เสียงการต่อสู้ดังขึ้นกลางป่าอย่างต่อเนื่อง สัตว์อสูรทดลองที่ได้รับยา ทำให้ร่างกายของมันมีอัตราการฟื้นตัวที่เร็วมาก ปกติขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์อสูรก็แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ 1 ช่วงชั้นปราณอยู่แล้ว ยิ่งมีการฟื้นตัวที่รวดเร็วอีก ทำให้มันเหมือนจะเป็นอมตะเลยทีเดียว
“อ๊าก” ชายคนหนึ่งถูกกรงเล็บของสัตว์อสูรทดลองตะปบเข้าที่ช่วงท้อง ทำให้ไส้ของเขาไหลออกมากองกับพื้น นี่ขนาดเขามีปราณคุ้มครองตัวเองนะ ถ้าหากไม่มี ป่านนี้เขาคงตัวขาดครึ่งไปแล้ว
“รับโอสถนี้ไปซะ จัดการรักษาให้เรียบร้อย” หลงเทียนหมิงโยนขวดโอสถไปให้ชายอีกคน เพื่อให้เขาช่วยรักษาคนที่โดนสัตว์อสูรตะปบจนไส้ไหลออกมา ชายคนนั้นทำการรักษาด้วยการนำไส้กลับไปไว้ในช่องท้องของผู้บาดเจ็บ จากนั้นนำโอสถ 1 เม็ดให้ผู้บาดเจ็บกิน แล้วให้ผู้บาดเจ็บโคจรลมปราณเพื่อดูดซึมโอสถรักษา ส่วนตัวเขาก็ส่งพลังปราณที่ฝ่ามือไปที่ช่วงท้องที่เปิดอยู่ เพื่อใช้ปราณเร่งการรักษาตัว ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ ช่วงท้องของผู้บาดเจ็บก็สมานหายสนิทราวกับไม่เคยมีบาดแผลมาก่อน
“ยาของท่านอวี้กงดียิ่งนัก พลังการรักษาสุดยอดมาก แต่เจ้าสัตว์อสูรทดลองตรงหน้ากลับมีความสามารถในการฟื้นตัวราวกับมันเป็นอมตะขนาดนี้ จะฆ่ามันยังไงกัน ยี่ซี ก็หนีไปซะได้” หลงเทียนหมิงกล่าวอย่างหงุดหงิด เพราะแม้จะงัดทุกวิชามาสู้หรือรุมโจมตี แผลของมันก็สมานกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“ทำยังไงดีครับประมุขน้อย พวกเราหลายคนเริ่มเหนื่อยล้ากันแล้ว คนเจ็บก็เพิ่มขึ้นทุกที” ชายคนหนึ่งตะโกนถามหลงเทียนหมิง
“ติดต่อท่านพ่อ ขอกำลังเสริมมาด่วนเลย ทางนี้คงยันได้อีกสักพัก” หลงเทียนหมิงกล่าว
ทางด้านหมอวิปลาส ยี่ซี ที่วิ่งสุดฝีเท้าด้วยวิชาตัวเบา ตอนนี้เขาได้มาถึงท่าเรือแล้ว บริเวณที่เขามาถึงนั้นเต็มไปด้วยตู้สินค้ามากมาย เขากำลังมุ่งหน้าไปยังเรือบรรทุกสินค้าที่เทียบท่าอยู่
“หมอวิปลาส ยี่ซี คุณจะหนีไปไหนเหรอครับ” เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้ ยี่ซี ต้องหันมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนที่จะมีกระบี่โปร่งแสงพุ่งปักลงที่พื้นใกล้ ๆ โดยบนด้ามกระบี่นั้นมีร่างของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ยืนกอดอกมองลงมาที่เขา
“แกเป็นใคร” ยี่ซีถามพร้อมกับมีเข็มที่มีของเหลวสีเขียว แดง น้ำเงิน เหลือง โผล่มาที่ระหว่างนิ้วของมือทั้ง 2 ข้างของตน
“หืม เข็มฉีดยาเหรอ สมแล้วที่ได้ชื่อว่าหมอวิปลาส ของเหลวสีเขียวเป็นพิษที่หากมันแตกออกจะเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซพิษ ส่วนสีเหลือง เน้นโจมตีให้โดนตัวศัตรู เพราะมันคือพิษอัมพาต สีน้ำเงินเป็นพิษจากงูที่ส่งผลต่อระบบประสาท ส่วนสีแดงเป็นพิษจากแมงมุมแม่หม้ายดำสินะ” ชายหนุ่มกล่าว
“สามารถบอกได้ทันทีที่มอง เท่าที่ฉันรู้จักไม่มีใครสามารถแยกพิษเหล่านี้ออกด้วยการมองเพียงแวบเดียวเท่านั้น ทำให้ฉันชักจะสนใจแกขึ้นมาซะแล้วสิ” ยี่ซีกล่าว
“ฉันอาจเป็นคนที่แกไม่อยากเจอมากที่สุดตอนนี้ก็ได้ หมอวิปลาส ยี่ซี” ชายหนุ่มกล่าว
“โฮ่ งั้นบอกมาซิว่าทำไมฉันต้องกลัวเด็กที่ขนหน้าแข้งเพิ่งขึ้นด้วย” ยี่ซีเริ่มกล้าขึ้น เมื่อพบว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีพลังปราณเพียงแค่ปราณขั้นต้นเท่านั้น
“เพราะว่าฉันคืออวี้กงยังไงล่ะ” กล่าวจบด้านหลังชายหนุ่มก็ปรากฏเจตจำนงกระบี่นับพันเล่มทอประกายแสงพร้อมกับส่งกลิ่นอายที่ทรงพลังเข้ากดดัน ยี่ซี ทันที
“บะ...บ้าน่า เทพกระบี่งั้นเหรอ ถ้างั้นก็ต้องมาลองกันสักตั้ง” ยี่ซีปาเข็มที่มีของเหลวสีเขียวใส่ก่อน แต่เพียงแค่ไป่ฉียื่นฝ่ามือออกไป กระบี่ก็เรียงตัวกันเป็นลักษณะของโล่เข้ามาป้องกัน ทำให้เข็มที่พุ่งมากระแทกแตกออก แล้วของเหลวสีเขียวก็กลายเป็นก๊าซพิษ แต่กระบี่ที่เรียงตัวกันเหมือนกับโล่เริ่มหมุน ทำให้ก๊าซพิษถูกพัดและสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
“งั้นลองนี่ดูบ้าง” ยี่ซี ปาเข็มสีแดง น้ำเงิน เขียวให้ชนกันเหนือหัวของไป่ฉี หลังตัวเข็มแตกออกพวกมันก็กลายเป็นก๊าซผสมกันกลางอากาศและหายไป แต่ไป่ฉีกลับกระโดดถอยออกพร้อมกับโบกมือเพียงครั้งเดียว สายลมหอบใหญ่ก็พัดไปหา ยี่ซี
“บัดซบ” ยี่ซีรีบเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางทันที ด้วยรู้ว่าพิษกำลังจะพัดมาทางเขา การโจมตีที่เขาใช้เมื่อกี้คือก๊าซพิษที่ไร้สี ซึ่งยากต่อการตรวจจับ แต่ดูเหมือนเทพกระบี่จะระวังตัวอย่างมาก ถึงได้ใช้พลังปราณซัดให้เกิดกระแสลมตีกลับมาทางเขา
“รับนี่ไปซะ” เพียงยี่ซีตวัดมือ ปรากฎเข็มฉีดยาที่ข้างในมีของเหลวสีต่าง ๆ คละกันเป็นจำนวนมาก เขาใช้พลังปราณบังคับเข็มให้พุ่งเข้าโจมตีใส่ไป่ฉีทันที
“เคยได้ยินคำที่ว่าหมองู ตายเพราะงูไหม” ไป่ฉีนำกระบี่พลังปราณออกมา เร็วเท่าความคิด ใบกระบี่ยืดออก พร้อมกับกลายเป็นตาข่ายแสงพุ่งเข้าตัดทำลายเข็มฉีดยาที่พุ่งเข้ามาทั้งหมด และเขาก็ใช้พลังปราณซัดให้เกิดกระแสลมพัดเข้าใส่ยี่ซีอีกครั้ง หากแต่คราวนี้ยี่ซีที่คิดจะพาตัวเองหลบให้พ้นทิศทางของก๊าซพิษ กลับต้องเจอตาข่ายแสงปิดกั้นทางหนีของเขาเอาไว้
“อ๊าก อ็อก แคก ๆ” ยี่ซี สูดเอาก๊าซพิษของตนเข้าไปเต็ม ๆ ทั้งพิษอัมพาตที่ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้ รวมถึงพิษอื่น ๆ ตอนนี้เขาได้รู้ซึ้งถึงคำว่าหมองูตายเพราะงูแล้ว
“ขอบคุณสำหรับความรู้และงานวิจัยที่มีประโยชน์ ลาก่อน” ไป่ฉีกล่าว ส่วนยี่ซีแม้จะใกล้ตาย แต่ก็มองหน้าเขา ด้วยสงสัยในคำพูดที่เขาเพิ่งพูดออกไป
“แก....ว่า.....อะไร...นะ อ๊ากกกกก” หลังยี่ซีพูดจบ ร่างของเขาก็ถูกเพลิงสีทองเผาร่างทั้งเป็น มีเงาร่างของมังกรปรากฎขึ้นด้านหลัง มันเป็นมังกรที่มี 4 ตา ดวงตาของมันเป็นดวงตาที่ปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาเผาร่างยี่ซีนั่นเอง ซึ่งรูปแบบนี้เรียกว่าเนตรเพลิง ขอเพียงศัตรูอยู่ในระยะสายตาของมัน ย่อมไม่อาจหลบพ้นเพลิงของมันไปได้
“เพลิงชั่วพริบตา ใครที่ถูกจ้องมองโดยมังกรเพลิงตัวนี้จะถูกมันแผดเผาด้วยเพลิงอัสนีที่รวดเร็ว ไม่มีทางหลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว” ไป่ฉีกล่าว ร่างของยี่ซีถูกเผาจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า
“คืนนี้ได้ข้อมูลมาเยอะจริง ๆ” ไป่ฉีก็หยิบเอาไดร์ฟที่มีความจุ 10 TB ออกมา เขาทำการถ่ายโอนความทรงจำที่เขาได้มา รวมถึงข้อมูลที่ได้จากคนของพรรคตะวันดับทั้งหมด รวมถึงเจียงซือกับยี่ซีลงในไดร์ฟ โดยคัดเอาเฉพาะข้อมูลสำคัญเท่านั้น ใช้วิธีคล้าย ๆ กับตอนที่เขาดึงเอาความทรงจำของคนออกมานั่นเอง
เวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง เขาก็ทำการบรรจุข้อมูลทั้งหมดเรียบร้อย ก่อนจะใช้พลังปราณตรวจสอบการต่อสู้ของสัตว์อสูรทดลองกับกลุ่มของหลงเทียนหมิง ก็พบว่าสัตว์อสูรยังคงอยู่ดี เพียงแต่ฝั่งหลงเทียนหมิงกำลังเสียเปรียบอย่างมาก
“ไม่คิดว่าจะต้องให้ช่วยเลยแฮะ” ไป่ฉีเกาหัว เขารู้สึกหนักใจกับฝีมือของผู้ฝึกยุทธ์ของโลกนี้จริง ๆ กล่าวจบเขาก็เปิดประตูมิติและเดินเข้าไปทันที
ทางด้านของหลงเทียนหมิงและคนของตำหนักเทพมังกรคราม
“ทุกคน โจมตีอย่างต่อเนื่องไปที่จุด ๆ เดียว ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำลายเจาะไปให้ถึงหัวใจของมันให้ได้” หลงเทียนหมิงกล่าว
ไม่นาน สัตว์อสูรทดลองก็ถูกโจมตีจนหัวใจของมันถูกทำลาย ร่างของมันล้มลง แต่ทุกคนยังไม่ทันได้ดีใจ สัตว์อสูรทดลองก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับแผลที่อกตรงหัวใจที่ทะลุสมานกลับมาเป็นเหมือนเดิมราวกับมันไม่เคยมีแผลสาหัสมาก่อน
