ขบวนเดินทางของจ้าวมู่เฉินเคลื่อนผ่านทิวทัศน์ชนบท อันห่างไกลจากเมืองหลวงมากขึ้นทุกขณะ สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากทุ่งนา และหมู่บ้านเป็เนินเขาสลับซับซ้อน และป่าโปร่งแสงแดดยามบ่ายแก่ๆ ทอสายลงมาอย่างอ่อนแรง แต่ไอร้อนจากพื้นดินยังคงระอุอยู่ ล้อรถม้าบดทับฝุ่นดินสีแดงละเอียด คลุ้งขึ้นเป็ม่านบางๆ ในอากาศ มีเพียงเสียงล้อรถ เสียงฝีเท้าม้า และเสียงลมพัดผ่านใบไม้เท่านั้นที่ดังอยู่เป็ระยะ สร้างบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเงียบสงบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
หากแต่ในความเงียบสงบนั้น มีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องขบวนรถม้าอยู่เงียบๆ จากระยะไกล พวกเขาคือกลุ่มคนในอาภรณ์สีเข้ม กลมกลืนไปกับเงาไม้และสันเนิน เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและเป็ระบบ พวกเขาคือ องครักษ์ฝีมือดีขององค์ชายใหญ่หลี่ซวน ซึ่งได้รับภารกิจลับให้สะกดรอยตาม ขบวนนี้มาั้แ่วันแรกที่ออกเดินทางจากฉางอัน เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือ เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของจ้าวมู่เฉิน เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าข่าวลือเื่ความจำเสื่อมนั้นเป็ความจริงหรือไม่
ตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะยามเดินทาง ยามหยุดพัก หรือยามค้างแรม พวกเขาได้เห็นคุณชายจ้าวผู้เคยปราดเปรื่อง มีไหวพริบ และสุขุมเยือกเย็น บัดนี้กลับแสดงท่าทีสับสน ถามคำถามไร้เดียงสา ตื่นเต้นกับเื่ราวธรรมดารอบตัว เรียกขานผู้คนราวกับตนเองเป็เด็กน้อย ทั้งยังหมกมุ่นอยู่กับการท่องจำตำราสำหรับเด็ก และพูดถึงความฝันในวัยเยาว์อยู่เสมอ
แม้กิริยาภายนอกส่วนใหญ่จะยังคงดูเรียบร้อยสมฐานะ แต่แววตา และความคิดที่แสดงออกมานั้น บ่งชัดถึงสภาวะจิตใจที่ไม่ปกติอย่างแน่นอน
บนเนินเขาที่มองเห็นขบวนรถม้าได้ชัดเจน หัวหน้าองครักษ์ในชุดสีเทาเข้ม หันไปกล่าวกับรองหัวหน้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยเสียงที่เบาแต่เด็ดขาด
“ครบกำหนดตามที่องค์ชายรับสั่ง จากที่เฝ้าดูมาหลายวัน... ไม่ผิดแน่ คุณชายจ้าวความจำเสื่อมไปแล้วจริงๆ มีสภาพไม่ต่างจากเด็กห้าขวบ”
รองหัวหน้าพยักหน้ารับ “ขอรับหัวหน้า ทุกพฤติกรรมล้วนยืนยันตรงกัน ไม่มีวี่แววว่าจะเป็การเสแสร้งแม้แต่น้อย บัดนี้เขาไม่เป็ภัยต่อองค์ชายอีกต่อไปแล้ว”
“ดี!” หัวหน้าองครักษ์กล่าว
“เป้าหมายของเราสำเร็จลุล่วงแล้ว”
“ส่งสัญญาณให้ทุกคนถอนตัว กลับฉางอันเพื่อรายงานองค์ชายใหญ่โดยเร็วที่สุด!”
