BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    36 : สู้

    36 : สู้

           

      

             

            บริเวณสระน้ำที่อยู่ใกล้กับโรงอาหาร ช่วงงานกีฬาไม่มีนักเรียนคนไหนเดินผ่านมาแถวนี้เพราะที่แสตนก็มีข้าวกล่องให้อยู่แล้ว และตรงข้างสนามก็มีคนยกของจากสหกรณ์ไปขายอีก  จึงไม่มีความจำเป็นต้องมาถึงนี่  ทว่า...บัดนี้กลับมีคนห้าคนในชุดไปรเวทยืนอยู่

            “เหอะ! โรงเรียนอะไรเนี่ย สกปรกชะมัด”  ริสเตะขวดน้ำที่อยู่ใกล้ฝ่าเท้าออกไปให้พ้นสายตา

            “งั้นเธอก็เก็บขยะให้ซะสิ  งานเก่าเธอไม่ใช่เหรอริส”  ซีลงัดเอาเรื่องเก่าขึ้นมาหยอก วันนี้เธอใส่เสื้อแขนกุดกับกางเกงขาสั้นชนิดที่หากคนไม่รู้จักเธอจริงๆคงคิดว่าเธอใส่เพื่อมายั่วผู้ชายโรงเรียนอื่น

            พอโดนล้อเรื่องนั้น ริสก็จิกซีลด้วยสายตา “หุบปากไปเลยนะยะยัยฮาล์ฟอมนุษย์ เรามาที่นี่เพื่ออะไรอย่าลืมซะล่ะ”

            เด็กสาวตาสีเขียวยิ้มรับ แม้สีหน้าจะหมองลง “ไม่ลืมหรอกน่า อันที่จริง...เธอน่าจะเตือนคนอื่นมากกว่าฉันนะ”  ว่าแล้วก็พยักพเยิดหาคนที่เหลือ

            โลมยืนมองสระน้ำ จนน่าคิดว่าเขาอาจจะเอามันไปเป็นแบบสระเล็กๆในสวนดอกไม้ของตัวเองก็เป็นได้ ส่วนเนนก็เดินสำรวจโรงเรียนนี้อย่างสนอกสนใจ  เหมือนพวกเขามาเที่ยวนอกสถานที่กัน

            คนที่ดูสงบสุดเห็นจะเป็นเล็ท ซึ่งนิ่งเงียบไม่พูดไม่จามาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว  เขาก้มหน้ากำมือแน่นเหมือนไม่ต้องการพูดกับใคร  จมอยู่กับความคิดของตัวเอง  จนผู้หญิงทั้งสองคนมองตากัน

            “ถ้านายไม่อยากฝืนก็ไม่ต้องฝืนหรอกนะเล็ท”  ริสบอก รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการที่จะฆ่าใคร เพราะเป็นตัวเขาเองที่บอกเธอมาแต่แรก ว่าจะไม่ใช้พลังนี้ทำร้ายหรือฆ่าใครเด็ดขาด  ฉะนั้นหากตอนนั้นเล็ทพูดออกมาเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้นละก็...เธอเข้าใจดี 

            “ถ้านายลังเลหรือไม่ต้องการที่จะทำ...”

            “ฉันไม่ได้ลังเล!” เล็ทตะโกนใส่ด้วยใบหน้าโกรธเคือง “ฉันก็แค่...กำลังคิด” ในสิ่งที่ไม่ต่างจากคำว่า ‘ลังเล’ เพราะตัวเองไม่ได้จึงต้องช่วงชิงทำลายคนอื่นให้เหมือนตน เพื่อสิ่งที่เขาคิดว่ามันเป็นการยุติธรรมแล้ว...นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว?

            ลังเลหรือ...ไม่ เขาจะไม่ลังเลเด็ดขาด

            เล็ทเชิดหน้าขึ้นด้วยแววตามุ่งมั่น  บอกกับทุกคน “ไปกันเถอะ”

            ทุกคนพยักหน้าให้กัน ก่อนจะเดินตรงไปที่จัดงานกีฬา แต่ว่าเนนที่อยู่รั้งท้ายกับโลม กลับถูกเขายึดแขนรั้งเอาไว้เสียก่อน เนนเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างตั้งคำถามว่ามีอะไร

            “...ทำไม” โลมถามสั้นๆ เพียงแค่นั้น แต่เนนรู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการจะถามถึงเรื่องอะไร

            ทำไมถึงไม่ห้ามพวกเล็ท...

            ทำไมถึงเลือกให้มาที่นี่ ทั้งๆ ที่คนรู้จักก็เรียนอยู่ในโรงเรียนนี้...

            แววตาที่กำลังตั้งคำถามของโลมถูกสื่อออกมาเป็นแบบนั้น  ใช่ว่าโลมจะไม่โกรธกับการที่งานถูกยกเลิก แต่เขาก็ไม่ได้คิดถึงขั้นว่าจะต้องทำลายงานของคนอื่น และเชื่อว่าเด็กสาวตรงหน้าเองก็น่าจะคิดแบบเดียวกัน  แล้วทำไม...

            เนนคลี่ยิ้มบาง เธอค่อยๆ แกะมืออีกฝ่ายออก พลางพูดว่า “ถือเป็นความเอาแต่ใจตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ของฉันน่ะค่ะ ที่มาที่นี่เพียงเพราะต้องการตอบสนองความต้องการของตัวเอง  เพื่อที่จะ...ได้พบกับคนคนนั้น”  เธอหลุบตาลงต่ำ  เมื่อนึกถึงคนที่อยากพบ  ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มให้กับโลมอีกครั้ง  “แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะคะคุณโลม  ถ้าเป็นไปตามที่ฉันคิดละก็  จะต้องมีคนช่วยหยุดพวกเราได้แน่นอนค่ะ”

            โลมไม่พูดอะไรออกมาอีก ราวกับจะเชื่อใจในคำพูดของอีกฝ่าย ถึงแม้พวกเขาไม่ได้คิดอยากจะทำร้ายใคร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ ดังนั้น...หากไม่มีคนมาหยุดพวกเขาเอาไว้อย่างที่เนนบอกละก็  ที่นี่คงจะถูกทำลายจริง

            เมื่อเนนกับโลมรีบตามพวกเล็ทไป ก็พบว่าเพื่อนของพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับคนกลุ่มหนึ่งอยู่  ที่ทำท่าราวกับกำลังรออยู่นานแล้ว

            “พวกนายเป็นใคร” เล็ทถามเสียงเรียบ มองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ โดยมีเด็กหนุ่มร่างสูงที่มีสีผมดำแซมทองแปลกไม่เหมือนใครเป็นคนตอบให้

            “อุตส่าห์มีแขกมาทั้งที เจ้าบ้านที่ดีก็ต้องต้อนรับกันหน่อยสิ จริงมั้ย”

            การต้อนรับที่ว่าเป็นไงพวกทินไม่ต้องอธิบาย พวกเล็ทรู้ว่ามันคงไม่ใช่การร่วมเสวนาสังสรรค์กันสนุกๆ อย่างแน่นอน  เมื่อท่าทีของแต่ละคนราวกับจะรู้ว่าพวกเขามาที่โรงเรียนนี้เพื่ออะไร

            “ต้อนรับเหรอ” เล็ทหัวเราะในลำคอ “แย่หน่อยนะ บังเอิญว่าพวกฉันมันเอาใจยากซะด้วยสิ เกรงว่าการต้อนรับแบบธรรมดามันจะ...น่าเบื่อเกินไป”

            ทินยิ้มมุมปาก “ไม่ต้องห่วง พวกฉันไม่ทำให้นายเบื่อแน่ จะต้อนรับแบบชนิดไม่ให้พวกนายได้หยุดหายใจเลยล่ะ”

            วาลมองแขกต่างโรงเรียนตรงหน้าไล่ไปทีละคน  ก่อนจะสะดุดลงตรงสาวใส่แว่นถักเปีย  ยิ่งอีกฝ่ายยืนอยู่ข้างชายร่างสูงใหญ่  เธอก็ดูตัวเล็กลงไปถนัดตา  ฝ่ายคนถูกมองก็เหมือนจะรู้ตัว  ส่งยิ้มกลับมาให้  แต่นั่นกลับทำให้สาวขรึมมีสีหน้าเย็นชากว่าเดิม

            เนนหันไปบอกคนในกลุ่มที่เหลือ

            “พวกเขาเป็นผู้ใช้พลังจากธรรมชาติเหมือนกับเราค่ะ”

            “เห?” ริสประหลาดใจ  “มิน่าล่ะ  ก็ดี พวกเราจะได้ลงมือกันได้เต็มที่ไปเลย”

            “อ้อ แต่มีฉันคนเดียวเท่านั้นนะที่เป็นคนธรรมดา”  ทินยกมือขัดขึ้นมา จนเนียร์ที่อยู่ข้างหลังนึกอยากกระโดดถีบคนชอบโฆษณาตัวเอง ทำอย่างกับว่าบอกแล้วอีกฝ่ายจะใจดียอมอ่อนข้อให้อย่างนั้นแหละ 

            “เนียร์”

            พอโดนเรียกชื่อ คนที่กำลังคิดอะไรอยู่ก็ถึงกับสะดุ้ง ก่อนจะหันไปหาคนเรียก

            “อะไรเหรอวาล”

            “เธอไปจัดการกับผู้ชายที่ใส่เสื้อสีน้ำเงินนะ”

            เนียร์อึ้งไปชั่ววินาทีหนึ่งกับคำสั่งที่ถูกมอบหมายมาอย่างกะทันหัน  แล้วเหลือบมองคนที่ถูกสั่งให้ไปจัดการ เธอเกือบจะร้องว่าไม่เอาออกไปแล้วหากยั้งปากไว้ได้ทัน  เมื่ออีกฝ่ายเป็นชายร่างใหญ่ที่สูงกว่าเธอเป็นโยชน์ จนนึกสงสัยว่าวาลเอาอะไรเป็นเกณฑ์วัดว่าเธอควรจะสู้กับผู้ชายคนนี้

            วาลออกคำสั่งกับโชลต่อโดยไม่สนใจสายตาขอร้องให้เปลี่ยนคู่ใหม่ของเนียร์

            “จะให้สู้กันเป็นคู่ๆ สินะ” โชลถามอย่างไม่ต้องการคำตอบเมื่อตัวเองถูกสั่งให้ไปสู้กับผู้หญิงที่มีดวงตาสีเขียว  เขาขมวดคิ้วน้อยๆเมื่อสายตาไปสะดุดตรงกางเกงแสนสั้นของเธอ

            ทันทีที่ทินได้ยินว่าให้สู้เป็นคู่  เขาก็เตรียมเลือกเหยื่อของตัวเองทันทีโดยไม่ต้องพึ่งวาล 

            “งั้นฉันจองไอ้เกรียนนั่นนะ” ทินชี้ไปที่เล็ทซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างอีกสี่คนราวกับเป็นหัวหน้า  ที่เขาหมายหัวเอาไว้ตั้งแต่แรกเห็น  แต่เขาคนเดียวอาจจะหนักมือไป  ทินเลยหันไปทางเอล  “น้องเอลจะมาช่วยพี่กระตื้บเจ้านั่นหน่อยได้มั้ย”

            เอลตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกทินมาขอแรง  แน่นอนว่าโอกาสดีๆอย่างนี้มีหรือที่เธอจะปฏิเสธ “ด้วยความยินดีเลยค่ะพี่ทิน”

            ทินส่งยิ้มให้อย่างมีมาดจนคนมองแทบใจละลาย  “ขอบคุณนะน้องเอล”

            วาลเมินภาพชวนคายของเก่านั้นก่อนจะจับคู่ให้ฟิวส์ไปสู้กับริส  “ส่วนอีกคนที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการเอง” วาลมองเนนที่ยังคงยิ้มมาให้ราวกับรอเวลานี้มานานแล้ว

             


            ฟิวส์  VS  ริส

            “ไง”  ริสทักหนุ่มหัวส้ม  “ฉันไม่ชอบพูดอ้อมค้อม  มาเริ่มกันเลยดีกว่า”

            “อย่าทำให้เบื่อละกัน”  ฟิวส์แยกเขี้ยว 

            “เช่นกัน”

            ริสชกหมัดไฟไปที่หน้าของฟิวส์  ซึ่งเขาเบี่ยงตัวหลบอย่างง่ายดายราวกับรู้ว่าจะมาไม้นี้  ก่อนจับริสเหวี่ยงไปอีกด้านหนึ่งที่มีม่านไฟดักรอไว้อยู่ แต่เด็กสาวใช้ไฟที่รุนแรงกว่าฝ่าม่านนั้นไปได้อย่างง่ายดาย

            “ไฟของฉันชนะไฟอ่อนๆ ของนายอยู่แล้ว”  เธอพูด

            ฟิวส์มองเด็กสาวที่เคี้ยวยากกว่าที่คิด  ก่อนจะปล่อยไฟออกมาจากมืออย่างรวดเร็ว แต่มันกลับโดนแค่ต้นไม้ข้างหลังริสที่กระโดดหลบทันจนเนื้อไม้ไหม้เกรียมไปแถบหนึ่ง

            ริสโผล่มาอยู่ทางด้านหลังเขาตั้งท่าปล่อยลูกไฟแบบเดียวกัน แต่ฟิวส์หันกลับไปชกเข้าท้องเธอจนเสียสมาธิไปและได้แต่หลบหมัดที่ถูกปล่อยมาเป็นพัลวัน  จึงตัดสินใจกระโดดคว้ากิ่งไม้โหนตัวเองขึ้นไปอยู่บนหลังคาอาคารเรียนแทน

            “อ้อ ชอบเล่นของสูงสินะ” ฟิวส์ไม่ปล่อยให้หนีไปง่าย ตามขึ้นไปอยู่บนนั้นติดๆทำให้ริสอึ้งไปชั่วขณะเพราะนึกไม่ถึงว่าเขาจะตามมาได้เร็วแบบนี้

            “อ๊ะ!”  ริสร้อง เมื่อขาข้างหนึ่งก้าวพลาดจนเสียการทรงตัว ทำให้ฟิวส์ใช้จังหวะนี้เข้าไปประชิดตัวสกัดขาให้อีกฝ่ายล้มตัวเอนตกจากหลังคา แต่ชั่ววินาทีที่กำลังร่วงไปนั้นฟิวส์ก็คว้าข้อเท้าเธอไว้ได้ และทิ้งให้เด็กสาวห้อยกลับหัวต่องแต่งอยู่อย่างนั้น

            “จะยอมแพ้มั้ย  บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเธอปล่อยลูกไฟใส่ฉันมาละก็ เตรียมหัวโหม่งโลกได้เลย”  ฟิวส์ขู่

            และนั่นทำให้ริสถึงกับกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ

             


            โชล  VS  ซีล

            ทั้งสองคนเดินล้อมเป็นวงกลมอย่างช้าๆมองคู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงข้ามอย่างไม่คลาดสายตา

            “...ไม่กลัวเป็นหวัดเหรอ  หน้าหนาวแบบนี้คุณจะเป็นหวัดเอาได้ง่ายๆ นะ” โชลชี้ไปที่กระโปรงอันแสนสั้นของซีล

            ซีลย่นคิ้ว เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายก็มาพูดถึงการแต่งตัวของเธอ  “แล้วจะทำไมล่ะ นายเป็นใครถึงกล้ามาสั่งฉันได้”  ซีลไม่สนใจในความหวังดีของเขา  โชล เองถึงกับถอนหายใจ

            “ท่าทางคุณจะเป็นผู้หญิงประเภทนั้นซะแล้ว”  โชลกุมขมับตัวเอง  พลางนวดตาม

            “ประเภทอะไรมิทราบ”  ซีลจัดการปล่อยลมออกไปฟาดใส่  แต่แค่เขาเบี่ยงตัวเพียงนิดก็สามารถหลบได้แล้ว

            “ก็ประเภทที่...”  โชลเหลือบตามอง  ทำให้ซีลถึงกับตัวแข็งอย่างไม่มีสาเหตุ  เหมือนจิตใต้สำนึกกำลังร้องเตือน

            “รกโลกจนน่าฆ่าให้ตายไงล่ะ”

            เตือนว่าผู้ชายคนนี้ ‘อันตราย’

            ซีลเผลอขยับถอยหลังกับไอสัมผัสนั้น

            “กฎข้อแรกที่ใครก็ตามจะมาสู้กับผมก็คือ  ห้ามเผลอ” โชลโผล่มาอยู่ทางด้านหลังของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว  จนผู้ใช้ลมยังมองไม่ทัน  ซีลหันไปจะตบเขาตามสัญชาตญาณ  แต่โชลก็จับข้อมือเธอได้พลางพูด

            “ข้อสอง เวลาทำอะไรควรใช้สมองคิดให้ดีซะก่อน มิฉะนั้น...”

            “โอ๊ย!“  ซีลร้อง เมื่ออีกฝ่ายล็อกแขนเธอมาไว้ด้านหลัง

            “คุณจะพลาดท่าให้ผมได้”  เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น  “ข้อสาม...” เขาก้มลงไปกระซิบที่ข้างหูซีลที่ตัวสั่นอย่างห้ามไม่ได้

            “ถ้าผมจับตัวคุณได้แล้ว  อย่าหวังเลยว่าจะหนีรอดไปได้”

             


            เนียร์  VS  โลม

            สองเมตร!  ผู้ชายคนนี้ต้องสูงสองเมตรแน่เลย

            เนียร์ตะโกนในใจ เมื่อได้ยืนเผชิญหน้าตรงๆกับชายร่างสูงใหญ่ที่ทำหน้านิ่งขรึมราวรูปปั้นสลัก

            “...นายสูงเท่าไหร่น่ะ” ฝ่ายเจ้าบ้านถามด้วยเรื่องที่ขัดกับสภาพการณ์สุดๆ  และฝ่ายแขกก็...

            “193”  มีน้ำใจตอบให้ไม่มีเกี่ยงงอน

            เจ้าบ้านพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยความชื่นชมปนประทับใจ  แต่พอได้ยินเสียงตึงตังจากที่อื่น  ที่คนสักคู่ได้เริ่มสู้กันแล้ว  เนียร์ก็ดึงสติกลับมา  ตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองควรจะทำตอนนี้

            “ทำไมพวกนายถึงอยากจะทำลายงานกีฬาสีของพวกเราล่ะ  พวกเราไปทำอะไรให้รึไง”

            โลมยังมีสีหน้านิ่งเฉยไม่เปลี่ยน  ตอบกลับไปเพียงว่า  “หยุดให้ได้ก็แล้วกัน”

            เนียร์ฟังอย่างไม่เข้าใจนัก  แต่ก็ตอบรับคำนั้น  “ได้ ฉันจะหยุดพวกนายให้ดู”

            เด็กสาวประเมินคนตรงหน้าว่าอีกฝ่ายจะใช้พลังธาตุอะไร

            ธาตุไฟ?  ไม่ๆท่าทางหมอนี่ไม่น่าใช่คนธาตุร้อนอะไรแบบนั้นเลยแฮะ  ขออย่างเดียว อย่าให้เป็นพวกแปลกๆ แบบวาลกับโชลที่ใช้ธาตุไม้เลยละกัน เพราะเธอยังไม่เคยมีประสบการณ์กับคู่ต่อสู้ธาตุนี้

            ตึก!

            จู่ๆ เนียร์ก็รับรู้ถึงความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย เธอทรุดลงไปกับพื้นใช้มือยันไว้ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็กุมอกที่ร้อนผ่าวจากด้านใน และทันใดนั้นเองจู่ๆ เลือดก็พุ่งกระฉูดออกมาจากปากของเนียร์  ทั้งๆ ที่ฝ่ายไม่ได้ขยับตัวเลยสักนิด

            “แค่ก!”  เนียร์รู้สึกได้ถึงความเจ็บที่หัวใจ แล้วต้องพบว่ากระแสเลือดของตนนั้นกำลังไหลย้อนกลับ  เป็นผลให้ร่างกายนั้นต่อต้าน เธอรู้ได้ทันที...คนที่จะทำแบบนี้ได้มีเพียงผู้ใช้พลังธาตุน้ำเท่านั้น  และคนที่จะทำแบบนี้ไม่พ้นคนตรงหน้าแน่นอน

            เนียร์ใช้มือกุมร่างตัวเองและหลับตาลง  ตั้งสมาธิควบคุมเลือดให้ไหลไปในทางที่ถูกต้อง

            ตึก...ตึก ตึก..ตึก  ตึก...ตึก

            เสียงหัวใจเริ่มเต้นเป็นจังหวะที่ควรจำเป็น  เป็นสัญญาณบอกว่าทุกอย่างเริ่มเข้าที่แล้ว

            เนียร์ค่อยๆ ลุกขึ้นมา มองคู่ต่อสู้ตัวอันตราย

            “นายนี่มันน่ากลัวจริงๆ  โชคดีนะที่ฉันก็ใช้น้ำ”

            โลมประเมินคู่ต่อสู้ของตัวเองใหม่อีกครั้ง รู้ดีว่าไม่สามารถใช้พลังของตัวเองจัดการคนตรงหน้าได้อีกแล้ว

            เนียร์เองก็รู้ดีถึงข้อนั้นจึงตั้งหมัดขึ้น  ในเมื่อพลังธาตุใช้ไม่ได้  ก็มาตัดสินกันด้วยกำลังหมัดนี่ล่ะ!

            เธอวิ่งเข้าไปต่อยท้องอีกฝ่ายเต็มที่ แต่เธอกลับสัมผัสได้แต่ความแข็งของกล้ามเนื้อที่ไม่สะทกสะท้านอะไรกับหมัดของเธอสักนิด  จนคนที่เจ็บกลับเป็นมือเธอเสียเอง

            “กะ...โกหกน่า” เนียร์หน้าซีด กระโดดถอยกลับไปจะตั้งหลักใหม่ แต่โลมกลับคว้าข้อเท้าของเธอไว้ทัน และจับฟาดพื้น แต่ก่อนที่หัวจะกระแทก เนียร์ใช้มือทั้งสองยันพื้นไว้เต็มแรงก่อนจะพลิกตัวเอาส้นเท้าอีกข้างที่ไม่โดนจับกระแทกใส่ซีกหน้าขวาอีกฝ่ายเต็มๆ จนคนร่างใหญ่ถึงกับทรงตัวไม่อยู่เมื่อเจอโดนอัดกรามเข้าอย่างจังแบบนี้

            เนียร์รีบเข้าไปซ้ำ โลมรีบลุกขึ้นยืนแม้จะยังมึนอยู่เตรียมหลบการโจมตี  แต่พอเขาเหลือบมองไปทางด้านหลัง โลมกลับตัดสินใจรับแรงฟาดของขาที่ตรงเข้าใส่หน้าจังๆชนิดว่าเนียร์ออกแรงเต็มที่สำหรับการโจมตีครั้งนี้ทีเดียว จึงทำให้อีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นจนลุกขึ้นไม่ได้อีก

            ดูท่าจะรู้ผลแล้ว แต่เนียร์ยังแปลกใจ เมื่อครู่นี้เธอสังเกตว่าอีกฝ่ายน่าจะหลบได้แท้ๆ  แต่ทำไมเขาถึงปักหลักยอมรับแรงเธอโดยตรงแบบนี้

            โลมเห็นเครื่องหมายคำถามบนหน้าเนียร์ก็เข้าใจได้ เขาพยายามพลิกตัวนอนหงายทำให้ของที่อยู่ด้านหลังปรากฏสู่สายตา  และสิ่งนั้นคือ...

            “กระถางต้นไม้?” เนียร์ยิ่งแปลกใจหนักกว่าเดิม แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร อีกฝ่ายก็พูดสั้นๆ กลับมาว่า

            “ยอมแพ้แล้ว”

             


            เอล  ทิน  VS  เล็ท

            บริเวณสระน้ำที่เลือกใช้เป็นลานต่อสู้  ทินหันมองไปยังน้ำในสระพลางพูดว่า “เท่านี้นายก็ใช้ความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่แล้วสินะ”

            เล็ทขมวดคิ้ว เนื่องจากจำได้ว่าไม่เคยบอกอีกฝ่ายว่าตัวเองใช้ธาตุอะไร

            “นายรู้ได้ไงว่าฉันใช้น้ำ”

            ทินยักไหล่ “ไม่รู้หรอก แต่ความรู้สึกฉันมันบอกว่านาย...กับน้องฉัน  มันมีอะไรคล้ายกันแปลกๆ”

            เอลสงสัยว่าทำไมทินถึงได้รู้สึกว่าคนตรงหน้าคล้ายเนียร์ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเลยสักนิด  แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือ...ทั้งๆที่เขามาที่นี่เพื่อจะมาทำลายงานของพวกเธอแท้ๆ แต่เอลกลับไม่โกรธอย่างที่ควรจะเป็น

            “ทำไมนายถึงทำแบบนี้กันล่ะ” เอลไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงถามแบบนั้น  เหมือนเธออยากจะเชื่อว่าคนพวกนี้นั้นไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะทำแบบนี้

            “ไว้ตายแล้วจะบอก”

            เอลหน้าเสีย แต่ทินกลับหัวเราะร่า

            “ตายเหรอ เข้าใจพูดนี่  แต่ ’โทษทีนะ จะไม่มีใครต้องตายทั้งนั้น ส่วนเหตุผลนั้นน่ะ ค่อยบอกทีหลังจากนี้ละกัน”

            “บอกไปแล้วพวกนายจะมาเข้าใจอะไร!” เล็ทตะโกนพร้อมกับพุ่งเข้าหาทินที่หลบได้ ความคิดที่จะใช้พลังธาตุนั้นไม่อยู่ในหัวเหมือนเขาอยากปลดปล่อยมันออกมาด้วยกำลังมากกว่า  “คนที่ไม่ต้องพยายามอะไรเลยอย่างพวกนายจะมาเข้าใจอะไร!”

            ทินชะงักไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายแล้วก็คลี่ยิ้มบาง “อ๋อเหรอ  อย่างนี้นี่เอง”

            หนุ่มผมสองสีก้มตัวหลบหมัดอีกฝ่ายพร้อมกับสกัดขาให้เล็ทล้ม  แล้วทินก็เข้าไปใกล้ๆ เอลพูดเสียงเบา  “ไม่ต้องคอยเพิ่มความเร็วให้พี่แล้วล่ะน้องเอล”

            “อะไรนะคะ” เอลดูแปลกใจ

            “ถึงจะเป็นผู้ใช้พลังจากธรรมชาติยังไง แต่ก็เป็นแค่เด็กอมมือที่กำลังโกรธเพราะถูกขัดใจเท่านั้นแหละ”

            เอลไม่อยากทำตามคำขอนั้นเท่าไรนัก แต่ก็ยอมคลายลมเพิ่มความเร็วให้กับทินที่กำลังก้าวไปหาเล็ท ซึ่งยังคงพร่ำบ่นไม่เลิกว่าคนอย่างพวกเขาจะมาเข้าใจอะไร  ทินตัดคำของเขาด้วยการพูดว่า

            “ก็จริงที่ฉันอาจไม่เข้าใจความรู้สึกของพวกนาย  แต่ก็รู้ละกันว่าที่พวกนายกำลังทำอยู่มันผิด”

            “ไม่ใช่ความผิด เป็นการมอบความยุติธรรมให้ต่างหากล่ะ” เล็ทเถียง ทำให้ทินลูบหัวตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อคนเตี้ยกว่ายกชูขึ้นจนเล็ทถึงกับต้องเขย่ง

            ทินกดเสียงต่ำ “ถ้าการที่นายไม่ได้จัดงานที่โรงเรียนตัวเอง  ก็อย่ามาทำลายคนอื่นโดยอ้างถึงความยุติธรรมสิวะไอ้เตี้ย”

