บทที่ 6
จงขานนามของข้า!
หนึ่งวันก่อนถึงวันคัดเลือกศิษย์สำนักมรรคาฟ้าของราชสำนัก
“วันนี้เ้าก็ยังจะไปทำงานที่ซาลาเปาอยู่อีกหรือ” เสียงของเสินว่านกล่าวถามมา
“เ้าค่ะ ข้ายังจะไปทำงานตามปกติ” เพ่ยเจินเองก็ตอบตามความสุภาพของนาง
“ข้าว่าเ้าควรที่จะฝึกปรือมรรคาฟ้าให้ชำนาญนะ ถึงแม้ว่าเ้าจะอยู่ในขั้นหลังฟ้าแล้ว แต่เ้าก็ยังไม่ชำนาญเลย ข้าไม่อยากให้ใครมาหัวเราะเยาะเ้า” เสินว่านเตือนด้วยความห่วงใย
“ข้ารู้แล้วเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะแสดงให้ท่านดูนะเ้าค่ะ” เพ่ยเจิน เข้าใจความห่วงใยของเสินว่านดี นางจึงจะแสดงออกให้เสินว่านสบายใจ
จากนั้นเพ่ยเจินตั้งมือเดี่ยวผสานอินเผชิญหน้า เร่งเร้าปราณยุทธ์และมรรคาฟ้าอัญเชิญ วงแหวนเวทย์ผุดขึ้นใต้ฝ่าเท้าของนาง เป็วงเวทย์สีผลึกใสสว่างจ้าสามวงเวทย์ด้วยกัน จากนั้นนางได้ชี้มือไปที่ผนังด้านหนึ่ง “ออก” จากนั้นมีกระบี่เก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งได้พวยพุ่งออกมาจากที่ไหนไม่รู้
นางควบคุมกระบี่ได้ดั่งใจนึก นางคิดอะไรกระบี่ก็จะไปตามนั้นด้วย แต่เพียงแค่อยู่ได้ไม่นานเท่าใด กระบี่นั่นก็ล่วงหล่นลงพื้นไป
“นั่นไงข้าคิดไว้แล้วไม่มีผิด ฮ่า ๆ” เสินว่าน กล่าวด้วยสีหน้าที่ทุเลาจากความวิตกกังวลลงไปบ้าง
หลังจากนั้นทั้งสองก็เตรียมตัวออกไปทำงานเป็ปกติ
ในตอนนี้เสินว่านได้เป็พนักงานในร้ายซาลาเปาไปด้วยอีกคน โดยเพ่ยเจินเป็คนขายซาลาเปาหน้าร้าน ส่วนเสินว่านเป็บุคคลที่คอยเก็บเงินจากลูกค้าอีกที
“วันนี้เราจะไปหาผูกสัตว์มาอัญเชิญกันเถอะ เ้าว่าดีไหม” เสินว่านกล่าวกะเพ่ยเจินในขณะพักทำงาน
“ขออภัยนะเ้าค่ะ ข้ายังฝึกไม่ถึงขั้นนั้นหรอก” เพ่ยเจินพยายามบ่ายเบี่ยง เพราะนางก็ไม่อยากผิดคำพูดกับเสียงปริศนาที่คอยช่วยเหลือนางผู้นั้น
“งั้นเราจะฝึกอะไรเพิ่มกันดีเล่า เพื่อให้เ้าได้รับคัดเลือกเข้าสู่สำนักมรรคาฟ้าของราชสำนักอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ”
“ข้าว่าไม่เป็ไรหรอก ท่านอย่าคิดมากเลย สำหรับข้าเข้าได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็ไรสักหน่อย ข้าก็แค่อยู่กับตาเฒ่าหม่าไปอย่างนี้ก็ได้นี่ ฮ่า ๆ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าที่แช่มชื่นเป็ปกติของนาง
เมื่อเฒ่าแก่ร้านซาลาเปารู้ว่า เพ่ยเจิน และเสินว่าน จะเข้าพิธีคัดเลือกเป็ศิษย์สำนักมรรคาฟ้าของราชสำนักก็ยินดีด้วยเป็อย่างยิ่ง ท่านได้มอบซาลาเปาและหมั่นโถวให้มาทานตอนกลับบ้านทุกวัน
เมื่อเพ่ยเจินกลับมาถึงบ้าน จะต้องมานั่งสามาธิเข้าฌาณสมาบัติก่อน จากนั้นนางถึงจะทานข้าวเย็นพร้อมเสินว่าน กับตาเฒ่าหม่า
หลังจากนั้นนางก็จะฝึกอัญเชิญกระบี่ ตามแนวทางที่เสียงปริศนานั้นได้วางไว้ให้
เกือบหนึ่งเดือนมาแล้วที่นางไม่ได้ยินเสียงของคนปริศนานั่น แต่นางก็ยังคงฝึกปรือฝีมือในการอัญเชิญไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ย่อท้อต่อสิ่งต่าง ๆ และนางก็ไม่ย่อมฝึกปรือศาสตร์ใดเพิ่มเติม แม้เสินว่านเองจะพยายามชักชวน หรือโน้มน้าวนางสักเพียงใด นางก็ยังยืนยันว่าจะฝึกเพียงเท่านี้
ในค่ำคืนนี้ ดวงดาวล้วนกระจ่างแจ้งเป็ที่กระจ่างชัดแก่สายตา
เพ่ยเจินได้ออกมานั่งเข้าสมาธิฌานสมาบัติ ด้านนอกของสะพาน ริมคูน้ำที่ตนอาศัยอยู่ ส่วนเสินว่านก็กำลังรวบรวมพลังปราณเข้าสมาธิอยู่ ต่างฝ่ายก็พยายามอย่างเต็มที่ เพราะวันพรุ่งนี้ก็ถึงเวลาตามกำหนดการคัดเลือกแล้ว
ส่วนตาเฒ่าหม่าก็เตรียมตัวที่จะเดินทางไปชมการคัดเลือกของทั้งสองด้วย
ในขณะที่บรรยากาศเงียบสงบเป็ที่สุดนั้น ก็พลันมีเสียงเสียงหนึ่งปรากฏขึ้นภายในห้วงสำนึกของเพ่ยเจิน เสียงนั้นเป็เสียงที่นางคุ้นเคยว่า
(เ้าตัวโง่งม เ้ากลัวรึ) เสียงนั้นยังมีความยียวนเหมือนเดิม
เพ่ยเจินสดับฟังเสียงนั้น แต่ไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนที่ผ่านมา เพราะนางเข้าใจได้ว่าเสียงของคนผู้นี้หามีเจตนาไม่ดีแก่นางไม่ เพียงแต่การกระทำนั้นที่นางไม่อาจฝืนทำใจยอมรับได้ แต่นางก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเขินอายจากการกระทำนั้น
(ไม่เ้าค่ะ หากข้าไม่ได้รับเลือกข้าก็จะทำงานที่ร้านซาลาเปานี่ไป เก็บเบี้ยไว้ จากนั้นค่อยคิดก่อร่างสร้างตัวไปเ้าค่ะ) เพ่ยเจินกล่าวด้วยความจริงใจใสซื่อของนาง
(อย่าได้วิตกไป เ้าเป็ของของข้า ข้าไม่ทำให้เ้าต้องอับอายหรอก) เสียงนั้นกล่าวด้วยความเอื่อยเฉื่อยตามแบบฉบับของคนี้เี แต่ก็แฝงเต็มไปด้วยความอบอุ่นใจเมื่อได้ฟัง
(ว่าแต่ทำไมท่านชอบพูดว่าข้า เป็ของของท่านเล่า) เพ่ยเจินเอ่ยถามบ้าง
(ข้าอนุญาตให้เ้าถามรึ) เสียงนั้นตอบห้วน ๆ โดยทิ้งท้ายน้ำเสียงว่ากำลังจะเริ่มโกรธ
(เ้าค่ะ ๆ ไม่ถามก็ได้เ้าค่ะ) เพ่ยเจินจนปัญญากับเสียงนี้จริง ๆ
(หึ) เสียงนั้นถอนหายใจเรียบ ๆ แล้วก็หายอันตรธานไป
หลังจากที่เสียงนั้นเงียบหายไป เพ่ยเจินยังคงเข้าฌานสมาบัติ สืบต่อไปเป็ระยะเวลาอีกหนึ่งชั่วยามเต็ม ๆ แล้วนางจึงค่อยเข้าไปนอนเพื่อพักผ่อนร่างกาย สำหรับวันพรุ่งนี้
อรุณรุ่งวันแห่งการคัดเลือกศิษย์สำนักมรรคาฟ้าของราชสำนักก็มาถึง
เช้านี้ตาเฒ่าหม่าได้รีบออกไปขอทานั้แ่เช้า เพื่อที่จะได้ทันไปชมดูการคัดเลือกศิษย์สำนักมรรคาฟ้าของราชสำนัก
“เ้าไม่ไปทำงานได้ไหมวันนี้ เรารีบไปดูการคัดเลือกเลยเถิด” เสินว่านกล่าวเชิงขอร้องเพ่ยเจิน จากในอดีตเพ่ยเจินเป็ผู้ตามนาง ปัจจุบันนี้เสินว่านนางเป็ผู้เดินตามเพ่ยเจิน ซึ่งนางเองก็ยังไม่รู้ตัวว่านางนั้นถลำตัวมาได้ไกลขนาดนี้ได้ยังไง
“ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ยิ่งวันนี้เป็วันคัดเลือกศิษย์สำนักมรรคาฟ้าของราชสำนักด้วยแล้ว คนจะยิ่งเยอะมากทางร้านเองต้องลำบากแน่หากข้าไม่ไป” เพ่ยเจินแสดงออกทางสีหน้าว่าไม่อยากเป็ภาระต่อร้านซาลาเปาที่นางทำงานอยู่
“ก็ได้ งั้นข้าจะไปก่อนก็แล้วกันนะ เผื่อข้าจะได้จัดเตรียมอะไรไว้รอเ้าด้วย” เสินว่านจนใจที่จะโน้มน้าวเพ่ยเจิน จึงยอมจำนนแต่โดยดี
“วันนี้จะมีแต่ละสำนัก และผู้แกร่งกล้าของแต่ละโจวมารวมกันด้วย ถือว่าเป็วันเปิดการศึกษาอย่างเป็ทางการ ดีไม่ดี เราอาจเจอผู้แกร่งกล้าทั้งหลายของแต่ละสำนักด้วย” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าที่ปิติยินดี นางดูตื่นเต้นกว่าปกติที่เป็อยู่ด้วยซ้ำไป
จากนั้นทั้งสองก็ต่างแยกย้ายกันออกไป
ในร้านซาลาเปาวันนี้ลูกค้าเยอะมากกว่าปกติ ดังนั้นเพ่ยเจินต้องทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่าตัว
เมื่อถึงเวลากลางวัน นางก็ได้รับซาลาเปาไส้หมูที่นางชอบ และยังได้เบี้ยพิเศษจากเฒ่าแก่ร้านอีกด้วย เพื่อเป็กำลังใจให้นางที่จะเข้าร่วมคัดเลือกศิษย์สำนักมรรคาฟ้าของราชสำนักในครานี้
เพ่ยเจินออกเดินทางไปใจกลางเมืองหลวงอย่างช้า ๆ ไม่ได้เร่งรีบอะไร นางเดินชมนกชมไม้ ชมเมืองหลวงและชมดูผู้คนมากมายที่ต่างพากันเดินทางมาสู่เขตส่วนกลาง ของมหานครเป่ยโจวนี้
เมื่อเพ่ยเจินเดินทางมาถึงส่วนกลางก็เป็่เวลาบ่ายแก่ ๆ ไปแล้ว
“ทำไมเ้ามาช้าจัง ข้าก็เป็ห่วงเ้า” เสินว่านเดินมาจับข้อมือนางอย่างห่วงใย แล้วได้พานางไปลงชื่อเข้าร่วมการคัดเลือก
“ท่านได้ทำการคัดเลือกไปหรือยัง” เพ่ยเจินถาม
“ยังเลย ข้าก็รอเ้านั่นแหละ ตอนนี้เริ่มคัดเลือกกันมาไกลแล้ว” เสินว่านกล่าวตอบ แล้วพานางไปในงานพิธีเพื่อหาที่นั่งดู
“นักปราณยุทธ์ขั้นพิชิตฟ้าหนึ่งดาว” เสียงของผู้ตรวจปราณยุทธ์มรรคาฟ้าได้กล่าวร้อง
“ข้าต้องทำอย่างไรบ้าง” เพ่ยเจินถาม
“ก็ไม่ต้องทำอะไร แค่ทำเหมือนคราวก่อนที่ร้านของโบราณนั่นแหละ เมื่อเ้าขึ้นไปบนลาน ก็แค่เดินเอามือไปััที่แท่นศิลาใหญ่นั่น จากนั้นทุกอย่างจะปรากฏเอง” เสินว่านกล่าว
“หึ ๆ เื่แค่นี้ยังไม่รู้ เ้ายังกล้ามาลงสมัครหรือ” เสียงสตรีนางดังมาไกล ๆ
เสินว่าน หันหน้ามองหาต้นเสียง แล้วสายตานางก็ไปหยุดอยู่ที่สตรีกลุ่มหนึ่ง
“หึ ยัยเจี๋ยจวิ้นหยงนี่เอง” เสินว่านกล่าวด้วยสาตาไม่เป็มิตรแก่นางสักเท่าไหร่
เพ่ยเจินหันไปมองตามที่เสินว่านกล่าว สตรีนางนั้นสวมชุดสีม่วงเข้มออกไปในทางฉูดฉาด นางประดับผมเกล้ามาอย่างเต็มที่ด้วยเครื่องประดับหยก และเครื่องหยกทั้งหลาย นี่แสดงออกว่านางเป็ผู้รากมากดีที่สุดท่านหนึ่งเลย
นางเดินเข้ามาหาทั้งสอง ก่อนใช้สายตาหยามเหยียดทั้งสองอย่างไม่ไยดี
“ที่แท้ก็นึกว่าใคร เสินน้อยผู้ตกอับนี้เอง หึ ๆ ละนั่นคงเป็ลูกขอทานเฒ่าสิน่ะ พวกเ้ายังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกหรือ” หลังจากใช้สายตามองแล้ว นางยังใช้วาจาเหยียดหยามซ้ำไปอีก
“เ้ากล้าว่าข้ารึ เ้ามันก็แค่ลูกนอกสมรสของท่านโหวเจี๋ยแค่นั้นแหละ เ้ายังกล้ามาต่อว่าข้าที่เป็สายตระกูลหลัก และสูงส่งกว่าตระกูลเ้าตั้งหนึ่งขั้น หึ หัดเจียมตัวบ้าง” เสินว่านโต้คารมไปอย่างโกรธเคืองเดือดดาลเป็ที่สุด
“เหอะ เ้ามันก็แค่หลานราชครูเฒ่าที่มีอายุมายาวนานแต่ก็ฝึกได้แค่นั้น ตอนนี้ตระกูลข้าก็พร้อมจะมาแทนตระกูลเ้าแล้ว เ้าต่างหากที่หัดเจียมตัวบ้าง” เจี๋ยจวิ้นหยงยังกล่าวต่อแยไม่เลิก
“นี่เ้ากล้ารึ!” เสินว่านจะเดินเข้าไปเอาเื่
“อย่าเ้าค่ะ ไปกันเถอะ” เพ่ยเจินรีบรั้งต้นแขนเสินว่านไว้ และรีบฉุดเดินจากไป
“นี่เ้าจะหนีข้ารึ” เจี๋ยจวิ้นหยง พยายามจะเอาเื่
ทันใดนั้น นางก็หยุดฉะงักลง เมื่อเพ่ยเจินหันมาจ้องนางด้วยสายตาที่เยียบเย็นราวน้ำแข็ง นางกลับนึกในใจว่า “ยัยนี่มันอะไรกัน” จากนั้นทั้งสองก็หลับหายไปแล้ว
“เ้าห้ามข้าทำไมกัน ข้าจะจัดการยัยนั่นเสีย” เสินว่านกล่าวอย่างหัวเสีย
“เอาน่า ๆ ปล่อยไปเถอะอย่าได้คิดอีกเลย” เพ่ยเจินกล่าวปลอบโทสะนาง
“องค์จักรพรรดิเสด็จ” เสียงของฉีกงกง ขันทีเฒ่าเอ่ยพระนามองค์จักรพรรดิ์
ในที่นั้นมีทั้งองค์จักรพรรดิมนุษย์ และเหล่าองค์ชาย องค์หญิงทั้งหลายพากันเดินเข้าสู่ลานคัดเลือก จากนั้นองค์จักรพรรดิ์ได้ไปนั่งยังบัลลังัทองของตนเองเพื่อมองดูการคัดเลือกในครั้งนี้
นอกจากองค์จักรพรรดิแล้ว ยังมีบรรพชนผู้เฒ่าเฟยหวง นางมาในชุดสีแดงเพลิงที่ใคร ๆ ที่พบเห็นต่างสยองขวัญไปตาม ๆ กัน แห่งเมืองโค้วโจว ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเกาเหวยกวง มาในชุดสีดำสนิทสวมกวานทรงสูง แห่งเมืองฉีโจว ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเค่อหลุนซวี่ มาในชุดสีม่วงดูลึกลับเป็ที่สุด แห่งเมืองเยียนโจว และยังมีผู้แกร่งกล้าแต่ละโจวอีก
เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว การคัดเลือกศิษย์สำนักมรรคาฟ้าของราชสำนักก็ได้เริ่มดำเนินไปเรื่อย ๆ
“เ้าช่วยอธิบายรายละเอียดต่าง ๆให้ข้าฟังบ้างได้ไหม” เพ่ยเจินกล่าวถามอย่างใจเย็นเพื่อให้เสินว่านได้คลายใจกับโทสะของนางเอง
“ก็ได้ ๆ ความเป็จริงคนที่เป็ลูกหลานของข้าราชการในราชสำนักไม่จำเป็ต้องคัดเลือกก็ได้ เพราะได้กรรมสิทธิ์เข้าศึกษาได้ตลอด หรือเลือกไม่เข้าศึกษาก็ได้ อย่างเช่นข้า หรือยัยเจี๋ยจวิ้นหยงนั่นก็ด้วย แต่ก็ต้องมาวัดระดับความคืบหน้าของตนเอง” เสินว่านกล่าวอย่างขอไปที
“ออ อย่างนี้นี่เอง” เพ่ยเจินพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของเสินว่านจากอารมณ์โทสะที่มีอยู่
เมื่อทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้า ก็มาถึงรายชื่อที่ทุกคนคุ้นเคย
“เสินเซียว แห่งตระกูลเสินเชิญ” เสียงผู้ที่ทำการตรวจประกาศ
จากนั้นบนลานแท่นศิลานั้นทุกคนต่างจับจ้องไปที่บุรุษหนุ่มเพียงคนเดียวคือ เสินเซียวนั่นเอง เขาเป็สุภาพบุรุษที่รูปร่างดีที่เดียว หน้าตาคมสันเป็อย่างยิ่ง และยิ่งการแต่งกายของเขาซึ่งแสดงออกซึ่งความคงแก่เรียนด้วยแล้ว นี่ย่อมเป็เสน่ห์ที่ฝ่ายตรงข้ามยากจะต้านทาน
ทุกคนต่างจับจ้องเสินเซียวด้วยสายตาที่ชื่นชม โดยเฉพาะสายตาขององค์หญิงหยงหนิง ที่ใคร ๆ ในเมืองหลวงต่างทราบกันดีว่านางใฝ่ปองเสินเซียวมานานแล้ว ดังนั้นทุกผู้จะไม่แสดงออกว่าสนิท หรือชอบพอกับเสินเซียว เพราะนั่นอาจทำให้องค์หญิงหยงหนิงโกรธเคืองได้
เสินเซียวยื่นมือออกไปแต่ที่ศิลาขาวบนลานนั้น ทันใดนั้นศิลาพลันเปล่งแสงจ้า และพร้อมด้วยเสียงดั่งประกาศิตว่า
“เสินเซียว อายุสิบเจ็ดปี นักปราณยุทธ์ขั้นพิชิตฟ้าระดับเก้าดาว”
ทุกผู้ต่างเงียบงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น นี่อัจฉริยะชัด ๆ ไม่ธรรมดาเกินไปแล้ว ทุกคนต่างเกิดความอิจฉาริษยา ส่วนที่เป็อิสตรีล้วนแต่มองด้วยสายตาที่หยาดเยิ้มไปตาม ๆ กัน
“องค์หญิงหยงหนิง แห่งราชวงศ์เชิญ”
จากนั้นองค์หญิงก็ลุกยืนขึ้นไปแสดงความเคารพอ๋องหยงเล่อ บิดาของนาง และได้ไปถวายบังคมองค์จักรพรรดิมนุษย์ แล้วเดินขึ้นสู่ลานพิธี
ทุกผู้คนต่างมองและชื่นชมในความสวยงามของนางเป็อย่างมาก และทุกคนต่างซุบซิบกันว่า เหมาะสมแก่เสินเซียว เป็ที่สุดองค์หญิงเมื่อได้ยินก็ได้แต่มีท่าทีขวยเขินเดินลำบาก
แต่ในทางของท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกัง กับเสินเซียว และตระกูลต่างเงียบเฉยไม่มีท่าทีใด ๆ แสดงออกมาเลย
องค์หญิงหยงหนิงยื่นมือไปแตะที่ศิลาขาวเบา ๆ จากนั้นเสียงก็เปล่งวาจา
“องค์หญิงหยงหนิง อายุสิบหกปี นักปราณยุทธ์ขั้นพิชิตฟ้าเจ็ดดาว” ทุกคนต่างปรบมืออย่างชื่นชมแม้แต่องค์จักรพรรดิมนุษย์เองก็ด้วย
“เจี๋ยจวิ้นหยง แห่งตระกูลเจี๋ยเชิญ” ทุกผู้คนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่านางมีโฉมสะคราญไม่ได้ด้อยไปกว่าองค์หญิงหยงหนิงเลยแม้แต่น้อยเลย
เจี๋ยจวิ้นหยง ลุกเดินจากข้างกายขององค์หญิงหยงหนิง นางถวายบังคมทุกท่านที่นางผ่าน ยิ่งทำให้ทุกผู้คนชื่นชมในกิริยาที่อ่อนน้อมของนาง
เจี๋ยจวิ้นหยง ยื่นมือออกััที่ศิลาขาว จากนั้นเสียงวาจาประกาศิตก็ดังขึ้น
“เจี๋ยจวิ้นหยง อายุสิบหกปี นักปราณยุทธ์ขั้นพิชิตฟ้าห้าดาว” เสียงปรบมือก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เสินว่าน แห่งตระกูลเสินเชิญ”
เมื่อถึงชื่อของตนเสินว่านลุกขึ้นยืนโดยอาการปกติเรียบเฉย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของนางที่มาเข้าร่วมพิธีนี้ ต่างกันเพียงแค่ครานี้นางไม่ได้มากับตระกูล แต่มากับเพ่ยเจินนั่นเอง
ทางท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกัง เสินเซียว และคนตระกูลเสินต่างยินดีที่ได้เจอเสินว่านอีกครั้งในรอบหนึ่งเดือนมานี้ เว้นแต่เสินหยง และเสินเหยาเท่านั้นที่ไปอยู่ข้าง ๆ องค์หญิงหยงหนิง และเจี๋ยจวิ้นหยงที่ไม่แสดงออกว่าดีใจ
สาเหตุที่องค์หญิงหยงหนิง เจี๋ยจวิ้นหยง และเสินหยง ชื่อคล้ายกันนั่นเพราะพวกนางเกิดวันเดียวกันแล้วทั้งสามต่างเป็คนของตระกูลใหญ่องค์จักรพรรดิจึงตั้งชื่อให้ทั้งสามคล้ายกัน เป็ชื่อพระราชทานนั่นเอง
เสินว่านเดินไปด้วยอาการสุขุมกว่าปกติ จากนั้นนางก็ยื่นมือออกััที่ศิลาขาวนั้น
“เสินว่าน อายุสิบห้าปี นักปราณยุทธ์ขั้นพิชิตฟ้าระดับเจ็ดดาว”
ทั้งลานต่างพากันปรบมือ โดยเฉพาะท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกัง และคนของตระกูลเสินต่างพากันดีใจจนออกนอกหน้า ยิ้มกันจนปิดไม่มิดเลยทีเดียว
นี่คนตระกูลเสินจะไม่ขาดอัจฉริยะกันเลยหรือไปกันนี่ ผู้คนพากันซุบซิบอย่างยินดี
“คนสุดท้ายของปีนี้ เพ่ยเจิน แห่งเขตลันยางเชิญ”
ในขณะที่เสียงประกาศจบ ทุกคนต่างมองเห็นเด็กสาวที่มาในชุดเก่าเรียบ ๆ สีม่วงอ่อนซีด ๆ มีลวดลายประดับแต่ก็เก่าจนมองไม่เห็น นางมีปิ่นไม้เก่า ๆ เสียบที่มวยผม แต่ที่เหนือกว่าอื่นใด นางมีหน้าตาที่เกลี้ยงเกลาเป็พิเศษ ถึงขั้นกับหมดจดเลยทีเดียว นางมีรูปร่างเล็กเอวบางสีผิวร่างขาวกระจ่าง ดวงตากลมโต ปากเป็กระจับพอเหมาะกับจมูกที่รับกับดวงหน้า เมื่อคนมองเห็นดวงหน้านางชัด ๆ ต่างลืมเื่ชุดที่เก่าคร่ำคร่าของนางไปเลยทีเดียว
นางย่างกรายอย่างแช่มช้าตามลักษณะนิสัยที่เป็คนเอื่อยเฉื่อยอยู่แล้ว กิริยาอรชรอ้อนแอ้นของนางสะกดทุกสายตา โดยเฉพาะเสินเซียวผู้ที่เห็นนางมาช้านานแล้ว แต่ในครานี้กลับมีอีกผู้หนึ่งนั่นคือ องค์ชายที่สามเฉียนหลง พระหลานหลวงนั่นเองที่มองนางอย่างเกินงามเป็ที่สุด
ในขณะนั้นทั้งองค์หญิงหยงหนิงที่ชอบพอเสินเซียว และเจี๋ยจวิ้นหยงที่ชอบองค์ชายสามเป็ที่สุด ต่างแสดงออกทางสีหน้าอย่างเดือดดาลใจ
เพ่ยเจิน หาได้สนใจคำพูด หรือกิริยาท่าทางของใครไม่นางเพียงเดินไปที่แท่นศิลาขาว และยื่นมืออกแตะตามที่ผู้อื่นทำเท่านั้น จากนั้นทุกเสียงพลันเงียบงั้น พร้อมกับเสียงประกาศว่า
“เพ่ยเจิน อายุ…นับไม่ได้” จากนั้นเสียงจากศิลาพลันเงียบไป และทุกผู้ต่างงงงันกันไป ไม่มีใครกล้าพูดจาหรือกล่าวคำได้ออกมา เพราะทุกคนต่างไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้แต่ผู้แกร่งกล้าทั้งหลายก็ตาม จากนั้นทุกคนยิ่งตื่นตะลึงงันกับเื่นั้น คือ แสงจากศิลาส่องจ้ายาวนาน
ทันใดนั้นแผ่นดินพลันสั่นะเื และสิ่งที่น่าตระหนกจริงก็เกิดขึ้น แท่นศิลาขาวมีเสียง
แกร๊ก! ศิลาขาวมีรอยลั่นร้าวทั่วแท่นศิลา ก่อนที่ศิลาขาวจะแตกก็พลันมีเสียงเกิดขึ้น
“นักปราณยุทธ์ขั้นหลังฟ้า หลอมกลั่นปราณจิตโอสถทิพย์สีผลึก! สะดับเจตน์กระแสเต็มกำลัง! สะดับมรรคาฟ้าเทพผู้อัญเชิญ!”
