เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ตอนที่ 66 ภูติประจำตัว

    ระหว่างโลกสองโลกที่ไม่ได้อยู่ใกล้กันผมกับชาร์ลอตต์กำลังตกที่นั่งลำบากและมีโอกาสที่จะจบชีวิตสูงมากทางฝั่งของผมอาจเจอกับแวมไพร์ที่มีพลังสูงกว่าแต่ก็ไม่ได้สาหัสเท่ากับชาร์ลอตต์ที่ไม่สามารถใช้ทักษะอะไรออกมาได้เลยรอเพียงความตายมาถึงเท่านั้น
    ผมเองก็สิ้นหวังไม่ต่างกัน ผมเริ่มที่จะเป็นห่วงทางฝั่งชาร์ลอตต์ขึ้นมาแล้วเห็นได้ชัดว่าเจ้านั่นที่เป็นศัตรูของชาร์ลอตต์ต้องไปเชิญเจ้าแวมไพร์ตัวนี้มาด้วยของบางอย่างที่มีค่ามหาศาลคงเพื่อเป็นหลักประกันว่าชาร์ลอตต์จะตายจริงแต่ว่าผมกลับถูกมันย้ายมิติมาที่ไหนสักแห่งก่อน
    ตอนนี้ผมอาจไม่สามารถรับรู้ได้ว่าชาร์ลอตต์กำลังเผชิญหน้ากับเจ้านั่นแล้วสถานการณ์เป็นแบบไหนบ้างถ้าผมคาดเดาไว้ไม่ผิดตอนนี้คงกำลังเสียเปรียบอย่างถึงที่สุดเพราะถ้าสามารถเชิญตัวตนระดับแวมไพร์มาได้แสดงว่าเจ้านั่นก็ต้องมีฝีมืออยู่พอสมควร
    พลังความสามารถมันต่างกันเกินไปจนเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนผมกับชาร์ลอตต์ก็กำลังเสียท่าให้กับอีกฝ่ายชนิดที่ว่าตอบโต้อะไรกลับไปไม่ได้เลย ในโลกของความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งมันก็เป็นธรรมดาที่คนอ่อนแอสมควรตายไปซะ แต่ผมไม่ยอมตายไปทั้งๆแบบนี้หรอกมันต้องมีสักหนทางที่จะต่อสู้กับพวกมันได้ ผมมั่นใจว่ามันต้องมีสักวิธีที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ตรงหน้าไปได้ และเชื่อว่ามันต้องมีสักหนทางที่จะสามารถต่อสู้กับพวกมันได้อย่างสูสีไม่ก็สามารถฆ่ามันได้
    “แวมไพร์ต้องมีพลังแบบนั้นแน่นอนพลังที่ทำลายโซ่แห่งกฎเกณฑ์ทั้งมวล ใช่ไหมละ เจ้ามีมันใช่ไหม สายเลือดของแวมไพร์แบบพวกเจ้าต้องมีมันอยู่แน่นอน พลังที่พอจะพลิกสถานการณ์ตรงหน้า พลังที่สามารถพุ่งทะยานไปสู่ฟากฟ้าที่ไม่สิ้นสุดนั่นได้”
    ผมได้แต่ร่ำร้องออกมาในใจของผม ทั้งที่ผมไม่เคยเชื่อในปาฏิหาริย์ใดๆเลย ผมยังไม่อยากตายไปในตอนนี้เพราะยังมีคนที่ผมต้องปกป้องเพิ่มขึ้นมาอีกมากมายถ้าเป็นเมื่อตอนที่ผมตัวคนเดียวผมไม่เคยกลัวความตายแต่เมื่อมีคนที่ผมต้องปกป้องผมก็ไม่สามารถละทิ้งหน้าที่พวกนั้นไปได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผมนั่นก็คือ ไอรีน เซล่า และชาร์ลอตต์พวกเธอทั้งสามเข้ามาในชีวิตของผมและการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว
    ถ้าจะให้ผมตายไปทั้งแบบนี้พวกเธอก็คงไม่เลือกทางอื่นนอกจากหาวิธีตายไปด้วยกันกับผมแน่ๆ ผมต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแม้จะต้องหวังพึ่งพาปาฏิหาริย์และความหวังที่ผมไม่เคยคิดที่จะเชื่อมันก็ตาม
    ท่าประสานของยูวายและหญิงสาวทั้งสามของเขาที่เป็นทักษะของวงศ์วานที่ยูวายมีอยู่และการใช้ออกพร้อมกับวงศ์วานทั้งหมก็จะยิ่งยกระดับพลังทำลายของทักษะเพิ่มเป็นสองเท่าตัวและยังมีคุณสมบัติในการกดดันคนต่างเผ่าพันธุ์อีกด้วย
    ทั้งสี่คนให้กำเนิดอวตารใหม่ด้านหลังของตนเองก่อนที่มันจะใช้มหาเวทย์ที่รวมกันของท่าประสานทั้งหมดพุ่งมาพร้อมกับการโจมตีที่ต่อให้ผมมีทักษะป้องกันขนาดไหนก็ต้องจบชีวิตลงแน่ๆ
    หรือว่าผมต้องยอมรับชะตากรรมแล้วจริงๆ ไม่ ผมจะยอมแพ้ไม่ได้ มันต้องมีสักทางสิ ผมไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปไม่ได้
    “ออกมาสิพลังของสายเลือดแวมไพร์ของฉันหรือว่าแกมีดีแค่นี้...”
    ผมร้องตระโกนสุดเสียงแต่มันก็เป็นเหมือนเสียงกระซิบดังไปทางฝั่งของยูวายเพราะตัวของผมนั้นไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว ทักษะที่อลังการของท่าประสานยูวายและวงศ์วานของเขาทำให้มีลักษณะคล้ายแสงของออโรร่าพลังของพวกมันพุ่งมาที่ผมด้วยความเร็วที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมันตั้งแต่มาที่โลกใบนี้แล้ว
    ทันใดนั้นเอง “แถบสถานะ” ก็เกิดการแจ้งเตือนแปลกๆขึ้นมา พร้อมกับสภาพแวมล้อมโดยรอบที่เปลี่ยนไปภาพโดยรอบตัวของผมกลายเป็นโลกที่มืดมิดมองไม่เห็นอะไรโดยรอบนอกจากตัวของผมเอง
    ติ๊ง!
    คุณถูกเคลื่อนย้ายมายังโลกที่แปลกประหลาด ระบบของ “แถบสถานะ” ไม่อาจวิเคราะห์สิ่งใดได้
    ติ๊ง!
    พบสิ่งผิดปกติอย่างรุนแรงและเป็นอันตราย เวลาได้เดินช้าลงกว่าปกติหนึ่งแสนเท่า สิ่งที่อยู่ในโลกใบนี้จะอยู่ในสถานะปลดอาวุธ
    ติ๊ง!
    พลังแห่งความมืดได้รับรู้ถึงความแน่วแน่อันแรงกล้าของคุณ พลังแห่งสายเลือดบริสุทธิ์ของแวมไพร์ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ความแข็งแกร่งของวงศ์วานเพิ่มขึ้น
    ติ๊ง!
    คุณได้รับความสามารถดั่งเดิมของแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ คุณได้ปลุกภูติประจำตัวให้ตื่นขึ้น ลักษณะทางกายภาพของภูติจะเป็นไปตามความเหมาะสมของสายเลือดผู้ครอบครอง
    กรุณาตั้งชื่อ .......

    ภูติ? เอ๊ะ! มันมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ แถมยังบอกว่าเป็นความสามารถดั่งเดิมของแวมไพร์ ภูติที่ว่าจะเป็นไปตามความเหมาะสมของสายเลือดและตอนนี้มันได้ให้ผมตั้งชื่อให้มันด้วย วงศ์วานของผมทั้งหมดเป็นผู้หญิงและผมเองก็ไม่ค่อยถูกชะตากับผู้ชายถ้าอย่างนั้นมันก็น่าจะเป็นผู้หญิงด้วย ( ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหนโรเบิร์ต )
    ชื่อของภูติที่จะมาเป็นคู่หูตลอดไปของผม ผมขอตั้งชื่อว่า อาเธน่า

    ติ๊ง!
