75.ความผิดปกติของป่าสัตว์อสูร
ในขณะที่ชายร่างยักษ์กำลังทำสีหน้าขาวซีด ตื่นตกใจอยู่นั้น ฝูงแรดทั้งสามตัวก็จ้องเขม็ง ขาของพวกมันตะกุยพื้นบ่งบอกว่ากำลังหงุดหงิด และทำท่าจะพุ่งเข้าโจมตี
ไป๋หลงกำลังกลัดกลุ้มใจว่าควรทำอย่างไรดีหากในเวลาปกติอย่างมากสู้กับเจ้าพวกนี้ก็ไม่เกินความสามารถตนแต่เจ้ายักษ์ตัวโตนี่เกรงว่าจะเป็นภาระ จนทำให้ตนห่วงหน้าพะวงหลังจู่ๆก็ได้ยินเสียงดังขึ้นในหัว ‘ทางซ้ายมือ มือโพรงยักษ์ ใต้ต้นไม้ถูกใบไม้ปิดทางไว้พวกเจ้ารีบเข้าไปหลบในโพรงนั้น...’
ไป๋หลงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเพราะเสียงนี้ไม่ใช่เสียงของเป่าเล่อพัดหยกของนาง แต่เป็นเสียงบุรุษไป๋หลงหันไปมองชายร่างยักษ์ที่เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมกลับพบว่าเขาเองก็กำลังหันมามองหน้าเธอ อีกทั้งยังทำหน้าประหลาดใจ
แค่นี้ไป๋หลงก็รู้แล้วว่าเขาเองก็ได้ยินคนพูดในหัวตนเช่นกัน ไป๋หลงและชายผู้นั้นเหลือบมองทางซ้ายมือพบว่ามีโพรงใต้ต้นไม้จริงๆ แต่ถูกใบไม้ทับถม บดบังทางเข้าจนเหลือเพียงช่องว่างเล็กๆดูท่าโพรงนั้นจะใหญ่มากพอ ให้คนสองคนคลานเข้าไปหลบได้...
“เจ้าว่า...เสียงเมื่อครู่นี้คนผู้นั้นมีเจตนาจะช่วย หรือ คิดจะหลอกล่อให้พวกเราลงไปในโพรงนั่นแล้วถูกตัวอะไรก็ตามในโพรงนั้น จับกินเสีย!”ชายร่างยักษ์กล่าวด้วยสีหน้าหวาดระแวง เนื่องจากโพรงขนาดใหญ่เช่นนั้นอาจเป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรประเภทที่ขุดดินเป็นที่อยู่อาศัยก็เป็นได้ แม้โพรงนั้นจะเล็กพอที่จะช่วยให้พวกตนพ้นจากสัตว์ยักษ์ทั้งสองชนิดที่จะเล่นงานพวกตน
“จะหวังดี จะกลลวงอย่างน้อยก็เอาชีวิตให้รอดจากเจ้าพวกนี้ก่อนจะดีกว่า!”ไป๋หลงตอบ ขณะจับตามองแรดสามตัวที่วิ่งพุ่งตรงเข้ามา พื้นดินสั่นสะเทือน ด้วยฝีเท้าของฝูงแรด และเจ้าจระเข้ที่วิ่งกระแทกต้นไม้ล้มลงตลอดทาง ตอนนี้มันไล่ตามมาทันแล้ว! ปากของมันอ้ากว้างขู่คำรามอวดฟันแหลมคมทรงพลังที่ใช้บดขยี้เนื้อให้เป็นชิ้นๆ หากไม่วิ่งตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว!
