แม้ซูฉางอันจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เขาก็ยังมารออยู่ที่หน้าสำนักตั้งแต่เนิ่นๆอยู่ดี...
และผู้ที่มารอเป็นเพื่อนเขา ก็คือมู่กุยอวิ๋นที่เดินทางไปอาละวาดงานแต่งของเป่ยทงเสวียนพร้อมกับเขาในวันนั้นด้วย
อาการบาดเจ็บของมู่กุยอวิ๋นดีขึ้นมากตั้งแต่หลายวันก่อนแต่น่าแปลกที่บุตรแห่งเสนาบดีผู้นี้กลับไม่มีทีท่าว่าจะจากไปเลยแม้แต่น้อยเขาพักอยู่ในสำนักเทียนหลานมาโดยตลอด ซึ่งอวี้เหิงก็ไม่ได้ทักท้วง หรือต่อว่าสักคำซูฉางอันจึงปล่อยให้เขาอยู่ต่อโดยไม่พูดอะไรเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ มู่กุยอวิ๋นเคยถามซูฉางอันว่าเหตุใดถึงเหวี่ยงดาบใส่ซือหม่าสวี่ในงานวิวาห์ในคืนนั้นหลังไตร่ตรองอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ซูฉางอันพบว่าเขาและคนตรงหน้าต่างมีจุดประสงค์เดียวกันคือการล้มซือหม่าสวี่ให้ได้ ดังนั้น หลังครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งในที่สุดซูฉางอันก็เล่าแผนการของตนกับตู้หงฉางออกไปจนหมดทั้งสองจึงออกมารอตู้หงฉางหน้าสำนัก อย่างที่ทำอยู่ในตอนนี้นั่นเอง
แต่อาจเป็นเพราะรีบร้อนจนเกินไป ทั้งสองจึงมารอเร็วกว่าเวลานัดอยู่โข
ทั้งสองยืนรออยู่นานเฉียดครึ่งชั่วยาม ซูฉางอันจึงเงยหน้ามองดวงจันทร์บนท้องฟ้าอย่างเบื่อหน่ายไปพลางๆ
อีกนานกว่าจะถึงเวลาจื่อที่นัดกันเอาไว้...ซูฉางอันได้ข้อสรุปเช่นนั้นในใจ
เขาหันกลับไปมองมู่กุยอวิ๋นอีกครั้ง
ชายผู้นี้อยู่ในอาภรณ์ชั้นดีสีดำ และกอดหอกเอาไว้ในอ้อมแขนเขายืนพิงอยู่ที่เสาข้างประตูสำนัก พลางหรี่ตาเล็ก ราวกำลังพักสายตา
ช่วงเวลาหลายวันที่ได้อยู่ด้วยกัน ทำให้ซูฉางอันพบว่ามู่กุยอวิ๋นผู้ครองอันดับหนึ่งในอันดับผืนดินเป็นคนพูดน้อยและนิ่งขรึมเหลือเกิน
ซึ่งเขารู้จักคนที่มีนิสัยเช่นนี้อยู่มากมาย
ฉู่ซีฟง มั่วทิงอวี่ ชิงหลุน...พวกเขาล้วนมีนิสัยเช่นนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
และซูฉางอันเองก็มีนิสัยเช่นเดียวกัน
แต่เขาแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ที่กล่าวมา คนเหล่านั้นไม่ชอบสนทนากับผู้อื่นแต่เขาสนทนากับคนอื่นไม่เป็นนั่นเอง
ตอนอยู่เมืองฉางเหมิน เขาไม่มีเพื่อนเลยสักคน
เมื่อไม่มีเพื่อนหมายความว่าไม่มีคนให้คุยด้วยย่อมไม่รู้วิธีพูดคุยกับคนอื่นเป็นธรรมดา
ซูฉางอันไม่แน่ใจว่ามู่กุยอวิ๋นเป็นประเภทไหน คุยไม่เป็นหรือแค่ไม่อยากคุยกันแน่แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังตัดสินใจว่าจะลองคุยกับมู่กุยอวิ๋นดูเสียหน่อย
เพราะในความคิดของเขา หากอยากเป็นเพื่อนกับใคร การพูดคุยกับคนผู้นั้นน่าจะเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด ยิ่งเป็นมู่กุยอวิ๋นที่กล้าบุกเดี่ยวไปอาละวาดในงานวิวาห์ของคนอื่นเพื่อผู้หญิงที่ตัวเองรักด้วยแล้วซูฉางอันคิดว่าเขาต้องเป็นเพื่อนที่ดีไม่หยอก
“เจ้ากับซือหม่าฉางเสว่รู้จักกันได้อย่างไรรึ? ” ซูฉางอันถามออกไปแบบนั้น แต่เพิ่งจะพูดจนจบประโยค เขาก็เสียใจที่ตัวเองถามเช่นนั้นออกไปเสียแล้ว
อย่างไรเสีย ซือหม่าฉางเสว่ก็แต่งกับเป่ยทงเสวียนเป็นที่เรียบร้อยทั้งยังเดินทางไปที่ซีเหลียงพร้อมกับเป่ยทงเสวียนตั้งหลายวัน เรื่องระหว่างมู่กุยอวิ๋นกับซือหม่าฉางเสว่ครั้นจะบอกว่าทั้งสองไม่มีทางได้พบกันอีก ก็ดูเกินความจริงไปเสียหน่อย แต่ต่อให้มู่กุยอวิ๋นจะไปที่ซีเหลียงหรือซือหม่าฉางเสว่จะกลับมาที่เมืองฉางอัน ไม่ว่าทางไหน มู่กุยอวิ๋นกับซือหม่าฉางเสว่ที่แต่งเป็นภรรยาของคนอื่นไปแล้วก็ไม่มีทางกลับมารักกันได้อีกแล้ว
นี่คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าไม่น้อย ความจริงแล้ว ที่ผ่านมาซูฉางอันคอยหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่เมื่อครู่เขากลับถามแบบนั้นออกไปอย่างลืมตัวเสียได้ ซูฉางอันลอบมองมู่กุยอวิ๋นอย่างเป็นกังวลพลางสำรวจสีหน้าของเขาอย่างระมัดระวัง ด้วยกลัวว่าตนจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีก
และมู่กุยอวิ๋นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปจริงๆ เขาก้มหน้าลงต่ำ และนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งราวได้จมเข้าสู่ห้วงแห่งความทรงจำบางอย่างไปแล้วเช่นนั้น
ซูฉางอันระเบิดความกังวลขึ้นในหัวใจ เขาเตรียมจะเอ่ยบางอย่างออกไปแต่มู่กุยอวิ๋นก็เงยหน้าขึ้น แล้วเริ่มพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำเสียก่อน
“ข้ากับฉางเสว่รู้จักกันในงานเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดิที่จัดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อนครั้งแรกที่ได้เห็นนาง ข้ารู้สึกว่านางแตกต่างไปจากคนอื่น และนางก็ดึงดูดความสนใจจากข้าได้ในทันที”
“ในตอนนั้น ข้าเป็นนักศึกษาอันดับหนึ่งของนักศึกษาใหม่จากสำนักปาฮวงและเป็นจอมดาราของปีนั้นด้วย”
“ในตอนนั้น ข้าถูกยกย่องว่าเป็นมั่วทิงอวี่คนต่อไปถูกมองว่าเป็นยอดอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ที่สุดในแผ่นดินต้าเว่ยเหมือนที่อาจารย์ของเจ้าเคยเป็นนั่นทำให้ข้าผยองในตนจนไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา”
“เพื่อดึงดูดความสนใจจากนาง ข้าลงมือรุนแรงกับคู่ต่อสู้ในการประลองจนนักศึกษาดีเด่นจากสำนักอื่นได้รับบาดเจ็บ เจ้าก็น่าจะรู้ ในตอนที่ยังเป็นหนุ่มเรามักจะทำบางสิ่งที่คิดว่าดูดีต่อหน้าผู้หญิงบางคน ทั้งที่ความจริงแล้วนั่นเป็นสิ่งที่งี่เง่าเหลือเกินต่างหาก”
เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ มู่กุยอวิ๋นก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะมองมาที่ซูฉางอัน
ซูฉางอันหวนนึกไปถึงตอนที่เขาตั้งใจเข้าเรียนสายเพื่อดึงดูดความสนใจของโม่โม่สมัยอยู่ในเมืองฉางเหมินทั้งยังแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนที่โดนอาจารย์ลงโทษด้วยการใช้ไม้ตีที่ฝ่ามืออีกเช่นนั้น เขาจึงรู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่มู่กุยอวิ๋นพูดออกมาเป็นอย่างมาก
“ข้าคิดว่าทำแบบนั้นแล้วนางจะหันมาสนใจ” มู่กุยอวิ๋นเล่าเรื่องต่อไปจู่ๆ เขาก็ยกมุมปากขึ้น จังหวะในการพูดก็ฟังดูผ่อนคลายและคล่องแคล่วขึ้นมาก“แต่ต่อมา เมื่อข้าพบนางอีกครั้งในงานเลี้ยงของท่านพ่อ นางกลับเย็นชาต่อข้ามาก”
“ในตอนนั้นข้าไม่เข้าใจไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรให้นางเกลียดชังถึงเพียงนี้”
“เจ้าก็รู้นี่ ว่าคนอย่างข้า ไม่น่าจะมีผู้หญิงคนไหนเกลียดชังลงอยู่แล้ว”เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ มู่กุยอวิ๋นก็ชะงักลงอีกครั้งและมองมาทางซูฉางอันอีกครั้งเช่นกัน
ทว่าซูฉางอันกลับนิ่งไป ก่อนจะมองสำรวจมู่กุยอวิ๋นตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างตั้งใจ
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามู่กุยอวิ๋นมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเหลือเกินทั้งที่อายุยังน้อย แต่กลับมีพลังที่ล้ำเลิศ หากจะว่ากันตามจริงเขาก็น่าจะเป็นที่นิยมในหมู่หญิงสาวจริงๆ เหมือนกับที่กู่หนิงเคยเป็นตอนอยู่ในเมืองฉางเหมินเช่นนั้น
ดังนั้น ซูฉางอันจึงพยักหน้าอีกครั้งโดยสัญชาตญาณเขาเห็นด้วยกับคำพูดของมู่กุยอวิ๋น แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป สำหรับเขาการที่ใครคนหนึ่งชมตัวเองต่อหน้าคนอีกคนเช่นนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าคนผู้นั้นไม่ค่อยจะปกติสักเท่าไรนักดังนั้นซูฉางอันจึงจัดให้มู่กุยอวิ๋นเป็นคนประเภทที่พูดไม่เก่ง เป็นคนประเภทเดียวกับตนนั่นเอง
ทว่ามู่กุยอวิ๋นกลับไม่รับรู้ถึงความคิดเห็นที่ซูฉางอันมีต่อตนแม้แต่น้อยเขาเองก็มีเพื่อนน้อยมากเช่นเดียวกัน หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เขาก็ไม่มีเพื่อนเช่นกัน...
แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากซูฉางอันก็คือ ที่เขาไม่มีเพื่อน ไม่ใช่เพราะไม่มีใครอยากคบกับเขาแต่เป็นเพราะไม่มีใครกล้าเป็นเพื่อนกับเขาต่างหาก เพราะเขาแข็งแกร่งเกินไปแข็งแกร่งจนไม่มีใครในรุ่นเดียวกันเป็นคู่ต่อสู้ของเขา เพื่อนร่วมชั้นหรือแม้แต่ญาติพี่น้องในบ้านต่างมองว่าเขาเป็นว่าที่นักรบแห่งดาราจักรทั้งสิ้น นอกจากบิดาของเขาแม้แต่ในยามที่สนทนากัน คนอื่นๆ ก็ยังแลดูระมัดระวัง และเกร็งกันเหลือเกิน
ด้วยเหตุนี้ มู่กุยอวิ๋นจึงไม่มีเพื่อนเช่นกันแต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่อยากมีเพื่อนเสียหน่อย
แต่กับซูฉางอัน ผู้ที่กล้าบุกเข้าไปอาละวาดในจวนของคนอื่นเพียงเพื่อผู้หญิงที่ไม่ได้รู้จักหรือสนิทสนมกันเพียงคนเดียวเท่านั้นนั่นทำให้มู่กุยอวิ๋นคิดว่าเขาเป็นเพื่อนที่ควรค่าต่อการคบหาคนหนึ่ง ดังนั้นมู่กุยอวิ๋นจึงยินดีสนทนากับเขานั่นเอง
