เหนือูเาไฟเถิงชง(騰衝) ในยูนนาน
ผืนฟ้าด้านใต้เริ่มแตกแยกเสียงคำรามดั่งภูตผีดังสะท้านแผ่นดิน หุบเขาไฟอันไร้นามที่ถูกลืมจากสามภพมานับหมื่นปีกำลังปริออกจากใจกลางเปลือกโลก แสงสีแดงอมส้มเปล่งประกายสว่างจ้าราวตะวันร่วงลงดิน
กลางเปลวเพลิงและเถ้าถ่านบุรุษลึกลับภายใต้หน้ากากโลหะสีดำครึ่งใบหน้าเป็วงโค้งรูปตัว Sคล้ายภาพหยินหยางเปิดช่องบริเวณปากให้พูดได้ ยืนอยู่บนผิวน้ำลาวาที่กำลังปั่นป่วนชุดคลุมดำของเขาสะบัดไร้ลม
เสียงสวดโบราณดังแว่วพร้อมแผ่นศิลาสีดำสลักยันต์มารแตกกระจายเป็ผง
แสงส้มของลาวาสะท้อนบนดวงตาที่ไร้เยื่อใยแห่งความเมตตา
“ถึงเวลาแล้ว...อดีตจอมราชันย์แห่งแดนฟ้า ไต้เทียนอ๋อง จงฟื้น!”
แสงดำและโลหิตปะปนกันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าราวม่านแห่งพลังอสูรที่หลับใหลนานนับหมื่นปีได้ตื่นขึ้น
เสียงสะท้อน:"จงตื่นขึ้นเถิด... โลกนี้ต้องลุกไหม้อีกครั้ง เพื่อชำร่ะแค้นกับ์..."
ไต้เทียนอ๋องปรากฏกายเต็มร่างร่างสูงใหญ่เกินมนุษย์ ดวงตาคู่โตสีทองฉายแววคลั่ง
ไต้เทียนอ๋อง:"เ้า...คือทายาทแห่งพิภพมาร การปลุกชีพของเ้าจะเป็สะพานคืนชีพให้พี่น้องแห่งเงามารทั้งปวง!"
บุรุษหน้ากากดำก้าวขึ้นแท่นมารจ้องมองฟ้าด้วยดวงตาแข็งกร้าว
"จุดเริ่มของโลกใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว...จงรอข้าบนท้องฟ้านั้น ์จะได้เห็นว่า สิ่งที่เคยเรียกว่าศักดิ์สิทธิ์...จะกลายเป็ฝุ่นเถ้า!"
เปลวไฟโลกันต์ทะยานขึ้นสู่ท้องนภา— เงาแห่งเปลวเพลิงได้ตื่นขึ้นแล้ว
ณท้องพระโรงพระราชวังเทียนกง สรวง์เบื้องบน
เซียวหลิงเทียนในบทบาทของเง็กเซียนฮ่องเต้นั่งประทับบนพระราชบัลลังก์ทองคำ โดยมีไป๋ชิงซินในตำแหน่งซีหวางหมู่องค์ราชินีแห่งสระตะวันตก นั่งประทับเบื้องขวา และเจียงลี่ซือในตำแหน่งเทพนารี์ชั้นเก้า จิ่วเทียนเสวียนหนี่ พระสนมเอกนั่งประทับเบื้องซ้าย
เหล่าเสนาอำมาตย์ขุนนางเทพยพิมานยืนเรียงรายตลอดสองฝั่งของสถานว่าราชการ์นั้นต่างก็ทยอยรายงานตัวต่อเบื้องพระพักตร์
“ข้าพระองค์เสนาบดีกลาโหม เทียนเต๋อ ขอถวายบังคมพะยะค่ะ”
“ข้าพระองค์ หลี่เจียเป่าแม่ทัพ์ภาคตะวันออก ขอถวายบังคม”
“ข้าพระองค์ เจียงเฟยหลง แม่ทัพ์ภาคตะวันตก ขอถวายบังคม”
“ ข้าพระองค์ หลีจื่อเหวิน แม่ทัพ์ทิศเหนือ ขอถวายบังคม”
“ ข้าพระองค์ จีกัง แม่ทัพ์แดนใต้ ขอถวายบังคม”
จากนั้นก็มีเทพบุตรหนุ่มรูปงามยืนสง่าดังขุนเขาในชุดเกราะสีครามสะท้อนแสงสุริยัน ดาบฟ้าผ่าประจำตำแหน่งอยู่เคียงข้างน้อมกล่าวคำคารวะ
“ข้าพระบาท เจิ้งฝูเจี้ยงจวินหน่วยรบจู่โจม ขอถวายบังคมฝ่าา”
และอีกหนึ่งเทพนารีในชุดขุนศึกสีทองชมพูอันงามสง่าบุคลิกดูอ่อนหวาน สะอาดบริสุทธิ์ และอ่อนโยน แม้ยืนนิ่งเงียบสงบก็เปล่งประกายดั่งหยกในแสงจันทร์ นางน้อมคำนับก่อนจะกล่าว