“วิ่งเร็วเข้า!”ไป๋หลงตะโกนบอก ขณะตัดสินใจรีดพลังยุทธทั้งหมดออกมาและใช้วิชาคัมภีร์ยมทูตที่ย่าหลงสอนเพิ่มความเร็วให้ตนเองเพื่อวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อไปให้ถึงโพรง ก่อนที่จะถูกแรดขวิดไส้แตกไม่ก็ถูกจระเข้ฉีกเป็นชิ้นๆ
ชายร่างยักษ์ได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งตามทันทีต่อให้ในโพรงนั้นมีสัตว์อสูรร้ายกาจตัวไหนอยู่ก็ช่างอย่างน้อยมันก็ยังไม่โผล่หัวออกมาเล่นงาน วิ่งเข้าไปหามันถึงในรังแม้จะเป็นเรื่องโง่เขลา ก็ยังดีกว่ายืนรอความตายเฉยๆ ซ้ำยังตายแบบอนาถจนยาช่วยชีวิต
แต่ดูเหมือนหญิงสาวผู้นั้นจะวิ่งเร็วมากจึงไปถึงโพรงนั้นในชั่วพริบตาเดียว ทำเอาเขาอ้าปากด้วยความตกตะลึง ไม่อยากเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีคนที่มีความเร็วถึงเพียงนี้อีก...ขณะที่ตกตะลึงอยู่นั้นแรดและจระเข้ ต่างวิ่งไล่ตามมาติดๆทำให้เขาต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ไป๋หลงที่วิ่งไปถึงโพรงภายในพริบตาหันไปมองข้างหลัง เนื่องจากคนตัวโตวิ่งไปก็แหกปากร้องไปด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัว สัตว์อสูรฝูงนั้น “ใช้พลังยุทธสิเจ้าโง่!”ไป๋หลงตะโกนด่าเมื่อเห็นเจ้าทึ่มนั่นยังคงวิ่งโดยไม่ใช้พลังยุทธช่วยเสริมดูท่าคงตกใจจนลืมใช้สมองไปแล้ว
คนถูกด่าว่าโง่พลันฉุกคิดขึ้นได้ว่าตนมีพลังยุทธ จึงใช้พลังยุทธทั้งหมดที่มีเร่งฝีเท้าไปให้ถึงโพรงให้เร็วที่สุด
ไป๋หลง รีบใช้มือตะกุยใบไม้ที่สุมปิดโพรงไว้ออกเพื่อให้มีพื้นที่ว่างพอที่จะมุดเข้าไปได้ ขณะเดียวกันก็หันไปมองชายร่างยักษ์ที่กำลังถูกจระเข้และฝูงแรดไล่กวาดตามก้นมาไม่ไกลด้วยความลุ้นระทึกพื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อ สัตว์อสูรเหล่านั้นวิ่งไล่กวดเข้ามาใกล้
สัตว์อสูรเหล่านั้นเข้าใจภาษามนุษย์ และได้ยินที่เด็กสาวตะโกน จึงพากันใช้พลังยุทธวิ่งไล่กวดชายตรงหน้าอย่างสุดฝีเท้าเช่นกัน ดังนั้นระยะห่างของคนและสัตว์จึงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“เวรเอ๊ย!”ชายผู้นั้นสบถด่า เมื่อพบว่าแม้ตนจะใช้พลังยุทธเร่งจนสุดฝีเท้าก็ไม่อาจหนีพ้นฝูงสัตว์ที่ไล่กวดมาได้เนื่องจากตอนนี้เขารู้สึกถึงน้ำลายที่ไหลยืดของสัตว์เหล่านั้นกระเด็นใส่ศีรษะของตน...ระยะห่างเพียงน้อยนิดนี้หากเขาช้าลงอีกนิด เกรงว่าจะต้องตายอย่างแน่นอน
ขณะที่เด็กสาวผู้ร่วมชะตากรรมตะกุยทางเข้าโพรงเปิดกว้างได้มากพอ ก่อนกระโดดลงโพรงเพื่อเอาตัวรอดไปเรียบร้อยแล้ว...
เขาพลันรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาในทันทีคิดไม่ถึงว่าตนจะต้องมาดับอนาถเช่นนี้
ส่วนฝูงสัตว์อสูรนั้นต่างจินตนาการถึงรสชาติเนื้อมนุษย์ที่ไม่ได้ลิ้มรสมานาน จนน้ำลายไหลยืดเป็นทางด้วยความอยากกิน ขณะวิ่งน้ำลายก็กระเด็นไปมา บางครั้งก็กระเด็นใส่มนุษย์ตรงหน้าจนตัวเปียกชุ่ม
พวกมันแอบนึกเสียดายที่หมดหวังจะได้ลิ้มรสเด็กสาวด้วยเนื่องจากนางมุดหนีลงไปในโพรงดินเสียแล้ว...โพรงที่เล็กกว่าตัวของพวกมันมากจนไม่อาจตามลงไปคว้าเด็กสาวมาเขมือบได้! อย่างน้อยก็ยังเหลือเจ้ามนุษย์เพศผู้นี่อีกตัว...
