ค่ำคืนในเมืองเจียงหนาน แสงโคมแดงเรียงรายตลอดถนนสายใหญ่ส่องประกายระยิบระยับ เสียงดนตรีขับขานแว่วมาแต่ไกล เมื่อเดินลึกเข้ามาอีกไม่กี่ก้าว หอคณิกาอันเลื่องชื่อก็ปรากฏตระหง่านอยู่ตรงหน้า— หอเย่ว์ลั่ว
ประตูไม้แกะสลักรูปดอกเหมยเปิดกว้าง รับแขกผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มของสาวงามมากมาย กลิ่นกำยานหอมกรุ่นผสมเสียงหัวเราะคิกคักชวนเคลิบเคลิ้ม
หลี่อวิ๋นก้าวเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบขรึม ต่างจากบุรุษส่วนใหญ่ที่มาเยือน บ่าวรับใช้ของหอรีบต้อนรับแต่เขายกมือห้าม
“ข้ามิใช่มาหาความสำราญ ข้าเพียงมีคำถามสองสามข้อที่้าคำตอบ”
บ่าวเหลือบมองชายหนุ่มในชุดกรมอาญา ก่อนจะรีบก้มหัวนำทางไปยังห้องโถงใหญ่ ที่นั่นเสียงพิณคลอเคล้า เสียงร่ายรำดังกังวาน และตรงกลางเวทีคือหญิงสาวผู้เลอโฉม— ไป๋เหม่ยเซียง
เธอสวมอาภรณ์ไหมสีแดงปักดิ้นทอง ผมดำสนิทถูกรวบอย่างงดงาม เครื่องประดับหยกส่องประกายเมื่อสะท้อนแสงโคม ทุกก้าวที่เธอร่ายรำราวกับดอกเหมยบานกลางฤดูหนาว ดวงตาของผู้คนทั้งหอต่างจับจ้องไม่วาง
หลังจบการแสดง บ่าวนำหลี่อวิ๋นไปยังห้องรับรอง เหม่ยเซียงก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มละไม
“ท่านมือปราบหลี่ มีธุระอันใดถึงมาเยือนหอเย่ว์ลั่วในยามนี้หรือเ้าคะ?”
หลี่อวิ๋นพนมมือเล็กน้อย “ข้าเพียง้าถามถึงแม่ทัพเจินกวงหาว ก่อนเกิดเหตุ มีผู้เห็นเขามาที่นี่—และเข้าพบแม่นาง”
เหม่ยเซียงหัวเราะเบา ๆ เสียงนุ่มดุจสายลม
“ท่านแม่ทัพเป็แขกของหอนี้จริงเ้าค่ะ แต่เื่ราวระหว่างแขกกับหญิงงาม ย่อมมิใช่สิ่งที่จะเปิดเผยได้ง่ายดาย…”
หลี่อวิ๋นจ้องตานางคณิกา แววตานิ่งลึก “นี่มิใช่เพียงเื่ส่วนตัว หากเกี่ยวพันกับชีวิตผู้คนและความสงบของบ้านเมือง”
ครู่หนึ่ง เหม่ยเซียงเงียบไป แววตาอ่อนหวานเปลี่ยนเป็วูบไหวราวปิดบังความจริง เธอหยิบถ้วยชา ลูบขอบเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงแ่
“ข้าเพียงบอกได้ว่า… คืนก่อนเกิดเหตุ ท่านแม่ทัพกล่าวถึง ‘คนผู้หนึ่ง’ ที่เขาไม่อยากพบ แต่กลับถูกเรียกไปอย่างจำใจ… เพียงเท่านี้เ้าค่ะ”
หลี่อวิ๋นขมวดคิ้ว “คนผู้นั้นคือใคร?”
เหม่ยเซียงหลุบตาลง ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “บางคำ หากเอ่ยออกไป อาจทำให้เืหลั่งมากกว่านี้… ท่านมือปราบ หากท่านปรารถนาความจริง จงมองให้ลึกกว่าที่เห็น”
เสียงพิณจากห้องโถงด้านนอกดังคลอเป็ระยะ บรรยากาศในห้องรับรองเงียบงันชวนให้คลางแคลง หลี่อวิ๋นรู้ทันทีว่า นางกำลังเก็บงำความลับบางอย่างที่ไม่อาจพูดออกมาได้…