แน่นอน มู่กุยอวิ๋นไม่ใช่ผู้ที่ไม่รู้จักมารยาทและกาลเทศะแต่อย่างใดเขาเกิดในครอบครัวของเสนาบดีจึงรู้วิธีรับมือกับคำชื่นชมของแขกที่มาเยี่ยมเยือนและคนอื่นๆ ตั้งแต่เล็กซึ่งที่ผ่านมา เขาก็มักจะแสดงความขอบคุณกลับไปอย่างนอบน้อมและเหมาะสมเสมอ
แต่ไม่ใช่กับซูฉางอัน เขาอยากเป็นเพื่อนแท้กับซูฉางอันอย่างจริงใจ และในความคิดของเขาเพื่อนกัน ย่อมต้องจริงใจต่อกันเป็นธรรมดา เช่นนั้นเขาจึงพูดในสิ่งที่คิดออกไปตรงๆ ซึ่งสำหรับเขาเขาเห็นว่าสิ่งที่พูดล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น เพราะตั้งแต่เด็กก็มีผู้หญิงมาชื่นชอบเขามากมาย แต่เพราะยังไม่ค่อยมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปจะได้รับการยอมรับและเห็นด้วยจากซูฉางอันหรือไม่เขาจึงชะงักไปเล็กน้อยเพื่อรอคำตอบจากซูฉางอันนั่นเอง
และสิ่งที่น่ายินดีก็คือ ซูฉางอันเห็นด้วยกับเขาเขาคิดว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซูฉางอันถือเป็นเพื่อนแท้ของเขาแล้ว
ดังนั้น เขาจึงกล่าวต่อไป “เพราะแบบนั้น ในตอนแรกข้าจึงคิดว่าฉางเสว่แค่เขินอายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับข้าเท่านั้นแต่นางไม่ได้เกลียดข้า”
“เจ้าก็น่าจะรู้ ผู้หญิงมักปากไม่ตรงกับใจเสมอ”
ซูฉางอันพยักหน้า เขาไม่รู้ว่านั่นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่หนังสือมากมายที่เขาเคยอ่านต่างเขียนเอาไว้แบบนั้นดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะเชื่อและเห็นด้วยกับสิ่งที่มู่กุยอวิ๋นพูดออกมาอีกครั้ง
“ข้าก็เลย...”
เมื่อปุ่มคำพูดของมู่กุยอวิ๋นถูกเปิดออกก็ดูเหมือนเขาจะหยุดลงไม่ได้อีกต่อไป
เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับซือหม่าฉางเสว่ออกมาอย่างละเอียดซึ่งเขามักจะแสดงความคิดเห็นของตนออกมาแล้วหยุดลงเพื่อรอฟังความเห็นจากซูฉางอันเป็นระยะ
ซูฉางอันคิดตามที่มู่กุยอวิ๋นพูดอย่างละเอียดทุกครั้งจากนั้นจึงบอกคำตอบที่ได้ออกไป
นี่น่าจะเป็นการสนทนาที่สนุกสนานเป็นอย่างมาก
อย่างน้อยพวกเขาก็คิดเช่นนั้น
มู่กุยอวิ๋นแสดงทักษะในการพูดที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้พรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ของตัวเองออกมาทางด้านซูฉางอันก็แสดงความรู้ที่ได้จากการอ่านนิยายมานับพันเล่มของตัวเองออกไปเช่นกัน
แม้จวบจนพระจันทร์ลอยมาหยุดอยู่กลางท้องฟ้า เป็นสัญญาณว่าใกล้จะถึงเวลาจื่อแล้วเรื่องราวระหว่างมู่กุยอวิ๋นกับซือหม่าฉางเสว่ดำเนินมาถึงเพียงครึ่งเรื่องเท่านั้น...
แต่อย่างน้อยเด็กหนุ่มทั้งสองก็คิดอย่างมีความสุข ว่าตนได้เพื่อนใหม่ที่ไม่เลวคนหนึ่ง...
และในตอนที่มู่กุยอวิ๋นกำลังจะเล่าเรื่องต่อ
ลมหนาวพัดโชย
คนทั้งสองที่นั่งขัดสมาธิรออยู่หน้าสำนักเทียนหลานมีสีหน้าเปลี่ยนไปในพริบตาและลุกพรวดขึ้นมาจากพื้นในวินาทีต่อมา
พวกเขาหันไปมองมุมทางขวามือของทิศเบื้องหน้าแทบจะพร้อมกัน และปรากฎสีหน้าเย็นยะเยือกลงอย่างพร้อมเพรียง
ฉึก!
