จูเหยียน สัตว์ร้ายตนนั้นก็ไม่อาจ สร้างบาดแผลให้เขาได้ “มันเป็นไปได้อย่างไร?”

 


        คนอื่นๆ พวกเขาเอง ไม่อยากเชื่อสายตาเช่นกันไม่เว้นแม้แต่ จักรพรรดิเต่าชรา ด้านล่างใจกลางห้องโถงใหญ่ ส่งให้โซ่เกิดเสียง แตกซ่านดังออกมาก้องหอคอยร้อยชั้น ชายแก่รีบส่งคำพูดเข้าไปภายใน โสตประสาทของเหยียนอู๋ ทันที “อย่างไรเจ้าต้องหยุดไอ้เวรนั้นให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ...ไอ้เด็กเวร อย่าคิดไม่ทำตามคำสั่งของข้าเชียว ไม่งั้นข้าจับเจ้ากินเป็นคนแรกแน่ ผนึกของข้ากำลังเสื่อมคาย เจ้าคงรู้ซินะ หากข้าหลุดไปได้เจ้าจะอยู่ในสภาพเช่นไร”

 


        เหยียนอู๋ ที่ได้ยินเสียงแหบพร่า ส่งตรงของผู้ยิ่งใหญ่เข้ามา ภายในโสตประสาท เขาตัวสั่นเทิ้มหน้ามืดทะมึนในทันใด ไม่คิดว่าเขาจะกลายเป็นหมาก ให้ไอ้พวกนี้เชือดเฉือนคารม

 


        เหยียนอู๋เดินสืบฝีเท้าไปหาอี้เฉิน กับอี้หลิน ก่อนจะกล่าวพูดออกมา ทว่าภายในใจหัวใจ เต้นโครมครามหวาดกลัวอี้เฉินไม่น้อย ทว่าเขากลัวชายแก่ผู้ยิ่งใหญ่ ด้านล่างใจกลางห้องโถงใหญ่มากกว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่ คนดินแดนจักรพรรดิ ที่โดดเด่นเช่นนี้ ไม่น่าจะมีคนไม่รู้จักใบหน้าเจ้า”

 


       ครั้นหลายคนที่ได้ยินคำพูดของเหยียนอู๋ ดังออกมาก้อง พวกเขาต่างก็เป็นคนของตระกูลใหญ่ ทั่วดินแดนจักรพรรดิ ทว่าพวกเขาไม่เคยเห็นหน้าอี้เฉินจริงๆ ผู้คนจึงส่งสายตาหวาดระแวงมาที่ อี้เฉินเป็นสายตาเดียวแล้วบัดนี้

 


        “เจ้าพูดอะไรออกมาน่ะ เหยียนอู๋ ไอ้คนเนรคุณเอ๊ย!!” อี้หลินที่รับรู้ถึงสายตา อาฆาตมาดร้ายจ้องมองมาที่อี้เฉิน เป็นสายตาเดียว นางพยายามจะแก้ต่างให้ชายหนุ่มผมขาว

 


แม้แต่อี้เฉินยังส่ายหัวออกมา ครั้นรับรู้เรื่องยุ่งยากนี้ กำลังก่อปัญหาให้เขา ผู้คนต่างก็ระแวงตัวเขากันอย่างหนัก เห็นได้ชัดจากสายตาเหล่านั้น

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน