ตอนที่ 134 การยืมไดร์เป่าผมที่เกือบถึงชีวิต
ตอนที่ 134 “ขอบคุณมากนะครับที่ขับรถมาให้ถึงนี่” ดนัยกล่าวขอบคุณยูมิ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะระยะทางมันใกล้แค่นี้เองให้นั่งรถแท็กซี่ไปกลับก็เปลืองเงินเปล่าๆ” ยูมิพูดเพราะการเรียกใช้รถแท็กซี่นั้นค่าเปิดมิเตอร์ค่อนข้างแพงมาก ยูมิมองเข้าไปในบ้านตรงหน้าของเธอซึ่งมีเด็กผู้หญิงกำลังเข้าไปเก็บเสื้อผ้าอยู่ซึ่งเด็กคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเธอคือยูกินะหรือยูกิจังลูกสาวของผู้ป่วยอาการสมองบวมน้ำที่ดนัยผ่าตัดไปเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง ก่อนหน้านี้ในตอนที่เธอเลิกงานและกำลังจะกลับไปที่ห้องเพื่อพักผ่อนเธอก็เห็นดนัยและเด็กที่ชื่อยูกินะกำลังรออยู่หน้าโรงพยาบาลเหมือนกำลังจะออกไปไหนด้วยกันด้วยความสงสัยจึงเข้าไปทักเพื่อถามและได้รู้ว่าดนัยกำลังรอแท็กซี่อยู่และกำลังจะไปที่บ้านเด็กคนนี้เพื่อเก็บเสื้อผ้ามาอาศัยอยู่กับดนัยชั่วคราวซึ่งตอนแรกยูมิก็งงพอสมควรว่าเด็กคนนี้เป็นใครถึงต้องมาอาศัยอยู่กับดนัยชั่วคราวด้วยจึงสอบถามเรื่องราวและได้รู้เรื่องราวทั้งหมดจึงอาสาขับรถมาพาที่บ้านของยูกิจังให้ แกร๊ก !! ประตูบ้านถูกเปิดออกมาพร้อมกับยูกิจังที่เดินสะพายกระเป๋าเป้ใบหนึ่งมา “หือเสร็จแล้วเหรอยูกิจัง” ดนัยที่เห็นยูกิจังเดินออกมาจึงถามเธอ “ค่ะเก็บเสร็จหมดแล้วค่ะพี่หมอดนัย” ยูกิจังพยักหน้า “ไม่ลืมอะไรนะแปรงสีฟัน...ผ้าเช็ดตัว” ดนัยถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “อยู่ในกระเป๋าหมดแล้วค่ะ” ยูกิจังบอกอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเธอไม่ลืมอะไรแล้ว “โอเคดีมากงั้นขึ้นรถเถอะนี่ก็จะสองทุ่มแล้วเป็นเด็กนอนดึกมันไม่ดี” ดนัยบอก “ค่ะ” ยูกิจังพยักหน้าจากนั้นก็ขึ้นรถของยูมิไปก่อนยูมิจะขับรถกลับมาที่หอพักของโรงพยาบาล ยี่สิบนาทีต่อมา ยูมิจอดรถที่ลานจอดรถของหอพักก่อนจะลงจากรถมาพร้อมกับดนัยและยูกิจังจากนั้นทั้งสามคนก็เดินเข้าไปในหอพัก “ขอบคุณอีกครั้งนะครับคุณยูมิ” ดนัยกล่าวขอบคุณยูมิอีกครั้ง “ขอบคุณมากนะคะพี่สาว” ยูกิจังเองก็รีบขอบคุณยูมิเช่นกัน “ไม่เป็นไรเรื่องแค่นี้เองว่าแต่ยูกิจังจะมานอนห้องพี่ก็ได้นะถึงหนูจะยังเด็กแต่ก็เป็นเด็กผู้หญิงนะคะอยู่กับพี่อาจจะสะดวกกว่า” ยูมิพูด “อือ...” ยูกิจังได้ยินแบบนั้นก็ลังเลแต่ดนัยก็พูดขึ้นมาเสียก่อน “เหอะๆผมไม่ทำอะไรยูกิจังหรอกครับคุณยูมิแล้วก็ห้องคุณยูมิน่ะมีที่นอนเหรอครับห้องคุณน่ะมันเต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์เต็มไปหมดเลยนี่สัปดาห์ก่อนก็เห็นรถบรรทุกขนเครื่องมือแพทย์มาส่งด้วยตอนแรกนึกว่ามาส่งที่โรงพยาบาลเสียอีกที่ไหนได้ขนขึ้นหอพักซะงั้นผมเดาได้เลยว่าเขาต้องขนขึ้นไปบนห้องคุณยูมิน่ะ” ดนัยพูดเนื่องจากห้องยูมินั้นมีเตียงสำเพียงแค่เตียงเดียวเท่านั้นจะเอาฟูกมาปูนอนก็ไม่ได้เพราะในห้องของยูมิเต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์มากมายที่วางระเกะระกะเต็มห้องไปหมดและเตียงเองก็ไม่ใช่เตียงแบบคิงไซส์หรือควีนไซส์ที่สามารถนอนได้หลายคนด้วย “เอ่อ...นั่นมันพอดีเครื่องช่วยหายใจรุ่นใหม่จากเยอรมันพึ่งจะเปิดตัวออกมาฉันก็เลยลองสั่งมารื้อเล่นดูน่ะค่ะพอดีอยากรู้ว่าแผงวงจรเครื่องของเยอรมันนั้นแตกต่างจากเครื่องของอเมริกายังไงบ้างแต่เดี๋ยวรื้อเสร็จฉันก็จะประกอบใหม่แล้วส่งให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลนค่ะไม่ต้องห่วง” ยูมิพูดเพียงแต่เธอไม่ได้บอกเท่านั้นว่าจะใช้เวลารื้อแล้วประกอบเสร็จเมื่อไหร่เพราะเธอมีงานค่อนข้างเยอะนั่นจึงทำให้เธอมีเครื่องมือแพทย์หลายชิ้นที่ถูกเก็บกองไว้ในห้องของเธอ เหอะๆสั่งซื้อมาเพื่อรื้อดูแผงวงจรเนี่ยนะเครื่องช่วยหายใจเครื่องนึงราคาเป็นล้านเลยนะนั่นคนรวยนี่จะทำอะไรก็ได้จริงๆ ดนัยคิดในใจ “เอาเป็นว่านอนที่ห้องผมนั่นแหละครับผมเองเป็นผู้ชายนอนง่ายอยู่แล้วขนฟูกมานอนที่ห้องนั่งเล่นได้สบายๆ” ดนัยพูด “จะดีเหรอคะพี่หมอดนัย” ยูกิจังเกรงใจดนัยที่ต้องออกมานอนข้างนอกห้องและให้เธอไปนอนในห้องแทน “ไม่เป็นไรหรอกยูกิจังไม่ได้จะอยู่ห้องพี่หมอหลายวันสักหน่อยพอคุณพ่อหนูฟื้นก็ย้ายไปห้องพิเศษแบบนั้นก็นอนค้างที่ห้องพิเศษได้แล้ว” ดนัยพูด “ค่ะ” ยูกิจังพยักหน้าจากนั้นทั้งสามคนก็เข้าไปในหอพักและตรงขึ้นไปที่ห้องของดนัยส่วนยูมิก็แยกขึ้นไปที่ห้องพักของเธอหลังจากส่งยูกิจังเสร็จแล้ว “ยูกิจังหนูไปอาบน้ำก่อนเลยนะเดี๋ยวพี่หมอจะเตรียมที่นอนไว้ให้สบู่กับยาสระผมก็อยู่ในห้องแล้วว่าแต่อาบน้ำเองได้ใช่มั้ย” ดนัยบอกกับยูกิจัง “อาบได้ค่ะปกติหนูก็อาบน้ำคนเดียวอยู่แล้วเพราะกว่าคุณพ่อจะเลิกงานกลับมาถึงบ้านก็เกือบสามทุ่มแล้ว” ยูกิจังพูดก่อนจะหยิบเอาผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้าออกมาและเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำให้เรียบร้อย “ยูกิจังก็เก่งดีเหมือนกันนะเนี่ยที่อาบน้ำคนเดียวได้ด้วยเด็กประถมบางคนยังอาบน้ำคนเดียวไม่เป็นเลย” ดนัยพูดหลังจากยูกิจังเข้าห้องน้ำไปแล้วส่วนเขาก็เข้าห้องนอนไปเพื่อจัดที่นอนให้ยูกิจังและก็หยิบฟูกสำรองออกมาปูนอนที่ห้องนั่งเล่นโดยขยับพวกโต๊ะกินข้าวเข้าไปชิดกำแพงเอาไว้ก่อนยี่สิบนาทีต่อมายูกิจังก็ออกมาจากห้องน้ำ “พี่หมอดนัยคะหนูอาบน้ำเสร็จแล้วว่าแต่มีไดร์เป่าผมหรือเปล่าคะ” ยูกิจังถามถึงไดร์เป่าผม “อ๊ะจริงสิผู้ชายอย่างเราไม่ใช้ไดร์เป่าผมนี่นาจะปล่อยให้ผมไม่แห้งไม่ได้ด้วยสิสำหรับเด็กผู้หญิงเดี๋ยวผมจะแตกปลายไหนจะเรื่องไม่สบายอีก...งั้นยูกิจังรอพี่หมอเดี๋ยวนะเดี๋ยวพี่จะขึ้นไปยืมคุณยูมิให้” ดนัยบอกก่อนจะออกจากห้องไปขึ้นไปขึ้นลิฟท์ไปข้างบนเพื่อขึ้นไปห้องของยูมิยืมไดร์เป่าผมมาให้ยูกิจังใช้ ติ๊งต่อง !! ดนัยเดินขึ้นมาถึงห้องยูมิก็กดกริ่งทันทีแต่ทว่าดนัยยืนรออยู่เกือบนาทีก็ไม่มีเสียงอะไรตอบรับออกมา “หือ...ไม่อยู่ห้องเหรอหรือว่าหลับ ??” ดนัยนึกแปลกใจก่อนจะลองกดกริ่งอีกครั้ง ติ๊งต่อง !! ดนัยกดกริ่งห้องของยูมิไปอีกรอบและก็ยืนรอคราวนี้ดนัยยืนรออยู่เกือบสองนาทีก่อนจะลองเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูดู แกร๊ก !! พอลองบิดลูกบิดประตูปรากฏว่าประตูมันไม่ได้ล็อกแถมยังไม่ได้ใส่โซ่คล้องกุญแจเอาไว้ด้วย “อ้าวไม่ได้ล็อกนี่...คุณยูมิคร้าบรบกวนหน่อยนะครับ !!” ดนัยเปิดประตูเข้าไปดูพลางตะโกนเรียกยูมิแต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับอีก อืม...ไฟก็เปิดสงสัยหลับอยู่ในห้องนอนแอบหยิบไดร์เป่าผมไปใช้คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งส่วนไดร์เป่าผมน่าจะอยู่ในห้องน้ำสินะ ดนัยนึกถึงไดร์เป่าผมซึ่งควรจะอยู่ในห้องน้ำจึงเดินไปเปิดประตูห้องน้ำทันทีและทันทีที่เปิดดนัยก็ต้องเบิกตากว้างเพราะทันทีที่เขาเปิดประตูห้องน้ำเขาก็เจอยูมิยืนแก้ผ้ายืนเช็ดผมอยู่หน้ากระจก “เอ่อ....” ดนัยอึ้งไปทันทีตอนแรกที่เข้าใจว่ายูมิน่าจะหลับอยู่ในห้องนอนปรากฎว่ามันไม่ใช่เพราะยูมิอยู่ในห้องน้ำต่างหากล่ะ “ลาลาลันลา...” ยูมิยืนเช็ดผมฮึมฮัมเสียงเพลงที่ฟังอยู่ในลำคอโดยไม่รู้เลยว่าเธอกำลังยืนแก้ผ้าให้ดนัยดูอยู่ “เอาล่ะน่าจะแห้งแล้วเปียกแค่ปลายผมคงไม่ต้องเป่าหรอกเนอะ” ยูมิที่เช็ดผมจนแห้งพูดออกมาและหันมาเตรียมเดินออกจากห้องน้ำเพื่อไปหยิบเสื้อผ้ามาแต่งตัวแต่ทันที่เธอหันมาเธอก็พบกับดนัยที่ยืนมองเธออ้าปากค้างอยู่หน้าประตูห้องน้ำ ฟุ่บ !! ผ้าใช้ตัวในมือที่พึ่งจะใช้เสร็จร่วงลงมาจากมือของเธอทันทีเธอก้มลงมองดูร่างตัวเองที่เปลือยเปล่าก่อนจะรีบเอามือมาปิดหน้าอกและของสงวนของเธอก่อนจะกรี๊ดออกมาสุดเสียง กรี๊ด !!!!!!!! เผียะ !! เผียะ !! เผียะ !! ผัวะ !! โคร่ม !! ทันทีที่ยูมิกรีดร้องออกมาเธอก็พุ่งเข้ามาตบดนัยไปหลายทีตามด้วยหมัดตรงเข้าที่หน้าของเขาไปอีกหมัดก่อนจะจับเขาทุ่มลงกับพื้นและวิ่งไปยกเครื่องมือแพทย์ขึ้นมาเตรียมทุ่มใส่หน้าของดนัย “อูยจุก...เฮ้ยเดี๋ยวคุณยูมิอย่าทุ่มไอ้นั่นนะถ้าทุ่มผมตายแน่ !!” ดนัยรีบร้องห้ามยูมิเพราะเธอกำลังยกเครื่องมือแพทย์ชิ้นหนึ่งขึ้นมาเตรียมทุ่มใส่หน้าเขาซึ่งเครื่องนั่นมันหนักเกือบยี่สิบกิโลเลยทีเดียวถ้าทุ่มลงมาเขาตายแน่ ห้านาทีต่อมา แกร๊ก !! ดนัยเปิดประตูห้องกลับเข้ามาห้องตัวเอง “ยูกิจังพี่หมอยืมไดร์เป่าผมมาให้แล้ว” ดนัยเดินเข้ามาในห้องส่งเสียงบอกยูกิจัง “ขอบคุณค่ะพี่หม...” ยูกิจังเดินออกมาจากห้องนอนของดนัยแต่ทว่าทันทีที่เธอเห็นหน้าดนัยก็ชะงักไปทันที “พี่หมอดนัยเกิดอะไรขึ้นคะทำไมหน้าพี่เป็นงั้นล่ะ !!” ยูกิจังร้องอุทานออกมาเพราะหน้าของดนัยตอนนี้มีรอยแดงของฝ่ามือเต็มไปหมดแถมจมูกของเขายังมีรอยช้ำและเลือดกำเดาไหลออกมาอีกด้วย “ก็แค่บทลงโทษจากการเห็นอะไรดีๆน่ะช่างเถอะอย่าถามพี่หมอเลยรับไดร์เป่าผมนี่ไปสิกว่าพี่หมอจะยืมมาให้ได้นี่เกือบถึงชีวิตเลยนะ” ดนัยพูดพลางนึกถึงตอนที่อยู่บนห้องของยูมิดีที่ตอนนั้นห้ามไม่ให้ยูมิทุ่มเครื่องมือแพทย์ลงมาที่หน้าเขาได้ไม่งั้นเขาไม่อยากจะคิดเลยว่าเขาจะเป็นยังไงบ้าง “เอ่อค่ะ” ยูกิจังพยักหน้าหลังจากเห็นว่าดนัยไม่อยากให้ถามว่าไปโดนอะไรมาจากนั้นเธอก็ใช้ไดร์เป่าผมที่ดนัยยืมมาให้เป่าผมของเธอให้เรียบร้อย “ผมแห้งแล้วก็ไปนอนซะนะเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่หมอต้องตื่นแต่เช้าพี่หมอเองก็จะไปอาบน้ำแล้วเหมือนกัน” ดนัยพูดและเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้ามาก่อนจะเข้าไปอาบน้ำบ้าง วันต่อมา “สรุปว่านายให้เด็กคนนี้พักอยู่ที่ห้องนายก่อนระหว่างที่คุณพ่อของเธอยังไม่ฟื้นสินะ” ฮิคาริพูดก่อนจะมองไปที่ยูกิจังที่ดนัยพามาที่ห้องพักของศัลยแพทย์ด้วย “ใช่ระหว่างนี้ยังไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมห้อง ICU ก็ให้เธออยู่ที่นี่ไปก่อนแบบนี้ได้ใช่มั้ยยูกิจังน่ะไม่ซนหรอก” ดนัยบอก “ไอ้ได้มันก็ได้หรอกนะแต่เช้านี้นายมีผ่าตัดนี่คนอื่นก็เหมือนกันระหว่างนายไม่อยู่ใครจะดูแลเธอล่ะ” ฮิคาริถาม “ก็เธอไงฮิคาริเธอน่ะว่างไม่ใช่เหรอ” ดนัยตอบ “ห๋า...ฉันเนี่ยนะ !!” ฮิคาริอุทานออกมา “พี่หมอดนัยคะไม่เป็นไรค่ะหนูไปนั่งเล่นที่ห้องรอเรียกก็ได้ที่นั่นมีที่นั่งเยอะแยะเลยแถมยังมีโทรทัศน์ให้ดูอีกนี่หนูเอาการบ้านปิดเทอมมาทำด้วยนะคะไม่ต้องให้หนูอยู่นี่ก็ได้” ยูกิจังบอก “ได้ยังไงกันที่นั่นวุ่นวายจะตายและยิ่งเอาการบ้านมาทำด้วยแบบนี้อยู่ที่ห้องรอเรียกไม่มีสมาธิทำการบ้านหรอกนะ” ดนัยบอกก่อนจะมองฮิคาริ “เฮ้อ...เอาล่ะพี่อนุญาตให้หนูอยู่ที่นี่ได้แต่อย่ารบกวนพี่หมอคนอื่นนะเข้าใจมั้ย” ฮิคาริบอกกับยูกิจัง “ขะ...ขอบคุณค่ะพี่สาว” ยูกิจังรีบขอบคุณฮิคาริ “ไม่เป็นไรค่ะว่าแต่คุณพ่อของเธอจะฟื้นเมื่อไหร่ล่ะดนัย” ฮิคาริถามถึงพ่อของยูกิจัง “ไม่รู้สิหยุดให้ยาสลบไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วเขาอาจจะฟื้นวันนี้...พรุ่งนี้หรืออาจจะวันมะรืน” ดนัยตอบตอนนั้นเองไซโต้ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดเกี่ยวกับสมองที่ได้ยินการสนทนาก็พูดขึ้นมา “สมองบวมน้ำเคยมีกรณีที่คนไข้ไม่ฟื้นด้วยนะครับหมอดนัย” ไซโต้พูดทำเอายูกิจังที่ได้ยินถึงกับหน้าเสีย “โธ่หมอไซโต้ครับนั่นมันนับเป็นเท่าไหร่ในจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษาอาการสมองบวมน้ำกันครับอย่าพูดให้ยูกิจังรู้สึกไม่ดีสิ” ดนัยหันไปพูดกับไซโต้ “ผมก็แค่พูดตามความจริงน่าถึงจะเป็นจำนวนแค่หนึ่งในพันแต่มันก็เกิดขึ้นจริง” ไซโต้บอก “ทาเครุนายไปเตรียมตัวได้แล้วอีกสิบห้านาทีก็ถึงเวลาผ่าตัดแล้วไม่ใช่หรือไง” ฮิคาริบอกเพื่อนของเธอ “คร้าบคุณหัวหน้าแผนก” ไซโต้ยักไหล่ก่อนจะลุกขึ้นไปเตรียมตัวผ่าตัดรอบเช้า “ว่าแต่ดนัยหน้านายไปทำอะไรมากลิ้งตกบันไดจากชั้นสิบหรือไง” ฮิคาริถามถึงหน้าของดนัยที่เต็มไปด้วยรอยแดงและรอยช้ำ ปรี๊ด !! ดนัยที่ได้ยินคำถามของฮิคาริภาพของยูมิก็โผล่ขึ้นมาในความทรงจำทำให้ใบหน้าของเขาค่อยๆแดงขึ้นมา “ยะ...ยะ...อย่าถามน่าไม่มีอะไรหรอก...ยูกิจังหนูอย่าไปคิดมากเรื่องที่หมอไซโต้เขาพูดเลยนะพ่อของหนูจะต้องฟื้นขึ้นมาแน่เอาล่ะไปนั่งที่โต๊ะพี่หมอก่อนนะพี่หมอเองก็ต้องไปเตรียมตัวเข้าผ่าตัดแล้วเหมือนกัน” ดนัยพูดกับฮิคาริก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวยูกิจังเพื่อให้เธอคลายความกังวลและพาเธอไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเขาส่วนเขาเองก็ไปเตรียมตัวผ่าตัดตามตารางในรอบเช้า จบ...