    “อาเธน่า” ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความแน่วแน่อันแรงกล้าของคุณ

    ตรงหน้าของผมปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นมาเธอมีส่วนสูงเพียง 15 เซนติเมตร ใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าภรรยาของผมทั้งสาม ผมสีดำยาว ดวงตาสีแดง รูปร่างสมบูรณ์แบบของเธอทำให้ผมเผลอกลืนน้ำลายไปครั้งหนึ่ง เธอสวมชุดเดรสสีดำที่ค่อนเข้ากับรูปลักษณ์และดึงดูดเสน่ห์ของเธอออกมาได้ทั้งหมด ด้านหลังของเธอก็มีปีกสีดำอ่อนๆที่เป็นลักษณะคล้ายกับสสารมารวมตัวกัน
    เธอลืมตาขึ้นมาก่อนที่จะจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาเย็นชา ท่าทางแบบนี้ไม่ได้ต่างไปจากเทพธิดาแห่งความชั่วร้ายเลยแม้แต่น้อย
    “นายคือมาสเตอร์ของฉันสินะ”
    ผมที่กำลังทำตัวไม่ถูกก็ตอบไปแบบส่งๆ หรือว่าเธอจะโกรธที่ผมไปจ้องเธอมากเกินไป
    “อะ...อืม”
    “ไม่น่าเชื่อว่าคนแบบนายจะมีความสามารถมากถึงขนาดนี้ได้โดยไม่มีคนนำทางประจำตัวและยังมีวงศ์วานที่มีคุณสมบัติเป็นเทพธิดาแห่งความมืดได้ถึงสามคน นายนี่มันน่าทึ้งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นผ่านดวงตาแห่งการล่วงรู้เลยนะ และยังไม่พอยังได้ครอบครองดาบที่ได้ชื่อว่าเป็นดาบที่มีความชั่วร้ายที่สุดในจักรวาลแถมไม่โดนผลสะท้อนอะไรกลับมาเลย นายเป็นตัวอะไรกันแน่?”
    อาเธน่ามองผมด้วยสายตาที่ไม่ต่างไปจากการมองสัตว์ประหลาดตนหนึ่ง
    “เอาเถอะไม่ว่าจะด้วยอะไรก็แล้วแต่การที่นายกำลังจะพ่ายแพ้ให้กับพวกสายเลือดผสมชั้นต่ำพวกนั้น ถ้าพวกที่มีสายเลือดบริสุทธิ์พวกมันได้มาเห็น พวกมันได้อกแตกตายก่อนแน่ๆที่ได้เห็นนายกำลังพ่ายแพ้ให้กับสายเลือดผสมที่ต่ำต้อยพวกนั้นที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเลือดบริสุทธิ์เลย"
    "และหนึ่งในวงศ์วานของนายที่กำลังต่อสู้กับอสูรชั้นต่ำนั่นก็ด้วยเหมือนกัน นี่พวกนายไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ที่ตนเองมีอยู่เลยสินะว่ามันมีความสามารถมากขนาดไหน แต่จะว่าไปแล้วพวกนายก็ไม่ได้กำเนิดมาจากโลกเบื้องบนฉันจะไปว่านายแบบนั้นก็ไม่ถูก ใครจะไปคิดกันละว่าตัวตนที่สูงส่งที่เป็นนายแห่งความมืดทั้งปวงมาอยู่ในโลกชั้นต่ำแบบนี้”
    “ในฐานะที่ฉันเป็นภูติประจำตัวของนายฉันก็มีหน้าที่เหมือนคู่หูของนายและที่ปรึกษาประจำตัวเพราะฉะนั้นฉันจะบอกหนทางที่จะเอาชนะพวกอ่อนแอพวกนั้นให้แก่นายเอง”
