ติ๊ง ต่อง ติง ตอง….!!!
เสียงออดดังขึ้น บอกเวลาพักเที่ยง เมนูอาหารของผมไม่ใช่อะไรที่ดูหรูหรา ก็แค่แซนวิชไข่ แซนวิชแฮม และแซนวิชสลัด พร้อมน้ำดื่มอีกธรรมดาอีกหนึ่งขวด ส่วนคนที่เหลือของห้อง ถ้าไม่ต่อโต๊ะ ก็แยกย้าย เ้านั่นก็ไม่ต่างกัน
เขาเดินออกห้องไปกับจิ้งจกสีแดงของเขาพร้อมๆ กับเสียงออด และไปปรากฏตัวอีกทีที่ใต้ร่มไม้ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น บริเวณด้านล่างของห้องเรียนซึ่งผมก็มองเห็นได้จากหน้าต่างเรียนในตำแหน่งโต๊ะเรียนของผมเอง เขาปูผ้ารองพื้น ปูที่นอน พร้อมทั้งเตรียมหมอน หมอนข้าง และผ้าห่ม สรุปคือ เตรียมตัวมาสำหรับนอนได้อย่างครบครันเลยจริงๆ
เมื่อเวลาผ่าไปสักพัก ประธานนักเรียนกับัสีขาวก็มาถึงพร้อมๆ กับบอดี้การ์ดสี่คนที่ถือปิ่นโตสี่ชั้นจำนวนสี่ใบเดินเข้ามา หลังจากที่วางปิ่นโตแล้ว ทั้งสี่ก็ออกมายืนประจำอยู่ทั้งสี่ด้านรอบๆ ที่นอนเ้านั่นในระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป ส่วนตัวประธานนะหรือ เข้าไปนั่งข้างๆ เขาอย่างเงียบเชียบ พร้อมทั้งแกะปิ่นโตออกมาเรียงอย่างเป็ระเบียบ แต่…
สิ่งที่น่าใคือของที่อยู่ในนั้น อาหารที่ว่ากันว่าอยู่ในระดับห้าด้าวเรียงรายกันเหมือนกับยกภัตตาคารว่าไว้ตรงนี้เลยก็ว่าได้ ทั้งกุ้งัสีทองอร่าม ขนมจีบเก้ากษัตริย์ หมูหันน้ำแดง เป็ดปักกิ่ง น้ำซุปหูฉลาม ซูชิถาดั์ที่มีหน้าไม่ซ้ำกัน และข้าวเปล่าที่เน้นปริมาณแบบสุดๆ
ส่วนเ้านั่นก็ลุกขึ้นมาอัตโนมัติ ราวกับว่าได้กลิ่นอาหารเลยตื่นขึ้นมา แล้วประธานก็ลงมือป้อนอย่างรู้หน้าที่ ป้อนไป คุยไป ยิ้มไป ชีวิตแก่ก็ช่างดีเกินไปแล้วนะ…ผมไม่ได้อิจฉานะ บอกไว้ก่อนเลย
หลังจากกินไปสักพัก เขาทั้งสองก็หยุดมือและดื่นน้ำ เป็การแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอิ่มกันแล้ว แต่อาหารก็ยังคงเหลืออีกมาก ถึงผมจะแอบเสียดายอยู่หน่อยๆ แต่ทว่า…
"ไทจิ!!! อื่มแล้วใช่ไหม? พวกเราขอน้าาา!!!
เสียงของยัยฮิมาวาริดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจ วิ่งไปหาเ้านั้นพร้อมๆ กับ…คนในห้อง เอ๊ะ!!! เดี๋ยวก่อน คนในห้องไปไหนหมดแล้วเนียะ! อย่าบอกนะว่า ลงไปข้างล่างหมดแล้วน่ะ
บอดี้การ์ดต่างขยับออกมาอีกเล็กน้อย เพื่อให้เพื่อนร่วมชั้นว่างเข้าไปเอาปิ่นโตมาแบ่งกันกินได้ ประธานนักเรียนก็ยิ้มแย้มและอนุญาตให้เอาไปได้ ส่วนเข้าไทจิก็หลับลงไปตามเดิม
(-)
“นายไม่ลงไปกินกับพวกเราเหรอ? ทำไมล่ะ อร่อยจะตาย”
ยัยฮิมาวาริ ถามผมขึ้นมาด้วยความสงสัย…แต่มันก็เื่ปกติไม่ใช่หรือไงที่ไม่ไปขอปิ่นโตคนอื่นมากินน่ะ
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าวัฒนธรรมการขอปิ่นโตคนอื่นของที่นี่เป็ยังไงหรอกนะ ถึงจะทำได้ แต่ผมก็ไม่กล้าเข้าไปแทรกกลางระหว่างประธานนักเรียนกับไทจิเขาหรอกนะ ปิ่นโตดูท่าจะหวานน่าดู”
“วัฒนธรรมแบบนั้นที่นี่ไม่มีหรอกนะ แล้วก็ไม่หวานด้วย พวกฉันไปกันปิ่นโตของประธานั้แ่เรียนมัธยมต้นปีหนึ่งแล้วด้วย”
“ไปกินของเขามาสี่ปีแล้วสิเนียะ”
“ใช่! ก็ตอนนี้เราเรียนห้องเดียวกันนี่นา เลยสนิทกันมาตั้งนานแล้ว”
จริงสิ ลืมไปเลยว่าสองคนนี่เรียนข้ามชั้นกันเป็ว่าเล่น ทั้งๆ ที่อายุก็เท่ากันนี่นา
“จะว่าไป…นายชื่ออะไรน่ะ…รู้สึกว่าจะยังไม่ได้แนะนำตัวเองนี่นา”
ด้วยคำพูดเดียวของฮิมาวาริ ทุกคนในห้องหันมาหาผมด้วยความสงสัย…ส่วนตัวผมก็อยากให้เื่นี้มันผ่านไปแบบเงียบๆ ก็ดีแล้วแท้ๆ
“เออ…ผมชื่อ ‘เลียม อาคะสึบากิ’”
“โฮ่…เลียมงั้นเหรอ อืมมมม คนต่างชาติสินะ แต่ก็พูดภาษาเราชัดดี แต่นามสกุลเป็ขอคนที่นี่สินะ…‘สึบากิสีแดง’ กับ ‘ผู้ปกป้อง’ สินะ! อืมๆ มิน่าละ ไมน์ของนายถึงเป็เต่าน่ะ”
ฮิมาวาริชี้ไปทางกระเป๋าผม และยิ้มออกมา แต่ตัวผมยังต้องพิจารณาดีอยู่ดี ว่ารอยยิ้มนั้นเป็รอยยิ้มจากการดูถูก การเยาะเย้ย หรือแค่ยิ้มออกมา
“ช่างไมน์ของฉันเถอะน่า ปล่อยเขาหลับอยู่ในนั้นดีแล้ว แล้วไมน์ของเธอล่ะ ผมว่าผมไม่เคยเห็น”
“ไมน์ของฉันงั้นเหรอ?…ตอนนี้น่าจะนอนอาบแดดอยู่บนหลังคาละมั๊ง!”
“ก็ไมน์ของฉันเป็แมวนี่นา”
(-)
“ในที่สุดก็เลิกเรียนสักที”
ผมยกแขนบิดี้เีไปพร้อมๆ กัน การเรียนของวันนี้เป็แบบเบาๆ เน้นทำกิจกรรมในห้องเรียนเสียมากกว่า อาจจะเพื่อทำความรู้จักเพื่อนในห้องก่อนเรียนกันอย่างจริงจังในสัปดาห์หน้าก็ได้
ระหว่างทางเดินไปหน้าโรงเรียน เขาก็ยืนอยู่ก่อนพร้อมประธานนักเรียนและบอดี้การ์ดเป็ร้อยๆ ผมเลยจำใจนั่นอยู่ใกล้ๆ กับประตูทางออกของโรงเรียนแทน ไม่นานก็มีเด็กผู้หญิงที่อายุห่างกันสามคน จูงมือเดินกันมาและมาหยุดที่เขา “ไทจิ” คนนั้น
คนตัวเล็กน่าจะสักเก้าขวบ คนที่โตขึ้นมาหน่อยก็สิบหรือสิบเอ็ด คนที่โตสุดน่าจะอยู่มัธยมต้นปีหนึ่ง…สิบสามสินะ ไม่นาน ทั้งหมดก็โบมือลากัน มือซ้ายและขวาของไทจิก็จูงมือเด็กสาวคนเล็กและคนกลางไป ส่วนคนโตสุดก็เดินเคียงข้างกันไป เป็ฉากเงียบๆ ที่ดูอบอุ่นดีในระดับที่เป็อาหารตาได้สบายๆ
“นั่นคือพี่น้อง ‘ยามาโตะ’ ล่ะ!!!”
“เอ๋!!!!”
“อย่าร้องเสียงหลงแบบนั้นสิ มันเสียมารยาทนะ!”
ยัยนี่มาจากไหนก็ไม่รู้ ดันมาอยู่ข้างหลังผมซะได้
“อะไรกัน เธอเองเหรอ!!”
“ก็เห็นนายแอบดูเื่ของชาวบ้านอยู่นะสิ เลยเข้ามาทักน่ะ”
“ก็นะ ถึงจะไม่ต้องแอบก็เห็นเป็แบบนั้นใช่ไหมล่ะ พี่น้องนี่ดีจังน้าาา”
“ก็นะ แต่ว่า…นั่นคือทั้งหมดแล้วละ ทั้งหมดที่เหลือของครอบครัวยามาโตะ”
เดี๋ยวๆๆๆ! ทำไมอยู่ดีๆ ทำไม่แผ่กลิ่นเื่ดราม่าไปได้ล่ะ
“ที่เหลือ?”
“มีคนเล่าว่า เป็เพราะอุบัติเหตุเมื่อหกปีก่อน…่ปีใหม่”
“…”
“มีอุบัติเหตุรถชนครั้งใหญ่ที่สี่แยกกลางเมืองที่เราอยู่นี่แหละ เพราะถนนลื่น”
“พวกเขาโดนรถชนเหรอ หรือว่าอยู่ในรถ”
“เปล่า” ฮิมาวาริส่ายหน้าปฏิเสธ “รู้สึกว่าพ่อแม่ของเขานั่นอยู่หน้าร้านขายขนมโมจิน่ะ”
“แล้วโดนลูกหลงเหรอ??” ผมยิ่งสงสัย
“เปล่า” ฮิมาวาริส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง “รู้สึกว่าพ่อแม่ของเขากำลังนั่งกินโมจิอยู่หน้าร้านน่ะ”
“แล้ว….”
“เพราะใเสียงรถชน ทำให้…”
“ทำให้…”
“โมจิที่กินอยู่…ติดตอจนตายน่ะ”
“อะไร๊!!!!!!!!!!!!!”
“น่าสงสารจริงๆ นะ ทั้งคู่จากไปโดยไม่มีใครสนใจเลย”
“เออ…คือ…” ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับอารมณ์ของผมในตอนนี้ดี
“แต่มันก็นานมากแล้ว พวกพี่น้องก็รักกันดี แถมเป็บุคคลสำคัญของประเทศนี้ไปหมดแล้วด้วย”
แต่ผมก็เห็นแต่เด็กกำพร้าสี่คนเท่านั้น และผมเองก็ไม่ต่างจากพวกเขาเท่าไร
“กลับบ้านกันเถอะ พวกเขาแยกย้ายกันแล้วนี่นา”
“เห๋!!! นี่นายชวนฉันกลับบ้านด้วยกันเหรอ…?”
“ไม่ใช่ซะหน่อย ก็แต่คำชวนให้แยกย้ายกลับบ้านเท่านั้น!!!”
“ก็ใช่นะสิ แล้วทำไมถึงหน้าแดงแบบนั้นล่ะ หรือว่า!!! หนุ่มซิง…”
“อะไรนะ…นี่เธออายุเท่าไร! ทำไมถึงพูดแบบนั้นนะ ยัยผู้หญิงแก่แดด”
“ฮ่าๆๆๆ โดนนิดโดนหน่อยไม่ได้เลยน้าา”
และแล้วมันก็จบด้วยการที่เราสองคนเดินตามกันไปจนกระทั่งถึงบ้าน ผมถึงได้รู้รู้ว่า บ้านของเธอติดอยู่กับบ้านผมนั่นเอง