            เล็ทสะดุ้งเฮือก

            “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเพราะอะไรที่โรงเรียนนายถึงไม่ให้จัด  แต่ถ้าไม่ชอบใจนักก็ย้ายโรงเรียนไปเลยสิวะ ในเมื่อเปลี่ยนอย่างอื่นไม่ได้ก็เปลี่ยนที่ตัวเองสิ  จะไปทนอยู่ในโรงเรียนพรรค์นั้นทำไม  รู้ไว้ซะด้วยนะว่าการกระทำของตัวเองน่ะมันเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวที่สุด”

            เห็นแก่ตัว? เหมือนอย่างที่นริสรากับนรายศเป็นหรือ นี่เขา...ก็เป็นอย่างสองคนนั้น?

            “ไม่...ไม่จริง” เล็ททำหน้าไม่อยากเชื่อ ทินเลยจัดการต่อยหน้าอย่างแรงเข้าไปหนึ่งดอกเต็มๆให้คนโดนทรุดลงกับพื้น  เล็ทกุมแก้มซ้ายที่เจ็บปลาบ  ก่อนเงยหน้ามองคนที่ยืนค้ำหัวตัวเอง 

            หนุ่มผมดำแซมทองยิ้มแยกเขี้ยว

            “งั้นก็ตื่นมารับรู้ความจริงได้แล้ว”

             


            วาล  VS  เนน

            วาลมองคู่ต่อสู้ของตัวเองที่ยังคงส่งยิ้มให้เธอ  พลางว่า “เป็นเธอสินะ  เนน”

            สาวแว่นยิ้มรับ “ค่ะ  เป็นฉันเอง  ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะตั้งแต่ขึ้นม.4 มา  เพราะจู่ๆ คุณก็ย้ายโรงเรียนกะทันหัน”  ประโยคหลังน้ำเสียงเนนต่ำลงจนราบเรียบ  บนใบหน้าไม่มีรอยยิ้มอีกแล้ว  “โดยไม่ยอมบอกฉันเลยสักคำ”

            “ก็ไม่มีความจำเป็นต้องบอก”  วาลตอบไปด้วยน้ำเสียงโทนต่ำไม่แพ้กัน

            “...เหรอคะ” เนนก้มหน้ามองพื้นคล้ายคนสิ้นหวัง แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นที่เธอสูดลมหายใจเข้าพร้อมพูดว่า  “รู้ใช่มั้ยคะว่าฉันกับคุณจำเป็นต้องสู้กัน”

            วาลไม่ได้ตอบ เมื่อรู้กันอยู่แล้วว่าคำตอบจะออกมาเป็นแบบไหน

            “ความจริงแล้ว ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากสู้กับคุณหรอกนะคะ”  เนนเงยหน้าขึ้นพร้อมกับถอดแว่นออก เผยให้เห็นถึงความเฉยชาฉายชัดในดวงตาคู่นั้น  “เพราะคุณมันตัวอันตรายเกินไป”

            ริมฝีปากที่เคยเรียบเป็นเส้นตรงตลอดเวลาของวาล  ขณะนี้กลับมีรอยหยักเล็กน้อย ในดวงตาที่นิ่งเฉยตลอดมาแอบมีแววขำขันเมื่อได้ยินที่อีกฝ่ายพูด 

            “รู้? แต่ก็ยังจะสู้?” 

            เนนไม่ได้ว่าอะไร นอกจากสวมแว่นกลับเข้าไป

            “ถ้าอย่างนั้น อีกเรื่องที่ควรรู้ไว้ เธอสู้ฉันไม่ได้หรอก”  วาลว่านิ่งๆ

            “...เรื่องนั้นก็รู้อยู่หรอกค่ะ”  เนนพูดแล้วยิ้มออกมา  สร้างความประหลาดใจให้กับวาลไม่น้อยเลย  และถึงกับตะลึงเมื่อเธอพูดว่า  “เพราะงั้น ฉันขอยอมแพ้แล้วกันนะคะ”

            วาลมองสาวตรงหน้าที่ดูไม่มีทีท่าว่าจะล้อเล่นแต่อย่างใด  แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ  “ยังแปลกเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”




    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน