เมื่อลั่วอู่หลินออกมาจากชั้นที่ห้า เขาก็พลันเดินลงไปชั้นที่สี่ในทันที ตอนนี้ทั้งหยางเหม่ยกุ้ยและหลี่อิงได้รอเขาอยู่แล้วพร้อมกับตบะของพวกนางที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
หยางเหม่ยกุ้ยบรรลุระดับบรรพชนขั้นที่สอง ส่วนหลี่อิงก็มาถึงครึ่งก้าวบรรพชนแล้วเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดเลยว่าเปลวเพลิงอสูรและทักษะบ่มเพาะร้อยเปลวเพลิงแผดเผาค่อนข้างจะเหมาะสมกับพวกนางเอาเสียมากๆ
"ยินดีกับพวกท่านด้วยที่เลือนระดับได้ถึงขนาดนี้ ท่านจะออกไปกับข้าหรือฝึกต่อ"ลั่วอู่หลินกล่าวถาม
"ย่อมไปกับเจ้า"ทั้งสองกล่าวพร้อมกัน แน่นอนทั้งสองใจหนึ่งก็อยากจะฝึกต่อเพราะลมปราณที่นี่บริสุทธิ์และหนาแน่นเอามากๆ แต่จะให้พวกนางเอาเปรียบชายหนุ่มได้อย่างไร ชายคนนี้ให้อะไรต่อมิอะไรกับพวกนางตั้งมากมาย ดังนั้นทั้งสองจึงอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง
ชายหนุ่มเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าและพาหญิงสาวทั้งสองออกไปในทันที บริเวณโลกภายนอกตอนนี้มีเหล่าเผ่าพันธุ์ต่างๆรวมไปถึงมนุษย์อยู่มากมายหนาตายิ่ง จนแม้แต่ลั่วอู่หลิน หยางเหมยกุ้ย และหลี่อิงพากันตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคนเหล่านั้นได้
"คนของดินแดนระดับสูงก็อยู่ที่นี่ ทั้งยังมีขุมกำลังของแดนสวรรค์ที่เราพึ่งพบเจอด้วย เห็นทีว่าการปะทุครึ่งนี้คงจะไม่ธรรมดา"หลังจากที่กวาดจิตสัมผัสไปทั่ว ทำให้ชายหนุ่มรู้ตัวในทันทีว่าศึกครั้งนี้ยิ่งใหญ่เอาเสียมากๆ
"ศิษย์พี่ พวกท่านต้องฟังข้า เมื่อไรที่สถานการณ์มันเกินควบคุม ข้าจะส่งท่านเข้าไปยังด้านในมิติทันทีเข้าใจหรือไม่ หากว่าพวกท่านเกิดเป็นอะไรไปข้าคงไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ไปตลอดชีวิต"
"เข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วงพวกข้าจะไม่ฝืนตัวเอง"หลี่อิงกล่าวอย่างจริงจัง พวกนางรู้ตัวดีว่าไม่อาจจะเทียบกับรุ่นเยาว์ของดินแดนที่สูงกว่าได้ ดังนั้นหญิงสาวทั้งสองจึงตกลงกันเอาไว้แล้ว ว่าหากไม่สามารถเป็นประโยชน์ให้ชายหนุ่มได้ พวกนางก็จะไม่เป็นภาระเขาเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงเข้าใจ ลั่วอู่หลินก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากโชคดีที่นางไม่ดื้ิอดึง ไม่เช่นนั้นคงได้บ่นอธิบายกันหลังจากเสร็จศึกเป็นแน่แท้
"คลื่น!!"
เมื่อเวลาผ่านไปสามชั่วยาม จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นมาท่วทั้งบริเวณพร้อมกับผืนดินที่สั่นไหว เหล่าผู้ฝึกตนไม่ว่าจะมนุษย์ ปีศาจ และอสูร ต่างพากันบินขึ้นไปบนฟากฟ้าในทันใด ทำให้ท้องนภาเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนนับแสนคนได้ อีกทั้งยังแบ่งฝั่งมนุษย์ อสูร และปีศาจอย่างชัดเจน
ส่วนลั่วอู่หลินและศิษย์พี่ทั้งสองของเขาตอนนี้ยังไม่ได้บินขึ้นฟ้าไป ทำเพียงแค่ลอยต่ำๆให้ต้นไม้บดบังเท่านั้น สายตาของเขามองไปที่ลอยเลื่อนของผืนดินอย่างตื่นเต้นว่าจะมีอะไรออกมา
"บูมมม!!"
หลังจากที่รอมานานการปะทุเริ่มขึ้นอีกครั้ง แร่ปราณความบริสุทธิ์สูงจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาจากใต้พิภพขึ้นมา ต้องบอกเลยว่ามันบริสุทธิ์และบรรจุพลังปราณมากกว่าที่ลั่วอู่หลินพบเจอในเหมืองแร่เสียอีก
เหล่าขุมกำลังต่างตอนนี้ต่างมองมันด้วยความโลภเกินบรรยาย และเริ่มเคลื่อนไหวในทันที การช่วงชิงแร่ปราณที่ดุเดือดพลันเริ่มขึ้น ซึ่งลั่วอู่หลินก็ให้พวกหยางเหมยกุ้ยไปแสวงหาโชคลาภเช่นเดียวกัน โดยบอกให้นางอยู่แถวๆตระกูลราชามังกรอัสนีบาตเอาไว้
ส่วนตัวเขาก็ดำดิ่งลงไปใต้พิภพเในทันที ของดีๆเช่นนี้เหตุใดเขาจะต้องรอให้มันปะทุขึ้นมากัน สู้เข้าไปเก็บมันจากด้านในเลยจะดีกว่าหรือนี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มคิด ซึ่งในที่นี่ไม่มีใครคิดที่จะทำได้ เนื่องจากใต้พิภพมีอุณหภูมิที่สุงเกินไป อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะพบเจออะไรด้านในจึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงแม้แต่คนเดียว
ตัดกลับไปยังหยางเหม่ยกุ้ยและหลี่อิง พวกนางทำตามที่ลั่วอู่หลินบอกกล่าวอย่างเคร่งครัดโดยการเก็บแร่ปราณได้จำนวนมาก อีกทั้งเซียนหนิงซีที่เห็นว่าทั้งสองเป็นผู้หญิงที่มากับน้องชายนางก็ต้อนรับและให้การปกป้องเป็นอย่างดี ในที่นี้จึงไม่มีใครที่จะสามารถทำอะไรพวกนางได้
ส่วนการปะทะกับเผ่าปีศาจและเผ่าสัตว์อสูร ตระกูลราชามังกรอัสนีบาตก็เป็นหัวหอกอีกเช่นเคย ตามด้วยตระกูลราชามังกรวารีที่คอยช่วยเหลือ ส่วนตระกูลวิหคเพลิงนั้นเพียงแค่เก็บผลประโยชน์ของตนเองไม่ได้สนใจผู้ใด
แต่ที่ทำให้พวกเขาอดสงสัยไม่ได้คือตระกูลราชสีห์เพลิงที่มาจนบัดนี้ยังไม่ปรากฏตัว นี่มันเป็นเรื่องแปลกเกินไปในความคิดของเขา โดยหารู้ไม่ว่าตระกูลราชสีห์เพลิงนั้นบัดนี้น่าจะแข็งตายอยู่ที่ไหนสักแห่งในดินแดนแห่งนี้
ในขณะที่แนวหน้ากำลังสู้รบกันอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับกอบโกยแร่ปราณ ทางฝั่งของดินแดนเซียน กับดินแดนระดับสูงเมื่อเห็นการต่อสู้อันเเสนยอดเยี่ยมนี้ก็ถึงกับตกตะลึงกันในทันที ด้วยออร่าพลังของคนเหล่านี้อยู่ระดับบรรพชนทั้งสิ้น การต่อสู้จึงทั้งรุนแรงและรวดเร็วซะจนพวกเขาไม่อาจที่จะแทรกแซงได้
จะมีเพียงไม่กี่คนของแดนเซียนเท่านั้น กับดินแดนระดับสูงอย่างสวีปิงเอ่อร์ที่พอจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้บ้าง แต่ก็ชั่งยากลำบากยิ่งแม้พวกเขาจะอยู่ระดับบรรพชนเหมือนกันก็ตาม