เมื่อสิ้นเสียงศิลาขาวก็แตกดัง พรั่ว! เป็ดั่งเศษฝุ่นธุลีกองอยู่ตรงนั้น
ทุกผู้คนแม้แต่องค์จักรพรรดิ์มนุษย์ และผู้แกร่งกล้าทุกโจวต่างตกตะลึงงัน
“หลอมกลั่นปราณโอสถทิพย์สีผลึก อย่างนั้นหรือ ไม่จริงน่าในพิภพเสวียนหนีนี้ในประวัติศาสตร์ร่วมสี่พันปียังไม่เคยมีปรากฏ เท่าที่มีทั่วโลกธาตุยังนับนิ้วได้ นี่มันเื่บ้าไปแล้ว” องค์จักรพรรดิมนุษย์กล่าวด้วยเสียงสั่นสะท้านโดยไม่สนใจคนรอบข้างใด ๆ นี่คือการตื่นตระหนกที่แท้จริงขององค์จักรพรรดิมนุษย์ที่มรีในรอบสองพันกว่าปีที่จะมีคนเห็น
ทุนคนต่างไม่มีคำกล่าวใด ไม่มีการปรบมือสรรเสริญใด เงียบบบ นี่คือสิ่งที่ทุกคนทำได้ แม้แต่ท่านราชครูผู้เฒ่ายังได้แต่อ้าปากค้าง เพราะไม่คิดว่านางจะทำได้ขนาดนี้
ทันใดนั้นพลันเกิดเสียงโหยหวนขึ้น แล้วมีใครคนหนึ่งถูกโยนลงไปในกลางลานข้างหลังเพ่ยเจิน เมื่อนางหันมาก็ถึงกับต้องตกตะลึงงัน
ตาเฒ่าหม่า!!!
ทั้งเพ่ยเจิน และเสินว่านต่างรีบะโเข้าไปหาตาเฒ่าหม่า ด้วยอาการใอย่างสุดขีด ส่วนเสินว่านตอนนี้เริ่มมีหยดน้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
ตาเฒ่าหม่า ที่ในตอนนี้มีแต่เืท่วมตัว นิ้วมือโดนหักทั้งสิบนิ้ว ฟันแตกหักหลายซี่ นอนร้องครวญคราง ตาบวมจนมองไม่เห็น
“ยัยหนู ยัยหนูปลอดภัยไหม ยัยหนู” ตาเฒ่าหม่า ที่มองอะไรไม่เห็นเลย ได้แต่ลูบคลำใบหน้าของเพ่ยเจิน ด้วยมือที่เต็มชุ่มไปด้วยเื
ทุกคนในที่นั้นต่างยืนขึ้นมองด้วยอาการสยดสยองใจ แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าออกมาช่วย เพราะยังอยู่ในอาการมึนงงอยู่
“ไปจับตัวเ้าขอทานเฒ่านั่นมาให้ข้า นำไปลงโทษให้สาสมที่กล้ามาทำกระโปรงข้าเลอะ” เสียงนี้ดังมาจากทางด้านราชวงศ์
นั่นไม่ใช้เสียงใครอื่น เจี๋ยจวิ้นหยง นั่นเอง และข้าง ๆ ก็มีองค์หญิงหยงหนิง เสินหยง เสินเหยา อยู่ด้วย ในขณะที่ทุกอย่างกำลังเกิดความโกลาหล ทหารก็พากันกรูเข้ามาเพื่อจับตาเฒ่าหม่า
“ปราณมรรคาฟ้าเทพอัญเชิญ วิถีที่หนึ่ง เชิญหนึ่งกระบี่ทะลวง!” เป็เพ่ยเจินที่ตั้งมือผสานอินเผชิญหน้ารออยู่แล้ว
“ออก!” ทันได้นั้นกระบี่เก่าคร่ำครึเล่มหนึ่ง พุ่งทะลวงออกมาจากกลางอากาศธาตุ
คมกระบี่นี้นั้นฉับไวเป็อย่างยิ่ง คมกระบี่ได้เข้าตัดขั่วหัวใจ แทงทะลุทรวงอกของทหารองครักษ์ล้มลงไปในคราเดียว นับได้สิบสองราย ทุกคนล้วนดับดิ้นในคมกระบี่เดียว
“อะไรกัน นางมีมรรคาฟ้าสายกระบี่” ท่านผู้าุโหลิวไป๋ รีบยืนกล่าวโดยไม่คำนึงถึงใคร เมื่อทุกคนได้สดับฟังต่างตกตะลึงยิ่งขึ้นไปอีก แม้แต่องค์จักรพรรดิ์และผู้แกร่งกล้าทั้งหลายต่างพากันเหงื่อชุ่มที่ฝ่ามือ
เพ่ยเจินหาได้สนใจไม่ นางจรดอินเผชิญหน้าใว้ที่กลางหน้าผาก พร้อมกับคมกระบี่ที่เก่าคร่ำคร่านั้นก็ลอยคว้างอยู่ด้วย
เจี๋ยจวิ้นหยงนึกสะใจ จึงะโลงไปบนลาน ทุกคนต่างมองนางเป็ตาเดียว แม่แต่ท่านโหวเจี๋ยจวิ้นโหยวเองยังตะลึงกับการกระทำของหลานสาวตน
“ศาสตร์คาถาเกราะวารีคลั่ง เกราะผสานอินทรีย์ ของวิเศษขั้นสอง แส่กระชากวิญาณ” เจี๋ยจวิ้นหยงร่ายศาสตร์คาถาเกราะประจำตระกูล บวกกับใช้ของวิเศษเข้าสู้กับเพ่ยเจิน ทุกผู้ต่างชมดูด้วยความสะใจ
“ไป!” ตอนนี้เพ่ยเจินหาสนใจคำพูดใครไม่ เมื่อนางสั่งกระบี่ คือออกล่าสังหารเท่านั้น
เมื่อกระบี่พุ่วลงออกเจี๋ยจวิ้นหยงก็พยายามฝาดแส่ใส่กระบี่เพื่อเข้ารูกต้อนเพ่ยเจิน แต่หาได้ทำได้ไม่ เพราะระดับชั้นปราณยุทธ์ที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ทำให้เจี๋ยจวิ้นหยง โดนคมกระบี่ของเพ่ยเจิน ที่ไร้ทิศทางที่แน่นอนเมื่อนางป้องกันซ้ายมันก็วกมาทางขวา เมื่อป้องกันขวามันก็วกมาทางซ้าย เมื่อมาถึงจุดที่แย่ในที่สุดคมกระบี่สุดท้ายพลันถลันออกพุ่งตรงดิ่งคือ กลางดวงหทัยของนางเป็แม้นมั่น
“วิชาสังขาลบรรลุอริยะ กายาหินผา”
ติ่งงง กระบี่เมื่อแทงโดนผิวกายขององค์หญิงหยงหนิง กลับกระดอนออกมาไกลเป็วา
“นั่นเ้า!!!” เสียงจักรพรรดิมนุษย์กล่าวด้วยโทสะ แต่ก็หาได้ห้ามองค์หญิงได้ไม่ นางตั้งท่าจากนั้นนางชักกระบี่จากเอว แล้วพุ่งทะยานเข้าสู่วงในรัศมีอับของเพ่ยเจิน
องค์หญิงหยงหนิงหวังอาศัยว่าจะแก้ลำเพ่ยเจิน โดยการเข้ารุกวงในระยะประชิด เพราะเพ่ยเจินเป็สายโจมตีไกล หวังจะเพ่ยเจินจะเสียเปรียบ แต่หาเป็แบบนั้นไม่
เพ่ยเจินรีบรูดไปด้านหลัง แม้คมกระบี่ขององค์หญิงจะกระชั้นชิดมาทุกขณะแต่นางหาได้หวั่นเกรงไม่
นางยังมีท่าทีที่เยือกเย็น และพร้อมจะโต้คืนเสมอ ทุกผู้คนต่างชื่นชมในจุดนี้ของนางเป็อย่างยิ่ง คือ นางใจกล้าสู้ไม่ถอย และพร้อมมุ่งสังหารทันที
“มรรคาฟ้าเทพอัญเชิญ สองกระบี่ทะลวง!” ครานี้นางอัญเชิญกระบี่ของวิศษขั้นที่ห้าของเสินว่านออกมาแล้ว ซึ่งนางได้รับอนุญาตจากเสินว่านั้แ่แรกที่ฝึกแล้ว แต่นางเกรงใจยินดีที่จะใช้กระบี่เก่าคร่ำคร่านั่นฝึกเอง
“อะไรกัน นี่นางมาถึงขั้นที่ควบคุมกระบี่สองเล่มแล้ว นี่มันขั้นตะหนักมรรคาฟ้าแล้วเป็ไปไม่ได้” เ้าสำนักหอกระบี่ยืนขึ้นกล่าวโดยไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำ
“ออก!” จากนั้นเพ่ยเจินใช้ทั้งสองกระบี่พุ่งทะลวงเข้าสู้กับองค์หญิง
ในขณะที่องค์หญิงจะโจมตี กระบี่เล่มหนึ่งจะป้องกันและสกัดไว้ ส่วนอีกเล่มขั้นห้าหาจังหวะที่เหมาะเจาะก็จะแทงทะลุร่างขององค์หญิงตลอดเวลา คือ ออกหนึ่งครั้งย่อมมีหนึ่งแผลฉกรร
“วิชาสังขารบรรลุอริยะ กายาหินผาขั้นเต็มกำลัง” องค์หญิงใช้ทุกอย่างที่มี
แต่นั่นก็หาได้ต้านทานคมกระบี่ของวิเศษขั้นห้าของเพ่ยเจินได้ไม่ เพียงแค่เวลาหนึ่งจิบน้ำชา องค์หญิงก็โดนแทงไปแล้วตั้งหกแผล ซึ่งแต่ะแผลล้วนฉกรรเป็อย่างยิ่ง มีโลหิตไหลชุ่มโทรมกายเต็มไปทั่ว
ในตอนนี้องค์หญิงแทบไม่เหลือแรงให้ป้องกันแล้ว
จากนั้นเพ่ยเจิน หาได้ใช้กระบี่สองเล่มอีกไม่ นางแยกอีกเล่มหนึ่งพุ่งดิ่งตรงไปแทงเจี๋ยจวิ้นหยงทันที ถึงแม้นางจะนอนหมอบอยู่กับพื้น นางก็หาได้แยแสไม่ กระบี่พุ่งออกแทงร่างที่ไม่มีสตินั้นจนยับเยิน จนร่างของนางไถลไปกับแรงกระบี่ซ้ายทีขวาที
ส่วนองค์หญิงหยงหนิงตอนนี้ ล้มลงไปกองกับพื้น และเพ่ยเจินก็กำลังเอากระบี่วิเศษขั้นห้าพวยพุ่งทะยานออกครั้งนี้เพื่อปลิดชีพนาง และเจี๋ยจวิ้นหยงเสีย
ทันใดนั้น ก็เกิดเื่โกลาหลขึ้นอีกครั้ง
“ปราณมรรคาฟ้าเกราะวารีคลั่ง ขั้นตระหนักมรรคาฟ้าเจ็ดดาว ศาสตร์คาถาเกราะมหาเกราะ”
“ปราณมรรคาฟ้าขั้นตระหนักมรรคาฟ้าห้าดาว วิชาสังขารบรรลุอริยะ กายาทองแดง”
มิใช้ใครอื่นเป็ท่านโหวเจี๋ยโหยวผู้พิทักษ์ทิศตะวันออก และอ่องหยงเล่อน้องชายแห่งจักรพรรดิ์มนุษย์นั่นเอง ที่เข้ามาขวางอยู่
แต่เพ่ยเจิน หาได้แยแสไม่ นางโหมกระหน่ำทิ้มแทงกระบี่อย่างบ้าคลั่ง จนเกราะวาลีคลั่งนั้นแตกเป็เสี่ยง ๆ ส่วนวิชาสังขารบรรลุอริยะ กายาทองแดง ก็โดนแทงแผลฉกรรหลายแผล
ทั้งสองผู้เฒ่ารู้สึกขายขี้หน้าตนเอง และตระกูล ต่างพากันโหมโจมตีใส่เพ่ยเจินอย่างหนักหน่วง เื่นี้เกี่ยวพันถึงตระกูลองค์จักรพรรดิและหยงหนิงเองก็เป็หลานรักของท่านด้วย จึงไม่มีใครกล้าสอด ขนาดองค์จักรพรรดิ์ยังเงียบดูทุกคนเลยไม่กล้ายื่นมือช่วย
“ปราณยุทธ์เจ็ดดาว วิชาหอแก้วพิสดารขั้นสอง วิถีที่หนึ่งและสอง เสริมแกร่งสุดพรรณา เสริมปรารณยุทธ์มรรคาฟ้าสุดหยั่งถึง”
เป็เสินว่านที่ยืนค้อมกายตาเฒ่าหม่าไว้ และใช้ศาสตร์คาถาใส่เพ่ยเจินด้วย ตอนนี้ทางตระกูลเสินต่างก็นั่งไม่ติด เพราะกลัวว่าเสินว่านจะได้รับาเ็ แต่ก็ไม่กล้าสอดเพราะกลัวจะกระทบสัมพันธ์อันดีกับองค์จักรพรรดิ์
เมื่อได้รับพลังเสริม เพ่ยเจินก็พอต้านได้บ้าง แต่ได้เพียงไม่เท่าไหร่ ก็ไม่ไหว ตอนนี้นางโดนหมัดของอ๋องหยงเล่อเข้าเต็มท้อง จนเืสด ๆ ไหลสาดออกมา แต่นางก็ยังฝืนทนต่อ แต่ก็โดนแส่ของวิเศษขั้นสี่ของท่านโหวเจี๋ย ฟาดลงกลางทรวงอกอีกที ครานี้นางยืนแทบไม่ไหวแล้ว