สัญญาณลับถูกส่งต่อกันไปอย่างเงียบเชียบ ร่างในชุดสีเข้มที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ พลันเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงราวกับภูตพราย พวกเขาถอนตัวออกจากตำแหน่ง ลบเลือนร่องรอยทุกอย่าง และ เลือนหายไปกับทิวทัศน์รอบด้านราวกับไม่เคยมีตัวตน ทิ้งไว้เพียงความเงียบ และความรู้สึกว่างเปล่าที่ผิดปกติในอากาศ
บนที่นั่งคนขับรถม้า เหล่าหยวน ยังคงกุมบังเหียนไว้อย่างมั่นคง สายตาจับจ้องไปเบื้องหน้า แต่ประสาทััทั้งหมดกลับตื่นตัวเต็มที่ เขาััได้ถึงการมีอยู่ของ ‘เงา’ เ่าั้มาั้แ่วันแรกที่ออกเดินทางแล้ว
แม้พวกมันจะระมัดระวังและรักษาระยะห่างเป็อย่างดี แต่สัญชาตญาณของอดีตนายกองทหารม้าผู้กรำศึกมานาน ย่อมไม่อาจหลอกลวงได้ เขารู้สึกถึงสายตาที่คอยจับจ้อง ััถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในระยะไกล แต่เขาก็เลือกที่จะไม่แสดงท่าทีใดๆ ออกไป เพียงแต่เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และการคุ้มกันคุณชายให้มากขึ้นเท่านั้น
และในบัดนี้... ความรู้สึกว่าถูกจับจ้องนั้นได้ หายไปแล้ว มันหายไปอย่างฉับพลันและหมดจดสิ้นเชิง ความเงียบสงบที่แท้จริง กลับคืนสู่เส้นทางเบื้องหน้า เหล่าหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยภายใต้หมวกสานที่ใช้บดบังใบหน้า
‘พวกมันไปแล้ว...’ เขาคิดในใจ ‘ตามติดอยู่หลายวันเพื่อเฝ้าดูอาการของคุณชายอย่างละเอียด แล้วก็ถอนตัวไปอย่างเงียบเชียบ...’
สมองอันเฉียบคมของเขาเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว ‘จุดประสงค์คงเป็การพิสูจน์ว่าคุณชายความจำเสื่อมจริงหรือไม่ตามข่าวลือ’
‘แต่เป็คนของฝ่ายใดกัน? ฝ่ายที่้าให้แน่ใจว่าคุณชายไม่เป็ภัยแล้ว หรือฝ่ายที่้ายืนยันอาการ... เพื่อวางแผนขั้นต่อไป?’
ความคิดของเขาวกกลับไปถึงเหตุการณ์ในสนามตีคลี และรอยยิ้มอันเ็าขององค์ชายใหญ่ แม้จะไม่มีหลักฐาน แต่สัญชาตญาณของเขากู่ร้องว่าเื่นี้ไม่ธรรมดา และการถอนตัวของเงามืดเหล่านี้ อาจไม่ใช่สัญญาณที่ดีเสมอไป มันอาจหมายถึงการยืนยันเป้าหมาย... และการเตรียมการสำหรับ ‘อุบัติเหตุ’ ที่แท้จริงที่อาจรออยู่เบื้องหน้า
เหล่าหยวนถอนหายใจเบาๆ มือที่กุมบังเหียนกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เขาเหลือบมองไปยังรถม้าด้านหลังแวบหนึ่ง แววตาฉายประกายกร้าวขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนจะกลับไปสงบนิ่งดังเดิม เขาหันไปส่งสัญญาณบางอย่างให้อาไค่ที่อยู่บนเกวียนสัมภาระอย่างแเี อาไค่พยักหน้ารับ แม้จะยังดูงงๆ เล็กน้อยก็ตาม
เส้นทางเบื้องหน้ายังคงทอดยาวต่อไป ท่ามกลางทิวทัศน์ที่ดูเหมือนจะงดงามและสงบสุข แต่สำหรับเหล่าหยวนแล้ว ทุกย่างก้าวต่อจากนี้ คือการเดินอยู่บนคมดาบที่ต้องอาศัยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อปกป้องคุณชายผู้ไม่รู้เดียงสา ที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในโลกอันสงบสุขของตนเอง ให้รอดพ้นจากภยันตรายที่มองไม่เห็น...
…..