เหล่าสัตว์อสูรต่างจ้องมองมนุษย์ที่วิ่งอยู่ตรงหน้าไม่ไกลด้วยแววตาตะกละหมายมาดว่าจะได้ลิ้มรสชาติเนื้อมนุษย์
แต่แล้วความฝันที่จะได้ชิมรสชาติมนุษย์ของพวกมันก็พังทลายทันทีเมื่อจู่ๆ มีแส้ลอยออกจากโพรงดิน ตวัดรัดร่าง ว่าที่อาหารของพวกมันลอยละลิ่วผลุบหายเข้าไปในโพรงดินในชั่วพริบตา!
“โฮก!/โฮก!/โฮก!/”เสียงขู่คำรามด้วยความเคียดแค้นของเหล่าฝูงสัตว์อสูรดังลั่นขณะที่ไป๋หลงใช้แส้กระชากตัวผู้ร่วมชะตากรรมลากไปกับพื้น ดังครืด ครืด ไปตลอดทั้งทางขณะอยู่ในท่า หมอบคลานคล้ายสัตว์สี่เท้า ใช้มือข้างที่ว่างตะกุยพื้น มืออีกข้างกระชากเชือกลากคนตัวโตกว่าขณะที่เท้าใช้ถีบพื้นซอยถี่ๆวิ่งสามขาด้วยความทุลักทุเลในโพรงเล็กๆเพื่อเอาชีวิตรอดโดยไม่สนใจว่าฝ่ามือจะถูกหินบาดหรือไม่
“อ๊าก...อ๊ากกก”เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของชายผู้นั้นดังลั่นไปทั้งโพรง ก่อนไป๋หลงจะได้ยินเสียงดังสวบ! ดังขึ้นบริเวณปากทางเข้าโพรงดินเมื่อหันกลับไปมองจึงพบว่า ปากจระเข้ยาวๆ มุดเข้ามาในโพรงดิน กัดงับเฉียดปลายเท้าของชายผู้ร่างยักษ์ไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...
ไป๋หลงหลั่งเหงื่อเย็นเย็บด้วยความตกใจพลิกตัวกลับมานั่ง หันไปทางปากโพรง ยืดสองขาออก ใช้เท้ายันพื้นขณะสองมือรีบสาวแส้ในมือไม่หยุดเพื่อดึงร่างของชายผู้นั้นออกห่างจากปากทางเข้าให้ไกลที่สุด
หูได้ยินเสียงร่างคนผู้นั้นครูดกับพื้นดังครืดๆตลอดเวลาขณะที่คนผู้นั้นก็ให้ความร่วมมือ ใช้สองเข้ายันพื้นดินสองมือตะกุยเพื่อให้ความเร็วเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลาไม่ถึงจิบชา ร่างของคนผู้นั้นก็มาถึงตรงหน้าไป๋หลงหลุดพ้นจากอันตรายมาได้ ช่วงเวลาเฉียดตายสั้นๆนั้นในความรู้สึกของคนที่ตกอยู่ในอันตราย คล้ายว่ายาวนานไม่มีที่สิ้นสุด
ชายผู้นั้นนอนพังพาบหน้าซุกพื้นดินอย่างหมดแรงขณะที่ไปหลงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอ กโยนแส้ในมือทิ้ง แต่แล้วความโล่งใจก็อยู่ได้เพียงพริบตา
ณปากทางเข้าของโพรงดิน ปากจระเข้ยังคงพยายามซุกเข้ามาในโพรง
“ตึง!”เสียงต้นไม้เหนือโพรงดินถูกกระแทกล้มจนพื้นดินสั่นสะเทือนด้วยความรุนแรง มนุษย์โพรงดินทั้งสองยกมือขึ้นปิดหูป้องกันหูหนวกในทันทีเมื่อเสียงนั้นสะท้อนไปมาในโพรง
