ปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School)

    ตอนที่ 74 : การหยุดพักเมื่อหลงทาง อาจไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เสมอไป

     

    ตอนที่ 74 : การหยุดพักเมื่อหลงทาง อาจไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เสมอไป

     

              เสียงฝนตกพรำดังผ่านรูหน้าต่างที่แง้มเพียงเล็กน้อยเข้ามาในห้องพัก

              แม้ภายในห้องจะเปิดไฟสว่าง แต่ท้องฟ้าอันมืดมิดจากเมฆฝนนั้นพลอยทำให้บรรยากาศภายในห้องพักเล็ก ๆ นี้อึมครึมตาม ลามไปถึงใบหน้าอันหม่นหมองของเด็กหนุ่มเจ้าของห้อง... อย่างชิน

              ก้นของเขาหย่อนลงบนพื้นกลางห้องอย่างไร้เรี่ยวแรง แววตาอันว่างเปล่าเหม่อมองลงที่โต๊ะเบื้องหน้า ชินไม่ได้โฟกัสสมุดการบ้านบนนั้น หรือแม้กระทั่งสาวงามผมเงินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยซ้ำ

              นั่นเพราะการรับรู้ทั้งหมดของชิน กำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ในหัวตัวเอง

     

    ‘ฉันเคยคิดว่าเธอดีกว่านี้นะชิน คิดว่าถ้าเป็นเธอคงเปลี่ยนโลกได้’

    หยุดนะ

              เสียงของอาจารย์ฮอว์คินยังก้องอยู่ในหัว แม้พยายามหยุดคิด แต่น้ำเสียงเย็นชาของผู้เป็นดั่งบิดาคนที่สองกลับมีแต่จะชัดเจนขึ้น

     

    ‘ดูตอนนี้สิ... เป็นเครื่องจักรล้างแค้น ยึดติดกับอารมณ์ชั่ววูบไร้อุดมการณ์ แถมยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ อีก’

    พอสักที!!!

              ชินหงุดหงิดจนกัดฟันแน่น การไม่อาจระงับความคิดตัวเองได้ดั่งใจมันทำให้เขาอยากจิกผมตัวเอง

              แต่ยิ่งพยายามบอกให้หยุด กลับกลายเป็นว่าภาพของฮอว์คินกลับแทรกเข้ามาในหัวชัดขึ้นอีกราวกับจะแกล้งกัน

              เสียงถอนหายใจเหนื่อยหน่าย สีหน้าสิ้นหวัง และแววตาสิ้นศรัทธา... ฮอว์คินในความทรงจำที่แสดงสิ่งเหล่านั้นออกมาช่างน่าหงุดหงิด ...แต่ก็ปวดใจเช่นกัน

              ทำเอาสีหน้าของชินบิดเบี้ยวไปด้วยความสับสนทรมาน แม้แต่คนที่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อก็คงมองออกกันหมดว่าชินอารมณ์ไม่สู้ดีเลย

              แล้วมีหรือที่โอลิเวียจะมองไม่ออก... เธอนั่งอยู่ตรงข้ามชิน มองเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของเขามาตลอด และรู้สึกทุกอย่างไปพร้อมกับเขา

              โอลิเวียถึงได้ขมวดคิ้วด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย ยิ่งมองสีหน้าทนทุกข์ของชินในใจเธอก็ยิ่งระส่ำระส่าย

     

    ...จะทำยังไงดี

    ตั้งแต่กลับมาจากฟรอง ชินก็เป็นแบบนี้มาตลอด

     

    ชินนับถือท่านฮอว์คินมาก ...เหมือนกับเป็นพ่ออีกคนนึงเลยแท้ ๆ

    ทำไม... ถึงทำกับชินได้ลงคอกัน?

              โอลิเวียนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสองคืนก่อน ในอกเธอก็เริ่มปั่นป่วน

              แล้วมันก็ทำให้เธอคิดต่อไปอีก... ว่าชินที่เป็นคนเผชิญหน้ากับฮอว์คินจะทรมานมากกว่าเธอแค่ไหนกัน

     

    “กาแฟ... เดี๋ยวดิฉันชงชาให้นะคะ”

    “อ๊ะ... อื้ม...”

              ชินเหลือบมองโอลิเวียที่ลุกขึ้นไปทางเคาน์เตอร์ครัว แต่ก็ดึงดูดความสนใจเขาออกจากความคิดลบได้เพียงชั่วครู่

              หากจะมีอะไรที่พอทำให้หัวใจชินชุ่มชื้นขึ้นบ้าง ก็คงจะเป็นความห่วงใยของโอลิเวียนี่แล

              ชินรู้ว่าโอลิเวียมักชงกาแฟให้เพราะเขาชอบ ทั้งอย่างนั้นเธอกลับเปลี่ยนเป็นชาแทน เขารู้ว่าที่เธอเลือกอย่างนั้นเพราะไม่อยากเพิ่มความกังวลให้เขาด้วยฤทธิ์ของกาแฟอีน

     

    ทำให้เป็นห่วงอีกแล้วสินะ...

              ชินเลื่อนตามองโอลิเวีย แม้แต่การชงเครื่องดื่มยังขะมักเขม้นทำเพื่อเขาถึงขนาดนี้ ชินยิ่งรู้สึกผิดไปใหญ่

              นั่นเพราะตอนนี้ ชินไม่รู้เลยสักนิดว่าตัวเองควรจะทำอะไรต่อไป

              การให้โอลิเวียยังคอยเคียงข้างทั้งที่ไม่รู้จะพาเธอไปทางไหนหรือเจออะไร มันไม่ใช่เรื่องที่ชินอยากจะทำเลย

     

    “นี่ค่ะชิน”

    “...ขอบคุณนะ”

              โอลิเวียมาส่งกาแฟให้แล้วกลับไปนั่งที่ แต่หนนี้เธอเปลี่ยนมานั่งฝั่งติดกันแทน

              ความใกล้ชิดนี้ทำให้สบายใจ ...แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับทำให้ชินกลัวด้วย

     

    “วันนี้เธอไปพักก่อนก็ได้นะ... พรุ่งนี้ต้องกลับไปเรียนแล้วไม่ใช่เหรอ?” ชินเสนอออกมา

              เขาไม่กล้ามองหน้าโอลิเวียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังยกชาที่เธอทำขึ้นดื่มจนรู้สึกละอายอยู่ในใจ

              ในขณะเดียวกัน แม้จะอ้างว่าพรุ่งนี้มีเรียน แต่คำพูดมันก็เหมือนการขับไส โอลิเวียเลยขมวดคิ้วทั้งที่ตาตกหน้าเศร้า

     

    “ทำไมถึงได้พูดแบบนั้นล่ะคะ”

              โอลิเวียพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น แต่มันก็ยังส่งมาถึงชิน นั่นถึงทำให้เขารู้ว่าทำอะไรลงไป

     

    “...ขอโทษ”

    “ไม่เป็นไรค่ะ ใจเย็นก่อนนะคะ”

              โอลิเวียรีบเอื้อมมือเธอเข้ามากุมมือของชินก่อนจะสั่นไปกว่านี้ แต่ความใจดีที่ตอบแทนการขับไสที่เขาทำมันยิ่งทำให้ชินรู้สึกผิดหนักกว่าเดิม

              แม้ไม่กล้ารับความหวังดี แต่ชินก็ไม่กล้าผละมือนี้ที่เธอกุม

     

    “ขอร้องล่ะนะ... ฉันไม่ได้อยากไล่เธอหรอก แต่เมื่อกี้ก็เห็นแล้ว สภาพฉันตอนนี้มีแต่จะทำร้ายเธอเปล่า ๆ”

    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องแค่นี้เอง”

              โอลิเวียตอบกลับทันทีอย่างไร้ความลังเล เธอส่งสายตาใส่ชินที่พยายามหลบ แววตาเธอนั้นดูออดอ้อนแต่ก็ดูน้อยใจด้วย

              ‘ทำไมถึงทำเหมือนเป็นคนอื่นคนไกลอย่างนั้นล่ะคะ’ โอลิเวียทำสีหน้าเศร้าเหมือนอยากจะถามอย่างนั้น และมันยิ่งทำให้ชินทรมานใจ

              เขารับมือปัญหาตัวเองไม่ได้จนมันลามไปถึงคนสำคัญ ยิ่งคิดชินยิ่งหงุดหงิดตัวเองหนักเข้าไปอีก

     

    เวรเอ้ย... นี่ฉันเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอ?

              คำพูดของฮอว์คินเริ่มกลับมาในหัวอีกครั้ง ช่างเป็นตลกร้ายที่คำพูดของฆาตกรกลับทำให้ชินต้องย้อนทบทวนตัวเอง

     

    ถ้าเป็นฉันเมื่อก่อน... ฉันสงสัยจริง ๆ ว่าจะควบคุมคำพูดตัวเองได้ดีกว่านี้รึเปล่า?

    ฉันจะแข็งกระด้าง เผลอใช้อารมณ์เหนือเหตุผลจนพูดทำร้ายคนสำคัญแบบนี้รึเปล่า?

     

    จะบอกว่านี่คือผลลัพธ์ของการใช้ความแค้นเป็นตัวนำมาตลอดงั้นเหรอ?

              ชินเริ่มจะคิดตามที่ฮอว์คินพูด แต่มันน่าหงุดหงิดจนอยากจะตัดความคิดพวกนี้ทิ้งไป แล้วบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่คำพูดปั่นหัว

              ทว่าหากทำอย่างนั้น มันจะกลายเป็นว่าเขาทำไปด้วยอารมณ์เพราะไม่สามารถหาเหตุผลมาคัดค้าน และสุดท้ายมันก็จะเป็นจริงดังที่ฮอว์คินว่าอยู่ดี

     

              สภาพหาข้อสรุปไม่ได้ราวกับงูกินหางตัวเองทำชินกำมือแน่น โอลิเวียที่จับมือเขาอยู่ต้องรีบเพิ่มแรงกุมก่อนที่เขาจะจิกมือตัวเองเลือดออก

              และในใจเธอ... ก็จำต้องโทษตัวเองที่ทำได้เพียงขมวดคิ้ว แต่กลับคิดวิธีเยียวยาชินไม่ออกเลยสักอย่างเดียว

     

    ทั้งที่... เราอยู่กับชินมาตลอดแท้ ๆ...

     

    ปิ๊งป่อง!

              เสียงกริ่งของห้องดังขัดจังหวะความคิดของทั้งสอง ชินกับโอลิเวียตกใจเป็นจังหวะแรกก็จริง

              แต่พอประตูถูกเปิดเข้ามา ใบหน้าอันสนิทสนมก็ทำให้หายระแวง

     

    “ชะอ้าว? มาขัดจังหวะรึเปล่าเนี่ย?”

              หลังปิดประตูห้อง ผู้หญิงในชุดออฟฟิศ... เลย์ล่าก็ยิ้มกรุ้มกริ่มใส่หนุ่มสาวที่กำลังนั่งจับมือถือแขนกัน ทำโอลิเวียตกใจเขินจนรีบผละมือออก

              แต่กลับกัน... ชินหัวเราะแห้งในลำคอ รอยยิ้มขมฝืนของเขาทำเลย์ล่าหุบยิ้ม โอลิเวียเองก็กลับมากังวลจนหน้าซีดอีกรอบ

              เลย์ล่าไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ ลูกชายเธอ แล้วลูบหัวเบา ๆ

     

    “...โอลิเวียเล่าให้ฟังแล้วล่ะ เหนื่อยรึเปล่า?”

    “ไม่รู้สิครับ ผมแค่... สับสนมากกว่า”

              ชินก้มหน้า ๆ ตอบไม่แน่ใจ ฝ่ามือของเลย์ล่าที่กำลังลูบหัวเขาส่งความอบอุ่น ชินรู้สึกว่าตัวที่แข็งทื่อจนทำอะไรไม่ถูกเริ่มจะอ่อนยวบลง

     

              โอลิเวียเห็นชินเลิกเกร็งคิ้วได้สักทีก็ถอนหายใจโล่งอกบ้าง

              แต่... ในใจเธอกลับรู้สึกโหวงขึ้นมาแทน นั่นเพราะคนที่เยียวยาชินได้มันไม่ใช่เธอ การคิดแบบนั้นในเวลาที่ชินกำลังดีขึ้นมันทำให้โอลิเวียรู้สึกหงุดหงิดตัวเองมากจริง ๆ

              และเพราะแบบนั้นเธอจึงเก็บสีหน้าตัวเองไม่ได้ เลย์ล่าเหลือบมองเห็นโอลิเวียนิ่งไปเลยนึกสงสัย

     

    “ทั้งสองคนทะเลาะกันเหรอ?”

    “ปะ เปล่านะคะท่านเลย์ล่า! ชินน่ะ———”

    “ผมพูดไม่ดีกับโอลิเวียน่ะ”

              ชินชิงปิดปากสารภาพ ท่าทางหงอยรู้สึกผิดของเขาทำให้โอลิเวียไม่กล้าเปิดปากต่อ และจำต้องเหงื่อตกไปอีกคน

     

    ไม่ใช่นะ... เมื่อกี้ฉัน...

    หงุดหงิดความอ่อนแอของตัวเองต่างหาก

              ทำไมคนที่ช่วยชินได้ถึงไม่ใช่ฉัน? ความรู้สึกพวกนั้นกัดกินโอลิเวียหนักขึ้น แต่ยิ่งพูดก็มีแต่จะเฉือนเนื้อตัวเอง เพราะมันไม่ได้ทำให้เธอได้สิ่งที่ต้องการ

              คิดแบบนั้นมือของโอลิเวียยิ่งกำบนตักตัวเองแน่น

              เลย์ล่าแม้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแต่ก็มองเห็นโอลิเวียนั่งตัวเกร็ง เลย์ล่าเลยหันกลับมาถามชิน

     

    “ไปพูดว่าอะไรเธอล่ะจ๊ะ?”

    “...ผมอยากให้โอลิเวียกลับไปก่อนน่ะ ผมกลัวจะทำร้ายความรู้สึกเธอ”

    “หืม... งั้นก็ถือว่ายังไม่ได้ทำอะไรนี่นา เนอะโอลิเวีย”

    “ค่ะ”

              โอลิเวียพยักหน้าตอบกลับเสียงเบา ความผิดปกติตรงนั้นทำให้ชินเหล่มอง เขาอยากจะพูดขอโทษโอลิเวียอีกรอบ แต่พอเธอหม่นหมองอย่างนี้มันคงทำให้โอลิเวียรู้สึกแย่ไปอีก

     

              และถ้าเขายังแก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ คนรอบตัวก็จะยังคงเป็นทุกข์ตามเขาอยู่เรื่อยไป

              ชินรู้เรื่องนั้นดี แต่ว่า...

     

    “ผมไม่เข้าใจ... ทำไมต้องเป็นอาจารย์ฮอว์คินด้วย”

              ชินเปิดปากตัดพ้อ น้ำเสียงสั่นเครือของเขาทำให้ใจของโอลิเวียและเลย์ล่าปวดร้าว

     

    “พูดต่อได้เลยนะชิน” เลย์ล่าลูบหลังชิน ออกแรงส่งให้และเขาก็ยอมรับมัน

              ...ยอมรับในความทรมานของตัวเอง

     

    “ผมคิดว่าผมเตรียมใจมาพอแล้ว... คิดว่าต่อให้อีกฝ่ายเป็นใครผมก็สามารถใช้มือนี่แทงทะลุหัวใจมันได้” ชินยกมือตัวเองขึ้นมอง แต่มือเขาในตอนนี้นั้นอ่อนแรงเกินกว่าจะทำอย่างที่พูด

              เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันผิดจากที่คาดไปไกลมาก

     

    “แล้วอาจารย์ฮอว์คินดันมีส่วนรู้เห็นด้วย... อาจารย์เนี่ยนะ?” ชินถามกับตัวเอง ส่ายหน้าเหมือนยังไม่อยากเชื่อ

    “ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเหตุจูงใจที่เขาพูดมันจริงไหม ...บ้าเอ้ย ผมรู้สึกไม่ดีด้วยซ้ำที่คิดแบบนี้”

              การตั้งข้อสงสัยกับคนที่เคยเชื่อสนิทใจทำให้ชินปวดร้าวในอก แต่สมองของเขาในตอนนี้มันทำงานหนักกว่าหัวใจ

              ถึงอย่างนั้น... ชินก็ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ฮอว์คินส์พูด

     

    “อาจารย์ผิดหวังในตัวผม บอกว่าผมกลายเป็นเครื่องจักรสังหารคิดเองไม่เป็น แถมยังปล่อยให้อารมณ์ชี้นำ... ผมอยากปฏิเสธแต่ผมรู้ว่ามันจริง” ชินพูดไปก็คอตกไป

              ความรู้สึกอยากปฏิเสธกับปัญญาที่ใช้แยกแยะเริ่มตีกัน แต่ชินรู้คำตอบอยู่แล้วว่ามันเป็นยังไง

              ตัวเขาเปลี่ยนไป... เปลี่ยนไปมากจากก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เมื่อ 12 ปีก่อน เขาเกือบจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าความรู้สึกในอกตอนที่คอยออกไปช่วยเหลือเพื่อนบ้านทั่วโลกนั้นรู้สึกยังไง

     

    “ผมเคยดีกว่านี้... ใช่ไหม?” ชินหันไปถามเลย์ล่าเรื่องที่เขาเองก็รู้ 

    “คุณแม่ผิดหวังในตัวผมบ้างไหม?”

              ชินฉายแววตาหมดอาลัยไปยังเลย์ล่า ท่าทางราวกับอยากถูกลงทัณฑ์ทำให้โอลิเวียกลั้นน้ำตาไม่อยู่

              แล้วมีหรือเลย์ล่าจะทนไหว เธอพุ่งเข้าไปสวมกอดลูกชายของเธอเข้ามาในอ้อมอก

     

    “ไม่มีวัน... แม่ไม่มีวันผิดหวังในตัวลูกหรอก”

    “...ผมไม่เหมือนเดิมแล้วนะ”

    “เรื่องนั้นไม่จริงหรอก”

              ชินถามย้ำด้วยความรู้สึกผิดบาป แต่เลย์ล่าก็ยังส่ายหน้า ออกแรงกอดชินแน่นขึ้นไปอีก

              ให้ชินสัมผัสความอบอุ่นนี้... ให้ชินรู้ว่าหัวใจของเขายังจำความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้ได้

     

    “ทั้งแม่ทั้งโอลิเวียรู้ดีนะ... ถึงวิธีการของชินจะเปลี่ยนไป แต่ชินก็ยังมีหัวใจที่เที่ยงธรรมและเห็นแก่ความรู้สึกของคนอื่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน หรือชินว่าไม่ใช่ล่ะ?”

              เลย์ล่าผละออกมาเล็กน้อยให้เห็นหน้าชินในอ้อมอกของเธอ แต่เขาก็หลบตา ไม่แน่ใจว่ายังมีส่วนดีเหลืออยู่ขนาดนั้นไหม

     

    “ชินน่ะ ยังเหมือนเดิมนะคะ!” โอลิเวียเป็นคนเอ่ยขึ้นมา ตอบแทนเจ้าตัวด้วยเสียงสั่นเครือ

              พอชินหันไปมอง เขาถึงเพิ่งรู้ว่าโอลิเวียไม่ใช่แค่พูดแทน แต่ยังร้องไห้แทนเขาอีกด้วย

     

    “ดิฉันยังจำได้นะคะ วันนั้น... วันที่ดิฉันถูกคุณช่วยเอาไว้จากนรกนั่น หัวใจคุณ รอยยิ้มของคุณ ปณิธานของคุณ... จะวันนั้นหรือวันนี้ ทุกอย่างมันก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละค่ะ!”

              โอลิเวียส่งเสียงตะโกนกระแทกเข้ามา ขอบตาเธอแดงก่ำเพ่งมองชินสะท้อนความจริงใจที่สื่อออกมาพร้อมความรู้สึกขอบคุณ

              แน่นอนว่าโอลิเวียมีความรู้สึกอื่นด้วย... แต่ความจริงที่เธอได้รับความช่วยเหลือและยังอยู่ตรงนี้ด้วยความรู้สึกเดิม มันคือสิ่งยืนยันว่าชินเองก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าที่เจ้าตัวคิด

              เลย์ล่าเองก็คิดเช่นนั้น ถึงกับยิ้มภูมิใจให้กับลูกสาวที่เห็นตรงกันก่อนจะหันมายิ้มให้ชิน

     

    “อย่างที่โอลิเวียว่านั่นแหละชิน... แม่เองก็อยู่กับลูกมาตั้งแต่เกิด แม่รู้ดีว่าชินยังเป็นคนเดิมนะ”

    “แต่ผมทำในสิ่งที่ผมเคยคิดว่าจะไม่ทำด้วยนะ”

    “มันก็แน่อยู่แล้ว ก็ลูกโตขึ้นนี่นา”

              เลย์ล่าว่าไปพลางสางผมชิน มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนเวลาผ่านมาเร็วมากจากตอนที่เขายังเป็นทารกในอ้อมอก

              ถ้าเทียบกับเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ตอนนั้น ตอนนี้มือของชินอาจจะเปื้อนไปมากก็จริง แต่มองในอีกแง่นึง มันคือหลักฐานว่าชินก็แค่ผ่านการเดินทางที่เรียกว่าชีวิตมา

              ซึ่งไม่ใช่การเดินทางที่ดีนักชินเองก็รู้แก่ใจ เช่นเดียวกับเลย์ล่า

     

    “แต่แม่ก็จะไม่โอ๋แล้วบอกว่าสิ่งที่ทำมันไม่ผิดหรอกนะ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ... แม่ก็จะบอกด้วยว่าต่อให้ทำผิดพลาดมาตลอด แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผิดพลาดตลอดไป”

              เลย์ล่าผละตัวออกมามองชิน คำพูดเธอคืนประกายให้แววตาของชินแม้จะบางเบา แววตาหม่นหมองของเขาเลยเริ่มกลับมา ทำให้เธอยิ้มชื่นใจ

              และรอยยิ้มของผู้เป็นแม่ก็ทำให้ชินสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในอก เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างจนมองเห็นทุกอย่างชัดขึ้น

              ทั้งสีหน้าโล่งอกของโอลิเวีย และรอยยิ้มแฉ่งของคุณแม่ที่กำลังยื่นมือมาลูบหัวเขาอีกรอบ

     

    “ลูกไม่ชอบที่ตัวเองทำแล้วใช่ไหมล่ะ งั้นก็แค่คิดดี ๆ แล้วอย่าทำอีก แค่นี้แม่ว่ามันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ?”

    “...ครับ นั่นสินะ”

              ชินก้มหน้ารับสภาพแต่มิได้เสียประกายในตา

              เรื่องที่เคยทำไปแล้วมันแก้ไขอะไรไม่ได้ เขาทำได้แค่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก้าวต่อไปเท่านั้น

     

    ก็จริงอย่างที่คุณแม่ว่า... มือเราเปื้อนเลือดไปแล้ว ล้างยังไงก็ไม่ออก

    เราต้องยอมรับมัน

     

    เราอาจชอบตัวเองในตอนนี้ไม่ลง

    แต่ว่า... อย่างน้อย... ก็ไม่อยากจะเกลียดตัวเองไปมากกว่านี้

     

    ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคุณแม่... และเพื่อโอลิเวีย

              ชินคิดแล้วก็เผลอมองหน้าคนสำคัญตามที่คิด

              โอลิเวียนั้นมีสีหน้าโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก เธอยังคงเลียนสีหน้าตามเขาราวกับรู้สึกไปด้วยกันอยู่เสมอ

              ถึงเธอจะขมวดคิ้วแล้วก้มต่ำหลังจากสบตากัน แต่ชินก็รู้ว่านั่นเป็นเพราะเขาทำตัวเองก่อนหน้านี้ และเป็นอีกหนึ่งที่อยากรีบชดเชย

     

              แต่ว่าก่อนหน้านั้น ก็ต้องขอบคุณคนที่ทำให้หัวใจอันเหี่ยวเฉานี้ของเขากลับมาเต้นเป็นปกติอีกครั้งเสียก่อน

     

    “เอ่อ... ขอบคุณนะครับคุณแม่”

              ชินพยายามจะมองตาขอบคุณเลย์ล่าที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ แต่กลับเริ่มเขินจนต้องหลบตาแทน

              ท่าทางน่ารักน่าชังนั่นทำเอาเลย์ล่ายิ้มกรุ้มกริ่ม

     

    “แหม ๆ! ว่าไปแล้ว พอถูกเรียกว่า ‘คุณแม่’ หลังจากไม่ได้ยินมานานมันก็น่าดีใจเหมือนกันนะเนี่ย!”

    “ยะ อย่าแซวกันแบบนั้นสิครับ! ให้ตายสิ...”

              ชินถึงกับยิ้มแหยเมื่อเห็นคุณแม่ยื่นหน้าเข้ามาล้อเลียนปานเพื่อนสาววัยเดียวกัน เรียกว่าภาพลักษณ์ของพระแม่มารีย์ของคุณเธอแทบจะหายไปในพริบตา

              แต่ยิ่งชินขยับห่างแถมยังหลบหน้าไม่อยากให้เห็นแก้มแดง ๆ นั่นกลับยิ่งทำให้เลย์ล่ามันเขี้ยวจนตาเธอเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจ

     

    “โอ้ยยยยย! ไม่ไหวแล้ว! ชินของฉันจะน่ารักอะไรขนาดนี้!” เลย์ล่าเลยพุ่งเข้าไปกอดชินหมับเข้าให้

    “พะ พอเถอะครับ น่าอายจะตายไป”

    “ไม่เอา ๆ!”

              ชินยิ่งคัดค้านเลย์ล่ายิ่งเบียดเสียดเอาหน้าเข้ามาถูไถ เธอกลายร่างจากเด็กวัยเดียวกับชินเป็นเด็กประถมเอาแต่ใจไปเรียบร้อย

              แต่ไม่ใช่แค่นั้น... เพราะหลังจากที่ชินดีขึ้น ความเอ็นดูในใจของเลย์ล่าก็ดันเริ่มเปลี่ยน กลายเป็นความโมโหใส่คนที่ทำให้ลูกของเธอตกอยู่ในสภาพทนทุกข์ไปด้วย

     

    “หึ่ย! ว่าก็ว่าเถอะนะ ใครมันช่างใจร้ายกล้ามาว่าชินได้ลงคอกันเนี่ย! พอคิดแล้วหงุดหงิดขึ้นมาเลย!”

              พอนึกขึ้นได้ เลย์ล่าเลยเลือดขึ้นหน้าจนเส้นเลือดปูดขึ้นหน้าผาก กลายเป็นทั้งคุณแม่โอ๋ลูกและพญายักษ์ในเวลาเดียวกัน ส่วนชินที่ถูกเธอกอดคอเป็นตุ๊กตาก็ได้แต่ทำหน้ามุ่ยกับการเปลี่ยนแปลงที่สมกับเป็นผู้หญิงของเธอ

              เลย์ล่าที่กำลังคึกได้ที่เลยหันไปหาคนที่น่าจะเห็นด้วยกับเธอแทน

     

    “น่าหงุดหงิดชะมัดเลย! โอลิเวียก็คิดเหมือนกันใช่ไหม!”

    “เอ๊ะ? กะ ก็นั่นสินะคะ...”

              โอลิเวียตัวกระตุกเลิกคิ้วมองกลับมา ตอบกลับช้าราวกับครุ่นคิดบางอย่างเสียอย่างนั้น

              แน่นอนว่านั่นทำให้ชินกังวล แต่สำหรับเลย์ล่า... มันทำให้เธอยิ้มกรุ้มกริ่มใส่โอลิเวีย และกอดชินแน่นขึ้น

     

    “เห... ทำไมทำท่าทางอย่างนั้นล่ะโอลิเวีย? อิจฉาเหรอ?”

    “มะ ไม่ใช่ค่ะ!” โอลิเวียเปิดปากยืดตัวเถียงทันควัน

              แต่หลังจากนั้นก็หย่อนตัวนั่งลงด้วยใบหน้าที่ทั้งแดงก่ำ และลำบากใจ

     

    “...จริง ๆ ก็อิจฉาแหล่ะค่ะ”

    “หืม...”

              เลย์ล่าหรี่ตามองโอลิเวียด้วยแววตาคมกริบ แต่ก็ยักไหล่แล้วผละตัวออกมาจากชินทันที เพราะอย่างไรเสียโอลิเวียก็เหมือนลูกสาวของเธอเหมือนกัน

              ในขณะที่ชินเองนั้นก็ทั้งรู้สึกหวานและขมในปาก ความประหม่าประสมลำบากใจบนสีหน้าโอลิเวียมันทำให้เขาตาตื่น และตระหนักอีกครั้งว่าเธอสำคัญขนาดไหน

     

    “โอลิเวีย... ขอโทษเรื่องก่อนหน้านี้ด้วยนะ แล้วก็ขอบคุณเรื่องเมื่อกี้ด้วย” ชินไม่รีรอจะเอ่ยคำที่อยากพูด

              แต่โอลิเวียกลับหลบตาด้วยสีหน้าลำบากใจ

     

    “ไม่หรอกค่ะ ดิฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

    “ไม่จริงหรอก คำพูดของเธอที่บอกว่าฉันไม่เปลี่ยนไปเลยก็ช่วยฉันไว้เหมือนกัน ขอบคุณจริง ๆ นะ”

    “...เรื่องนั้นก็รู้อยู่หรอกค่ะ”

              โอลิเวียรับสายตาจริงจังของชินมาแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ กระนั้นก็ไม่อาจรับมันได้อย่างเต็มใจนัก

     

    คำพูดของฉันช่วยชินได้... จะไม่ดีใจเลยก็คงโกหก

    แต่ว่า... ในใจนี้มันก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดี...

     

    ก็เรา... ไม่อยากช่วยได้แค่นี้นี่นา!

              ความร้อนแน่นในอกโอลิเวียทำเธอหงุดหงิดตัวเอง

              อยากจะเป็นคนที่ชินกล้าพูดทุกอย่างเหมือนกับท่านเลย์ล่าบ้าง... อยากเป็นคนที่โอบกอดและทำให้เขารู้สึกสบายใจได้บ้าง...

              และที่สำคัญที่สุด... คือไม่อยากถูกขับไสแค่เพราะกลัวจะโดนทำร้ายจิตใจ เธออยากเป็นคนที่ชินอยากอยู่เคียงข้างในทุกสถานการณ์ต่างหาก

     

              ความรู้สึกนั้นแรงกล้าจนเปล่งประกายในตา ราวกับตัดสินใจแน่วแน่ต่อจากนี้

              อย่างน้อยมันก็แรงมากพอจนเลย์ล่าสังเกตเห็น และกลับมายิ้มได้อย่างสบายใจ

     

    “...งั้นฉันขอตัวก่อนแล้วกันนะ เห็นทั้งสองคนโอเคฉันก็สบายใจแล้วล่ะ”

    “ไม่ทานมื้อเย็นด้วยกันก่อนเหรอครับ?”

    “นั่นสิคะ ท่านเลย์ล่ามีงานด่วนเหรอคะ?” 

              ชินกับโอลิเวียรีบชวนขณะที่เลย์ล่าลุกขึ้นจากพื้นห้อง เห็นแบบนั้นเลย์ล่าก็ยิ้มแป้นออกมาอีกรอบกับความออดอ้อนของลูกชายลูกสาวทั้งสอง

              แต่เลย์ล่าคิดแล้วก็จำต้องยักไหล่เสียดาย

     

    “แหมก็ไม่เชิงหรอก...” เลย์ล่าไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธเรื่องที่มีงานรออยู่

              แทนที่จะพูดเรื่องงาน เธอเลยเปลี่ยนมายิ้มกวน ๆ ใส่แทน

     

    “เรื่องงานน่ะไม่เท่าไหร่หรอก... แต่ประเด็นหลักคือไม่อยากกวนเวลาคนหนุ่มสาวต่างหาก ฮิฮิ”

    “ “!!!?” ”

              คำพูดของเลย์ล่าทำหัวใจชินกับโอลิเวียสะดุ้งพร้อมไหล่ ใบหน้าแดงก่ำ

     

    “บ้ายบาย! ไว้เจอกันน้าสุดหล่อสุดสวยของแม่!” แต่ไม่ทันจะได้โต้กลับ เลย์ล่าก็แผ่นแน่บวิ่งออกจากห้องไปพลัน

              ...เหลือไว้แต่บรรยากาศหวานอมขมกลืนอยู่ในห้อง ทั้งชินกับโอลิเวียได้แต่นิ่งเงียบ

     

    ให้ตายสิ... คุณแม่เนี่ยนะ

    มาสร้างบรรยากาศแบบนี้แล้วปล่อยให้อยู่กันสองต่อสองซะได้

              ชินทั้งรู้สึกเขินและลำบากใจ แต่ก็พยายามเหล่ตามองปฏิกิริยาของโอลิเวียที่นั่งก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ

              แต่ในตอนนั้นก็ดันสบตากันแล้วต้องหลบไปทางอื่นกันทั้งคู่ เรียกว่ากระอักกระอ่วนกันสุด ๆ ...ในหลาย ๆ ความหมาย

     

    “ชินคะ”

    “ครับ!”

              ชินโดนเรียกกะทันหันเลยเผลอตอบสุภาพไปแบบไม่ตั้งใจ

              ...แต่พอหันไปหาโอลิเวียที่นั่งห่างไปแค่สองเมตร แววตาเธอก็กลับมาจริงจังเสียแล้ว เธอยังเปิดปากเหมือนจะพูดอะไรด้วย

     

    “...ไม่ดีกว่าค่ะ”

              แต่แล้วโอลิเวียกลับไม่พูดอะไรออกมา แถมยังยืนขึ้นอีกต่างหาก นั่นเปลี่ยนให้หัวใจของชินเริ่มบีบรัดด้วยความรู้สึกผิดอีกครั้ง

              และยิ่งทำเขาหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อโอลิเวียเริ่มเดินไปที่ประตู ชินจึงรีบลุกขึ้นตามเธอไป

     

    “เดี๋ยวก่อนโอลิเวีย ฉันขอโทษเรื่องก่อนหน้านี้จริง ๆ... จะให้ชดเชยด้วยอะไรฉันก็พร้อมทำให้หมดเลยนะ!”

    “เอ๊ะ?” แต่โอลิเวียกลับหันมาทำหน้าเหวอใส่ซะอย่างนั้น

    “เอ๊ะ?”

              ชินเลยพลอยทำหน้าเหวอแบบเดียวกันด้วย

              แล้วโอลิเวียก็ร้อง “อ๊ะ!” ขึ้นมาเหมือนเพิ่งเข้าใจชิน เธอทำหน้ามุ่ยรู้สึกผิดมองมาทางชินอีกครั้ง

     

    “ขออภัยด้วยค่ะชิน ดิฉันหมกมุ่นกับความคิดตัวเองไปหน่อย ไม่ได้โกรธอะไรชินหรอกนะคะ” โอลิเวียว่าแบบนั้นแล้วรีบกระแอมตั้งสติตัวเอง

              แล้วเธอก็มองกลับมายังชิน ด้วยแววตาที่จริงจังและมุ่งมั่น

     

    “ดิฉันจะขอไปทำธุระสักครู่ เดี๋ยวก็กลับมาแล้วค่ะ ดิฉันเองก็กะจะชวนชินไปทานข้าวเหมือนกัน”

    “งะ... งั้นเหรอ...”

              ชินตอบกลับปากพะงาบทำตัวไม่ถูก แต่น้ำเสียงของโอลิเวียก็ดูปกติจริงดังที่เธอว่า

              อันที่จริง มันเหมือนกับตัวเธอตอนปกติที่ชอบหยอกล้อชินด้วยซ้ำ ...ถึงชินจะรู้สึกว่านี่เป็นเวอร์ชั่นที่จริงจังมากขึ้นกว่าเดิมก็เถอะ

     

    ไม่ได้โกรธเหรอ?

    งั้น... ยังไงกันเนี่ย?