เสียงบูทหนังเหยียบลงบนหิมะบางๆซึ่งปกคลุมอยู่บนพื้นดินก้องอยู่บนถนนที่ทั้งกว้างใหญ่และเงียบสงัดหน้าสำนักเทียนหลาน
พลังวิญญาณถูกกระจายออกมาจากร่างของมู่กุยอวิ๋น พลันเงามังกรเริ่มลอยวนเวียนอยู่รอบร่างของเขาในพริบตา
ดาบในมือของซูฉางอันส่งเสียงคำรามขึ้นเช่นกัน ทันใดนั้นเพลิงศักดิ์สิทธิ์ สายฟ้า และพลังแห่งดาบก็ปะทุออกมาปกคลุมร่างของเขาเอาไว้
และแล้ว เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาร่างในชุดคลุมสีดำก็ปรากฏต่อสายตาของพวกเขา...
“ใช่เขาหรือเปล่า? ” มู่กุยอวิ๋นถามด้วยแววตาหนักอึ้ง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแสนเลือนรางที่ไม่ปกติจากร่างของคนตรงหน้านั่นทำให้เขาบอกกับตัวเองในใจว่าหากซูฉางอันบอกว่าผู้มาใหม่ไม่ใช่คนที่กำลังรอคอยเขาก็จะแทงหอกให้ทะลุคอหอยของร่างตรงหน้าทันที
ซูฉางอันก็ขมวดคิ้วขึ้นเช่นกัน แม้เขาจะไม่ได้สนิมสนมกับตู้หงฉางมากนักแต่เขาก็มั่นใจว่าไม่เคยสัมผัสถึงกลิ่นอายเช่นนี้จากร่างของตู้หงฉางมาก่อน
มันเป็นกลิ่นอายที่เย็นยะเยือกและหนักอึ้ง แลดูผุกร่อนราวกับต้นไม้ที่เหี่ยวแห้งแต่ก็เต็มไปด้วยความเน่าเฟะเฉกเช่นซากศพ
แต่รูปร่างของเขาดูคล้ายกับตู้หงฉางอยู่หลายส่วน ดังนั้นซูฉางอันจึงไม่ได้ตอบคำถามของมู่กุยอวิ๋นในทันที เขาเพียงกระชับดาบในมือแน่น จ้องมองคนตรงหน้าอย่างระแวดระวังเท่านั้น
และในที่สุด ร่างในชุดดำก็เดินเข้ามาในจุดที่ห่างจากพวกเขาเพียงไม่ถึงสองจั้งเท่านั้น
พลังอำนาจในร่างของมู่กุยอวิ๋นและซูฉางอันถูกปะทุออกมาจนถึงขีดสุดหากมีอะไรไม่ชอบมาพากล พวกเขาจะระเบิดการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกไปเพื่อสังหารคนผู้นี้ทันที
แต่คนในชุดคลุมสีดำกลับทำราวไม่รับรู้ถึงรังสีสังหารและพลังอำนาจที่ทั้งสองกระจายออกมาเลยสักนิดเขายื่นมือที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดคลุมสีดำออกมาอย่างเชื่องช้า เป็นมือที่ขาวซีดเสียจนแทบไม่มีสีเลือดอยู่เลยสักนิด
มือนั้นถูกวางลงบนหมวกของเสื้อคลุมสีดำที่ปกคลุมใบหน้าอยู่ก่อนหมวกบนนั้นจะถูกดึงลงอย่างช้าๆ
ใบหน้าที่ขาวซีดไม่แพ้กันปรากฏต่อสายตาของมู่กุยอวิ๋นและซูฉางอันในเวลาต่อมา
ชายชุดดำส่งรอยยิ้มอันขมขื่นมาให้ทั้งสอง เขาอ้าปากราวต้องการจะพูดบางอย่างออกมา แต่จู่ๆ กลิ่นคาวเลือดก็คละคลุ้งไปทั่วช่องปากก่อนชายคนดังกล่าวจะกระอักเลือดออกมา ทันใดนั้นร่างซีดเผือดก็ล้มลงไปกองอยู่บนพื้น ราวถูกดูดวิญญาณออกไปแล้วเช่นนั้น