“บัดซบ พวกเราแทบจะไม่เหลือพลังปราณแล้ว ประมุขน้อย สั่งถอยเถอะครับ” ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งของตำหนักเทพมังกรครามเสนอ
“ฉันขอ 9 คนอยู่ที่นี่กับฉัน เพื่อต้านมันไว้ แล้วให้คนอื่นหนีไปก่อนล่วงหน้า” หลงเทียนหมิงกล่าว หากจะรอกำลังเสริมให้มาถึง เกรงว่าคนกว่าครึ่งของเขาจะสิ้นลมหายใจไปซะก่อน ดังนั้นในฐานะประมุขน้อยของตำหนักเทพมังกรคราม เขาควรที่จะต้องเสียสละเพื่อช่วยเหลือคนในปกครองของเขา การกระทำของหลงเทียนหมิงในครั้งนี้ทำให้เหล่าคนในปกครองต่างซาบซึ้งในความเสียสละของประมุขน้อยของพวกเขา
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการเอง” ไป่ฉีปรากฏตัวขึ้นแล้วเดินมายืนขวางด้านหน้าหลงเทียนหมิงเอาไว้
สัตว์อสูรทดลองพุ่งเข้าใส่กลุ่มของหลงเทียนหมิงทันทีที่มันฟื้นตัวเสร็จ แต่ไป่ฉีก็ใช้เจตจำนงกระบี่ที่หุ้มด้วยพลังปราณจักรพรรดิขั้น 10 ของเขาเข้าปะทะ ด้วยค่ายกลระฆังกำราบมาร สัตว์อสูรทดลองถูกขังไว้ในค่ายกลก็จริง แต่มันยังคงพยายามโจมตีเพื่อที่จะดิ้นรนหนีออกจากค่ายกล ด้วยพลังของมันนั้นสูงกว่าไป่ฉี 1 ช่วงชั้น เขาจึงต้องใช้อักขระลมปราณ [อ่อนแอ] กับ [ดูดซับปราณ] เข้าช่วย โดยทำการดูดเอาพลังปราณของสัตว์อสูรทดลองมาฟื้นฟูค่ายกลที่มันโจมตีจนเกิดความเสียหายแทนที่จะใช้ปราณของตนในการฟื้นฟูค่ายกล
“ที่เหลือก็แค่รอให้พลังปราณของมันหมด คงยื้อได้อีกพักใหญ่ รอให้ปราณคุ้มกายของมันอ่อนแอลงค่อยลงมือสังหารมัน” ไป่ฉีกล่าว
“ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะโจมตีสักกี่ครั้ง มันก็ยังฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ราวกับมันเป็นอมตะ เมื่อครู่ขนาดพวกเราช่วยกันทำลายหัวใจของมันไปแล้ว แต่มันก็ยังฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกพร้อมกับหัวใจดวงใหม่ถูกสร้างขึ้น” หลงเทียนหมิงกล่าว
“ต้องใช้ไฟเผาพวกมันเท่านั้น ความรุนแรงของเปลวเพลิงนั้นจะไล่ตามสีเหมือนสีของสายรุ้ง โดยแต่ละสีความยาวคลื่นจะแตกต่างกันรวมถึงอุณหภูมิความร้อนที่แตกต่างกันด้วย โดยสีแดงนั้นจะร้อนน้อยที่สุด และสีม่วงจะร้อนมากที่สุด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีเพลิงที่รุนแรงกว่านั้นคือเพลิงสีทองกับสีขาว หากจะทำลายพวกมันอย่างน้อยต้องใช้เพลิงสีน้ำเงินหรือสีม่วงในการฆ่ามันให้ตายแบบฟื้นตัวกลับมาไม่ได้อีก ซึ่งในที่นี้ฉันยังไม่เห็นใครสามารถใช้เพลิงทั้ง 2 สีนี้ได้ กลับไปพวกท่านคงต้องไปศึกษาและปรับปรุงวิชาเพลิงของพวกท่านด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“ท่านคิดจะจัดการกับมันด้วยตัวเอง” หลงเทียนหมิงถาม
“ใช่ เพราะยาของเจียงซือ มันอันตรายอย่างมาก น่าเสียดายที่แม้ตัวของเจียงซือจะตายไปแล้ว แต่ข้อมูลงานวิจัยของมันก็ถูกส่งต่อให้กับพรรคตะวันดับไปแล้วแน่นอน คาดว่าหลังจากนี้พวกมันคงหาหรือลักพาตัวนักวิจัยอัจฉริยะ เพื่อสานต่องานวิจัยของเจียงซือเป็นแน่” ไป่ฉีกล่าว
“ชิ ยาน่ารังเกียจนี่ไม่น่าเกิดขึ้นมาเลย” หลงเทียนหมิงไม่พอใจมาก ขนาดสัตว์อสูรแบบนี้แค่ตัวเดียว พวกเขายังฆ่ามันไม่ตาย หากมีมากกว่านี้บุกโจมตีตามตำหนักเทพต่าง ๆ เกรงว่าพวกเขาทั้งหมดคงจะสิ้นชื่อลงอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่สามารถทำอะไรพวกมันได้เลย
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะหาทางจัดการกับเรื่องนี้เอง” ไป่ฉีกล่าว
“รบกวนท่านแล้ว” หลงเทียนหมิงคำนับอวี้กงในความช่วยเหลือครั้งนี้
ใช้เวลาสักครู่ กำลังเสริมของตำหนักเทพมังกรครามก็มาถึง ภาพที่พวกเขาเห็นคือสัตว์อสูรทดลองยังคงดิ้นรนเพื่อที่จะออกจากค่ายกลระฆังกำราบมารของอวี้กง สภาพของมันตอนนี้ที่พวกเขาสัมผัสได้คือ พลังปราณของมันเหลือน้อยเต็มที ที่มันโจมตีค่ายกลอยู่ตอนนี้คือกำลังกายของมันล้วน ๆ
“อีกเดี๋ยวพลังปราณของมันก็จะหมดแล้ว” ไป่ฉีใช้มือข้างหนึ่งเรียกเปลวเพลิงสีทองออกมา ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าผู้มาใหม่ เป็นที่รู้กันว่าเพลิงสีทองนั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า เพลิงศักดิสิทธิ์หรือเพลิงเทวะ แล้วก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายเพิ่งบอกพวกเขาไปเมื่อครู่
ไม่ถึง 5 นาที พลังปราณของสัตว์อสูรก็ถูกค่ายกลที่มีอักขระลมปราณ [ดูดปราณ] สูบออกไปจนหมด ทำให้ปราณคุ้มกายของมันไม่มีอีกต่อไป
“เพลิงมังกร ลูกบอลเพลิง” กล่าวจบลูกบอลเพลิงในมือของไป่ฉีก็เปลี่ยนจากเปลวไฟสีทองที่วูบไหว กลายเป็นลูกบอลแสงสีทอง ก่อนที่เขาจะเขวี้ยงเข้าใส่สัตว์อสูรทดลอง โดยการเปิดค่ายกลเพียงเสี้ยววินาที
บอลเพลิงนั้นแทนที่จะทะลุตัวของสัตวอสูร มันกลับพุ่งหายเข้าไปในร่างของสัตว์อสูรแทน เพียงไม่นานผิวของสัตว์อสูรทดลองก็เริ่มปริแตก เผยให้เห็นเส้นแสงสีทองและความร้อนที่อยู่ภายใต้ผิวของมัน
