ลู่หานจางจำได้รางๆ ว่ามีผู้หญิงเหี้ยมโหดอำมหิตคนหนึ่งแบกเขาลงมาจากูเา แต่พอฟื้นขึ้นมากลับพบว่าเป็เด็กน้อยคนหนึ่ง เขามองเด็กตรงหน้าตาค้าง เ้าเด็กคนนี้เหมือน....
“ท่าน...ท่านฟื้นแล้วเหรอ?”
เ้าหนูหนิงโหย่วหยูรีบชักมือซน ๆ ของตัวเองกลับ แล้วตบลงไปเบา ๆ บนหัวใจดวงน้อยของตัวเอง เกือบใตายแน่ะ!
“อื้อ ฟื้นแล้ว เ้าช่วยข้ามาเหรอ?”
“ชะ...ใช่ แม่ข้าช่วยท่านมา”
เ้าหนูตอบแล้วก็ทำหน้ายุ่งเหยิง มองไปที่เครารก ๆ ของชายคนนั้น แล้วรู้สึกหยะแหยงขึ้นมา หนวดเคราดกกว่าชายเป๋หยางเอ้อร์เยอะเลย
เมื่อแอบเอาชายตรงหน้าไปเปรียบเทียบกับชายเป๋ในใจแล้ว เ้าหนูจึงตัดสินใจถามออกไปว่า
“ในหนังสือบอกว่า ถ้าใครช่วยชีวิตเรา เราต้องให้เขาทั้งตัวและหัวใจ งั้นท่าน....”
“หนังสืออะไรว่าไว้?”
“สาวน้อยนักดาบตกอับ!”
เ้าหนูน้อยยังจำนิทานที่ชายตาบอดในหมู่บ้านเล่าให้ฟังรอบก่อนได้
“……”
ที่แท้ก็ยังอ่านหนังสือประเภทนี้ ลู่หานจางไม่เอ่ยอะไรออกไป แต่แววตาเผยความคิดอะไรบางอย่าง
พอถูกลู่หานจางจ้องมองด้วยสายตาแปลก ๆ เ้าหนูน้อยจึงตัวสั่น ที่จริงเขาไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนั้น พอโดนจ้องด้วยสายตาแปลก ๆ ก็ใจฝ่อขึ้นมา
“ท่านยังไม่บอกเลยว่าท่านชื่ออะไร?”
“ลู่ต้า”
“อ๋ออ...”
เ้าหนูน้อยพยักหน้า แล้วก็คิดถึงขนที่งอกตามตัวของลู่ต้าขึ้นมา จึงรีบถามขึ้น
“โรคของท่านรักษาไม่หายหรือ?”
“......”
ลู่หานจางคิ้วขมวด ที่เขาออกจากปักกิ่งมา จุดประสงค์หลักคือเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะ แขนขาอ่อนแรงที่อาการกำเริบเป็ระยะ แต่เ้าเด็กตรงหน้านี้รู้ได้ยังไงกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น เ้าหนูนี่หน้าตาคล้ายกับเขาชะมัด สงสัยว่าเื่ทั้งหมดจะไม่ใช่เื่บังเอิญ หรือว่าถูกใครจัดฉากไว้? เพราะเขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางแผนการร้ายและความวุ่นวายจึงมักคิดกับคนด้วยความซับซ้อนวุ่นวายเหมือนกัน
พอเห็นแววตาที่ผิดแปลกไปของลู่ต้า เ้าหนูน้อยจึงรีบอธิบายว่า
“ท่านอย่าเสียใจไปเลย ที่ขนขึ้นดกไม่ใช่ความผิดของท่านหรอก”
“ขน? ดก?”
ลู่หานจาง งง ไปหมด คำพูดของเ้าหนูน้อยตรงหน้าถ้าแยกมันออกเป็คำก็เข้าใจทุกคำอยู่หรอกนะ แต่พอเอาคำพูดทั้งหมดไปรวมกันทำไมมันเข้าใจยากนักนะ?
เมื่อเห็นลู่หานจางทำหน้างง ๆ เ้าหนูน้อยจึงรู้สึกถึงความสำเร็จ แล้วเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นตอนที่อยู่ในถ้ำให้ลู่หานจางฟังทีละเื่อย่างละเอียด
หลังจากฟังแล้ว ลู่หานจางที่เอนกายนอนอยู่บนเตียงหน้าเปลี่ยนสีจากเขียวเป็ม่วง จากม่วงเป็ดำ ที่แท้เขาถูกหญิงคนนั้นเอาเปรียบไปแล้ว แล้วยังมีไอ้โรคขนเยอะนี่อีก ...ผะ..ผู้หญิงคนนี้นี่มัน!
ตอนหนิงเยี่ยนเดินกลับเข้าไปในบ้าน เธอเห็นคนบนเตียงนั่งหน้าซีด หมดอาลัยตายอยาก แต่ลูกชายตัวเองกลับกระดี๊กระด๊า ดูไม่ออกจริง ๆ ว่าระหว่างสองคนนี้เกิดอะไรขึ้น
พอมองไปดูอาหารบนโต๊ะก็พบว่ามันยังไม่ได้ถูกกิน หนิงเยี่ยนมองปราดไปที่ลู่หานจางแล้วถามขึ้นว่า
“ไม่หิวหรือไง?”