“พะ...พวกมันกำลังทำอะไร”เสียงตื่นกลัวของชายร่างยักษ์ร้องขึ้นด้วยความตกใจ
“คงคิดว่าล้มต้นไม้แล้วอาจจะพบพวกเราอยู่ใต้รากต้นไม้”ไป๋หลงตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบทว่าสงบนิ่ง ไม่มีเค้าของความตื่นตระหนกเหมือนชายตรงหน้า “หากเมื่อครู่ข้าลากเจ้าออกจากบริเวณนั้นไม่ทันเจ้าคงถูกจับกินไปแล้ว”
ไป๋หลงหอบหายใจขณะเห็นแสงสว่างสาดส่องเข้ามาในโพรง เมื่อต้นไม้ล้มรากที่ปกคลุมเหนือโพรงถูกถอนออกไปด้วย ดินบริเวณนั้นจึงถูกตะกุยออก
เพดานโพรงเล็กๆถูกขุดขยายออกอย่างรวดเร็วจนเห็นหน้าของจระเข้และแรดอีกตัวยื่นลงมา ตาทั้งสี่ของพวกมันเปล่งประกายทันทีเมื่อพบว่ามนุษย์ที่พวกมันคิดจะกินอยู่ไม่ไกลนัก พวกมันพากันคิดว่าที่มนุษย์หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเพราะโพรงได้มาถึงทางตันแล้ว หากพวกมันขุดต่อไปจะต้องไปถึงตัวมนุษย์เหล่านั้นแน่นอน!
แต่แล้วพวกมันก็ต้องร้องอย่างสิ้นหวังเมื่อมนุษย์ทั้งคู่ล้มลุกคลุกคลานหายลับเข้าไปในความมืดของโพรง จนมองไม่เห็นอีกแล้ว....ที่แท้โพรงนี้ก็ลึกมาก...
เหล่าสัตว์อสูรต่างคอตกสิ้นหวังที่จะได้ลิ้มรสชาติมนุษย์ ก่อนจะพากันแยกย้ายกลับสู่ถิ่นของตน
แต่ถึงแม้พวกมันจะอดกินเนื้อมนุษย์ทว่าตัวอะไรก็ตามที่เป็นเจ้าของโพรงลึกนี้ จะต้องได้ล้มรสชาติมนุษย์ทั้งสองอย่างอิ่มหนำสำราญแน่นอน...
ตัวอะไรก็ตามที่ขุดโพรงที่อยู่ได้ลึกถึงเพียงนี้มันจะต้องเป็นสัตว์อสูรที่ร้ายกาจ และมีพละกำลังมากอย่างแน่นอน! อีกทั้งกลิ่นสาบในโพรงนั้นก็รุนแรงมากแฝงไปด้วยความข่มขู่คุกคามสัตว์ตนใดก็ตามที่คิดจะเข้ามาในโพรง คล้ายประกาศว่า ‘มันผู้ใดบุกรุก จะต้องตาย!’
ขณะเดียวกันนั้นเอง ทางด้านเฟยหานตงที่ถูกปล่อยลงในป่าสัตว์อสูรก็กำลังใช้ดาบในมือฟันหัวของเสือ ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับห้า ขาดอย่างง่ายดายสีหน้าของเขาเย็นชาไร้ความรู้สึก เมื่อเห็นเลือดพุ่งออกจากลำคอของเสือและหัวอันใหญ่โตของมันที่กลิ้งมาหยุดอยู่ตรงหน้าขณะตายสองตาของเจ้าเสือเบิกค้างด้วยความตื่นตกใจที่พบว่ามนุษย์ตัดหัวมันขาดภายในชั่วพริบตา
เลือดจากคอของเสือพุ่งจนเลอะชุดสีดำที่เขาสวมใส่แต่เฟยหานตงไม่มีเวลาหลบเลือดที่พุ่งออกมาต้องปล่อยให้มันเลอะเสื้อผ้าแม้จะนึกรังเกียจว่าสกปรกเพียงใดก็ตาม...
