“หันไปเดี๋ยวนี้ เ้าอย่าบังอาจมองหน้าข้า อ่า!!” เสียงกระเส่าดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
หลินหยุนซีหันไปมองที่ต้นเสียงตามสัญชาตญาณ สายตาของเธอไล่ั้แ่่ล่างขึ้นไปเรื่อยๆ กล้ามเนื้อหน้าท้องทั้งหกลอนช่างยั่วยวนเหลือเกิน แต่ก่อนที่จะได้ทันเห็นหน้าของบุคคลที่ออกคำสั่งก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้เธอและเ้าของกล้ามเนื้อแน่นๆ กำลังทำกิจกรรมระหว่างหญิงชายอยู่!
สิ่งเดียวที่หลินหยุนซีคิดได้ก็คือยนี่คงเป็ความฝัน ฝันไปแน่ๆ เพราะก่อนหน้านี้ยังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านเกิดอยู่เลย และที่สำคัญตัวเธอยังไม่เคยมีความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายแบบนี้มาก่อน หลินหยุนซียังไม่เคยมีแฟนเลยด้วยซ้ำ และนั่นเองทำให้เธอขมวดคิ้วและเอามือด้านขวาที่เท้าพื้นอยู่ตบที่หน้าผากตัวเอง
“ไอ๊หยา ฉันหมกมุ่นเื่พรรค์นั้นขนาดนี้เชียวเหรอ” หลินหยุนซีคิดในใจว่าเช่นนี้คงไม่ได้การแล้ว เธอจะควรตื่นจากฝันได้แล้ว
“เอ่ยอะไรของเ้า หากข้าไม่สั่งให้เ้าพูดเ้าก็ห้ามพูด” เสียงเข้มเอ่ยก่อนจะโยนผ้าห่มใส่หลินหยุนซีอย่างไม่ไยดี
“เฮอะ ไหนขอดูหน้าหน่อย แค่ฟังเสียงก็เผด็จการขนาดนี้ นี่จิตใต้สำนึกของฉันอยากมีอะไรกับคนแบบไหนกัน!?”
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเหลียวหลังมอง ภาพตรงหน้าก็ดับวูบไป
...
เปลือกตาของหลินหยุนซีขยับเล็กน้อยแล้วรีบถีบตัวเองขึ้นมา ก่อนจะมองสำรวจไปรอบๆ ห้อง
เพดานสีขาว โทรทัศน์ยังเปิดอยู่ เครื่องปรับอากาศก็ยังทำงานให้ความเย็นฉ่ำ
“อ่า นี่เราฝันไปจริงๆ ด้วยสินะ” เธอยกยิ้มมุมปากก่อนจะส่ายหน้าเพื่อสลัดความคิดบ้าๆ นั่นออกไปจากหัว จากนั้นก็ลุกออกจากเตียงไปที่กระเป๋าเดินทางที่ยังจัดเตรียมไม่เสร็จ
อีกเพียงสองวันตัวเธอก็จะสิ้นสุดบทบาทคุณครูสอนวิชาภาษาจีนให้กับนักเรียนไทยแล้ว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปสองปีแล้วที่เธอมาอยู่ที่ประเทศไทย ตอนนี้หลินหยุนซีรู้สึกใจหายเล็กน้อย แม้จะคิดตลอดว่าอยากกลับประเทศบ้านเกิดแต่เมื่อถึงคราวที่ต้องกลับไปจริงก็อดที่จะคิดถึงที่นี่ไม่ได้ ที่ประเทศจีนเธอไม่มีครอบครัวที่ไหน เกิดมาตัวคนเดียวจนกระทั่งได้รับโอกาสทางการศึกษาเธอจึงได้เรียนหนังสือ และเพราะอย่างนี้ทำให้ตัดสินใจเรียนคณะครุศาสตร์เพื่อจะได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชนในรุ่นต่อไป และในการฝึกสอนเธอได้รับโอกาสให้มาที่ประเทศไทยในฐานะครูฝึกสอน
หลินหยุนซีเหม่อลอยเมื่อหวนนึกถึง่เวลาั้แ่วันแรกที่มาเหยียบประเทศไทยจนถึงวันนี้ แต่ก่อนที่น้ำตาจะไหลเสียงดังโครกครากที่พุงน้อยๆ ก็ดังขึ้น ทำให้นึกขึ้นได้ว่าั้แ่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
สองเท้ารีบล้างหน้าล้างตาก่อนจะสวมเสื้อคลุมเพื่อป้องกันแสงแดดก่อนจะลงไปหาอะไรกินที่ร้านตามสั่งเ้าประจำ
ทันทีที่ป้าเ้าของร้านเห็นหน้าหลินหยุนซีก็ยิ้มตาหยีแล้วเอ่ยออกมาด้วยความเอ็นดูว่า
“คุณครูหลินเหมือนเดิมใช่ไหมจ๊ะ?”
