ที่ตัวเมืองชั้นล่างหน้าคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์นั้นมักจะเงียบเหมือนเช่นปกติทุกวัน ด้วยเพราะนิสัยที่ชอบวางอำนาจบวกกับเส้นสายที่เขามีกับเหล่าขุนนางหลายคนโดยเฉพาะกับเคานต์เรห์นวาร์ดที่เป็ผู้ดูแลกฎหมาย ทำให้เหล่าชาวบ้านใกล้เคียงพากันย้ายออกและเลี่ยงที่จะข้องแวะด้วย แต่ตอนนี้กลับมีชายสองคนยืนอยู่หน้าบ้านของดอน เขาทั้งสองแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ดูมอซอซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็รอนกับบาสที่เพิ่งติดตามเจคไปทวงหนี้ที่บ้านของจูน ระหว่างที่รอนั้นเขาทั้งสองต่างก็มีท่าทีเบื่อหน่ายปนทำหน้าเซ็งบาสได้ถามขึ้นแก้เบื่อว่า
“นี่เมื่อไหร่ลูกพี่เจคจะพาพวกเราเข้าไปข้างในบ้างฟะ ข้าเบื่อที่จะรอข้างนอกแล้วเนี่ย” รอนเหลือกตาใส่บาสแล้วตอบว่า
“ก็จนกว่าเ้าจะเริ่มทำตัวมีประโยชน์ขึ้นมาบ้างไงเล่า”
บาสที่ได้ฟังก็ฉุนกึกกระชากเสียงใส่รอนทันที
“ปากเสีย ข้าไม่มีประโยชน์กับลูกพี่ตรงไหนแกลองบอกมาสิ” รอนยังคงเหลือกตาใส่แล้วพูดว่า
“เฮอะยังต้องให้ข้าบอกอีกเหรอว่าเ้าไร้ประโยชน์ยังไง ทุกคนเขารู้กันหมดแล้วว่าเ้ามันเป็ตัวถ่วงลูกพี่”
“ไอ้ปากหมา เดี๋ยวข้าจะเอาหมาออกจากปากให้”
บาสที่ได้ฟังก็เืขึ้นหน้ารีบคว้าคอเสื้อของรอนขึ้นมาแล้วเงื้อหมัดขึ้นแต่ยังไม่ทันได้ลงมือประตูรั้วคฤหาสน์ของดอนก็เปิดออกเห็นเป็เจคที่มีแผลถลอกบนใบหน้าเดินออกมา บาสรีบหยุดมือทันที เจคมองทั้งสองคนแล้วทำหน้าเอือมนิด ๆ ถามว่า
“ทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ”
บาสรีบปั้นยิ้มก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะคลายมือจากคอเสื้อของรอนแล้วพูดแก้ตัวไปว่า
“เปล่านะครับลูกพี่พวกผมแค่...” บาสกลอกตาไปมาขณะนึกหาข้ออ้างถึงสิ่งที่เจคเห็นก่อนจะพูดต่อ “แค่เห็นแมลงเกาะอยู่ที่คอเสื้อของรอนมันน่ะครับ”
รอนที่ได้ฟังก็รีบร้องว่า
“อย่าไปฟังมันนะครับลูกพี่ไอ้บาสมันจะต่อยผมต่างหาก” บาสที่ได้ฟังจึงรีบหันไปถลึงตาใส่รอนแล้วหันมาแก้ตัวกับเจคแต่เจคกลับยกมือห้ามเสียก่อน แล้วพูดว่า
“พอเถอะเื่ที่แล้วก็ให้มันแล้วกันไปหาอะไรกินกันเถอะป่านนี้เนียคงหิวแย่แล้วมั้ง”
เจคยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน บาสที่เห็นลูกพี่ใหญ่ไม่ซักไซ้ไล่เลียงเื่เมื่อครู่ก็ยิ้มหน้าบานในขณะที่รอนกลับเป็ฝ่ายถลึงตาใส่บาสแทน ส่วนบาสก็ทำเป็ไม่รับรู้ถึงสายตานั้นแต่เขาก็เอะใจกับแผลถลอกบนใบหน้าของเจค
“ลูกพี่ใบหน้าของลูกพี่...” เจครีบยกมือห้ามแล้วพูดตัดบทว่า
“ช่างเถอะไปหาอะไรกินกัน”
เจคพูดพร้อมตบไหล่บาสเบา ๆ แล้วเดินนำทั้งสองคนออกจากบ้านของดอนไป บาสกับรอนมองหน้ากันก่อนจะตัดสินใจเดินตามเจคไปในใจทั้งคู่พากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านของดอนกันแน่ ทั้งสองเดินออกจากบ้านดอนแล้วมุ่งหน้าไปที่ตลาดเพื่อหาซื้อของที่จะใช้มาทำอาหาร รอนกับบาสพยายามถามเื่แผลบนหน้าของเขาแต่เจคกลับไม่เปิดช่องให้ถามและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขณะที่กำลังเลือกซื้อของอยู่นั้นเสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้น
“ลูกพี่เจค!!”