“ฮึ่ม..”เฟยหานตงคำรามในลำคอด้วยความรำคาญใจเบี่ยงตัวหลบเสืออีกตัวที่พุ่งเข้ามาใส่ ก่อนจะตวัดดาบฟันขาหน้าทั้งสองข้าง ของเสือตัวนั้นจนขาด
“โฮกกกก”เจ้าเสือคำรามด้วยความเจ็บปวดขณะลำตัวทรุดลง เลือกพุ่งกระฉูดออกมาเป็นสาย คราวนี้เฟยหานตงเบี่ยงตัวหลบเลือดใช้ดาบฟันลงไปที่คอของเสือตัวนั้น จนหัวขาดเลือดพุ่ง
เฟยหานตงปรายตามองร่างของเสือห้าตัวที่นอนตายบนพื้นแต่ละตัวหัวขาดเลือดพุ่งกระฉูด เลือดไหลนองพื้น
“เจ้าพวกนี้เหตุใดปีนี้ถึงได้คลุ้มคลั่งไล่ล่ามนุษย์มากถึงเพียงนี้”เฟยหานตงบ่นพึมพำขณะขมวดคิ้ว
หวนนึกถึงขณะที่ตนเองถูกปล่อยลงกลางป่าแต่แล้วจู่ๆก็ถูกเสือตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ เขาตวัดดาบฟาดฟันเจ้าเสือตนนั้นตายได้ไม่ทันไรก็มีตัวใหม่โผล่เข้ามาอีกในเวลาอันรวดเร็วเป็นเช่นนั้นอยู่พักใหญ่ จนตอนนี้เขาก็ยังอยู่ที่เดิมซึ่งเป็นจุดที่ถูกปล่อยลงมาในป่าสัตว์อสูร เรียกได้ว่ายืนอยู่เฉยๆก็ถูกพุ่งโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีเวลาขยับไปไหน
สองปีที่ผ่านมาเขาเข้าร่วมในการประลองในปลายปีไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน การจะพบสัตว์อสูรแต่ละตนนั้น ต้องใช้เวลาไม่น้อยอีกทั้งพบครั้งละตัวเท่านั้น เพราะปกติสัตว์อสูรเหล่านี้มักไม่ค่อยอยู่รวมกันเป็นฝูงหากจะพบเจอเป็นฝูงก็น้อยครั้งมาก
ทว่าปีนี้ทันทีที่เท้าถึงพื้นกลับถูกสัตว์อสูรรุมโจมตีในทันทีโดยที่ไม่ต้องออกเดินค้นหาทั่วป่า....
‘ผิดปกติ!’สัญชาตญาณของเฟยหานตงร้องเตือน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตรงหน้าเทียบกับปีที่ผ่านๆมา
ผู้ชมที่ดูการถ่ายทอดสดอยู่นั้นพากันสูดลมหายใจด้วยความหนาวเยือก เมื่อเห็นเฟยหานตงที่ยืนถือดาบอาบโลหิตอยู่ท่ามกลางร่างของเสือถึงห้าตัวที่นอนหัวขาด ขาขาด เลือดพุ่งอยู่บนพื้น
จ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬและบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย หรือแม้แต่เหล่าเซียนที่เคยมาดูการประลอง ต่างพากันขมวดคิ้วหลังจากสังเกตเห็นความผิดปกติของการประลองในครั้งนี้ เนื่องจากภาพตรงหน้าทั้งหมดสองร้อยยี่สิบสองภาพ ต่างเต็มไปด้วยการต่อสู้อย่างดุเดือด ระหว่างคนและสัตว์อสูรเกือบทุกคนในภาพ ต่างถูกสัตว์อสูรหลายตัวเล่นงานพร้อมกันในทีเดียว จนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไม่ก็ถูกบีบให้ลงมือต่อสู้อย่างดุเดือด ทั้งๆที่เพิ่งจะผ่านไปเพียงแค่ครึ่งก้านธูปเท่านั้นหลังจากปล่อยเด็กเหล่านี้ลงสู่สนามประลอง...