“ก๊าซซซซซซ” สัตวอสูรที่ถูกบอลเพลิงเข้าไปร้องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เปลวเพลิงสีทองจะพวยพุ่งออกมาจากรอยแยกผิวหนังของมัน เพียงพริบตาร่างของมันก็ถูกเพลิงสีทองเผาจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า ทุกคนโดยรอบ รวมถึงหลงเทียนหมิงต่างปากอ้าตาค้าง พวกเขาไม่คิดว่าอวี้กงจะกำจัดสัตว์อสูรทดลองได้ด้วยตัวคนเดียว ขนาดพวกเขาร่วมมือกันยังไม่สามารถกำจัดมันลงได้ เปลวเพลิงเทวะนี้เกรงว่าคงมีเพียงผู้ใช้เพลิงอย่างชำนาญราวเทพอัคคีเท่านั้นถึงจะสามารถใช้มันได้ หลายคนคิดได้ดังนั้นปากก็เริ่มพูดบางอย่างขึ้น
“ทะ...เทพอัคคี เทพอัคคี” ไม่รู้ว่าใครพูดขึ้นมาก่อน แต่หลังจากนั้นก็มีคนพูดขึ้นต่อ ๆ กัน
ไป่ฉีได้แต่ทำสีหน้าเหนื่อยใจ นี่เขาได้ฉายาเทพกระบี่มาแล้ว ยังได้ฉายาเทพอัคคีอีก หลังจากนี้ต้องเรียกเขาว่าอะไรดีล่ะ เทพกระบี่อัคคี อวี้กง งั้นเหรอ
'ฉายาข้าชักจะเริ่มยาวจนเรียกยากแล้ว เห็นทีหากคราวหน้าข้าใช้วิชาน้ำแข็ง เกรงว่าจะได้ฉายา เทพกระบี่อัคคีเหมันต์ กระมัง' ไป่ฉีคิด
“พวกท่านเงียบได้แล้ว ฉันจะเปิดประตูมิติให้พวกท่านกลับไปยังสมาคมการค้าตะวันจันทราก่อน ยังต้องมีการประชุมแผนกวาดล้างพวกพรรคตะวันดับขั้นต่อไปอีก” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับยื่นมือออกไปข้างหน้า ก่อให้เกิดการบิดเบี้ยวของอากาศ เหล่าคนของตำหนักเทพและหลงเทียนหมิงเดินเข้าไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พวกเขาไม่เคยเดินทางผ่านประตูมิติมาก่อน และปิดท้ายด้วยไป่ฉีที่เดินเข้าไปเป็นคนสุดท้าย ตามด้วยการปิดตัวลงของประตูมิติ
บนยอดไม้ห่างไปไม่ไกลนัก มีเงาของหลวงจีนยืนอยู่ รอบตัวของเขานั้นเต็มไปด้วยกลีบดอกบัวที่หมุนวนไปมา ดวงตาของไท่ซื่อคงทอดมองไปยังจุดที่ต่อสู้กันเมื่อครู่
“อมตะไม่ปรากฏ มีเพียงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเท่านั้นที่เกิดขึ้นไร้สิ้นสุด เมื่อยังคงแสวงหาและติดอยู่ในความโลภ อยากได้อยากมี ทางแห่งความเป็นนิรันดร์จักปิดสนิท มีเพียงปล่อยวางสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นเพียงเท่านั้นจึงเปิดประตูนิรันดร์ได้” เมื่อไท่ซื่อคงกล่าวจบ ปรากฏดวงวิญญาณของเจียงซือ ยี่ซี และวิญญาณของคนที่กลายร่างเป็นสัตว์อสูรทดลองก้มลงกราบไท่ซื่อคง
“จงไปชดใช้กรรมที่พวกเจ้าก่อเถิด เราขอให้พวกเจ้าสามารถกลับสู่ภูมิมนุษย์ได้สักวันหนึ่ง” กล่าวจบวิญญาณของทั้ง 3 ก็สลายหายไป ส่วนหลวงจีนไท่ซื่อคงก็สลายหายไปหลังจากนั้นเช่นกัน
____________________________
ฝากเพจนิยายด้วยครับ