การเดินทางของจ้าวมู่เฉินยังคงดำเนินต่อไป บนเส้นทางหลวงที่ทอดยาว มุ่งหน้าสู่ทิศใต้ แม้จะผ่าน่เวลาที่ถูกสะกดรอยตามมา แต่หลายวันที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะปลอดภัยดี บรรยากาศภายในขบวนเดินทางค่อนข้างผ่อนคลาย จ้าวมู่เฉินยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านตำรา หรือซักถามสิ่งรอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถิงถิงคอยดูแลปรนนิบัติ อาไค่คอยระวังหลังอยู่บนเกวียนสัมภาระ ส่วนเหล่าหยวนยังคงทำหน้าที่สารถีด้วยท่าทีสบายๆ เช่นเคย
ทว่า ในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ขบวนเดินทางกำลังเคลื่อนผ่านหุบเขาที่เริ่มมีป่าทึบขึ้น สภาพอากาศก็พลันแปรปรวน ท้องฟ้าที่เคยสว่างกลับมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว ลมกระโชกแรงพัดกรูเกราผ่านช่องเขาเสียงดังหวีดหวิว เมฆฝนสีดำทะมึนตั้งเค้าทะมื่นน่ากลัว
“พี่ถิงถิง! ท้องฟ้าเปลี่ยนสี! ลมแรงจังเลยขอรับ!” จ้าวมู่เฉินในรถม้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย มองออกไปนอกหน้าต่างที่เริ่มมีหยดน้ำเกาะพราว
“พายุฝนกำลังจะมาเ้าค่ะ คุณชาย” ถิงถิงตอบ พลางเลื่อนปิดหน้าต่างลงเล็กน้อย “อยู่ในรถม้าปลอดภัยดีเ้าค่ะ”
ไม่ทันขาดคำ ห่าฝนขนาดใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมา ราวกับฟ้ารั่ว! เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคารถม้าดังสาดซ่า! ทัศนวิสัยด้านนอกพร่าเลือนไปในม่านฝนอันหนาทึบ ถนนดินเริ่มแฉะ และลื่นขึ้นทันที
ทันใดนั้นเอง! ท่ามกลางเสียงพายุฝนที่ดังกลบทุกสิ่ง! กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มเกือบสิบคนก็กระโจนพรวดออกมาจากแนวป่าข้างทาง! พวกมันมีผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าเกือบมิดชิด ในมือถือดาบยาวเป็ประกายวาววับ ตั้งท่าคุมเชิงอยู่เบื้องหน้าขบวนรถม้า!
“หยุด! ส่งทรัพย์สิน และคนในรถม้ามา!” เสียงะโห้าวหาญดังฝ่าสายฝน คำพูดนั้นผิดวิสัยโจรป่าทั่วไปที่มักมุ่งเน้นแต่ทรัพย์สิน!
ม้าเทียมรถทั้งสองตัวตื่นใกับเสียงะโ และกลุ่มคนที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน มันส่งเสียงร้องฮี้ และเริ่มพยศไม่ยอมหยุดนิ่ง!
เหล่าหยวน ซึ่งกุมบังเหียนอยู่ ตระหนักถึงอันตรายในเสี้ยววินาที! แววตาที่เคยดู “เบิ่นๆ” บัดนี้แข็งกร้าว และคมปลาบ! สัญชาตญาณองครักษ์ตื่นตัวเต็มที่! นี่ไม่ใช่โจรป่าธรรมดา แต่คือมือสังหาร!
“อาไค่! ป้องกันด้านหลัง!” เหล่าหยวนะโสั่งเสียงดัง พร้อมกับพยายามควบคุมม้าที่กำลังตื่นตระหนกสุดกำลัง
แต่กลุ่มมือสังหารไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว พวกมันสองสามคนพุ่งเข้าใส่เหล่าหยวนที่อยู่บนที่นั่งคนขับทันที! เหล่าหยวนชักแส้คู่ใจออกมาตวัดป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว เสียงแส้แหวกอากาศดังเฟี้ยวฟ้าว! แม้จะเสียเปรียบด้านอาวุธ แต่ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดของอดีตนายกองทหารม้าก็มิใช่ธรรมดา เขาสามารถต้านทานการโจมตี่แรกไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอย่างรวดเร็วและชุลมุน ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำและเสียงฟ้าร้องคำรามเป็ระยะ อาไค่ะโลงจากเกวียน ใช้ท่อนไม้ใหญ่ที่คว้ามาได้ฟาดปะทะกับมือสังหารอีกกลุ่มที่พยายามจะเข้าถึงตัวรถม้า ด้วยพละกำลังมหาศาลของเขา ทำให้ฝ่ายตรงข้ามยังไม่อาจเข้าใกล้ได้ง่ายๆ
ภายในรถม้า จ้าวมู่เฉิน และถิงถิงถูกเหวี่ยงไปมาตามแรงกระตุกของรถม้าและเสียงต่อสู้ภายนอก
“กรี๊ดด! คุณชาย! จับแน่นๆ เ้าค่ะ!” ถิงถิงร้องเสียงหลง พยายามกอดประคองร่างคุณชายไว้
“พี่ถิงถิง! ข้ากลัว! เสียงอะไรน่ะ! ใครทำอะไรท่านลุงหยวน!” จ้าวมู่เฉินร้องถามด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ตัวสั่นงันงก น้ำตาไหลอาบแก้ม
เหล่าหยวนต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่ด้วยจำนวนที่น้อยกว่า และต้องคอยระวังไม่ให้รถม้าเสียหายหนัก เขาก็เริ่มตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบ มือสังหารคนหนึ่งอาศัยจังหวะที่เขาปัดป้องคมดาบ ฟันเข้าที่บังเหียนเส้นหนึ่งจนขาดสะบั้น!