    “หนทางอะไร รีบบอกมาเร็วเข้าไม่อย่างนั้นจะไม่ทันการก่อน”
    “ใจเย็นๆก่อนนายจะรีบเร่งไปทำไมโลกที่นายเข้ามาอยู่ในตอนนี้เวลาเดินช้าลงกว่าหนึ่งแสนเท่านั่นทำให้นายนอนคิดแบบนี้ไปอีกร้อยปีก็ไม่มีปัญหาอะไร”
    มันเป็นแบบที่ “แถบสถานะ” บอกจริงๆเหรอที่เวลาเดินช้าลงกว่าหนึ่งแสนเท่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องคิดหาวิธีและเพิ่มพลังในนี้ไปด้วยได้และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเวลาด้วย แต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆแบบนั้นผมก็ยิ่งไม่สบายใจเข้าไปอีกโดยเฉพาะชาร์ลอตต์
    “สิ่งที่นายต้องทำเลยก็คือฝึกการปลดปล่อยสภาวะโลหิตให้ได้ก่อน”
    “ปลดปล่อยสภาวะโลหิตมันคืออะไรละนั่น”
    “ฟังก่อนสิฉันกำลังจะอธิบายให้ฟัง อย่างแรกให้นายหมุนเวียนเลือดที่อยู่ในร่างกายพร้อมกับเชื่อมกระแสจิตกับวงศ์วานทั้งหมดของนายจากนั้นก็ขับเคลื่อนพลังเวทย์ในร่างกายให้หมุนเวียนไปตามเลือดที่นายได้ทำไปในตอนแรกและสุดท้ายให้นายใช้พลังแห่งความมืดขับเคลื่อนพวกมันทั้งหมดก่อตัวให้กลายเป็นรัศมีพลังออกมาเพียงเท่านี้มันก็จะกลายเป็นสภาวะโลหิตที่ฉันพูดถึงแล้ว เป็นยังไงนายสามารถทำได้ไหม”
    อาเธน่าพูดจบไปแล้วก็ค่อยมองสังเกตตัวของผมที่ฟังเธอจบ ก็ทำตามที่อาเธน่าได้อธิบายขั้นตอนไปในทันที
    “การฝึกคงใช้เวลานานถ้าอย่างนั้นฉันก็จะนอนรอก่อนก็แล้วกัน...”
    “เสร็จแล้ว ต่อไปต้องทำยังไงต่อ”
    อาเธน่าที่กำลังจะเคลิ้มหลับไปก็มองมาที่ตัวผมด้วยอาการตกตะลึง เพราะตอนนี้ทั่วร่างกายของผมรายล้อมไปด้วยรัศมีพลังงานสีแดงและพลังงานสีดำ นั่นก็คือเลือดที่ไหลเวียนไปพร้อมกับพลังเวทย์และพลังแห่งความมืดนั่นเอง
    “เป็นไปไม่ได้ นายทำมันได้ยังไง ขนาดจักรพรรดิแวมไพร์รุ่นที่สี่ที่ได้ชื่อว่ามีพรสวรรค์ที่สุดยังใช้เวลาตั้งสองร้อยปีเลยนะ”
    สองร้อยปี? เธอพูดอะไรของเธอกันนะผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมผมถึงคิดแบบนั้นก็เพราะว่าผมได้ลองทำมันดูก็ราบรื่นไม่มีติดขัดสักอย่างเดียวหรือว่ามันจะเป็นผลจากทักษะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นแบบนั้นจริงแสดงว่าเจ้าทักษะนี่มันก็ยังแสดงผลออกมาได้ทั้งหมดว่าแต่เกี่ยวกับการฝึกฝนและก็ไม่สนว่ามันจะเป็นการฝึกฝนแบบไหน นี่มันบ้าไปแล้ว!
