ทุกคนต่างแยกย้ายพักผ่อนเมื่อล่วงเข้ายามดึก ทว่ามีเพียงห้องหนังสือของผู้เป็เ้าสำนักที่ยังคงจุดตะเกียงสว่างไสวอยู่ ยังมีแม่เฒ่าสวี่ฝางฝ่าง และชายหนุ่มคนเดิมนามว่าอานไท่ ซึ่งทั้งสองกำลังพูดคุยกับสือจินรุ่ยอยู่ด้านใน
“นายท่านสือ ลำพังสถานการณ์ของพวกเราก็ใช่ว่าจะดี จะไปหาคนจากที่ใดไปตามหาบิดาหลานสาวของท่าน จะเรียกให้พวกเขากลับมาก็คงไม่ได้” แม่เฒ่าสวี่ออกความเห็น นางอายุอานามก็ล่วงเข้าสู่วัยเลขหกแล้ว ถือว่าเป็คนเก่าแก่ที่คอยอยู่รับใช้นายของตนมานานั้แ่สมัยที่ยังไม่ตัดขาดกับตระกูลหลัก
บัดนี้สำนักฮุ่ยเหอก็เหลือเพียงชื่อ คนคุ้มกันมากมายในสำนักต่างแยกย้ายกันไปั้แ่เจอวิกฤตที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะไปกระตุกหนวดของผู้มีอำนาจเข้า นั่นจึงเป็เหตุผลทำให้สำนักซบเซา ทำได้เพียงอาศัยเงินทองที่เคยสะสมมาในกาลก่อน ทว่านี่ก็หลายปีมาแล้ว แม้จะใช้อย่างประหยัดก็เริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เ้าสำนักที่รักที่นี่ยิ่งกว่าสิ่งใดก็ไม่ยอมทิ้งไปง่ายๆ และพยายามจะหาลู่ทางทำให้ธุรกิจกลับมาดำเนินต่อได้อีกครั้ง
“หรือนายท่านจะให้ข้าไปตามหาคนเดียวในป่าลึกแห่งนั้นหรือขอรับ” อานไท่เอ่ยเสริมแม่เฒ่าสวี่
สือจินรุ่ยถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “ข้าตั้งใจว่าจะไปพบพวกเขาอีกครั้ง ขอให้ช่วยแค่งานนี้งานเดียว อย่างไรนี่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการคุ้มกันใคร เป็เพียงงานตามหาคนในครอบครัว”
“แต่ท่านก็รู้ว่าเพียงเห็นหน้าท่าน พวกเขาก็แทบจะปิดประตูหนีแล้ว” สวี่ฝางฝ่ายกล่าวอีกประโยค
“แล้วจะให้ข้าทำเช่นไร หลิงเอ๋อร์เป็หลานสาวของข้า นางเป็ลูกของน้องสาวข้านะ เห็นนางลำบากจะไม่ให้ข้าหาทางช่วยได้หรือ เดิมทีนางก็มีแค่บิดามารดา มารดานางจากไปแล้วก็เท่ากับว่าเหลือบิดาเพียงคนเดียว แล้วนี่ยังมาเกิดเหตุแบบนี้อีก นางช่างน่าสงสารยิ่งนัก” เขากุมขมับ “อย่างไรข้าก็ตั้งใจเอาไว้แล้ว วันพรุ่งนี้ข้าจะไปหาพวกเขาด้วยตนเอง”
“แทนที่จะไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขา เราไปแจ้งทางการไม่ดีกว่าหรือขอรับ” อานไท่เสนอ
“แจ้งทางการย่อมต้องแจ้งหลักฐานและมีเหตุผลรองรับให้พวกเขา พวกเขาจึงจะไปตามหาได้ และหากเป็เช่นนั้นคนที่จะเสื่อมเสียชื่อเสียงก็คือหลิงเอ๋อร์ อีกอย่างเ้าเชื่อคนของทางการหรือ เห็นๆ กันอยู่ว่าที่ผ่านมาเป็อย่างไร หากพวกเขาอยากช่วยเหลือจริงๆ สำนักฮุ่ยเหอคงไม่เป็ดังเช่นทุกวันนี้” พูดไปแล้วเขาก็รู้สึกคับแค้นในใจยิ่งนัก
คนทั้งสามปรึกษากันอยู่ครู่ใหญ่ โดยไม่รู้เลยว่าทุกถ้อยคำของพวกเขานั้น ซูฮวากลับได้ยินมันทั้งหมดแม้ห้องที่นางอยู่กับห้องหนังสือจะอยู่กันคนละทิศก็ตาม
นอกจากนางจะปรับระยะการมองเห็นของดวงตาได้แล้ว นางยังสามารถปรับระยะการได้ยินได้อีกด้วย ดังนั้นในระหว่างที่นางกำลังอยู่ภายในห้องจึงลอบฟังเสียงรอบข้างไปพลางๆ อีกอย่างนางสังเกตเห็นถึงความผิดปกติั้แ่แรกที่เข้ามาจึงอยากที่จะรู้เหตุผลว่าเกิดอะไรขึ้น
แคว้นเว่ยขึ้นชื่อเื่กองกำลังการป้องกันที่แข็งแกร่ง ส่วนในเมืองหลวงแคว้นเว่ยก็ขึ้นชื่อเื่สำนักคุ้มกันภัยเช่นกัน ดังนั้นทางราชสำนักจึงให้ความสำคัญกับสำนักเหล่านี้โดยการแบ่งออกเป็สี่ทิศเฉกเช่นเดียวกันกับสี่ทิศของแคว้น และทำการจัดอันดับในแต่ละทิศอีกทีโดยการประลองการต่อสู้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการตั้งรับการป้องกันตนเองและผู้ว่าจ้างและการโจมตีหากมีอันตรายเข้ามาใกล้
แน่นอนว่าผู้ว่าจ้างนอกจากจะเป็คนในแคว้นจากหลายๆ เมืองแล้ว ยังมีแม้กระทั่งคนจากต่างแคว้นที่เดินทางมาถึงที่นี่เพื่อติดต่อสำนักคุ้มกันภัย ดังนั้นชื่อเสียงความแข็งแกร่งไม่ได้มาเพียงชื่อ แต่เพราะทุกคนได้ประจักษ์ด้วยตาตนเองมาแล้วนั่นเอง
ซูฮวาเองที่เคยเป็เพียงสาวใช้จวนสกุลหยู ก็ยังได้รับรู้เื่ราวเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ
เมื่อรับรู้ความเป็มาของสำนักฮุ่ยเหอแล้ว นางจึงเก็บเื่นี้เอาไว้ในใจก่อน เพราะยังมีเื่สำคัญมากกว่าที่นาง้ารู้ นั่นคือในเวลานี้ร่างเดิมของนางเป็อย่างไร...
แน่นอนว่าเื่ราวที่นางเคยประสบพบเจอนั้นย่อมจำได้ฝังใจ ทว่าวันเวลาที่เกิดขึ้นอย่างแน่ชัด ได้เลือนหายไปตามกาลเวลาแล้ว สิ่งที่นางจดจำได้จึงมีเพียงปีที่เกิดเื่ขึ้นก็เท่านั้น ดังนั้นแม้จะรู้ว่าตอนนี้เป็่วันหรือเดือนใด นางก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี
ดึกคืนนั้นเมื่อซูฮวาััได้ว่าทุกคนในสำนักได้เข้าสู่ห้วงนิทราเป็ที่เรียบร้อย จึงไม่รอช้าที่จะลุกขึ้นมาเตรียมตัว
นางเปิดหน้าต่างบานหนึ่งออก ทันทีที่เท้าเหยียบที่ขอบหน้าต่าง ร่างของนางก็ะโข้ามไปตามกระเื้ัคาอย่างแ่เบา นางสามารถกะระยะในการลงแรงในแต่ละส่วนของร่างกายอย่างช่ำชอง หากเป็ในโลกแห่งนี้ สิ่งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็วิชาตัวเบาที่เหล่าผู้ยอดยุทธ์ใช้กัน ต่างกันแค่ความเร็วที่นางมีมากกว่าจนถึงขั้นที่ว่าสายตาของมนุษย์ปุถุชนธรรมดาก็มองตามไม่ทัน และเห็นเป็เพียงภาพเลือนรางก็เท่านั้น
ใช้เวลาไม่นานจากเขตเมืองหลวงทิศอุดร ซูฮวาก็เข้าเขตเมืองหลวงชั้นกลางอันเป็ที่อยู่ของขุนนางชั้นสูง และจวนสกุลหยูเองก็ตั้งอยู่ที่นั่น
บนยอดต้นไม้ต้นหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากจวนสกุลหยู บัดนี้ได้มีร่างของซูฮวากำลังใช้ปลายเท้าข้างขวาแตะบนยอดไม้เพื่อยืนมองไปเบื้องล่างอย่างมั่นคง แม้จะมีลมแรงพัดให้กิ่งไม้กิ่งนั้นสั่นไหวก็ไม่อาจทำสิ่งใดกับร่างบอบบางของนางได้เลย
สายตาปรับระยะการมองไปทั่วจวนที่เป็สถานที่อันคุ้นเคย ภาพความทรงจำเก่าๆ พลันผลุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย แรกเริ่มนางมีความสุขดี ทว่าเมื่อวันเวลาผันผ่านไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีแต่ความทรงจำแย่ๆ
เมื่อสอดส่ายสายตาหาทางไปยังที่ที่ตนเองเคยอยู่ได้แล้ว นางจึงไม่รอช้าและเร้นกายลอบเข้าไปในทันที
ภายในจวนแบ่งสัดส่วนได้อย่างชัดเจน นางเคยรับใช้คุณชายใหญ่ในจวนแห่งนี้ ดังนั้นที่พักของนางจึงอยู่ในเขตเรือนของเขา แม้สองเท้าไม่อยากย่างกรายเข้าไป ทว่านางก็ต้องทำ
ซูฮวาหลบหลีกผู้คนที่คอยตรวจตราในยามดึก จากนั้นจึงเข้าไปในห้องขนาดเล็กของตนเองได้สำเร็จ แต่ทว่าทุกอย่างกลับว่างเปล่า ข้าวของเครื่องใช้เต็มไปด้วยฝุ่นที่ไม่หนามาก เป็ตัวบ่งบอกว่านางไม่ได้อยู่ที่นี่ระยะหนึ่งแล้ว
ภายในใจของซูฮวาเริ่มเต้นแรงขึ้นเมื่อเดาได้ว่าเหตุการณ์นั้นคงได้เกิดขึ้นไปแล้ว จนเริ่มมีเสียงดังขึ้นในหัว
...อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ จะทำการปรับให้อยู่ในสภาวะสมดุล...
...กำจัดสิ่งผิดปกติเรียบร้อย อัตราการเต้นของหัวใจ คงที่...
แต่ทว่าไม่นานเสียงในหัวก็กลับไปเป็อย่างเดิม ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็เพราะความแค้น แน่นอนนว่าแม้ไม่อาจแก้ไขให้ร่างเดิมไม่ตายได้ แต่์ก็ยังอุตส่าห์ส่งนางกลับมาในร่างที่แข็งแกร่งกว่าเดิมเพื่อสะสางหนี้แค้นที่ยังไม่ได้ชำระ
การกลับมาครานี้...นางจะเอาคืนทุกคนอย่างสาสม