“แย่แล้ว!” เหล่าหยวนอุทานในใจ
พอบังเหียนขาด การควบคุมม้าก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น ประกอบกับความตื่นกลัวจากเสียงต่อสู้และพายุฝน ม้าทั้งสองตัวก็ตื่นใอย่างรุนแรง มันสะบัดหัวอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะออกวิ่งเตลิดไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต!
“หยุดนะ! หยุด!” เหล่าหยวนพยายามดึงรั้งบังเหียนที่เหลืออยู่สุดกำลัง แต่ไม่อาจต้านทานแรงม้าที่ตื่นใได้ รถม้าพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และแทนที่จะวิ่งตรงไปตามทางหลวง มันกลับหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน เตลิดเข้าไปในทางแยกสายเล็กๆ ที่เป็ทางลัดอันตรายข้างทาง!
“ไม่ได้! ทางนั้นมัน...” เหล่าหยวนร้องเสียงหลงเมื่อเห็นเส้นทางเบื้องหน้าคือทางดินแคบๆ เลียบหน้าผาสูงชัน!
รถม้ากระเด้งกระดอนไปบนเส้นทางขรุขระอย่างน่าหวาดเสียว ล้อข้างหนึ่งเริ่มลื่นไถลบนพื้นดินที่ชุ่มน้ำฝน เหล่าหยวนพยายามหักเลี้ยวสุดชีวิต แต่ทุกอย่างสายเกินไป!
ด้วยความเร็วสูง และการควบคุมที่เสียไป รถม้าทั้งคันพลันเสียหลัก พุ่งทะยานออกนอกเส้นทาง ตกจากขอบหน้าผาลงไปสู่หุบเหวด้านล่าง! เกวียนสัมภาระที่อาไค่พยายามเกาะเกี่ยวไว้ก็ถูกแรงดึงรั้งจนพลัดตกตามลงไปด้วย!
“ม่ายยยย!!!” เสียงร้องสุดท้ายของเหล่าหยวน และเสียงกรีดร้องของถิงถิงดังแว่วหายไปในสายฝน และอากาศธาตุ!
กลุ่มมือสังหารที่วิ่งตามมาถึงขอบหน้าผา มองลงไปยังเบื้องล่างที่มืดมิดและเต็มไปด้วยม่านฝน พวกเขาได้ยินเสียงกระแทกดังโครมครามอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะเงียบหายไป
“ตกหน้าผาไปแล้ว! สูงขนาดนี้ ต่อให้เป็เทพเซียนก็ไม่รอด!” หัวหน้ามือสังหารกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
“ฝนตกหนักขนาดนี้ พรุ่งนี้เช้าก็หาร่องรอยไม่เจอแล้ว” ลูกน้องคนหนึ่งเสริม
“ดี! งานสำเร็จลุล่วง! กลับไปรายงานนายน้อยจ้าวได้!” หัวหน้าสั่ง ก่อนจะพาลูกน้องทั้งหมดล่าถอยหายไปในความมืดและสายฝนอย่างรวดเร็ว
ทว่า... เบื้องล่างในหุบเหวอันมืดมิดนั้น ชะตากรรมของจ้าวมู่เฉิน และผู้ติดตามกลับไม่ได้เลวร้ายถึงที่สุดอย่างที่มือสังหารคาดคิด!
รถม้าที่ร่วงหล่นลงมาด้วยความเร็วสูง ไม่ได้กระแทกพื้นหินโดยตรง แต่กลับตกลงไปบนดงเถาวัลย์ และไม้เลื้อยขนาดใหญ่ ที่ขึ้นปกคลุมหน้าผา และหุบเหวนั้นอย่างหนาแน่น เถาวัลย์เ่าั้ซึ่งเหนียวแน่น และซ้อนทับกันเป็ร่างแหธรรมชาติ ได้ช่วยชะลอและรับแรงกระแทก ของรถม้าไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์!
แม้รถม้าจะแตกหักเสียหายอย่างหนัก และทุกคนภายในต่างได้รับาเ็จากการกระแทกและตกจากที่สูง บ้างก็หมดสติ บ้างก็สะบักสะบอม แต่ก็นับว่าปาฏิหาริย์ ที่พวกเขาทั้งสี่คนยังคงรอดชีวิตมาได้!
ร่างของพวกเขาติดค้างอยู่กลางม่านเถาวัลย์อันรกทึบ ปลอดภัยจากสายตาของมือสังหาร และรอดพ้นจากความตายไปได้อย่างหวุดหวิด... รอคอยการฟื้นคืนสติ และการเผชิญหน้ากับชะตากรรมครั้งใหม่ในหุบเหวอันลึกลับแห่งนี้.