น้ำเสียงเหนื่อย ๆ ลอยมาถึงหู ลู่หานจางจึงเหลือบมองไปตามเสียง ที่อยู่ต่อสายตาเขาคือผู้หญิงที่ผอมเกินไป หู ตาจมูก ปากของเธอสวยได้รูป ดวงตาประกายแวววาว แล้วยังมีความสวยแบบก้าวร้าวบ้าระห่ำแบบที่คนธรรมดาไม่มี คลับคล้ายคลับคลาว่ารู้จักคุ้นเคย เขาใช้สมาธิครุ่นคิดจนขมวดคิ้ว แอบกวาดสายตามองไปที่เ้าหนูข้างเตียงเป็ระยะ อ้าปากถามหนิงเยี่ยนขึ้นว่า
“เ้าเป็แม่ของเด็กคนนี้เหรอ?”
“อือ”
หนิงเยี่ยนพยักหน้า
“แม่แบบคลอดออกมาเอง?”
“ข้าบอกแล้วไงว่าใช่ เ้านี่มีปัญหาทางสมองหรือไงกัน ข้าไม่คลอดใครจะคลอด เ้าหรือไง? งั้นถ้าไม่หิว ข้าวนี่ข้าเก็บนะ”
หนิงเยี่ยนรีบเก็บโจ๊กบนโต๊ะแล้วยกเอาชามอาหารออกไป
ผู้ชายคนนี้พูดไม่รู้เื่ ลูกชายของเธอ เธอต้องคลอดเองสิ ถามออกมาได้ ถ้าไปอยู่บ้านอื่นแล้วถามแบบนี้จะได้ถูกตีเอา แล้วบ้านแบบไหนถึงเลี้ยงคนแบบนี้ออกมาได้นะ
ตอนนี้ในห้องเหลือแค่เ้าหนูน้อยกับลู่ต้าอีกครั้ง เ้าหนูน้อยมองคนตรงหน้าอย่างเคือง ๆ ผู้ชายคนนี้นิสัยไม่ดี มีอย่างที่ไหนกันมาหาว่าแม่ไม่ได้คลอดเขาออกมา ถ้ารู้แบบนี้คงไม่ช่วยลู่ต้ามาหรอก
ลู่หานจางหลับตาลง ในความทรงจำที่เลือนรางเขาจำได้ว่า เขาเคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่ง
เขาเอามือลูบเคราที่ทิ่มออกมาจากคาง แล้วนึกขอบคุณไอ้พวกกากเดนที่ทำงานรับใช้ราชวงศ์ ที่ไล่ตามเขาจนไม่มีเวลาได้โกนหนวดโกนเครา
ไม่อย่างงั้นถ้าเขาหน้าตาเกลี้ยงเกลาแล้วใบหน้าที่เหมือนกับเ้าหนูนั่นโผล่ออกมา ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก
เขาเปิดตาขึ้น อยากจะดูหน้าลูกชายของตัวเอง แต่กลับได้รับแววตาที่ขุ่นเคืองจากเ้าหนูนั่นแทน ลู่หานจางรู้สึกงง เวลาแค่พักเดียว ทำไมเ้าหนูนี่มองเขาเหมือนเป็ศัตรูคู่อริ
“เ้าชื่ออะไร เข้าเรียนอยู่ที่สำนักไหน?”
“หึ!”
เ้าหนูน้อยไม่ตอบคำถามแล้วลุกขึ้นเดินหนีไป
‘ปึ้งงง!’
เสียงปิดประตูดังขึ้น ลู่หานจางยิ่งไม่เข้าใจกว่าเดิม เขาไปทำอะไรให้เ้าหนูนี่ขุ่นเคืองกัน หรืออาจจะเป็เพราะว่าคำถามที่เขาเพิ่งถามผู้หญิงคนนั้นไป? ถ้าเป็แบบนั้น เ้าหนูนี่มันก็อาฆาตพยาบาทเกินไปแล้ว
ในห้องไม่มีคนอื่น ลู่หานจางถอดเสื้อแล้วมองาแที่ได้รับการพันแผลไว้อย่างดี ในใจยิ่งงุนงงกว่าเดิม ไม่ว่าจะใส่ยาหรือว่าพันแผล ทักษะเหล่านี้สาวชาวนาที่อาศัยอยู่ในูเาไม่น่าจะทำได้
ดูเหมือนว่าคราวนี้ต้องพักต่ออีกสักระยะ เขาปิดเปลือกตาลง คิดว่าจะพักผ่อนต่อ แต่ด้านนอกกลับมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น ดวงตาที่ปิดไปเปิดขึ้นอีกครั้ง เขามองไปที่หนิงเยี่ยน
“กินอะไรสักหน่อยสิ ถ้าจะหาที่ตายก็ไปตายที่อื่น ไม่ใช่ที่นี่”
“วางไว้นั่นล่ะ”
เขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้หญิงตรงหน้า ผู้หญิงคนนี้ให้กำเนิดลูกชายของเขา ว่ากันตามหลักก็ควรจะให้เกียรติ เพียงแต่การแต่งงานแต่ไหนแต่ไรมาเป็การตัดสินใจของพ่อแม่ แล้วแม่ยังอยากให้เขาแต่งงานกับยายลูกพี่ลูกน้องที่ถือดีคนนั้น
ชายตรงหน้านี้คาดไม่ถึงว่าจะปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอเป็สาวใช้ตัวน้อย ๆ เธอเกือบจะเอาโจ๊กที่เพิ่งไปอุ่นสาดใส่หน้าเขาแล้ว
“รีบกินรีบหาย แล้วไสหัวไป” หนิงเยี่ยนว่า
“หยาบคาย”
“อะไรนะ?”
