ตอนที่ 26: กางเกงเ้าหลุด
การปรากฏตัวของเจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงนั้นทำให้เหอเหว่ยจวินแปลกใจตอนนั้นมันทำให้เขาเครียดยิ่งกว่าเก่า
“เขาต้องมาเป็ศิษย์สำนักศึกษาจวินจี๋... ” เหอเหว่ยจวินใจสั่น
เขาคิดจริง ๆ ว่านี่คือยอดฝีมือที่ปลีกตัวจากโลกที่ปลุกความชอบธรรมแห่งห้าวหลานขึ้นมาได้ดังนั้นเขาจึงมาเยี่ยมเยียนผู้าุโที่นี่ แต่เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็แค่บัณฑิตที่เพิ่งปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมขึ้นมาได้มันไม่มีบัณฑิตคนไหนในสำนักศึกษาจวินจี๋ที่มีพร์เทียบเท่ากับชายหนุ่มคนนี้ได้เลย
“ ... ” ซูหวายจื้อมองไปที่เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงด้วยสีหน้าว่างเปล่า
คณบดีสำนักศึกษาผิงโจวรึ ?
คณบดีสำนักศึกษาฉิงปิงรึ ?
นี่คือสำนักศึกษาที่เหล่าบัณฑิตในเขตหนานซิงต่างก็อยากเข้าร่วม แต่คณบดีของทั้งสองสำนักศึกษากลับมาทำความเคารพเขา
แถมยังเรียกเขาว่าผู้าุโอีกต่างหาก..
“เข้าใจผิด เข้าใจผิดแล้ว ! ”ซูหวายจื้อรู้ว่าคณบดีทั้งสองเข้าใจผิด เขายิ้มแห้ง ๆ ออกมา “ ท่านคณบดีพวกท่านมาหาผิดคนแล้ว ! ”
“มาหาผิดคนรึ ? ” เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงมองหน้ากันด้วยความสงสัย ในหมู่คนที่นี่ตัดเหอเหวยจวินและเฉินจิ้นเป่ยออกก็มีแค่ซูหวายจื้อเท่านั้นที่น่าจะเป็ไปได้ เพราะเขาคือคนที่ดูเหมาะที่จะเป็ผู้าุโลึกลับ
มันคงไม่ใช่...ชายหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาหล่อเหลาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หรอกนะ ?
ตลกสิ้นดี !
ชายหนุ่มคนนี้อายุไม่ถึง 20 ปี เขาจะสามารถปลุกความชอบธรรมแห่งห้าวหลานขึ้นมาได้รึ? เขาสามารถเขียนกวีทะลวงแดน์ได้รึ ?
“คณบดี ! ”เฉินจิ้นเป่ยแสดงสีหน้าขมขื่นออกมาและโค้งให้กับเจิ้งจือชิวกับเฮ้อว่านเฉิง ก่อนจะพูดขึ้น
“ไม่รู้ว่าท่านซูเป็ผู้าุโรึไม่ แต่....กวีบทนั้นเขียนขึ้นโดยคนอื่นจริงๆ ! ”
“ ใครกัน ! ”
“ใครกัน ! ”
เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงมองไปที่เฉิงจิ้นเป่ยด้วยตาที่เป็ประกายก่อนจะพูดขึ้นพร้อมกัน
“รีบบอกมาเร็วเข้า ! ”
หลินอี้ใจสั่นขึ้นมาทันที
เฉินจิ้นเป่ยชี้ไปที่หลินอี้และพูดขึ้นมา “เขา หลินอี้ ! ”
พรึ่บ...เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงพากันหันกลับมามองที่หลินอี้พร้อมมุมปากที่กระตุกขึ้นมา
ไม่มีทาง ?
เป็ชายหนุ่มผู้นี้จริง ๆ รึ ?
ภาพลักษณ์มันต่างจากนักพรตที่พวกเขาคิดเอาไว้...มันต่างกันมากยิ่งนัก
“จริงรึ ? ” คณบดีสำนักศึกษาฉิงปิงคิ้วขมวด ชายหนุ่มผู้นี้ปลุกความชอบธรรมแห่งห้าวหลานขึ้นมาได้และยังตอบคำถามของคณบดีสถานศักดิ์สิทธิ์ได้รึ ?
เป็ไปไม่ได้ !
เหตุผลว่าทำไมจักรพรรดิต้าเหยียนถึงได้รับความชอบธรรมแห่งห้าวหลานก็เพราะเขาคือโอรสแห่ง์และได้รับความช่วยเหลือจากโชคแห่งต้าเหยียน
แล้วทำไมถึงเป็เ้าหนุ่มนี่ได้ ?
เจิ้งจือชิวประหลาดใจนิด ๆ แต่เฉินจิ้นเป่ยนั้นคืออาจารย์ของสำนักศึกษาดังนั้นมันจึงเป็ไปไม่ได้เลยที่อีกฝ่ายจะหลอกเขา ในอีกความหมายคือ...สำนักศึกษาผิงโจวพบกับสมบัติเข้าแล้ว!
“เหอะ ! ” เจิ้งจือชิวฮึดฮัดและยิ้มออกมา “เ้าเป็ศิษย์ของสำนักศึกษาผิงโจวจริงๆ หลินอี้ เ้าทำได้ดีมากเมื่อเ้ากลับไปที่สำนักศึกษา เ้าต้องเขียนกวีบทนี้ขึ้นมา ! ”
“ ... ” หลินอี้เงียบไป เขาไม่คิดเลยว่าเจิ้งจือชิว คณบดีสำนักศึกษาผิงโจวนั้นจะทำตัวสนิทกับเขาเช่นนี้เขายังไม่ทันเข้าร่วมสำนักศึกษาผิงโจวอย่างเป็ทางการเลย
แต่เขาก็รู้อยู่แล้ว
เจิ้งจือเชิวนั้นเห็นพร์ของเขาและรีบตัดหน้าคนอื่น เพราะกลัวว่าคณบดีสำนักศึกษาฉิงปิงจะแย่งตัวเขาไป
“หลังจากที่ศิษย์กลับไปที่สำนักศึกษา...ศิษย์จะเขียนกวีบทนี้ขึ้นมา ! ” หลินอี้ป้องมือคำนับ
เฮ้อว่านเฉิงและเหอเหวยจวินแอบสบถในใจ เจิ้งจือชิว เ้าสุนัขเฒ่า เ้านี่โชคดีจริงๆ
แต่จากนั้นพวกเขาก็เข้าใจในคำพูดของหลินอี้ในอีกมุม ต้องบอกว่าพวกเขายังมีโอกาส
เจิ้งจือชิวลูบเคราและพูดขึ้นมา
“ดี ดี เช่นนั้นก็กลับไปที่สำนักศึกษากันเถอะ! ”
“เจิ้งจือชิว เ้านี่มันหน้าไม่อายจริง ๆ ! ” ตอนนั้นเองเฮ้อว่านเฉิง คณบดีสำนักศึกษาฉิงปิงก็ได้สบถออกมา
หลินอี้อึ้งไปและมองไปที่เฮ้อว่านเฉิงด้วยสีหน้าแปลกใจ
เฉินจิ้นเป่ยแปลกใจอย่างมาก ตะกี้ทั้งสองเหมือนจะสนิทกันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับหักหน้ากันแล้วรึ?
เจิ้งจือชิวมองไปที่เฮ้อว่านเฉิงและพูดขึ้น “เฮ้อว่านเฉิง เ้าด่าว่าใครหน้าไม่อาย? ”
แม้เขาจะรู้สึกผิดนิด ๆ
“ข้าว่าเ้านี่แหละที่หน้าไม่อาย หลินอี้เป็ศิษย์ของสำนักศึกษาฉิงปิงต่างหาก เขาเป็ศิษย์สำนักศึกษาผิงโจวั้แ่เมื่อไหร่กัน? ” เฮ้อว่านเฉิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและสบถออกมา
“ไร้สาระ ! ”เขารู้ดีว่าเฮ้อว่านเฉิงนั้นพยายามจะแย่งคนไปจากเขาดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะไว้หน้าอีกฝ่ายและหงุดหงิดออกมา“เหตุใดเ้าถึงได้บอกว่าหลินอี้เป็คนของสำนักศึกษาฉิงปิงกัน ? เ้ามีหลักฐานรึ !”
“หึ ! ” เฮ้อว่านเฉิงฮึดฮัดออกมาและหันกลับไปหาหลินอี้“หลินอี้ เ้ายังไม่ได้เข้าร่วมสำนักศึกษาผิงโจวอย่างเป็ทางการใช่รึไม่ ?เอาเช่นนี้เป็อย่างไร เ้ามาเข้าร่วมสำนักศึกษาฉิงปิง บทกวีและภาพอักษรทั้งหมดที่สำนักศึกษามีนั้นเราจะมอบให้เ้าเพื่อทำการบ่มเพาะ ! ”
“เ้ารู้จักภาพอักษรรึไม่ ? เราผู้มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมต่างก็พึ่งภาพอักษรเพื่อทำการบ่มเพาะ”
“วรรณกรรมนั้นทรงพลังยิ่งกว่า นี่คือรากฐานของชีวิตผู้มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมทักษะวรรณกรรมในสำนักศึกษาฉิงปิงนั้นอยู่อันดับ 1 ในหมู่ 2 สำนักศึกษาใหญ่ในเขตหนานซิง ! ตราบใดที่เ้าเข้าร่วมสำนักศึกษาเรา เ้าเลือกเอาไปใช้ได้ตาม้า ! ”
เฮ้อว่านเฉิงแสดงท่าทีจริงใจต่อหลินอี้อย่างมาก เขามองหลินอี้ด้วยสายตาคาดหวัง
เขาเสนอเงื่อนไขที่แม้แต่ผู้มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมแทบทั้งหมดก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้
“ข้าไม่รู้อะไรมาก แต่มันฟังดูดี !” หลินอี้พูดขึ้นมาด้วยท่าทีเยือกเย็น
อันที่จริงเขาคิดอยู่แล้วว่าต้องมีข้อเสนอเช่นนี้
ยังไงซะบทกวีที่เขาได้เขียนออกมานั้นก็เป็บทกวีที่โด่งดังในชีวิตที่แล้วของเขาพวกมันเป็บทกวีที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็บทกวีไหนก็น่าทึ่ง
เมื่อครู่ที่หลินอี้กล้าเผชิญหน้ากับเหอเหวยจวินก็เพราะเขา้าแสดงถึงความทะเยอทะยานที่ตัวเองมีและปลุกความสนใจจากคนเหล่านี้เขา้าให้เหอเหวยจวินชั่งใจให้ดี
จะปกป้องซูหลี่เหรินรึจะเลือกเขา
เขายอมรับว่ามันเสี่ยง ! โชคดีที่เขาชนะพนัน !
เพราะเขาไม่คิดว่าคณบดีของสองสำนักศึกษาในหนานซิงจะมาที่เมืองต้าซิง หากไม่มีคณบดีของสำนักศึกษาฉิงปิงและสำนักศึกษาผิงโจวเหอเหวยจวินจะยังเลือกปกป้องซูหลี่เหรินและหมายหัวเขากับเฉินจิ้นเป่ยดังนั้นเขาจึงต้องคิดให้รอบคอบ
เฮ้อว่านเฉิงยิ้มและพูดขึ้นมา “หากเ้าไม่เข้าใจก็มิสำคัญอะไร หลังจากที่กลับไปยังสำนักศึกษาฉิงปิงแล้วข้าจะชี้แนะเ้าด้วยตนเอง ! ”
เจิ้งจือฉิวหน้าแดงด้วยความกังวล เขาเบิกตากว้างมองไปยังเฮ้อว่านเฉิงและพูดขึ้น “เ้ามันหน้าไม่อาย ! ”
“หลินอี้ อย่าไปฟังคำพูดไร้สาระของเ้าแก่นี่ วรรณกรรมและภาพอักษรนั้นสำนักศึกษาผิงโจวของเราก็มีไม่น้อยหน้า! ”
“เ้าจะได้เป็ศิษย์สายตรงของคณบดี ข้าจะแนะนำศิษย์พี่สวย ๆ ให้กับเ้า ! ”
หลังจากที่เจิ้งจือชิวคิดสักพักและพบว่าไม่มีอะไรจะเทียบกับสำนักศึกษาฉิงปิงได้ เขาจึงคิดว่าจะใช้ฟางฉิงเสวี่ยมาล่อลวงหลินอี้ได้
ผู้ยิ่งใหญ่ควรมีสตรีข้างกายมิใช่รึ ?
“อาจารย์เฉิน เ้าคิดว่ายังไง ? ” เจิ้งจือชิวมองไปที่เฉินจิ้นเป่ย
“ .... ” เฉินจิ้นเป่ยถึงกับอึ้งไป จากนั้นเขาก็พยักหน้าและพูดขึ้น “อื้อ ! ”
“ .... ” หลินอี้ไม่คิดเลยว่าเจิ้งจือชิวจะใช้วิธีนี้
เพื่อที่จะชิงตัวเขาแล้ว อีกฝ่ายถึงกับขายฟางฉิงเสวี่ยเช่นนี้
“เหอะ ! ” เฮ้อว่านเฉิงฮึดฮัดออกมา “หน้าไม่อายจริงๆ ไม่แปลกเลยที่สำนักศึกษาผิงโจวจะไม่อาจจะเข้าร่วมสถานศักดิ์สิทธิ์ได้พวกเ้าไม่มีเกียรติ ! ”
เมื่อเจิ้งจือชิวได้ยินเช่นนั้นก็หงุดหงิดขึ้นมา เขาม้วนแขนเสื้อขึ้นและพูดขึ้นมา“เ้าว่าใคร ? มา เ้าอยากมีเื่ใช่รึไม่ ? ”
เฮ้อว่านเฉิงพูดขึ้น “อยากมีเื่ก็มาแต่เ้ากับข้าต่างก็อยู่ขอบเขตสุภาพชน เราไม่ควรต่อยตีกันเราควรแข่งวรรณกรรมกันเสียจะดีกว่า... ”
“กางเกงเ้าหลุด ! ” ตอนที่เฮ้อว่านเฉิงกำลังพูดอยู่นั้น เจิ้งจือชิวก็ชี้ไปที่กางเกงของเฮ้อว่านเฉิงและแสดงพลังของสุภาพชนออกมา “เอาตามที่เ้าพูดก็ได้ ! ”
ตอนนั้นเอง...กางเกงของเฮ้อว่านเฉิงก็ร่วงลงมา !