เหล่าเซียนและบรรดาอาจารย์ของสำนักพยัคฆ์ทมิฬต่างหันไปมองจ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬ ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกคนจ้องมองจ้าวสำนักขอความเห็นอีกฝ่ายผ่านสีหน้าและแววตา
ไท่เวยผู้เป็นจ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬ ขมวดคิ้วด้วยความกังวลเช่นกัน ก่อนจะกล่าวเสียงเบาพอให้คนรอบข้างได้ยิน
“หากว่าสถานการณ์ย่ำแย่กว่านี้มีใครบาดเจ็บสาหัส หรือมีแนวโน้มจะบาดเจ็บสาหัส ให้เหล่าเซียนและอาจารย์ที่อยู่ในสนามประลองส่งตัวเด็กเหล่านั้นกลับมาทันที!”
ไท่เวยออกคำสั่ง แก่รองจ้าวสำนักให้ไปแจ้งแก่คนที่ดูแลความปลอดภัยในสนามประลองเขาไม่อยากให้เกิดการสูญเสียขึ้น แม้เด็กๆจะได้กินยากักวิญญาณเพื่อช่วยรักษาลมหายใจ ไม่ให้วิญญาณหลุดออกจากร่างแล้วก็ตาม แต่หากบาดเจ็บสาหัสสูญเสียอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ ศีรษะ หรือถูกแยกร่าง... สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี...
สถานการณ์ในปีนี้ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจเหลือเกิน
ทางฝั่งที่นั่งสำนักเซียนเขาคุนหลุน รองจ้าวสำนักเขาคุนหลุนซึ่งถูกจอมมารสิงร่าง ก็พึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจ
“ดูเหมือนจ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬจะรู้แล้วว่างานประลองครั้งนี้ถูกก่อกวน รู้ตัวเร็วแบบนี้ข้าก็หมดสนุกกันพอดี”
จ้าวสำนักเขาคุนหลุนหรี่ตาลงเล็กน้อยขณะมองออกว่าจอมมารกำลังก่อกวนการแข่งขันในป่าสัตว์อสูรคาดว่าอีกไม่นานเด็กที่เข้าแข่งขันจะต้องมีคนตายอย่างแน่นอน!
จ้าวสำนักคุนหลุนผู้มีรอยยิ้มเมตตาเสมอมาหันไปยิ้มให้จอมมาร ทว่าแววตากับแฝงความโหดเหี้ยมเอาไว้ยามกล่าววาจา “ดูเหมือนว่าคงจะปล่อยเจ้าออกไปจากที่นี่ไม่ได้แล้วถึงกับกล้าเล่นงานผู้บริสุทธิ์!”
เมื่อจ้าวสำนักคุนหลุนกล่าวจบจอมมารพลันสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เมื่อจู่ๆพบว่าใต้ฝ่าเท้ามีวงแหวนเวทปรากฏขณะที่เหล่าเซียนสำนักคุนหลุนยกมือร่ายคาถางึมงำเบาๆเกิดเป็นเสียงหึ่งๆชวนให้รำคาญใจ
“จะ...เจ้า!”จอมมารถลึงตาใส่จ้าวสำนักคุนหลุนด้วยความเคียดแค้นคิดไม่ถึงว่าตนจะถูกอีกฝ่ายเล่นงานโดยไม่ทันตั้งตัว
“ถึงกับด่าไม่ออกเลยหรือ...”จ้าวสำนักคุนหลุนยิ้มเยาะขณะโน้มหน้าไปหา “จอมมาร เจ้าคิดว่าสำนักคุนหลุนไม่รู้ตัวเลยหรือว่ามีสิ่งชั่วร้ายล่วงล้ำเข้ามาในสำนัก”
จอมมารได้ยินดังนั้นก็หน้าเขียวคล้ำด้วยโทสะ“พวกเจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่!”กัดฟันถามอีกฝ่าย ขณะความเจ็บปวดแผ่ไปทั่วร่างเนื่องจากค่ายกลกำลังดูดวิญญาณและกายเนื้อให้แยกจากกัน