เมื่อนางรู้ตัวว่าสู้ไม่ไหว นางทำได้เพียงแค่ฝืนยืนให้ตรงและหลับตาลง แล้วกลางมือออกทั้งสองข้าง เป็อาการบ่งบอกว่าทำข้าแต่เพียงผู้เดียว ที่เหลือเหลือปล่อยไป
ผู้าุโทั้งสองโดยความทะนงตน และเมื่อโดนหยามหน้าย่อมโกรธเคืองเป็ที่สุดธรรมดา ทั้งสองจึงพุ่งมาโจมตีใส่อย่างแรงที่สุด หวังให้เป็ครั้งสุดท้าย
(จงขานนามของข้า! เร็ว ๆ) เสียงปริศนากล่าวด้วยความโกรธขึง และแสดงความเดือดดาลอาฆาตอย่างที่สุด
(เร็ว ๆ !!!) เสียงนั้นย้ำเตือนสติที่พร่าเลือนของเพ่ยเจินอีกครั้ง
(แล้วชื่อของท่านขานว่ากะไรเล่า) เพ่ยเจินเอ่ยโดยน้ำเสียงที่ในคอชุ่มไปด้วยโลหิตสด ๆ
(หลิงเทียน!!! รีบขานไปเร็ววว) เสียงนั้นกล่าวอย่างสุดจะทนแล้ว
“ปราณมรรคาฟ้าเทพผู้อัญเชิญ หลิงเทียนนน!!! จงสดับคำเรียกขานแห่งข้า…” เพ่ยเจินะโออกสุดเสียงที่มีในชีวิตขณะนี้
แขว๊กกก!!!
ทั้นใดในทุกคนต่างชะงักงั้น รีบพากันหันมองไปบนนภา ตอนนี้กลางท้องนภามีรอยเหมือนถูกกรีดด้วยกระบี่ หรือของมีคมฉะนั้น เกิดเป็ร่องยาวหลายวา ในร่องเป็สีมืดมนอนธการสนิท
โครรร!!!
เสียงคำรามของอะไรสักอย่าง ที่แสนจะน่าสยดสยองที่สุด แม้แต่ผู้แกร่งกล้าทั้งหมดยังกลัวจนตัวสั่นเทาเป็เ้าเข้า เสียงคำรามนี้ทำให้ผู้คนที่มีขั้นที่ต่ำกว่าตระหนักมรรคาฟ้าทรุดกายลงไปนั่งกับพื้น บางส่วนถึงขั้นหมดสะติสิ้นแรงกันไป
ซวิ้งงง!!!
ทันใดนั้นทุกสิ่งกลับมืดสนิทในทุกสายตา เหมือนกับตาทุกดวงบอดสนิทไป
แล้วทุกคนต้องตกตะลึงงันยิ่งกว่าเสียงคำรามก็มาถึง โดยองค์จักรพรรดิและสี่ผู้พิทักษ์ล้วนกลัวจนตัวสั่นไม่กล้าแม่แต่จะหายใจ
“หน่ะ หน่ะ นั่นมัน กระบี่ปีศาจ” เสียงขององค์จักรพรรดิที่กล่าวอย่างทุลักทุเล
“ทะลวง!!!” ในครานี้เพ่ยเจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฮือกสุดท้าย
กระบี่ปีศาจสีดำทมิฬเล่มนั้นพุ่งอยู่กลางเวหา อยู่ก็หายวับ แล้วไปโผล่อีกที่หนึ่ง ทุกครั้งที่มันหายไป ทุกสายตานับร้อยหมื่นคู่ล้วนดับมืดสนิทไปด้วย
“อะไรกัน มองไม่เห็นอะไรเลย พลุบหาย โผล่แจ้ง นี่มันมรรคาฟ้ากระบี่ปีศาจสายใดกัน” เ้าสำนักหอกระบี่หลิวไป๋ต่างลนลาน ยากที่จะกล่าว
เพียงแค่แว๊บเดียว คมกระบี่ที่ทำให้ตามืดบอดสนิท กลับมาโผล่แจ้งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้สองชีวิตที่ยินอยู่บนลาน อ๋องหยงเล่อ ท่านโหวเจี๋ย ต่างโดนทะลวงทรวงอกอย่างไร้ปราณี หลังจากที่กระบี่ปีศาจทะลวงผ่านแล้วก็เกิดเปลวเพลิงสีนิลกาฬขึ้นรอบาแ ทำให้ทั้งสองกลิ้งเกลือกไปมาอย่างสุดแสนจะทรมาน ทั้งสองร้องอย่างโหยหวน
แต่คมกระบี่ปีศาจหาได้หยุดไม่ มันกลับวกขึ้นไปบนฟ้ากฟ้าแหละหวนมาจะแทงองค์หญิงหยงหนิง และเจี๋ยจวิ้นหยง
“มหามรรคาฟ้าเซียน์หกชั้นฟ้า ค่ายกลคาถาศาสตร์ยันต์สะกดวิถีพันธนาการที่สิบ ตรวนตรึงมารฟ้าแดน์”
ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุน เซียน์หกชั้นฟ้า ที่พึ่งออกจากนิโรธสมาบัติ และรีบรูดมาทันเวลาพอดี
หลักจากร่ายศาสตร์คาถาเสร็จ ก็มีโซ่สีแดงเพลิงโผล่ออกจากกลางนภากาศมาจับกระบี่ปีศาจ แรก ๆ จับยังไงก็ไม่ได้ท่านเฉินหว่าชุนต้องพยายามอย่างมาก แต่ไม่กี่อึดใจให้หลังก็จับได้
เมื่อจับได้ก็ยังไม่สามารถสะกดได้อีก เปลวไฟนิลกาฬ ยังคงแผดเผาอยู่และตอนนี้ก็เริ่มลุกลามไปเกือบจะทั่วตัวของทั้งสองแล้ว
(อึก ยากเย็นจริง ๆ) “ท่านจักรพรรดิอย่าช้าเร่งช่วยกันสะกดเร็ว” เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนที่เป็ศาสตร์มรรคาฟ้าสายยันต์ทั้งหลายต่างพากันร่ายคาถาสะกดผนึกกระบี่ปีศาจทั้งนั้น
ส่วนสายต่อสู้ ล้วนตั้งท่าป้องกัน ต่างออกหน้าตั้งค่ายกลป้องกันกระบี่ปีศาจอย่างเต็มที่
และแล้วค่ายศาสตร์คาถาสะกดผนึก ก็ถูกทำลายลง กระบี่ปีศาจกลับมาเป็อิสระอีกครั้ง ก็พวยพุ่งลงสู่ร่างของเด็กสาวทั้ง ทั้งหมดที่เตรียมป้องกันต่างพากันเสียดายชีวิต เพราะทุกคนต่างมีลางสังหรณ์ว่าตนต้องตายเป็แน่
ในขณะนี้แม้แต่ท่านเฉินหว่าชุนยังจนปัญญาแล้ว เพราะศาสตร์ที่ตนใช้แม้แต่เซียน์เจ็ดชั้นฟ้ายังยากที่จะรอด
แต่แล้วทุกอย่างพลันทุเลาลง
เมื่อคมกระบี่ปีศาจพุ่งทะลวงมาได้มิทันจะถึงค่ายกลป้องกันมันก็สูญสลายเสียก่อน
ตูบ! ทุกคนหันไปมองที่เสียงนั้น
“เพ่ยเจินนน” เสียงเสินวานรีบเข้ามาโอบกอดเพื่อนสนิทของตนอย่างไม่สนใจใยดีใครนางร้องไห้ปานฟากฟ้าจะถล่มถลายลง มือหนึ่งนางก็จับที่ต้นแขนของตาเฒ่าหม่าลากไปหาเพ่ยเจินที่ล้มลงอย่างสิ้นแรง
ในขณะที่เพ่ยเจิน จะสิ้นสตินั้น นางเห็นเงาใครสักคนที่ตนไม่รู้จักยืนอยู่ตรงหน้า ภาพนั้นเลือนรางมากจนมองไม่ออกว่านั่นคือบุรุษ หรืออิสตรี
(หากท่านเป็เทพเซียนองค์ใดก็ดี โปรดเมตตาสงเคราะห์ข้าและคนรอบข้างด้วยเถิด) เป็เสียงแห่งการวิงวอนภายในวาระจิตห้วงสุดท้ายก่อนที่เพ่ยเจินจะหมดสติไป
(หึ แน่นอนก็เ้ามันเป็ของของข้านี่) คนคนนั้นยิ้มให้นางในขณะที่ตนยังหลับตาอยู่ และกล่าวเป็เสียงมาถึงจิตใต้สำนึกของนาง
ในขณะที่ไม่มีใครสังเกตเห็นบุรุษผู้นี้ แต่มีเพียงท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุนเท่านั้นที่มองเห็น
ตอนนั้นนั่นเอง ที่ท่านเฉินหว่าชุนได้กระจ่างแจง ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่น่ากลัวอย่างหาที่สุดมิได้ หาใช่กระบี่ปีศาจ หรือเสียงคำรามนั้นไม่ แต่เป็คนคนนี้มากกว่าที่น่าสยดสยองใจเป็ที่สุด
ทุกอย่างที่กำลังจะสงบลง
อ๋องหยงเล่อ ที่ได้รับการฟื้นฟูโดยท่านราชครู กลับเดือดดาลเป็อย่างยิ่งเมื่อฝืนคืนสติ ถึงแม้จะเ็ปจากาแฉกรร และแผลที่เพลิงดำทมิฬเผาพลาญไป แต่เพราะแรงอาฆาตพยาบาท ทำให้อ๋องหยงเล่อ ลุกขึ้นยืนและหยิบกระบี่ขององค์รักษ์
เขาเดินตรงมาทางเพ่ยเจิน แต่เสินว่านได้นั่งคุกเข่าขวางไว้
“ออกไป!” เขากล่าวด้วยแรงโทสะ และเตะเข้าที่สีข้างของเสินว่าน จนกระเด็นไป
“ตายซ่ะ ยัยปีศาจ” เขาเงื้อมกระบี่จะฟันที่คอของเพ่ยเจินในขณะที่นอนสลบอยู่
“อย่า!!!” เป็เสียงของท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุนห้ามนั่นเอง
ตอนนั้นมีเพียงบรรพชนผู้เฒ่าเฉิน ที่มองเห็นบุคคลปริศนาที่ยืนอยู่ คนคนนี้แต่งตัวด้วยชุดสีดำเทา ที่ซีดจนมีรอยขาดบ้างแล้ว แม้หุ่นจะสูงโปร่ง ล้ำสัน สีผิวขาวซีด แต่ผมเผ้ารุงรัง และยังไม่ยอมเปิดตาดู หรือเปิดปากพูดเลย
เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ อยู่ ๆ คนผู้นั้นก็เปิดเปลือกตาออกดู
ครืนนน จู่ ๆ ท้องฟ้าก็พลันมืดสนิท
เปรี้ยงงง!!! สายอัสนีนิลกาฬที่มาจากไหนไม่รู้สายแล้วสายเล่าโหมกระหน่ำผ่าลงที่ร่างของอ๋องหยงเล่อ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
“นี่มันเกินขอบเขตโทษทัณฑ์์เก้าชั้นฟ้าแล้ววว” เสียงของบรรพชนผู้เฒ่าเฉินะโร้อง
แต่สายอัสนีนิลกาฬนั้นหาได้หยุดแค่นั้นไม่ มันได้พุ่งทะลวงไปถึงจักรพรรดิมนุษย์
เปรี้ยง ๆ ๆ สายอัสนีนิลกาฬผ่าลงที่จักรพรรดิมนุษย์สามที ทำเอาเขาหมดสติไปในทันที และผ่าลงที่ท่านราชครูผู้เฒ่าหนึ่งที ท่านโหวเจี๋ยหนึ่งที ทั้งสองก็หมดสติตามท่านจักรพรรดิไป
ส่วนท่านอ๋องหยงเล่อ ตอนนี้ไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลีให้เห็นอีกเลย
(ใจสำเนียกตนไว้ เ้าพวกมดปลวกทั้งหลาย) เสียงนั้นดังรอดมาจากช่องที่ถูกกรีดด้วยคมกระบี่ปีศาจนั่นเอง นี่เป็เสียงที่แม้แต่ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุน ยังสั่นสะทาน เมื่อกล่าวจบ ช่องนั่นก็อันตรธานหายไป
ท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุนได้โค้งคาราวะด้วยอาการเหมือนเด็กน้อยยอมจำนนต่อผู้สูงสักดิ์ก็มิป่าน จากนั้นท่านได้พูดเบา ๆ ว่า
“น้อมส่งท่านหลิงเทียน” ซึ่งตัวท่านบรรพชนผู้เฒ่าเฉินหว่าชุนเองก็ไม่รู้ว่า หลิงเทียน คือใคร แต่หากมีผู้อัญเชิญนั่นยอมแสดงว่า ต้องมีผู้ที่ถูกอัญเชิญ
และเขาคือ ใคร…