"ดวงจิตเทวะ คนเหล่านั้นคือลูกหลานของเทพอย่างไม่ต้องสงสัย"ฮั่วยี่ที่กำลังเก็บเกี่ยวแร่ปราณกับฮั่วหลิงและฮั่วหยุนผู้เป็นภรรยาก็กล่าวขึ้น ดวงตาจับจ้องไปที่ดวงจิตเทวะ ไม่ว่าจะเป็นอสูรหรือศาสตรา ด้วยดวงตาเป็นประกาย
นี่คือสิ่งที่ทุกคนใดแดนเซียนหมายปองและมีน้อยคนนักที่จะไปถึงได้ แต่เขากลับเห็นมันละลานตาเช่นนี้ในใจจึงเกิดแรงกระตุ้นขึ้นมาว่า อนาคตในภายภาคหน้าเขาจะต้องมีมันให้ได้อย่างแน่นอน
"หืม นั่นคนของตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง เหตุใดถึงไปอยู่ตรงนั้นได้"สวีปิงเออร์กล่าวออกมาด้วยความแปลกใจ แต่นางก็ยังคงเก็บผลึกแร่ปราณต่อไป เพราะถึงอย่างไรสมบัติที่อยู่ตรงหน้าก็สำคัญกว่าการอยากรู้เรื่องของคนอื่น
ส่วนทางด้านตระกูลซือ ตระกูลหลิน และขุมกำลังอื่นของดินแดนระดับสูงในตอนนี้ด้วยความที่พวกตนยังไม่ถึงระดับบรรพชนจึงไม่อาจจะเข้าร่วมการแย่งชิงได้ แม้แต่ซืออี้เฉียนจะเป็นระดับบรรพชนขั้นที่หนึ่งแล้วก็ตามแต่พื้นฐานก็ยังไม่มั่นคงพอ อีกทั้งเขาก็ไม่อยากเสี่ยงไม่จำเป็น
"บัดซบ! นี่พวกเราจะไม่ได้อะไรจากที่นี่จริงๆหรือ"ชายคนหนึ่งจากตระกูลหลินกล่าวราวกับไม่ยินยอมในโชคชะตา แต่พวกเขาก็ไม่อาจจะทำอะไรได้มากกว่านั้น
"ศิษย์พี่ดูนั่น หญิงสาวสองคนนั้นสวมอาภรณ์ของนิกายเรา ดูเหมือนพวกนางจะได้แร่หินปราณขั้นสูงจำนวนมาก"ชายอีกคนชี้ไปทางหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงที่ตอนนี้กำลังกอบโกยแร่หินปราณอย่างบ้าคลั่ง
"หืม แล้วเจ้าจะให้ข้าไปแย่งชิงมางั้นหรือ เจ้าโง่หรือเปล่า พวกนางไปอยู่ตรงนั้นได้ย่อมต้องเป็นระดับบรรพชน การไปหาเรื่องพวกนางถือได้ว่ารนหาที่ตายชัดๆ"
"ศิษย์พี่ ข้าไม่ได้แนะนำให้ท่านไปชิงตอนนี้ แต่ท่านเป็นถึงบุตรของผู้อาวุโสหลินเจียงที่เป็นน้องชายของผู้อาวุโสสี่หลินจางแห่งตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงไม่ใช่หรือ ถึงอย่างไรนิกายก็มีต้นกำเนิดมาจากตระกูล พวกเราก็ขอให้ผู้อาวุโสออกคำสั่งให้ศิษย์ทุกคนแบ่งสรรค์ทรัพยากรให้กับตระกูลห้าส่วนก็สิ้นเรื่อง ด้วยอำนาจของตระกูลตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงจะปฏิเสธได้อย่างไร และพวกนางก็ต้องจำยอมแบ่งแร่ปราณให้กับพวกเราโดยที่ไม่ต้องลงแรง"ชายคนนั้นเสนอแนะวิธีขึ้น ผู้เป็นศิษย์พี่ถึงหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย
"ฮ่าๆๆความคิดดีๆ ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ ปล่อยให้พวกนางเก็บผลึกปราณให้กับเรา"เหล่าศิษย์ตระกูลหลินหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและพากันเดินจากไป ส่วนศิษย์ของนิกายเปลวเพลิงโชติช่วงนั้นบ้างก็เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกมันกล่าว แต่ก็มีหลายคนที่ยึดมั่นในคุณธรรมไม่ได้อย่างได้สิ่งที่ไม่ใช่ของตนเองและออกเดินทางไปหาโชคลาภของตนเองต่อไป
ตัดไปยังใต้พิภพ ลั่วอู่หลินใช้เวลาถึงหนึ่งก้านธูปในที่สุดก็มาถึงพื้นที่เต็มไปด้วยลาวา ชายหนุ่มใช้ทักษะระฆังทองคุ้มกายและกวาดสายตามองรอบๆทันที ตอนนี้ลาวาปะทุขึ้นอย่างหนักหน่วงทำให้เห็นแร่ปราณที่มีอยู่มากมายข้างใต้นั้น
ชายหนุ่มไม่รอช้าเขาเร่งพลังปราณหยินสุดขีดและโจมตีไปยังลาวาทันทีจนทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ แล้วก็พลันใช้หอคอยมหาสมบัติดูดกลืนแร่ปราณเขาไปอย่างไม่หยุดยั้งส่วนตัวชายหนุ่มก็พลันกวาดจิตสัมผัสไปด้านล่างใต้หินแร่ปราณจำนวนมหาศาล ปรากฏว่ามันยังมีช่องว่างให้สามารถไปต่อได้
เมื่อหอคอยของเขาดูดกลืนแร่ปราณได้อย่างมาได้ถึงเจ็ดส่วนแล้ว ชายหนุ่มก็พุ่งทะยานสู่ด้านล่างในทันทีส่วนแร่ปราณที่เหลืออีกประมาณสามส่วนเขาก็ให้มันปะทุขึ้นไปอย่างนั้นเพื่อป้องกันคนภายนอกสงสัย
ลั่วอู่หลินยิ่งดำดิ่งลงไปความร้อนก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เขายกเลิกทักษะระฆังทองคุ้มกายในทันทีพร้อมกับใช้แก่นแท้น้ำแข็งเข้าช่วยซึ่งมันก็ทำให้ตัวเย็นขึ้นแตกต่างจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง
เมื่อลงมาได้สักพักพื้นที่ที่เป็นลาวาก็สิ้นสุดลงพร้อมกับมีม่านพลังสีทองมากั้นไว้ ชายหนุ่มพุ่งเข้าไปในทันทีและทะลุผ่านมันอย่างง่ายดาย ในใจอดนึกสงสัยไม่ได้ ม่านพลงนี้ป้องกันแค่ลาวาแต่กลับไม่ได้ป้องกันให้สิ่งมีชีวิตเข้ามางั้นหรือช่างแปลกยิ่งนัก
ลั่วอู่หลินสลัดศีรษะเอาความสงสัยนั้นเองไป และบินสำรวจสถานที่แห่งนี้ในทันที เขากลับพบว่าที่นี่หาได้มีของมีค่าอันใดไม่ ชายหนุ่มยิ่งเข้าไปลึกเท่าไรก็ยิ่งระวังตัว เมื่อไปยังสุดเขตแดนสิ่งที่เห็นพลันทำให้เขาตกตะลึงจนตาแถบถลน ลมหายใจถี่กระชั้นด้วยความตื่นเต้นในทันที เบื้องหน้าของลั่วอู่หลินตอนนี้คืออสรพิษเปลวเพลิงสีทองขนาดมหึมาเทียบเท่าร่างจำแลงมังกรของแก่นแท้น้ำแข็งเลยก็ว่าได้
"ลักษณะคล้ายเป็นอสรพิษ เต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีทองเปร่งประกาย มีแหล่งกำเนิดอยู่ใต้โลกหรือใต้ดินแดน นี่คือเปลวเพลิงสวรรค์ลำดับที่เจ็ด เปลวเพลิงทองคำแกนภพ"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างตื่นเต้นในที่สุดเขาก็พบเจอเป้าหมายที่ตามหาเสียที