“ตั้งแต่เจ้าเหยียบย่างลงบนตีนเขา!”จ้าวสำนักคุนหลุนทำสีหน้าเยาะเย้ยในความโง่เขลาของจอมมาร
“เป็นไปไม่ได้...พวกเจ้ารู้ตัวได้รวดเร็วถึงเพียงนั้นได้อย่างไร!”จอมมารถามด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินแม้ตอนนี้จอมมารจะไม่มีพลังเทียบเท่ากับเหมือนกับตอนที่ยังมีกายเนื้อทว่าก็ยังคงมีพลังมากพอที่จะซ่อนพลังจากเหล่าเซียนสำนักคุนหลุนได้
“หากเจ้าเลือกสำนักเซียนที่อื่นอาจจะถูกเจ้าตบตาได้ เพียงแต่คุนหลุนของข้าฝึกฝนจิตอย่างเคร่งครัด หากมีสิ่งชั่วร้ายแปลกปลอมเข้ามาพวกเราย่อมสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว”จ้าวสำนักเขาคุนหลุนยิ้มเยาะในความโง่เขลาและทะนงตนของจอมมารที่คิดว่าตนมีพลังแข็งแกร่ง
“ในเมื่อเจ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าข้าแฝงตัวเข้ามาในสำนักเหตุใดจึงไม่รีบลงมือเจ้าปล่อยเวลามาเนิ่นนานจนข้าสิงร่างของศิษย์น้องเจ้าได้ดูท่าแล้วเจ้าคงไม่ได้จิตใจดีงามมีเมตตาสักเท่าไหร่ขนาดศิษย์น้องตัวเองตกอยู่ในอันตรายยังไม่คิดจะช่วยเหลือ!”จอมมารประณาม พยายามทำให้ศิษย์ของสำนักคุนหลุนเสียสมาธิ
ทว่าคนถูกประณามกลับสงบนิ่งขณะที่ศิษย์ในสำนักพากันขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ นึกอยากจะแก้ต่างให้แก่จ้าวสำนักแต่ก็ต้องพยายามบังคับจิตใจให้สงบนิ่งกับการท่องคาถาให้ค่ายกลทำงานต่อเนื่อง
“จอมมารเอ๋ย จอมมาร แม้ว่าศิษย์น้องของข้ามีโอกาสที่จะบรรลุธรรมขั้นสูงได้ยาก และอาจตกสู่ห้วงจิตมารได้ทว่าเขาเป็นคนมีจิตใจดีงาม ยอมเสียสละได้ทุกสิ่งเพื่อส่วนรวมดังนั้นศิษย์น้องจึงยอมเสียสละร่างของตนเพื่อหลอกล่อให้เจ้าสิงร่าง”จ้าวสำนักคุนหลุนว่าขณะหวนนึกถึงศิษย์น้องที่ยอมสละร่างของตนเพื่อหลอกล่อจอมมารให้สิงร่างเพื่อจะได้ใช้อุบายจับจอมมาร และเมื่อร่างของเขาถูกจอมมารสิงแน่นอนว่าชีวิตของเขาต้องดับสูญวิญญาณออกจากร่าง...
จอมมารได้ยินดังนั้นใบหน้าก็ยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธที่ตนถูกเซียนเหล่านี้ร่วมกันแสดงละครหลอกลวง“ฮึ..คิดไม่ถึงว่าหุบเขาคุนหลุนกลับเต็มไปด้วยพวกมากเล่ห์ในเมื่อพวกเจ้าลงมือกับข้าก่อน เช่นนั้นข้าก็คงต้องลงมือบ้าง!”จอมมารกล่าวขณะแผ่พลังสีดำออกจากร่างกลิ่นอายแห่งความมืดมน ความหดหู่สิ้นหวัง พลันแผ่ปกคลุมทั้งลาน
ท้องฟ้าที่เคยสว่างสดใสพลันหม่นแสงลงเรื่อยๆราวกับมีบางอย่างบดบังดวงตะวัน ทั่วทั้งลานพลันเงียบกริบ ท้องฟ้ามืดลงเท่าไหร่สีหน้าของมนุษย์ทั้งหลายยิ่งฉายชัดถึงความหวาดกลัว
“กรี๊ด!!!”เสียงกรีดร้องพลันดังขึ้นด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆพบว่าคนข้างๆร่างกายแห้งเหี่ยวคล้ายถูกสูบเลือดเนื้อจนสิ้นเงาสีดำพลันบินฉวัดเฉวียนในอากาศ มนุษย์คนแล้วคนเล่าพลันถูกสูบเลือดเนื้อจนร่างแห้งเหี่ยวผู้คนทั่วทั้งลานพลันกรีดร้อง วิ่งหนีอลหม่าน บ้างวิ่งชนกัน บ้างเสียหลักล้มลงถูกฝูงชนสับสนวุ่นวายเหยียบจนร่างแหลกเหลวสิ้นลม
เซียนสำนักอื่นๆ เห็นเหล่ามารออกอาละวาด พลันรีบจัดแถวเตรียมตั้งค่ายกล เพื่อจัดการกับลูกสมุนของจอมมารที่บินฉวัดเฉวียนไปมาดูดกลืนเลือดเนื้อของเหล่ามนุษย์สำนักเซียนต่างสีหน้าเคร่งเครียดด้วยคิดไม่ถึงว่างานประลองในครั้งนี้จะกลายเป็นสงครามระหว่างเซียนและมาร
ณ เบื้องล่างสนามลานประลองล่าสัตว์อสูร
ผู้เข้าประลองแม้แต่เหล่าเซียนและอาจารย์ที่ทำหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยต่างเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสลัว ด้วยความตื่นตกใจ ป่าที่มีแสงส่องลงมาไม่มากพลันแทบจะกลายเป็นมืดสนิทเช่นเดียวกับในเวลากลางคืนแม้กระทั่งสัตว์อสูรทั้งหลายที่เพ่นพ่านในป่า ต่างพากันหยุดชะงักการกระทำเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและความสิ้นหวัง
ฉับพลันนั้นเองดวงตาของเหล่าสัตว์อสูรพลันแดงฉาน พวกมันพลันบ้าคลั่งกระหายเลือดเป็นเท่าทวีพบเห็นสิ่งมีชีวิตใด ไม่ว่าสัตว์อสูรด้วยกันหรือมนุษย์ล้วนฉีกทึ้งทำลายจนร่างแหลกเหลว
เหล่าผู้คุ้มกันความปลอดภัยเห็นความผิดปกติของสัตว์อสูรและความผิดปกติของท้องฟ้า ต่างรีบจุดพลุสัญญาณในมือทันที
แต่เดิมพลุสัญญาณมีไว้แจ้งเหตุว่าเกิดเรื่องขึ้นในบริเวณที่ผู้คุ้มกันคนนั้นดูแลอยู่แต่บัดนี้พลุจำนวนมากถูกจุดขึ้น
“ปัง”
“ปัง”
“ปัง”
พลุสัญญาณสีแดงถูกยิงขึ้นท้องฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่าและเมื่อทุกคนในป่าสัตว์อสูรเห็นพลุยิงขึ้นเต็มท้องฟ้า ต่างพากันหนาวเยือก....แสดงว่าทั่วทั้งป่าอสูรกำลังเกิดเรื่องแล้วเช่นกัน...
“ปัง!”พลุสีฟ้าถูกยิงขึ้นด้วยเวทมนตร์เช่นกัน พลุนี้ผู้ที่ออกคำสั่งให้ยิงได้มีเพียงจ้าวสำนักเท่านั้น...เป็นสัญญาณบอกว่าให้ยุติการแข่งขันลงในทันที!
เหล่าผู้คุมกันความปลอดภัยต่างรีบพากันออกค้นหาเด็กๆและนำพวกเขาไปยังทิศเหนือ ซึ่งเป็นเขตรวมตัวของผู้เข้าแข่งขันขณะเดียวกันเสียงกรีดร้องของคนจำนวนมากก็ดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขาสร้างความตื่นตกใจให้แก่ทุกคนที่อยู่ในป่าสัตว์อสูร
“อ่า...นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!”เซียนผู้หนึ่งอุทานขึ้นด้วยความตกใจขณะขนลุกชันกับเสียงกรีดร้องของคนจำนวนมากที่ได้ยิน
“ฉัวะ!”ก่อนจะยกกระบี่ในมือฟันหัวสัตว์อสูรตัวโตที่กำลังจะงับหัวผู้เข้าแข่งขัน