“ฮ่าๆ ป้ารู้ใจฉันมากเลยค่ะ เอากะเพราหมูสับเหมือนเดิมค่ะ แต่เพิ่มผัดซีอิ๊วให้ฉันอีกอีกจานด้วย”
ป้าแตงเ้าของร้านอาหารตามสั่งขานรับแล้วรีบทำทำอาหารให้หลินหยุนซีด้วยความคล่องแคล่ว ใช้เวลาไม่นานทั้งผัดกะเพราและผัดซีอิ๊วก็พร้อมเสริ์ฟ
“วันนี้ป้าให้เพิ่มเป็พิเศษเลย เห็นว่าจะอีกสองวันจะกลับจีนแล้วเหรอ?”
“ใช่แล้วค่ะป้า แต่ถ้ามีโอกาสฉันจะต้องกลับมาที่นี่อย่างแน่นอน ป้าอย่าลืมฉันก็แล้วกัน” หลินหยุนซีเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะเอ่ยออกมา
“แน่นอนสิครูหลิน ป้าไม่ลืมแน่นอน ดูซิเนี่ยเห็นมาั้แ่ยังพูดไทยไม่คล่องจนตอนนี้พูดชัดแจ๋วแล้ว เฮ้อ ป้าคงจะเหงาแย่เลย เออนี่ไม่รู้ว่าครูหลินจะรังเกียจไหมป้าไม่มีอะไรจะให้นอกจากสิ่งนี้”
ป้าแตงเอามือล้วงไปที่ช่องด้านหน้าของผ้ากันเปื้อนก่อนจะหยิบกำไลข้อมือออกมา
“ทำให้คุณครูหลินหัวเราะแล้ว คนจีนกับหยกเป็ของคู่กัน ป้าคนไทยแท้ๆ ยังกล้าเอากำไลหยกให้ นี่ก็ไม่รู้ว่าของจริงหรือปลอมป้า ป้าได้มาตอนไปพม่าอันละไม่กี่ตัง” ป้าแตงพูดด้วยความเขินอาย
หลินหยุนซียื่นมือไปรับกำไลหยกแล้วเอ่ยด้วยความซาบซึ้งว่า
“ไอ่หยา ป้าแตงใจดีจริงๆ ฉันจะเก็บไว้อย่างดีเลยค่ะ”
“ไม่รังเกียจก็ดีแล้วๆ เอาล่ะถ้ามาไทยครั้งหน้าอย่าลืมมาเยี่ยมป้าก็แล้วกัน”ป้าแตงพูดพลางเช็ดน้ำตาที่หางตาก่อนจะหันหลังกลับไปต้อนรับลูกค้าที่มาใหม่
หลังจากที่กินอาหารเรียบร้อยแล้ว หลินหยุนซีก็ซื้อกลับไปยังที่พักเพื่อเก็บกระเป๋าต่อไป พรุ่งนี้เธอยังมีภารกิจต้องซื้อของฝากเล็กๆ น้อยไปฝากเพื่อนที่อยู่ประเทศจีน แต่เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน หลินหยุนซีรู้สึกว่าวันนี้ง่วงมากเป็พิเศษ เลยตัดสินใจงีบหลับสักพักแล้วค่อยมาจัดการเื่เสื้อผ้าต่อ ภายในเวลาไม่กี่นาทีเ้าหล่อนก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
....