หนิงเยี่ยนมองลู่หานจางด้วยสายตางุนงง
“หากไม่พอใจ ก็รีบไสหัวไปสิ”
มาหาว่าเธอหยาบคาย ปัญญาอ่อนหรือไง? ตามสถานการณ์ตอนนี้เขากำลังอยู่ต่อหน้าผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต ทำไมถึงแสดงพฤติกรรมออกมาแบบนี้
หนิงเยี่ยนหมุนตัวแล้วเดินหนีออกไป ไม่เห็นเ้าหนูหนิงโหย่วหยูที่สนาม จึงรู้ว่าเ้าหนูน้อยออกไปเล่นแล้ว เธอจึงไม่ได้ใส่ใจ ในยุคนี้เดิมทีเด็กก็ดูแลตัวเอง ถ้าเอาทัศนคติแบบพ่อแม่ในโลกอนาคตมาใช้ เกรงว่าจะเลี้ยงเ้าหนูนี่ออกมาเป็ เด็กเกเร
เธอคว้าเอาไม้กวาดไปกวาดใบไม้ที่ร่วงในลานบ้านไปไว้ที่แปลงผัก แปลงผักยังว่างอยู่ หนิงเยี่ยนจึงนึกถึงต้นฝ้ายในบ้านของท่านอาจารย์ซวีขึ้นมา เธอมองดูดินที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน
ถึงเมื่อคืนเพิ่งปีนเข้าบ้านท่านอาจารย์ซวี แต่วันนี้แค่ไปเอาต้นไม้กลับมา คงไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ตอนสร้างบ้าน ท่านอาจารย์ซวีก็พูดแล้วว่าจะให้**เผ็นจิ้งสองกระถาง พอเตรียมการในหัวแล้ว หนิงเยี่ยนจึงปิดประตูบ้านแล้วออกเดินไปบ้านท่านอาจารย์ซวี
(**การจัดต้นไม้ในกระถางให้มีทิวทัศน์ ที่ญี่ปุ่นเรียกบอนไซ ที่ไทยเรียกสวนถาด)
เวลากลางวัน ประตูบ้านบานสีแดงของท่านอาจารย์ซวีเปิดอยู่ หนิงเยี่ยนเดินเข้าไปที่ลานบ้านแล้วพบว่ามีหมาสีดำอยู่ 3 ตัว สองตัวขนสลวยเป็เงางาม แต่ยังมีอีกตัวนอนเฉา ๆ อยู่บนพื้น บนตัวมีรอยแผลจากแส้ ขนสีดำของมันหยิกม้วน หมาตัวนี้ทำไมเหมือนหมาพันธุ์ทิเบตจังนะ
หนิงเยี่ยนนั่งย่อลงบนพื้น ตรวจดูฟัน ขน แข้งขาของเ้าลูกหมาอย่างละเอียด ยิ่งดูยิ่งเหมือนหมาพันธุ์ทิเบต
“แม่หนูหนิงสนใจเ้าหมาขนม้วนนี่เหรอ?”
เสียงของท่านอาจารย์ซวีดังขึ้นจากด้านหลัง หนิงเยี่ยนจึงลุกขึ้นมา
“ท่านอาจารย์ซวีทำไมอยากเลี้ยงหมาขึ้นมาล่ะเ้าคะ?”
“ไม่ใช่เพราะเมื่อคืนมีนักย่องเบาแอบเข้ามาหรอกหรือ?” ท่านอาจารย์ซวีตอบอย่างอารมณ์ดี
“......”
อันนี้คือเลี้ยงไว้กันเธอเข้ามาหรอกเหรอ? หนิงเยี่ยนกระตุกริมฝีปาก ท่านผู้เฒ่านี่ล้อเล่นกันแน่ ๆ แม้ว่าเมื่อคืนเธอจะปีนกำแพงเข้ามา แต่เธอก็ถูกจับได้นี่ แล้วยิ่งไปกว่านั้นเธอจ่ายค่ายานะ
ชายชราผมขาวข้างหน้านี่นับวันยิ่งลึกลับ อย่างกับผู้วิเศษในตำนาน!
..............