“ข้าพระบาท เซิ่งหมู่เจียงจวินหน่วยเสริมกำลังพล น้อมถวายบังคมเพคะ ฝ่าา”
ท้ายสุดของแถวหน้าเป็ดรุณีน้อยในชุดเกราะทอง รวบผมปล่อยยาวไว้ข้างหนึ่งของลำตัว แม้เป็หญิงแต่ดูเข้มแข็งลุ่มลึกเยือกเย็น
“ข้าน้อย หนี่หวงอิ๊นหน่วยสืบราชการสามภพ น้อมรายงานตัวเพคะ”
เมื่อเหล่าข้าราชบริพารรายงานตัวครบแล้วองค์จอม์ก็ทรงเปล่งพระสุรเสียงดังกังวาน
“เอาละที่ข้าเรียกประชุมในวันนี้เนื่องด้วยมีเหตุแผ่นดินไหวมาจากทิศใต้ของแผ่นดินจงหยวนบนโลกมนุษย์ อันเป็สถานที่กักขังอดีตไต้เทียนอ๋องข้าเกรงว่าอาจเกิดเื่ไม่ดี จึงให้พวกเรามาร่วมหารือกัน พระสนมเ้าได้ความคืบหน้าเช่นไร ”
เจียงลี่ซือ :“ จ้านหลงหวางจื่อโอรสของท่าน ได้นำกองลาดตระเวนไปสืบข่าวมาได้แล้วขอพระบรมรานุญาตเบิกตัวเฝ้ารายงานเพคะ”
เง็กเซียน :“ ให้เข้ามาได้”
เ้าพนักงานกล่าวเบิกตัว“ ผู้กองหน่วยลาดตระเวนเข้ารายงานได้”
จากนั้นหนุ่มนักรบเทวะในชุดเกราะสีทองแดงย่างเท้าเข้ามากลางท้องพระโรง น้อมคำนับ
“ข้าแต่องค์เง็กเซียนข้าพระบาทได้นำกองกำลังไปตรวจสอบ ณ ูเาไฟ เถิงชง ในยูนนาน แล้ว พบว่าศิลาสีดำสลักยันต์กักปีศาจที่ผนึกปากปล่องได้หายไปยังไม่ทราบว่าผู้ใดมาช่วยไต้เทียนอ๋องไป เห็นควรส่งกองกำลังจู่โจมไปติดตามพะยะค่ะ”
เง็กเซียน :“ แย่ละสิผู้ที่ช่วยอดีตจอม์ไปได้ ฝีมือต้องไม่ธรรมดาขืนปล่อยไปต้องก่อภัยแก่สามโลกอย่างแน่นอน
เจิ้งฝูเ้าจงเร่งไปติดตามจับตัวมันมาให้ได้”
ขุนพลเทพ:“ น้อมรับพระบัญชา”
เจิ้งฝูเจียงจวินเมื่อรับคำสั่งก็เดินออกจากท้องพระโรงไป
องค์เง็กเซียนยังรับสั่งกับเหล่าทหารต่ออีก
“สำหรับเ้าเซิ่งหมู่เจียงจวิน และหนี่หวงอิ๊นจงไปช่วยแม่ทัพภาคตะวันออกปราบปรามเหล่าปีศาจท้องทะเลที่คอยรบกวนชาวประมงและนักเดินเรือให้สงบราบคาบ อย่าให้มาก่อกวนมนุษย์”
“รับด้วยเกล้าฝ่าา” ขุนพลหญิงและนารีเทพยุทธรับคำสั่ง
เง็กเซียน: “และเ้า จ้านหลงหวางจื่อจงไปปราบปรามพวกเผ่าพันธุ์ั์หนีเฟยหลินแถบซานตงที่คอยรุกรานความสงบของมนุษย์ด้วยถ้ากำลังพลไม่พอ ก็ให้แม่ทัพภาคเหนือลงไปช่วยเสริมก็ได้”
“รับพระบัญชาฝ่าาหม่อมฉันจะสู้สุดความสามารถ”
เง็กเซียน :“วันนี้พอแค่นี้ เลิกประชุมได้”
“เป็พระมหากรุณายิ่งถวายบังคมลา”
เมื่อออกมายังพระราชอุทยาน์นอกท้องพระโรง
หนี่หวงอิ๊นถามจ้านหลงหวางจื่อ(戰龍王子)
“พระโอรสเหตุใดท่านจึงไม่สืบสวนให้แน่ชัดว่าใครแอบช่วยไต้เทียนอ๋องออกไปให้ได้ความเสียก่อนค่อยมากราบถวายรายงานเล่า”
นายร้อยหนุ่มบุตรเง็กเซียนกล่าวตอบ“ ข้ารีบน่ะสิ ทราบว่าวันนี้มีประชุมจึงเร่งมา หากมัวแต่ไปสืบเสาะ คงเสียเวลามิได้มาพบหน้าเ้าน่ะสิ” เขายิ้มให้หล่อน ด้วยมีใจแอบชมชอบเป็ทุนอยู่นานแล้ว
หนี่หวงอิ๊นมีสีหน้าเรียบเฉยกล่าวเปรียบเทียบเ้าชายกับเจิ้งฝู
“หากว่าเป็พี่จือชางเขาคงรายงานไปถึงว่า ใครเป็คนช่วย ช่วยแล้วหนีไปไหน ตามไปจับกุมได้หรือไม่ไม่ค้างคาดังเช่นท่านกระทำหรอก”
จ้านหลงหวางจื่อมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันใด
“คุยกับเ้าคราใดไยชอบเอาข้าไปเปรียบกับไอ้ลูกกำพร้านั่นนัก ข้าไม่คุยกับเ้าแล้ว” เขาหัวเสียอย่างมากจึงปลีกตัวออกไปยังตำหนักพระมารดา เทพนารี์ชั้นเก้า
“เสด็จแม่ ไยเสด็จพ่อจึงแต่งตั้งลูกเป็เพียงนายร้อยคุมกองลาดตระเวนทั้งที่เป็ถึงโอรสเง็กเซียนฮ่องเต้ ต่างจากเจิ้งฝู ที่ไม่รู้ใครเป็พ่อแม่กลับได้เป็ถึงขุนพล หรือเพราะข้าเป็แค่ลูกเมียน้อย”
เจียงลี่ซือได้ฟังก็ตบหน้าลูกชายไปฉาดหนึ่งก่อนจะดุเขา
“เซียวเยี่ยนหลงเ้าอย่ากล่าวจาบจ้วงเยี่ยงนี้อีกนะ บิดาเ้าแต่งตั้งบุคลากรตามความสามารถ หาใช่จากชาติกำเนิดไม่แม้จือชางจะไร้บิดามารดร แต่ก็พากเพียรสร้างผลงานส่งเสริมตนเองขึ้นมาได้ถึงระดับขุนพลเช่นนี้สมควรที่เ้าจะเรียนรู้จากเขาเป็แบบอย่างนะลูก”
“ท่านแม่ !“โอรสเง็กเซียนโอดครวญก่อนจะเหาะหนีลงไปโลกมนุษย์ด้วยความหงุดหงิด
ซีหวางหมู่เดินมาคุยกับจิ่วเทียนเสวียนหนี่
“เ้าสองแม่ลูกมีปากเสียงกันอีกแล้วหรือ”
“ก็เ้าลูกชายตัวดีของข้าน่ะสิขี้น้อยใจ หาว่าพ่อแม่ลำเอียง ไปเอาใจแต่จือชางให้ได้ดิบได้ดีไม่ยอมเข้าใจว่าต้องใช้ความอุตสาหะของตนเท่านั้น จึงจะก้าวสู่ตำแหน่งสูงได้ในรัชสมัยของเง็กเซียนองค์นี้”
“แล้วเ้าบอกจือชางให้รู้หรือเปล่าว่าพ่อแม่ของเขาเป็ใคร”
“หาได้บอกไม่ให้เขารู้เพียงว่า พ่อแม่เขาตายไปแล้ว มีเพียงเทพฮกที่เป็คุณตาเท่านั้น”
“ดีแล้วข้าเกรงว่าหากเขารู้ตัวตนของบิดาวันใด เขาจะไปเข้าฝ่ายมาร”
“ท่านวางใจเถิดข้าจะรักษาความลับให้มิดชิด”
ฝ่ายขุนพลเจิ้งฝูเหาะลงไปสืบเสาะทั่วบริเวณรอบูเาไฟเถิงชงก็ยังหาพบร่องรอยของไต้เทียนอ๋องไม่ แม้ค้นหารอบทะเลสาบหนองแสก็ไม่มีใครได้พบอดีตเ้า์ตนนี้ จึงตระเวนต่อไปจนถึงซูโจว
“ช่วยด้วยค่ะช่วยข้าด้วย” เสียงใสของหญิงสาวดังมาจากแนวป่า
เป็สาวชาวป่าในชุดเสื้อผ้าสามัญวิ่งหนีอะไรบางอย่างมา
เจิ้งฝูร่อนลงยืนมั่นคงกลางทางเดินหญิงคนนั้นรีบมาหลบซ่อนเื้ัชายหนุ่ม
“ช่วยด้วยค่ะ พวกั์...เนฟิลิมมันออกอาละวาด เที่ยวจับสาวชาวบ้านไปย่ำยีถ้าเป็ชายก็ถูกมันฉีกเนื้อกินเป็อาหาร”
สิ้นเสียงของนางพวกอสูรฝูงหนึ่งก็ไล่ตามมากระชั้นชิด
“เข้าไปหลบในตลับนี้ก่อน”ชายหนุ่มยื่นมือออก เผยให้เห็นตลับทองอันหนึ่งเปิดฝาอยู่
สาวน้อยงุนงงถามเขา“อะไรนะคะ”
เจิ้งฝูไม่เสียเวลาอธิบายใช้เทพฤทธิย่อตัวของหล่อนให้เล็กเท่าเมล็ดข้าว ก่อนจะลอยเข้าไปในตลับแล้วเขาก็เก็บตลับไว้ในเสื้อเกราะ
ขุนพลหนุ่มเสกง้าวด้ามยาวใหญ่ประกายวาววับสะท้อนแสงแดดพร้ะโกน
“เ้าพวกั์ต่ำช้าจงหยุดการกระทำบาปได้แล้ว มิเช่นนั้นความตายจะมาเยือนพวกสูเป็แม่นมั่น”
บรรดาั์ตัวโตมโหฬารได้ฟังคำของเจิ้งฝูก็พากันหัวเราะเยาะโห่ฮาลั่นสนั่นไปทั่วทั้งป่า
“ตัวเล็กเท่าปลวกเช่นเ้านี่นะจะมาทำอะไรเราได้ ส่งนางคนสวยมาให้เราเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากอายุสั้น”
ว่าแล้วั์ตนนั้นก็เอื้อมมืออันใหญ่โตลงมาหมายจะตะครุบตัวขุนพลแต่เขาลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะขยายร่างให้ใหญ่กว่า แล้วใช้ง้าวฟันคอของอสูรขาดกระเด็นยังความสะพรึงกลัวให้ั์ตนอื่นจนมันหันหลังวิ่งหนีเข้าป่าไป
แล้วเจิ้งฝูก็ย่อขนาดตัวลงนำตลับทองออกมาเปิดให้หญิงสาวออกมา
“เ้าปลอดภัยแล้วแม่นาง”
“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตข้าขอทราบนามอันสูงส่งของท่านได้ไหมคะ”
“ข้าเจิ้งฝูเจียงจวินเป็ขุนพล์”
หญิงสาวได้ฟังก็กลัวจนตัวสั่นคุกเข่าลงกราบแล้วกราบอีก
“อย่ากลัวเลยลุกขึ้นเถิด เ้าชื่อเสียงเรียงนามใด จงบอกเราที”
สาวชาวป่าก็ลุกขึ้นตอบคำถาม
“ข้าชื่อว่า ชุนฮวาเป็ชาวบ้านชาวป่าอยู่แถวนี้แหละเ้าค่ะ ถ้าท่านไม่รังเกียจโปรดไปรับประทานข้าวที่บ้านของข้าก่อน ให้ข้าได้ตอบแทนท่านได้ไหมคะ”
ชายหนุ่มรู้สึกถูกชะตากับนางจึงตอบรับ
“เมื่อเ้าให้เกียรติข้าก็ยินดีไปกับเ้า”
ชุนฮวาดีใจนักเชื้อเชิญให้ขุนพลเดินตามนางไป
ท่ามกลางพฤกษ์ไพรใบเขียว
กระท่อมน้อยหลังคามุงหญ้ามีลานกว้างด้านหน้าเล็กน้อย มีชั้นวางกระจาดตากสมุนไพรและอาหารแห้ง
“ท่านยายข้ากลับมาแล้ว” เสียงชุนฮวาร้องเรียกจากนอกบ้าน
หญิงชราวัยราวแปดสิบย่างก้าวเชื่องช้าออกมาต้อนรับ
“อ้าวมาแล้วหรือ ชุนฮวา หลานรัก แล้วนั่นไปพาใครมา คนรักของเ้ากระนั้นหรือ”ยายเฒ่าเอ่ยถาม
ชุนฮวาเขินอายรีบปฏิเสธ “ ไม่ใช่ค่ะยาย นี่เป็ขุนพลเจิ้งฝู ท่านช่วยชีวิตข้าจากพวกั์ หาไม่แล้วข้าคงถูกย่ำยีไปแล้ว”
“อ้อเป็เช่นนั้นหรือ เ้ารีบไปจัดสำรับกับข้าวมาต้อนรับท่านสิ เชิญท่านขุนพลนั่งดื่มน้ำชาก่อนค่ะ” ยายเดินงกเงิ่นไปยกเก้าอี้ให้ผู้มาเยือนนั่งที่โต๊ะรับแขกกลางห้อง
“ท่านอยู่อาศัยกันสองคนยายหลานเท่านั้นหรือขอรับ”เจิ้งฝูถาม
“ใช่ค่ะหลังจากพ่อแม่ของชุนฮวาเสียชีวิตขณะออกไปหาของป่าแล้วถูกน้ำไหลหลากซัดจมหายไปกว่าจะพบร่างก็หลายวัน ทิ้งเราสองคนไว้กับบ้านนี่แหละค่ะ”
“โอเสียใจด้วยนะครับ”
ชุนฮวายกถาดใส่จานอาหารมา
“มาแล้วค่ากับข้าวร้อน ๆ เชิญรับประทานได้เลยค่ะ”
หล่อนวางจานกับข้าวและถ้วยข้าวลงบนโต๊ะมีผัดผักสีเขียว ปลาตัวเล็กทอด เนื้อแห้งผัดกับขิงและพริกแห้งใส่พุทราจีนส่งกลิ่นหอมฉุย
“แหมน่ารับประทานจังเลยครับ”
“เชิญค่ะพวกเราคนยากจน อาจต้อนรับท่านไม่ดีเท่าที่ควร โปรดอภัยให้เราด้วย” ยายเฒ่าออกตัว
ขุนพลหนุ่มคีบกับข้าวชิมดูก็ทำตาโตก่อนจะเอ่ยชม
“อึ้ม อร่อยมากเลยครับชุนฮวาทำอาหารเลิศรสมาก”
สาวน้อยยิ้มแก้มปริยืมมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกผูกพันแปลกประหลาด ทั้งที่เพิ่งเคยพบเขาเป็ครั้งแรก
เจิ้งฝูก็รู้สึกมีแรงดึงดูดลึกลับจากสาวชาวป่าที่เพิ่งเจอเช่นกันมิใช่อารมณ์ความใคร่เช่นคู่รักหนุ่มสาว แต่เป็ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าถึงเบื้องลึกในดวงใจ
หลังอาหารทั้งคู่ก็ออกมาสนทนาเป็การย่อยอาหารบริเวณข้างกระท่อม
ขุนพลเทพนอนเล่นบนเปลผ้าที่ผูกไว้กับต้นหลิวสองต้นริมลำธาร
ชุนฮวาโหนชิงช้าที่ทำจากเถาวัลย์มีดอกไม้สีขาวทัดข้างหู แล้วหล่อนก็ร้องเพลงชาวป่า
ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งกลางพงพนา
ลมพัดกล้าพาสายฝนสาดทั่วฟ้า
กิ่งไม้ใบหญ้ามิอาจต้านแรงพายุคลั่ง
เปรียบไปดั่งชะตาของพสกนิกรไพร่ฟ้า
วอนเ้านครา มหาชีวิตโปรดคิดเมตตา
เว้นห่างปวงข้าอย่าให้เป็เหยื่อา
ขอเพียงยามกินอิ่มยามนอนอุ่น ครอบครัวพร้อม
ลูกหลานห้อมล้อมเปรมปรีดิ์เพียงนี้ก็พอใจ
ครั้นร้องจบนางหันไปดูเจิ้งฝู ก็พบว่าเขาหลับไปแล้ว หล่อนก็อมยิ้ม
นี่เปรียบดังเราร้องเพลงกล่อมเด็กก็มิปานนางคิดในใจ
แต่ก็มิกล้าเอ่ยคำใดคงปล่อยให้เขานอนพัก ส่วนนางลุกไปทำงานในเรือนตามปกติ
ขุนพลหนุ่มหลับฝันไป
เขาเห็นหญิงคนหนึ่งมองเห็นหน้าไม่ชัดเจนท่ามกลางเมฆหมอกเลือนราง นางคนนั้นอุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมอกก่อนจะยกลูกให้ใครอีกคนรับไป จากนั้นแม่ของเด็กก็สลายร่างกลายเป็ละอองหญ้าปลิวไปแล้วเจิ้งฝูก็ใตื่นขึ้น
“นี่เราฝันไปหรือเด็กคนนั้นเป็ใคร แล้วหญิงนั้นเป็ผู้ใด”
เขาคิดว่าตนเองเพิ่งกินข้าวอิ่มธาตุไฟอาจย่อยอาหารไม่ดี จึงฝันเรื่อยเปื่อยเช่นนั้น ก็มิได้ติดใจสงสัย
“ความสุขใจ” เป็สิ่งแปลกประหลาดที่มี่เวลาจำกัดเสมอ
ยามนี้ก็เช่นกัน
“ท่านมาอยู่ที่นี่เอง...”
เสียงของโอรส์จ้านหลงหวางจื่อ ดังแว่วมาจากบนฟากฟ้า
สิ้นเสียงนั้นนักรบหนุ่มในชุดเกราะสีทองแดงก็ร่อนลงยืนเบื้องหน้าเจิ้งฝูซึ่งยังนอนเล่นอยู่บนเปล
“ช่างมีความหฤหรรษ์เสียจริงนะว่างจากการศึกแล้วหรือ จึงสะดวกมาเจรจากับสาวงามในป่าเช่นนี้”เซียวเยี่ยนหลงถามเชิงเสียดสี
“ท่านขุนพลบังเอิญผ่านมาช่วยชีวิตข้าจากพวกั์เนฟิลิมข้าจึงเชิญมารับประทานอาหารในบ้าน ขอท่านโปรดอย่าตำหนิเขาเลย” ชุนฮวารีบชี้แจง
แต่เ้าชายบุตรเง็กเซียนทำสีหน้าเ็าตอบนาง“ข้ามิได้ถามเ้า”
เจิ้งฝูจึงลุกจากเปลนอนแล้วยืนถาม
“ท่านมีข่าวอันใดเร่งด่วน้าแจ้งให้ข้าทราบหรือไม่”
เซียวเยี่ยนหลง: “ ย่อมมีแน่นอนบัดนี้ได้เกิดมีจอมมารมิทราบชื่อ นำกำลังพลออกอาละวาด ข่มเหงเ้าเมืองใหญ่น้อยแถบเจียงหนานให้ยอมสวามิภักดิ์บังคับอาณาประชาราษฎร์ให้เลิกบูชาเทพเ้า หันไปบวงสรวงสังเวยแต่เหล่ามารแต่ท่านยังมีอารมณ์มาพลอดรักกับสาวชาวบ้านเช่นนี้ หากข้านำความไปกราบทูลพระบิดาท่านคงไต้หลุดจากตำแหน่งเป็แม่นมั่น ” โอรสเง็กเซียนมีความรู้สึกได้เปรียบ
เจิ้งฝู :“ ข้าเองบริสุทธิ์ใจมิได้คิดเกินเลยกับนางเลย แต่เมื่อท่านมาแจ้งข่าวแก่ข้าก็ดีแล้ว ขอบพระคุณท่านมากข้าจะเร่งไปหาจอมมารตนนั้นในบัดนี้แหละ” ขุนพลกล่าวแล้วหันไปหาชุนฮวา
“ข้าต้องขอลาแม่นางไปก่อนโปรดถนอมตัวด้วย หากมีบุญวาสนาคงได้พานพบกันอีก”
ชุนฮวา :“ ขอให้ท่านประสบชัยชนะเหนือมารข้าอยู่ทางนี้ยินดีต้อนรับท่านเสมอ”
ทั้งเขาและเธอต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกันคือไม่อยากพรากจากกันไปไกล
จือชาง หรือตำแหน่งขุนพลเจิ้งฝูเจียงจวินเหาะไปยังเมืองหยางโจว อันขึ้นชื่อในความร่ำรวยของดินแดนใต้แม่น้ำฉางเจียง
เขาปลอมตนเป็สามัญชนแสร้งเดินปะปนเข้าไปในหมู่คนเดินกลางตลาด ชำเลืองสายตาสังเกตชาวบ้าน
ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งไปยืนล้อมแผงขายธูปเทียนของหอมสำหรับไหว้เ้าแล้วขู่กรรโชก
“จ่ายภาษีมาให้เราเดี๋ยวนี้ถ้ายังอยากจะขายของต่อ”
พ่อค้าก็เถียง
“ภาษีอะไรท่านเ้าเมืองยกเว้นภาษีมาห้าปีแล้ว เ้าเป็ใครจึงกล้ามารีดไถข้าเดี๋ยวจะไปบอกตำรวจมาจับ”
หนึ่งในนักเลงนั้นก็กระชากคอเสื้อเ้าของแผงค้าแล้วตะคอก
“เ้าช่างไม่รู้อะไรบัดนี้เรามีเ้านายคนใหม่แล้ว ชื่อว่าจื้อจุนม่ออ๋อง ปกครองดินแดนใต้หล้าทั้งหมดส่งเงินมาเดี๋ยวนี้”
“ข้าไม่ให้”พ่อค้ากล่าว แล้วคว้าไม้คานทำท่าจะตี แต่พวกนักเลงกลับทำร้ายเขาจนล้มฟุบกับพื้นร้องโอดโอย
ในขณะที่กำลังจะเหยียบซ้ำเจิ้งฝูก็แล่นเข้ามาถีบชายคนนั้นตัวปลิวไปพวกที่เหลือเห็นดังนั้นก็รุมกันเข้ามาจะเล่นงานขุนพลหนุ่ม
เขาะโหมุนตัวกางขาออก ประทับฝ่าเท้าเข้ากับใบหน้าของพวกคนร้ายจนแตกกระเจิงพวกนั้นเห็นว่าสู้ไม่ได้ก็รีบวิ่งหนีไป
พ่อค้าเห็นคนมาช่วยก็รีบลุกไปคุกเข่าคารวะ
“ขอบคุณท่านจอมยุทธที่มาช่วยข้า”
“มิเป็ไรหรอกพี่ชายว่าแต่พวกมันมาเก็บภาษีจากท่านบ่อยหรือไม่”
“เมื่อก่อนไม่มีหรอกแต่หลายวันมานี้ ไม่ทราบมีกลุ่มบุคคลมาจากไหน อ้างตัวว่ามีอำนาจเหนือเ้าเมืองแล้วเที่ยวเก็บภาษี บังคับขู่เข็ญชาวบ้านสารพัดอย่าง ข้าเองก็ค้าขายลำบากเห็นทีจะต้องย้ายหนีแล้วละ”
“ท่านจะหนีไปไหนหากพวกมันทำเช่นนี้กับเมืองอื่นล่ะ มิต้องหนีไปตลอดหรือ ไยมิลุกขึ้นสู้เล่า”
“โอยมันเป็พวกปีศาจ เราสู้มันไม่ได้หรอก ท่านเองก็จงระวังรักษาตัว อย่าไปเสี่ยงชีวิตกับมันเลยได้ข่าวว่าเมืองหางโจว เมืองอู๋ซี เมืองเวินโจวก็ได้รับชะตากรรมไม่ต่างจากหยางโจวนี้หรอกนะ”
“ขอบคุณสำหรับคำเตือนข้าขอตัวก่อน” ขุนพลรับฟังข้อมูลแล้วปลีกตัวออกมา
ครั้นเจิ้งฝูเดินมาถึงหน้าจวนเ้าเมืองเขาสังเกตเห็นไอปีศาจคุกรุ่นเหนือหลังคาของที่ทำการแห่งนั้นจึงใช้มนตร์กำบังกายลอบเข้าไปดู ก็พบชายในชุดดำกับชุดเซียนสีฟ้ากำลังยืนคุยกับเ้าเมือง
“ยอมสวามิภักดิ์ต่อข้าเสียโดยดีแล้วข้าจะส่งเสริมให้เ้าเป็ใหญ่ทั่วแผ่นดิน หรืออยากจะเป็ฮ่องเต้ข้าก็จะเนรมิตให้เ้าได้ เพียงแต่ยอมทำตามที่ข้าบอก”เสียงคนสวมหน้ากากสีดำดังข่มขวัญขุนนางระดับสูง
“ให้ข้าบังคับราษฎรเลิกบูชาเทพเซียนแล้วหันมาเซ่นสังเวยปีศาจเช่นเ้านะหรือ ถ้าข้าไม่ยอมดังเ้าว่า จะเป็เช่นไร”
คนชุดดำจึงเอ่ยกับไต้เทียนอ๋อง
“จงแสดงตัวอย่างให้มันดูคนที่ขัดขืนจักมีจุดจบอย่างไร”
อดีตเ้า์ก็หันไปทางบ่าวไพร่คนหนึ่งของเ้าเมืองก่อนจะยกมือขึ้นทำหน้าเหมือนจะล้วงบางอย่าง ทันใดหัวใจของชายคนนั้นก็พุ่งทะลุหน้าอกออกมาโลหิตกระจายเต็มห้อง สิ้นชีพในทันที
ไต้เทียนอ๋องยังเลื่อนมือไปหาสาวใช้อีกคนของเ้าเมืองทำมือเหมือนตะครุบสิ่งของ นาทีนั้น ศีรษะของหญิงสาวเคราะห์ร้ายก็ะเิมันสมองปนน้ำเืสาดกระจายเต็มพื้น ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
เ้าเมืองเห็นดังนั้นก็เสียใจไม่อยากให้บริวารต้องมาตายเพิ่มอีกจึงยอมจับพู่กันลงนามในสัญญาของมารแต่โดยดี
“ว่าง่ายดังนี้แต่แรกคนของเ้าก็ไม่ต้องตายอนาถเยี่ยงนี้ ต่อไปนี้เมืองหยางโจวจะเป็อีกหนึ่งในอาณาจักรมารของข้าจื้อจุนหมัวหวาง ฮ่าฮ่าฮ่า”
“แต่ข้ามิยอมให้เ้าทำชั่วได้อีก” เสียงเจิ้งฝูดังขึ้นพร้อมการปรากฏกายของเขา
หมัวหวางหันมามองตามเสียงก็ยกมือขึ้นปล่อยลำแสงสีแดงพุ่งเข้าใส่ขุนพลหนุ่ม เช่นเดียวกับไต้เทียนอ๋องปล่อยพลังแสงสีฟ้าเข้าโจมตี แต่เจิ้งฝูปล่อยพลังม่านสีเขียวกำบังสะท้อนพลังฝ่ายมารกลับไป
จากนั้นจือชางก็ใช้ดาบอสุนีบาตกวัดแกว่งจนเกิดประกายฟ้าผ่าพุ่งเข้าใส่สองจอมมารดังเปรี้ยงสนั่นหวั่นไหว
แต่หมัวหวางกับเพื่อนหาเป็อันตรายไม่
กลับแปลงร่างเป็ร้อยเศียรแปดสิบกรพร้อมอาวุธครบมือปล่อยพลังปล่อยอาวุธพุ่งเข้าใส่เจิ้งฝูขุนพลหนุ่มเสกกงจักรวิเศษที่สามารถปล่อยลำแสงจากใบพัดพุ่งใส่จอมมารราวฝนกระหน่ำทำลายอาวุธของหมัวหวางหมดสิ้น
ไต้เทียนอ๋อง:“ เมื่อกี้ข้าเพียงเล่นสนุกกับเ้าแต่ครานี้ จะใช้ชิมของจริงที่แกจะจำไปจนวันตาย” พูดจบก็ใช้แส้ที่รัดร่างของเจิ้งฝู แล้วใช้กระบองทุบตีจนเขาาเ็ช้ำในหมดแรงนอนหายใจรวยริน
“ แส้นี้ทำจากเส้นผมของผานกู่ส่วนกระบองนี้ก็ทำจากกระดูกของผานกู่ รสชาติดีใช่มั๊ยล่ะข้าจะปล่อยให้แกตายอย่างเชื่องช้า ให้ลิ้มรสความทรมานของกระดูกในกายแตกสลายมันเป็เยี่ยงไร”
หมัวหวางชมผลงานของมือขวาแล้วก็สั่ง
“ปล่อยให้มันตายอยู่ที่นี่แหละเราไปจัดการกับเมืองอื่นต่อไปเถิด”
แล้วสองจอมมารก็พากันจากไป
ขณะนั้น เซียวชิงหลิงหรือเซิ่งหมู่เจียงจวินกับหนี่หวงอิ๊น เหาะมาตรวจหาปีศาจแถบนี้เห็นไข่มุกวิเศษที่ติดตัวส่งสัญญาณแจ้งเตือนดังขึ้นพร้อมแสงกระพริบสีแดง ก็เข้าใจว่าจะต้องมีเทพเซียนประสบภัยอยู่แถวนี้ และเมื่อมาถึงจวนเ้าเมือง เสียงยิ่งดังขึ้นจึงร่อนลงไปดู
“พี่จือชาง...”เสียงชิงหลิงอุทาน ก่อนจะโผเข้าไปประคองร่างอันยับเยินของขุนพลเทพหนี่หวงอิ๊นก็สอบถามเ้าเมืองถึงเหตุการณ์
ครั้นทราบความแล้วชิงหลิงก็สั่งนักรบหญิงคนสนิท
“เรานำตัวเขาไปรักษาที่ตำหนักโอสถบน์เถิด”
ว่าแล้วสองนางฟ้านักบู๊ก็หอบร่างของเจิ้งฝูลอยขึ้นบนนภากาศ
ในห้องพยาบาลของตำหนักโอสถ
จือชางหรือขุนพลเจิ้งฝูนอนรักษาตัวอยู่บนเตียง โดยมีหนี่หวงอิ๊นเฝ้าดูอาการอยู่เคียงข้าง
นักรบหญิงกุมมือของขุนพลหนุ่มที่ยังนอนหลับตาแล้วหล่อนก็พึมพำด้วยเสียงแ่เบา
“ข้าแอบรักท่านมานานแล้วแต่ท่านหาได้ชายตามองข้าไม่ เห็นท่านาเ็เพียงนี้ ข้าเองก็ปวดร้าวไปถึงิญญาแสนสาหัสนัก”
บังเอิญเซียวเยี่ยนหลงเดินผ่านมาเห็นสาวที่ตนหมายปองนั่งอยู่ในห้อง ก็แวะเข้ามาหา แต่เห็นเจิ้งฝูนอนอยู่ ก็เอ่ยถาม
“ไยเ้าจึงได้มานอนเฝ้าเขาเช่นนี้เกิดอะไรขึ้น แล้วน้องชิงหลิงไปไหน”
“ท่านขุนพลหญิงกำลังออกปราบปรามหมู่ั์จึงให้ข้าเฝ้าดูอาการของท่านเจิ้งฝู ที่ได้รับาเ็จากพวกไต้เทียนอ๋องกับหมัวหวาง”
“ทั่วทั้งมหาราชวังแห่ง์นี้ขาดแคลนนางฟ้าและเทวดาแล้วหรือจึงต้องให้นักรบเช่นเ้ามาเฝ้าไข้อยู่ตลอดเวลา”เยี่ยนหลงกล่าวด้วยอารมณ์หึงในตัวนางบุตรีเสนาบดี
“ทำไมท่านอิจฉาเขาหรือ ข้าเพียงทำตามคำสั่งของเซิ่งหมู่ ผู้เป็หัวหน้าท่านคงว่างจากราชกินมากสินะ จึงมีเวลามายุ่งเื่ของคนอื่น”
จ้านหลงหวางจื่อก็ขุ่นใจนักตอบไป “ ข้าเพียงเห็นว่านักรบหญิงผู้องอาจเช่นเ้า สมควรออกไปฟาดฟันอาวุธในสนามรบมากกว่าจะมาแย่งงานของพยาบาลสาวใช้นางกำนัลเช่นนี้”
เขากล่าวจบก็เดินจากไปทางอื่น
ณ เมืองฉงจั้ว (崇左) ดินแดนกว่างซีจ้วง รอยต่อแผ่นดินจีนกับอาณาจักรไดเวียด
บนจุดของเจ็ดสายน้ำ
เหล่าั์เนฟิลิมนับร้อยตนยืนอยู่ริมฝั่งน้ำ
“ขออนุญาตท่านจื้อจุนหมัวหวางและไต้เทียนอ๋องเปิดทางให้เราเข้าเฝ้าด้วยเถิด”
เหล่าเ้าพนักงานปีศาจก็โบกธงในมือ
พลันปรากฏสะพานเงาพุ่งออกมาทอดปลายข้างหนึ่งตรงหน้าพื้นดินซึ่งเหล่าอสูรยืนอยู่
หลังจากพวกนั้นก้าวเดินข้ามสะพานหายเข้าไปในมิติลึกลับสะพานนั้นก็อันตรธานไป
ภายในห้องโถงใหญ่ของถ้ำปีศาจ
“ข้าน้อยเผ่าเนฟิลิมขอน้อมคารวะจื้อจุนหมัวหวาง และไต้เทียนอ๋อง”
หมัวหวางนั่งอยู่เหนือบัลลังก์ก็โบกมือ
“ยินดีต้อนรับพวกเ้าเข้าสู่อาณาจักรมารมีอะไรก็ว่ามา”
“พวกเราถูกเหล่าเทพเซียนรุกรานรังแกจนทำมาหากินลำบากจึงหวังมาพึ่งบารมีของท่านคุ้มครอง ให้เรามีอยู่มีกินเช่นเดิมด้วยขอรับ”
จอมมารได้ฟังก็หัวเราะชอบใจกล่าวกับั์
“เรามีศัตรูร่วมกันคือเหล่าเทพ์ดีแล้วที่เ้ามาเข้าร่วมกับข้า พวกเราจักได้สร้างกองทัพให้เป็ปึกแผ่นต้องล้มล้างอำนาจจอมปลอมของพวกเซียนใน์ให้หมดไป”
หมัวหวางพูดจบก็บันดาลให้ไฟในกระถางเบื้องหน้าลุกโชนขึ้น
จบตอนที่ 1
(แต่งจบตอนวันที่29 มิ.ย. 68 ลำพูน )