ทั้งสามคนหันไปมองต้นเสียงเห็นชายคนหนึ่งที่มีร่างกายผอมแห้งวิ่งเข้ามาในตลาดด้วยชุดที่มอซอเขามองซ้ายและขวาด้วยท่าทีที่ตื่นตระหนก บาสมองท่าทีชายคนนั้นก็รู้สึกขันขึ้นมาในขณะที่รอนกลับขมวดคิ้วเพราะชายคนนั้นเป็คนในกลุ่มเดียวกับพวกเขา การที่เขามีท่าทีเช่นนี้ทำให้รอนสังหรณ์ใจว่าอาจจะมีเื่ร้ายเกิดขึ้น เขารีบหันไปมองเจคก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายก็มีท่าทีกังวลใจเช่นกัน
“เฮ้! ไอ้งั่งลูกพี่เจคอยู่ทางนี้เฟ้ย” บาสะโพร้อมโบกมือไปมา ชายคนนั้นรีบหันมาตามเสียงก่อนจะมีสีหน้าเหมือนเห็นพระผู้ช่วยชีวิต เขารีบวิ่งมาหยุดตรงหน้าเจคแล้วหอบหายใจรัวพร้อมกับเอามือยันหัวเข่าเอาไว้
“แฮก ๆ ๆ ๆ ลูกพี่เจคแย่แล้วครับ แฮก ๆ ๆ” เจคที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วทันทีรีบถามว่า
“อะไรเกิดอะไรขึ้น” ชายคนนั้นหอบหายใจอีกสองทีก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วบอกว่า
“มีคนสองคนบุกเข้ามาทำร้ายพวกเราครับ”
“ว่าไงนะแล้วเดนิสล่ะ เนียกับอันนาเป็ยังไงบ้าง” เจครีบสอบถามด้วยสีหน้าที่หวั่นวิตก
“พี่เดนิสสู้อีกฝ่ายไม่ได้เลยครับส่วนเนียกับอันนาตอนที่ข้าวิ่งมานั้นพวกเธอยังปลอดภัยดีอยู่ในบ้าน” ชายคนนั้นพูดจบเจคก็รีบวิ่งออกไปทันที
ในใจของเจคนึกถึงที่ดอนพูดกับเขา
‘ให้เวลาสามวันถ้านังนั่นหาเงินมาใช้หนี้ไม่ได้ก็พามันมาไม่อย่างนั้นข้าจะเอาเด็กกำพร้าที่แกเลี้ยงไว้มาแทน’ เจคหน้าซีดทันทีความรู้สึกหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจภาวนาในใจว่า ขอให้ทันทีเถอะ ไม่หยุดพร้อมกับมุ่งหน้าไปทางสลัมที่อยู่ทางทิศใต้ของเมือง
อึดใจหนึ่งเจคก็มาถึงถิ่นของตนและภาพที่เห็นตรงหน้าเขาคือคนสองคนยืนอยู่คนหนึ่งเป็เด็กผู้ชายอายุสิบขวบที่ใบหน้าคล้ายไปทางเด็กผู้หญิงั์ตาสีแดงเพลิงเข้ากับผมสีดำขลับของเขาแต่งกายด้วยชุดที่ตัดจากผ้าเนื้อดีบ่งบอกถึงฐานะ ในมือของเด็กชายกุมด้ามจับของเรเปียร์ที่ตอนนี้ปลายของมันปักลงกับพื้น อีกคนเป็สาวใช้ที่มีผมสีดำั์ตาสีม่วงบวกกับสีหน้าเ็าที่ให้ความล้ำลึก รอบ ๆ ทั้งสองคือเหล่าผู้คนที่ตอนนี้นอนกองกับพื้นบางคนตามร่างกายจะมีรอยถูกของแหลมทิ่มแทงบางคนก็นอนสลบอยู่กับพื้น ทันใดนั้นโทสะในอกของเจคก็ปะทุขึ้น
เออร์วินที่ยืนรออยู่รู้สึกได้ถึงการมาของเจคเขารีบหันไปมองอีกฝ่ายแล้วทาบมือกับหน้าอกแล้วยิ้มให้อย่างเป็มิตรก่อนจะค้อมกายลงหนึ่งที
“คุณเจคสินะครับโชคดีจริง ๆ ที่ผมได้พบคุณ...”
เออร์วินพูดยังไม่ทันจบก็มีอะไรบางอย่างพุ่งใส่หน้าเขาจนกระเด็นไปหลายเมตรก่อนจะตกถึงพื้นแล้วกลิ้งอีกสองตลบไปชนกำแพงบ้านที่ทรุดโทรมหลังหนึ่งก่อนจะหยุดกลิ้ง
ทุกคนในที่นั้นเห็นชัดตาว่าเป็เจคที่ทั้งแขนขวาถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงพุ่งซัดเข้าที่หน้าของเด็กชาย เจคยากจะเชื่อว่าคนที่จัดการเื่พวกนี้ทั้งหมดคือเด็กที่อายุสิบขวบ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าน่าจะเป็สาวใช้คนนี้มากกว่าที่เป็คนลงมือเพราะเขาััได้ถึงความน่าขนลุกที่แผ่ออกมาจากตัวของเธอ เจคสังหรณ์ใจว่าตัวเขานั้นไม่ใช่คู่มือของเธอ ดังนั้นเขาจึงซัดเด็กชายเพื่อที่ดูแล้วน่าจะเป็เ้านายของเธอเพื่อให้เธอเปิดช่องที่เขาจะเล่นงานอีกฝ่ายได้แต่ผิดคาดเพราะตัวสาวใช้กลับเอาแต่ยืนมองเฉย ๆ
เจคยังคงยืนอยู่ในท่าที่เขาต่อยหมัดใส่เออร์วินเจคเหงื่อตกทันทีเพราะเมื่อเขามายืนใกล้เธอก็รู้สึกได้ถึงพลังเวทมหาศาลของอีกฝ่าย เจครู้ดีว่าการจะฆ่าเขานั้นอีกฝ่ายลำบากเพียงยกมือเท่านั้นขณะที่เขาคิดว่าถึงคราวมรณะของตน แต่เรเวนเพียงมองเขาด้วยแววตาที่ไร้อารมณ์ก่อนจะพูดอย่างเ็าว่า
“ไม่ต้องกลัวไปหรอกข้ารับรองว่าจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่ง”
พูดจบเรเวนก็หมุนตัวแล้วเดินออกมาได้ประมาณสิบกว่าก้าวก็หยุดแล้วหมุนตัวกลับมาราวกับว่าเธอนั้นไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเออร์วินก่อนจะพูดต่อว่า “แล้วหมัดของเ้าก็ยังไม่โดนตัวเขาด้วยเสียหน่อย”
“ว่าไงนะ” เจครีบหันไปมองร่างที่นอนนิ่งกับพื้น
เหล่าผู้คนที่นอนอยู่กับพื้นเห็นว่าเด็กเปรตที่ใช้เรเปียร์โดนลูกพี่ซัดส่วนสาวใช้ที่ใช้เวทประหลาดเคลื่อนย้ายผ่านเงาก็รักษาระยะห่างกับลูกพี่ ก็เข้าใจว่าลูกพี่ของตนแค่โผล่มาก็กำราบสองคนนี้ได้ก็พากันโห่ร้องกันยกใหญ่เริ่มทำการถ่มถุยทั้งสองคนด้วยคำพูด
“เป็ไงล่ะไอ้ขยะแค่มีฝีมือนิดหน่อยก็มาทำซ่ากับลูกพี่ยังเร็วไปร้อยปีเฟ้ย”
“ไอ้เด็กเปรตลูกพี่เจคโผล่หน้ามาแบบนี้อย่าหวังว่าจะได้กลับไปแบบครบสามสิบสองเลย”
“นังร่านเอ๊ยแกก็อย่าคิดว่าแกจะรอดได้เชียวลูกพี่เจคไม่ปล่อยแกไว้แน่”
ขณะที่ทุกคนต่างพ่นคำพูดเพื่อระบายความคั่งแค้นออกมาเดนิสที่ตอนนี้คลายกำปั้นหินที่มือแล้วทำการนั่งกับพื้นโดยไม่พูดอะไร เขาเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนที่ติดตามเจคมาั้แ่สมัยที่ยังมีคนในกลุ่มไม่กี่คน ดังนั้นเขาจึงรู้จักหัวหน้าของตนดีกว่าใครทุกคนในที่นี้ และตอนนี้หัวหน้าของเขาก็ยังไม่คลายการระวังตัวแขนขวาทั้งแขนยังคงมีเปลวไฟห่อหุ้มและสายตาของเขานั้นไม่ได้มองไปที่สาวใช้แต่อย่างใดหากแต่เขากลับมองไปร่างของเด็กผู้ชายที่นอนกองกับพื้น เดนิสรู้สึกได้ทันทีว่าเื่คงไม่เรียบง่ายอย่างที่ทุกคนคิดแน่
แม้ว่าเจคจะยังคงระแวงในตัวเรเวนและยังสงสัยท่าทีของเธอที่ดูไม่ทุกข์ร้อนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเออร์วินจนทำเอาเขาสงสัยต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่ แต่สิ่งที่เจคพุ่งความสนใจในตอนนี้คือเออร์วินที่นอนกองกับพื้น พอลองใจเย็นและนึกย้อนดูเจคแน่ใจว่าเสี้ยววินาทีก่อนที่การโจมตีของเขาจะโดนตัวเด็กชาย อีกฝ่ายกลับถีบตัวถอยไปเสียเองเจคจึงแน่ใจว่าการโจมตีของเขานั้นไม่โดนอีกฝ่ายจริงตามที่เรเวนบอก เจคเหลือบมองเรเปียร์ที่ปักอยู่บนพื้นเขาเดาว่ามันน่าจะเป็ที่มาของาแบนตัวพวกพ้อง เขาหันกลับมามองร่างที่นอนอยู่กับพื้นพบว่าอีกฝ่ายกำลังขยับก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ แล้วปัดฝุ่นออกจากเสื้อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยที่บนร่างกายของเด็กหนุ่มไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เสียงเซ็งแซ่ก็เงียบลงทันทีที่เห็นเช่นนั้น
“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ผมพูดไม่จบ”
เออร์วินพูดพร้อมกับยิ้มให้อย่างเป็มิตร แล้วเดินไปหาเจคอย่างใจเย็น ขณะที่เจคยังคงรักษาความระวังตัวเอาไว้
ตอนแรกเจคตัดสินว่าอีกฝ่ายจะเป็เพียงแค่ลูกคุณหนูบ้านรวยนิสัยเสียเหมือนที่เห็นทั่วไป แต่พอลองคิดดูดี ๆ แล้วพบว่าอีกฝ่ายมีส่วนที่เขาไม่เข้าใจเต็มไปหมด ปฏิกิริยาการตอบสนองที่รวดเร็วนั้นการที่ยังรักษาความเยือกเย็นผิดกับเด็กที่เกิดมาในตระกูลผู้ดีซึ่งมักมีนิสัยเอาแต่ใจ สิ่งเหล่านี้ทำเอาเจคนึกสงสัยในความเป็มาและจุดประสงค์ของเด็กชายขึ้นมาเพราะเขาไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับดอนโกเบอร์แต่ก็ยังถามไปเพื่อความแน่ใจ
“ดอน โกเบอร์ ส่งแกมาเหรอ”
“ดอน โกเบอร์ ? ไม่ใช่หรอกครับผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับคนคนนั้นหรอก”
เออร์วินเดินมายืนตรงหน้าเจคทาบมือกับหน้าอกแล้วค้อมกายทักทายอย่างสุภาพ
“ขอแนะนำตัวอีกครั้งนะครับกระผมเออร์วิน...”
เออร์วินพูดยังไม่ทันขาดคำหมัดที่หุ้มด้วยเปลวเพลิงของเจคก็พุ่งเข้าใส่เด็กชายที่กำลังค้อมกายอยู่ ทว่าก่อนที่หมัดของเจคจะถึงตัวเออร์วินเขาก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิดเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เออร์วินยังคงรู้สึกได้ถึงความร้อนจากเปลวไฟแต่เขายังคงยิ้มและแนะนำตัวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไพร์ล็อกครับ ผม้าให้คุณมาเป็ทหารของผม”
เจคนิ่งค้างอีกครั้งเพราะทันทีที่เออร์วินหลบหมัดของเขาขาของเจคก็ถูกเสียบด้วยเรเปียร์ที่ควรจะปักอยู่ที่พื้นแต่กลับมาอยู่ในมือของเออร์วินั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ เรเวนที่เอาแต่ยืนมองอยู่เฉย ๆ ก็ยังรู้สึกทึ่งไม่แพ้กัน
“อะไรกันั้แ่เมื่อไหร่” เจคถามในใจเพราะเขามองไม่เห็นเลยว่าอีกฝ่ายลงมือตอนไหน
เออร์วินชักเรเปียร์กลับมาอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นเืสีแดงไหลซึมบนเนื้อผ้าตรงตำแหน่งที่ถูกเสียบ เจคทรุดตัวลงจนเข่าแตะพื้นเพราะความเ็ป เออร์วินยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มแล้วถามเหมือนกำลังคุยกับเพื่อนคนหนึ่งว่า
“ว่ายังไงครับสนใจจะมาเป็ทหารของผมไหม”
เจคเงยหน้ามองเออร์วินด้วยใบหน้าที่คล้ายเหมือนกับอีกฝ่ายพูดเื่น่าขันออกมาก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา
“เฮอะ เด็กอย่างแกกลับไปดูดนมแม่ให้โตกว่านี้ก่อนเถอะ”
พูดจบเขาก็พุ่งใส่เออร์วินพร้อมเงื้อหมัดขวาที่หุ้มไปด้วยเปลวเพลิงขึ้นแล้วต่อยไปที่เออร์วินอย่างรวดเร็ว
ทว่าเสี้ยววินาทีก่อนที่หมัดของเจคกำลังััใบหน้าของเออร์วินตัวเออร์วินกลับถอยหลังอย่างรวดเร็วพร้อมกับเจคที่รู้สึกเจ็บไหล่ซ้ายคล้ายถูกอะไรแทง เจคเมินความเ็ปแล้วพุ่งเข้าหาเออร์วินอีกคราวนี้เขากางนิ้วมือทั้งห้าหมายจะคว้าคอของอีกฝ่าย ขณะที่กำลังจะคว้าคอของเออร์วินสำเร็จเขากลับคว้าได้แต่ลมพร้อมกับรู้สึกเจ็บที่เท้าขวา
“อึก!” เจคชะงักไปทันที
“ว่ายังไงครับสนใจจะมาเป็ทหารของผมไหมครับ” เออร์วินยังคงถามอย่างยิ้มแย้มเหมือนการปะทะกันเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
“เป็ทหารของแกเหรอชาตินี้ก็ไม่มีวัน” เจคถุยน้ำลายลงพื้นก่อนจะมีเปลวไฟห่อหุ้มแขนซ้ายของเขา “มาดูกันว่าแกจะหลุดรอดไปได้อีกซักกี่น้ำ”
วินาทีนั้นอุณหภูมิทั่วบริเวณก็สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเวทที่เจคใช้มีชื่อว่าเวทอาภรณ์อัคคี เดิมทีเป็เวทพื้นฐานของคนที่ใช้เวทธาตุไฟโดยการจะห่อหุ้มร่างกายด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง ที่จริงแล้วแม้พลังเวทของเจคจะมีจำกัดแต่เขาก็สามารถห่อหุ้มทั้งร่างด้วยเปลวเพลิงได้แต่นั่นจะเป็การผลาญมานาที่เขามีให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เขายังคงไม่รู้ท่าทีของเรเวนเขาจึง้าที่จะสงวนมานาส่วนหนึ่งไว้เผื่ออาจต้องเผชิญหน้ากับเธอ
เออร์วินยังคงใบหน้าที่ยิ้มแย้มไว้ดังเช่นปกติเขาหันข้างให้เจคแล้วชี้ปลายแหลมของเรเปียร์ไปที่เจค เจคพุ่งเข้าไปต่อยเด็กชายด้วยหมัดขวาแต่อีกฝ่ายหลบได้พร้อมกับความรู้สึกเจ็บที่แขนขวา เจคที่พอเดาผลลัพธ์ได้ว่ามันจะออกมาเป็แบบนี้ก็ไม่ใส่ใจาแที่แขน หมัดซ้ายของเขาฮุกเข้าที่ใบหน้าของเด็กชายแต่ก็ยังคงหลบได้อย่างฉิวเฉียดพร้อมกับาแที่ท้ายทอยซ้ายของเจค
พวกลูกน้องที่เห็นว่าลูกพี่ของตนเป็ฝ่ายถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวก็เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดี เจคที่ไม่สนใจความเ็ปของตนเขาร่ายเวทเพิ่มอีกบทร่างรวดเร็ว
“ในนามแห่งสายลมที่พัดผ่านเอ๋ยขอประทานความเร็วให้แก่ข้า”
ทันใดนั้นความเร็วของเจคก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเพียงพริบตาก็มายืนตรงหน้าเออร์วินพร้อมชกหมัดเพลิงใส่เขา
“จบแค่นี้แหละไอ้เด็กเวร”
ในวินาทีนั้นทุกคนมั่นใจว่าหมัดนี้ของเจคต้องชกถูกตัวเด็กชายแน่แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ทุกอย่างจะเป็ไปตามที่คนเ่าั้คิด เออร์วินก็เดินมานาในร่างกายแล้วหลบกำปั้นนั้นได้อย่างหวุดหวิดพร้อมกับแทงสวนเข้าที่ไหล่ซ้ายของเขา
“อะไรกัน”
เหล่าลูกน้องของเจคต่างพากันร้องออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะที่ผ่านมาเด็กชายล้วนต่อสู้โดยที่ไม่ใช้เวทมนตร์มาโดยตลอดแต่พอเขาใช้เวทมนตร์กลับเป็เวทความเร็วเช่นเดียวกับที่ลูกพี่ของตนใช้
ส่วนเรเวนที่ยืนอยู่กลับรู้สึกงุนงงยิ่งกว่าใครทั้งนั้นเพราะนี่เป็อีกครั้งที่สามัญสำนึกเธอโดนทำลาย โดยพื้นฐานการจะใช้เวทมนตร์ได้จะต้องมีสามสิ่งคาถา มานาและผู้ร่าย เมื่อผู้ร่ายฝึกเวทมนตร์ใดเวทมนตร์หนึ่งจนชำนาญแล้วจะสามารถสร้างคีย์ลัดที่ช่วยในการร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว อย่างเจคเองที่สร้างคีย์ลัดร่ายเวทอาภรณ์อัคคีด้วยการกำหมัด แต่เวทที่เออร์วินใช้กลับไม่มีอะไรแบบนั้นคล้ายกับเป็เวทประจำตระกูล แต่หลาย ๆ อย่างบอกเธอว่านี่ไม่ใช่เวทประจำตระกูล เรเวนนึกถึงลิลิธที่ได้ปะทะกับเธอเมื่อตอนเช้าขึ้นมาแล้วพบว่ามันคล้ายกันมาก และที่สำคัญเธอััได้ว่ามานาที่เออร์วินใช้นั้นลดน้อยลงมากจนแทบไม่ลดลงเลยจนเหมือนกับว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดของเขาใช้เพียงกล้ามเนื้อเท่านั้น
เรเวนนึกถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเออร์วินทั้งความสามารถในการเป็นักอักขระเวทมนตร์ การสร้างยารักษาอาการป่วยโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเวทมนตร์ ทักษะการใช้เรเปียร์ที่ไม่จำเป็ต้องใช้เวทมนตร์เสริม และเวทเร่งความเร็วที่เธอเห็นอยู่นี้ ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในตัวเด็กสิบขวบที่มักมีสีหน้ายิ้มแย้มเสมอ และนี่คือทุกสิ่งที่เธอรู้เกี่ยวกับเขาทั้งที่ยังรู้จักกันได้ไม่ถึงหนึ่งวัน
“เธอเป็ใครกันแน่เออร์วิน”
เรเวนถามคำถามนี้ในใจ