              ชินกะพริบตาปริบ ๆ ตามสถานการณ์ไม่ทัน

              แต่ในเมื่อโอลิเวียดูปกติดี เขาก็อยากให้เธอได้ทำตามใจแม้เขาจะไม่เข้าใจก็ตาม

     

    “เอ่อ ไปดีมาดีนะ”

    “ฮุฮุ ดิฉันไปแค่แปปเดียวเองค่ะ”

              โอลิเวียหัวเราะทั้งเอ็นดูและดีใจ เธอโค้งตัวให้ชินก่อนจะปิดห้อง จากนั้นชินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังต่อเนื่อง ดูท่าลับหลังเธอจะไม่ต้องระวังเรื่องภาพลักษณ์เลยใส่แรงวิ่งได้เต็มที่

     

    ว่าแต่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ?

    ท่าทางก็เหมือนไม่ได้โกรธจริง ๆ นั่นแหละ แต่แบบนั้นมันก็แปลกอยู่ดี

              ชินพยายามคิด อยากจะเข้าใจจิตใจของโอลิเวียมากกว่านี้

              แต่สำหรับปฏิกิริยาแปลก ๆ เมื่อกี้ ชินคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจเหตุผลจริง ๆ เขาเลยหันไปคิดถึงเรื่องที่ตัวเองทำผิดแทน

     

    จะว่าไป... ถึงจะบอกว่าทำเพื่อไม่ให้โอลิเวียรู้สึกแย่ ก็เลยต้องกันเธอออกไปก่อนก็เถอะ

    แต่พอมานึกดู การพูดเหมือนไล่เธอแบบนั้นมันไม่ดีเลย

     

    เพราะการถูกคนสำคัญกันห่าง มันก็เหมือนกับบอกเป็นนัยว่าไม่ได้สนิทกันจนถึงขั้นระบายทุกอย่างให้ฟังได้

    แต่... การป้องกันไม่ให้คนสำคัญได้รับพลังงานลบจากเรามันก็เป็นเรื่องที่ควรทำเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?

     

    ...เส้นแบ่งมันอยู่ตรงไหนกันนะ?

              ชินพยายามคิดแล้วเริ่มหัวหมุน เหมือนต้องเลือกระหว่าง ‘ระยะห่างความสัมพันธ์’ กับ ‘การดูแลความรู้สึกของคนสำคัญ’

              หากอยู่ใกล้ไปแล้วเจ็บก็ควรต้องออกห่างกัน แต่ถ้าห่างกันเกินไปความสัมพันธ์ก็จะแย่ลงจากความห่างนั้นแทน

              ช่างเป็นปัญหาน่าปวดหัวดังเช่น ‘ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?’

              ชินไม่รู้ว่า ‘ระยะห่างความสัมพันธ์’ กับ ‘การดูแลความรู้สึกของคนสำคัญ’ แบบไหนสำคัญกว่า รวมถึงไม่รู้ว่าตรงกลางของทั้งสองอย่างมันอยู่ตรงไหน แต่ชินก็อยากจะคิดมันให้ออก เพราะเขาอยากให้มันดีทั้งสองอย่าง ...โดยเฉพาะกับโอลิเวีย

     

              แต่ชินหาได้รู้ไม่... ว่าคนที่เขาคะนึงถึงก็คิดเหมือนกัน

     

    ปิ๊งป่อง!

              เสียงกริ่งห้องดังขึ้นอีกรอบ ชินเลยเดินเข้าไปเปิดประตูให้ คนที่เห็นผ่านตาแมวของประตูก็เป็นโอลิเวียตามที่คาด

     

    “ยินดีต้อนรับ... กลับ...”

              แต่ชินก็ต้องเอียงคอสงสัยกับโอลิเวียที่กลับมาในชุดเดิม นั่นคือสิ่งที่ทำให้แปลกใจเป็นอย่างแรกเพราะเขานึกว่าเธอจะกลับไปเปลี่ยนชุด

              ส่วนอย่างที่สอง... คือกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่เธอแบกใส่หลังมาด้วย

              ในขณะที่ชินกำลังสับสน โอลิเวียกัดกลืนความประหม่าแล้วมองตาชินอย่างมุ่งมั่นอีกครั้ง

     

    “อาจจะกะทันหันไปหน่อย... แต่ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ดิฉันจะย้ายมาพักกับชินค่ะ”

     

    เอ๊ะ?

              ชินทำปากพะงาบ ตกใจจนเผลอชักเท้ากลับ แต่โอลิเวียก็ใช้จังหวะนั้นก้าวเข้ามาไม่ให้ห่างเกินหนึ่งก้าว ระยะห่างที่ถูกร่นยิ่งทำแก้มชินแดงก่ำ

              แต่โอลิเวียกลับมองมาอย่างจริงจัง ด้วยแก้มที่แดงยิ่งกว่า

     

    “ขออภัยด้วยนะคะชิน... แต่ไม่ว่าอย่างไร ดิฉันไม่รับคำทัดทานค่ะ”

              โอลิเวียจ้องชินด้วยแววตาอันมุ่งมั่นและร้อนแรง

              ราวกับจะประกาศแก่ชิน... ว่ายิ่งเขาทำตัวห่างเหินเท่าไร เธอจะยิ่งสู้กลับด้วยการติดหนึบมากขึ้นเท่านั้น

     

    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School) ที่คุณอ่าน