Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 96 ภาพเขียนโถงทางเดิน

    ตอนที่ 96 ภาพเขียนโถงทางเดิน

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    เมอร์ลินยืนพิงกำแพงรออยู่ที่นั่นได้ไม่นาน ชายชราคนก่อนหน้านี้ก็เดินออกมา


    “คุณพริสตัน ท่านคณบดีเชิญคุณเข้าพบครับ” 


    “ครับ” 


    “เชิญทางนี้ครับ นำตราประจำตัวของคุณลงทะเบียนผู้เยี่ยมเยือนที่นี่แล้วคุณจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้”


    เมอร์ลินเดินไปที่แท่นศิลาแล้ววางตราประจำตัวของตนเองลงไป


    “อย่าพึ่งเอามือออกครับ” ในระหว่างที่เมอร์ลินจะชักมือกลับกลับถูกหยุดไว้


    ตอนนั้นเองชายชราก็นำตราของตนเองประทับลงไปยังแท่นศิลาด้านข้าง บนหลังมือของเมอร์ลินปรากฏตราของมหาวิทยาลัยเจเฮริสขึ้นมา


    “นี่คือตราเยี่ยมเยือนครับ มันจะหายไปเมื่อคุณออกมา” 


    “ผมเข้าใจแล้ว”


    “เชิญ”


    เมอร์ลินพยักหน้าก่อนจะเดินตามชายชราเข้าไป


    มาร์เทลยังคงรอที่นี่ตามที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีความจำเป็นที่เขาต้องเข้าไปดูแลเด็กน้อยข้างในนั้นเพราะเขารู้ดีว่าเมอร์ลินไม่ใช่เด็กอายุสิบเอ็ดขวบทั่วไป


    เมอร์ลินเดินชายชราชุดสูทม่วงเข้าไป เขาไม่ได้แนะนำตัวกับเมอร์ลิน เมอร์ลินจึงไม่ได้พูดคุยอะไรด้วย


    ภายในอาคารเป็นโถงทางเดินเพดานสูงที่มีรูปวาดที่มีเรื่องราวต่อเนื่องกัน


    โถงทางเดินนี้สูงเท่ากับตึกสามชั้นมันจึงดูหรูหราและโอ่อ่าเป็นอย่างมาก ภาพวาดที่ประดับด้านบนก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มันไม่เพียงสวยงามแต่ยังเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน


    ชายชราที่เห็นเมอร์ลินสนใจภาพวาดด้านบนจึงเอ่ยออกมา


    “ภาพวาดประตูทิศตะวันออกคือภาพเขียนของศิลปินชื่อดังหลายคน พวกเขาใช้เวลานับร้อยปีเล่าเรื่องราวของการก่อตั้งดินแดนเวทมนตร์ขึ้นมา” 


    “ผมขอถามชื่อคุณได้ไหมครับ?”


    “เสียมารยาทกับคุณพริสตันแล้ว ผมอาโน เบอร์เจส ทำหน้าที่งานธุรการฝั่งประตูตะวันออกครับ” ชายชราเอ่ยแนะนำตัว


    “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณอาโน”


    “ครับ ผมเรียกคุณว่าเมอร์ลินได้ใช่ไหมครับ”


    “ไม่มีปัญหา เรียกได้ตามสบายเลยครับ” 


    เมอร์ลินกล่าวอย่างไม่ถือตัว สาเหตุที่อาโนให้มีความเคารพต่อเขาย่อมเป็นนามสกุลของเขา ในโลกวิชาการตระกูลพริสตันนั้นโด่งดังไม่น้อย ไม่เพียงอครปราชญ์เดเนเทล พริสตันที่สร้างชื่อเสียงก้องโลก แต่ลูกหลานรุ่นต่อมาก็ไม่ได้ทำให้ตระกูลพริสตันเสียหน้า 


    แม้ภายหลังที่เดเนเทลจากไป ตระกูลพริสตันก็ยังสามารถยืนอยู่บนโลกวิชาการได้อย่างมั่นคง เรียกได้ว่าตระกูลพริสตันไม่ได้ขาดแคลนผู้มีความสามารถ ไม่เช่นนั้นแล้วมหาวิทยาลัยพริสตันคงไม่สามารถยืนอยู่ในตำแหน่งหนึ่งในสามสุดยอดมหาวิทยาลัยสาขารูนศาสตร์ได้


    อาโนเดินในเส้นทางของโลกวิชาการอยู่แล้ว มันจึงไม่แปลกที่เขาจะแสดงออกแบบนี้


    เด็กน้อยที่นำจดหมายของมหาปราชญ์มาที่นี่ ย่อมไม่อาจดูแคลนได้แน่นอน


    ตอนนั้นเองจู่ๆ เมอร์ลินก็หยุดเดินแล้วแหงนหน้ามองรูปของนักบวชคนหนึ่งกำลังจ้องมองกำยานลูกตุ้มของนักบวชคนอื่นๆ ที่อยู่ในวิหารศักดิ์สิทธิ์


    “นั่นคือท่านเพลโต เจ้าแห่งเวทใช่ไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถาม


    อาโนหยุดเท้าแล้วแหงนหน้าขึ้นไปมองเช่นกัน ก่อนใบหน้าของเขาจะเผยรอยยิ้มออกมา


    “ใช่แล้ว ภาพเขียนนี้วาดจากรูปลักษณ์จริงๆ ของท่านเพลโต นี่คือภาพที่ท่านสังเกตเห็นการเคลื่อนที่ของลูกตุ้ม”


    ตอนนั้นเองเมอร์ลินก็เอ่ยออกมา “ผมรู้จักทฤษฎีลูกตุ้มนาฬิกานี้ครับ ไม่ว่าลูกตุ้มจะแกว่งระยะสั้นหรือยาว พวกมันจะใช้เวลาในการแกว่งเท่ากัน”


    “ใช่แล้ว นี่เป็นแนวคิดจุดเริ่มต้นของกลศาสตร์”


    เมอร์ลินพยักหน้าอย่างมีรอยยิ้ม ตอนนั้นเองเขาก็เริ่มแหงนหน้ามองภาพเขียนที่สวยงามนั้นอย่างจริงจัง


    ภาพเขียนเหล่านี้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเวทมนตร์ยุคใหม่


    มันมีภาพเขียนของนักเวทยาศาสตร์ชื่อดังหลายคน


    อย่างไรก็ตามเมอร์ลินก็ไม่ลืมมองดูทาง ต้องรู้ไว้ว่าหนึ่งการมองของเขาสามารถจดจำรายละเอียดได้มากมาย ราวกับบันทึกภาพทั้งหมดเอาไว้อย่างไม่มีวันลืม ดังนั้นเขาจึงไม่จะเป็นต้องมีท่าทางเหม่อมอง


    ตามรายทางเขาเห็นนักศึกษาหลายคนเดินสวนกันไปมา แต่ที่น่าสังเกตมากที่สุดก็คือสีของชุดสูท พวกเขาบางคนใส่ชุดสูทที่มีสีไม่เหมือนกัน


    นักศึกษาส่วนใหญ่ใส่สูทสีดำ บางคนใส่สูทสีเทาเหมือนนักศึกษาสาวก่อนหน้านี้ และยังมีบางคนที่สวมใส่ชุดสูทสีขาว 


    ส่วนชุดสูทของอาจารย์และพนักงาน เมอร์ลินรู้แล้วว่ามันมีสีม่วง


    “คุณอาโน เครื่องแบบพวกนี้แบ่งสีกันยังไงหรอครับ”


    อาโนยิ้มอย่างใจดีและเอ่ย “นักศึกษาปริญญาทองจะใส่ชุดสูทสีดำครับ ส่วนปริญญาไดม่อนจะเป็นสีเทา ปริญญาแพทตินั่มจะเป็นสีขาว ส่วนพนักงานและอาจารย์ที่นี่จะใส่สีม่วงครับ”


    มันไม่แปลกที่เด็กน้อยจะถามเรื่องนี้อาโนจึงยินดีตอบ


    ในตอนแรกเขาคิดว่าคุณชายน้อยพริสตันคนนี้จะถือตัว แต่เมื่อได้อยู่ด้วยกันซักระยะหนึ่งก็รู้ว่าเด็กคนนี้เขาถึงได้ง่าย


    อย่างไรก็ตามอาโนพอจะรู้เรื่องเด็กคนนี้มาเล็กน้อย เพราะคณบดีวิลเกอฟอร์ดเป็นคนบอกเขา


    เด็กคนนี้เป็นต้นกล้าอัจฉริยะคนหนึ่งและเขากำลังจะเข้าเรียนที่นี่ ด้วยคุณสมบัตินี้อาโนจึงยินดีที่จะสนิทสนมด้วย


    แม้อาโนจะไม่ใช่นักเวท แต่ด้วยฐานะนักวิชาการชั้นกลาง เขาก็ได้รับความเคารพเป็นอย่างมาก แม้แต่ในมหาวิทยาลัยคนที่พอจะเทียบกับเขาได้ย่อมต้องเป็นนักศึกษาระดับปริญญาแพทตินั่ม


    เมื่ออยู่ด้านนอกอาโนจึงถือตัวไม่น้อย แต่เขาย่อมไม่ทำมันกับเด็กน้อยตรงหน้านี้อย่างแน่นอน


    อาโนพาเมอร์ลินเดินมาตามโถงทางเดินหลายร้อยเมตร เดินผ่านห้องเรียนที่เป็นโถงใหญ่ซึ่งมีที่นั่งไล่ระดับชั้นลงมาและมีกระดานขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ทั้งผนัง 


    เขาแอบเห็นชั้นเรียนที่มีการสอน เหล่านักศึกษานั่งเรียนกันอย่างจริงจัง ฟังอาจารย์หน้าชั้นเรียนบรรยาย โดยมีปากกาเวทมนตร์กำลังเขียนบนกระดานอยู่ตลอดเวลา ด้านนักศึกษาก็ใช้ปากกาเวมนตร์จดลงบนสมุดของพวกเขาเช่นกัน


    ภาพนี้ย่อมไม่ใช่ชั้นเรียนธรรมดาเพราะทุกคนต่างใช้เวทมนตร์ได้ และทุกคนก็ใช้เวทมนตร์ในการเรียนหนังสือ สิ่งที่พวกเขาทำคือการใช้สมาธิและควบคุมพลังเวทในการเขียนให้ดีเท่านั้น


    อาโนพาเมอร์ลินเดินมาถึงจุดหนึ่งก่อนจะเลี้ยวขึ้นบันไดวนขนาดใหญ่ เพื่อขึ้นไปชั้นบน


    เขาพาเมอร์ลินขึ้นไปชั้นบนสุด ก่อนจะเดินไปอีกระยะหนึ่งก็มาถึงห้องที่มีประตูบานใหญ่


    ที่เคาะประตูที่เป็นรูปศีรษะสิงโตทองแดงถูกเคาะ


    ก๊อก ก๊อก ก๊อก ...


    ตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงปลดล็อกบานประตู ก่อนประตูบานนั้นจะเปิดออกด้วยตนเอง