“นังหยุนซีอยู่ในสภาพนี้แล้วจะเอาอย่างไรต่อดี? เ้าว่ามันเสียบริสุทธิ์ไปแล้วหรือยัง”
“เฮอะถึงตอนที่เราไปช่วยไว้มันจะรอดจากอันธพาลพวกนั้น แต่อย่างไรมันก็ไม่รอดจากหอนางโลม”
ทันทีที่ลืมตาตื่นเธอก็ได้ยินเสียงของชายหญิงสองคนสนทนากันเกี่ยวกับเธอ
‘โอ่ย นี่ฉันฝันอะไรอีกแล้วเนี่ย ฝันแบบรอบก่อนยังจะดีกว่า’
หลินหยุนซีได้แต่คร่ำครวญ ขณะเดียวกันนั้นเองก็รู้สึกระบมไปทั่วร่างกาย
“เอาเช่นนี้ข้าจะไปหาซื้อยามารักษามันก่อน อย่างน้อยให้แผลภายนอกมันหายดีแล้วค่อยเอามันไปขายอีกครั้ง แต่คอยดูเถอะถ้าขายมันไม่ได้ ก็ให้มันมาเป็บ่าวบ้านเราเช่นเดิม ยังดีที่ตอนขายมันคราวก่อนได้เงินใช้หนี้ ต่อไปเ้าก็เล่นพนันให้มันน้อยๆ หน่อย”
“นั่นก็จริง ั้แ่ขายมันไปที่บ้านก็ไม่มีผู้ใดทำอาหารและซักผ้าดูแลบ้านเลย จินจูบ่นไม่หยุด มิเช่นนั้นคงต้องหาบ่าวให้ลูกสาวใหม่”
“จินจูใกล้จะปักปิ่นแล้วจะให้ผิวนางหยาบกร้านเพราะทำงานสกปรกชั้นต่ำแบบนั้นมิได้ ได้นังเด็กนั่นคืนมาก็ดีเหมือนกันจะได้รองมือรองเท้าให้จินจู ใครจะไปคิดว่ามันจะออกจากหอนางโลมเร็วเช่นนี้ ดีนะที่ข้าเจอแม่เล้าพอดีมิเช่นนั้นคงไม่รู้ว่ามันออกมาแล้ว”
“เอาเถอะๆ เ้ารีบไปซื้อยามารักษาแผลมันก่อน หากชักช้าจะทิ้งรอยแผลเป็ ถึงเวลานั้นคงหมดราคากันพอดี แค่เพราะนางไม่บริสุทธิ์ราคาก็ตกแล้ว”
“ไอ่หยา ข้ามัวแต่คุยจนเพลิน ไม่ได้การล่ะข้าต้องรีบไปแล้ว”
แม้เสียงที่คุยกันจะค่อนข้างเบาแต่หลินหยุนซีก็ได้ยินเสียงนั้นชัดเจน จนต้องร้องอุทานแบบไม่มีเสียงว่า
“ฉิบหายแล้ว!” ทันทีที่เอ่ยจบก็แกล้งหลับตาด้วยใจที่เต้นตึกตัก เธอไม่ชอบความฝันนี้เลยไม่รู้ว่าเพราะอ่านนิยายมากไปหรือดูซีรีส์ย้อนยุคทำให้เธอต้องมาเจออะไรแบบนี้ หลินหยุนซีอยากจะตื่นจากฝันเสียเต็มประดา
แอ้ด
เสียงประตูดังขึ้นจากนั้นหลินหยุนซีก็ััได้ว่ามีฝีเท้าค่อยๆ เข้ามาใกล้เธอ
“ไหนๆ ก็ไม่บริสุทธิ์แล้ว อย่างไรข้าก็ขอลองเ้าสักหน่อยเถิด...” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหายดังขึ้น
‘ไอ้บ้าเอ๊ย ฝันแต่ละทีต้องมีเื่อย่างนี้ทุกทีเลยสิน่า’
มือหยาบกร้านเริ่มลูบไล้ตัวเธอ ทำให้หลินหยุนซีทนไม่ได้จนต้องตัดสินใจลืมตาขึ้นมาแล้วถีบขาคู่ไปที่ท้องของอีกฝ่ายพร้อมกับะโว่า
“ออกไปเดี๋ยวนี้!!!”