    “ไม่ต้องสนใจเรื่องแบบนั้นก็ได้ผมอาจแค่บังเอิญสัมผัสมันได้ไวกว่าจักรพรรดิแวมไพร์รุ่นที่สี่ที่อาเธน่าพูดมาก็ได้”
    “นั่นสินะฉันลืมไปแล้วว่าการปลดปล่อยสภาวะโลหิตคือการใช้ความเข้าใจที่แสนลึกซึ้ง ชั่งมันไปก่อนก็แล้วกันเพราะตอนนี้ต้องเอาตัวให้รอดและต่อสู้กลับไปให้ได้ก่อน สำหรับขั้นต่อไปก็ใช้สภาวะที่ว่านี้หลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกับพลังเวทย์แค่นั้นนายก็จะสามารถพลิกสถานการณ์ทั้งหมดได้”
    “ถ้าอย่างนั้นชาร์ลอตต์ละเธอจะเป็นยังไง”
    “แน่นอนว่าพลังนี้ส่งผลไปยังวงศ์วานทุกคนด้วยเพราะทุกอย่างที่นายกระทำขึ้นก็จะส่งผลต่อพวกเธอทั้งหมด สภาวะที่ว่านี้ถ้านายทำมันสำเร็จพวกเธอก็สามารถที่จะใช้มันร่วมกับนายได้ผ่านทางวงศ์วานและใช้มันได้เลยในตอนนั้นโดยไม่จำเป็นต้องฝึกฝนก่อนแบบนาย”
    “ถ้าอย่างนั้นก็ดีไปเพราะผมทำมันสำเร็จแล้ว”
    “เดี๋ยวนะนายว่ายังไง ในขณะที่... ไม่จริง นี่นายเป็นตัวอะไรกันแน่”
    อาเธน่าคิดที่จะบอกอะไรสักอย่างเรื่องการหลอมรวมเข้ากับพลังเวทย์แต่ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างในทันทีหลังจากตรวจสอบร่างกายของผม เพราะผมทำมันสำเร็จแล้วโดยที่อาเธน่ายังไม่ได้อธิบายอะไรให้ผมฟังเลย
    พลังเวทย์ในร่างกายของผมที่ควรเป็นสีฟ้าใสบริสุทธิ์ตอนนี้มีทั้งหมดสามสีได้แก่สีแดง สีดำและสีฟ้าที่หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกันไปแล้ว ร่างกายของผมได้เปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจเพราะผมรับรู้ได้ถึงพลังความแข็งแกร่งของแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ของตนเองแล้ว
    หลังผ่านไปกว่าสิบนาทีอาเธน่าก็กลับมาได้สติอีกครั้ง แววตาของเธอก็ยังคงมองผมราวกับเป็นสัตว์ประหลาดที่หมื่นปีจะได้เห็นสักครั้ง
    “เฮ้อ ฉันคงต้องมองนายใหม่แล้วละมาสเตอร์ นายทำให้ฉันตกตะลึงได้ทุกสถานการณ์จริงๆ เอาเถอะเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วเพราะตอนนี้มาสเตอร์มีพลังมากพอที่จะต่อสู้กับพวกชั้นต่ำพวกนั้นแล้ว”
    “ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ ต้องเอาคืนพวกมันหน่อยแล้ว”
    ผมเองก็ยังสงสัยอยู่ว่าโลกที่ผมได้มายืนอยู่นั้นเป็นที่ไหนทำไมถึงทำให้เวลาเดินช้าลงกว่าหนึ่งแสนเท่าได้ เดี๋ยวค่อยไปถามกับอาเธน่าทีหลังก็ได้เพราะท่าทางเธอไม่ค่อยแปลกใจกับสถานที่ที่พวกเราอยู่กันและมองเป็นเรื่องปกติ
    อาเธน่าบินมานั่งบนไหล่ของผมก่อนที่เธอจะใช้มือวาดกลางอากาศกลายเป็นอักขระประหลาดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนราวห้าบรรทัดจากนั้นรอบตัวของผมก็เปลี่ยนไปกลายเป็นตอนที่ท่าประสานของยูวายและวงศ์วานของเขาโจมตีมา ผมลุกขึ้นปลดปล่อยสภาวะโลหิตออกมาในทันทีเพื่อรับการโจมตีของยูวายและวงศ์วานของเขา
    ทางฝั่งชาร์ลอตต์ที่หมดสภาพไปแล้วกำลังที่จะหมดสติไปพร้อมด้วยพลังของธีโอดอร์ที่เป็นการโจมตีของคลื่นพลังสองอันพุ่งเข้ามาหาตัวเธอ ชาร์ลอตต์เธอได้สติกลับมาก่อนที่ทั้งร่างกายจะมีพลังมหาศาลแผ่ออกมาอาการบาดเจ็บทุกอย่างฟื้นฟูกลับเป็นปกติทั้งหมดเธอเหยียดกายลุกขึ้นก่อนที่จะใช้ดาบเล่มสีขาวในมือตอบโต้กลับไป . .

    .

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์ ที่คุณอ่าน