Druw 020 ไล่ล่า [II] - การเดินทางที่ไม่ราบรื่น
กลุ่มควันไฟลอยละล่องขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับกลิ่นหอมๆ ของเนื้อปลาย่างทำให้หกชีวิตมองแล้วน้ำลายสอ และอีกหนึ่งชีวิตที่หรี่ตามองเ้าปลาย่างด้วยใบหน้าเรียบเฉยพร้อมกับเสียงพำพึม
“ปลาย่าง...จงสุก จงสุก”
“...”
หกชีวิตมองหนึ่งชีวิตที่พำพึมเช่นนี้มาได้สักพักแล้ว เมื่อเห็นว่าปลาที่ตนลงทุนวิ่งลงน้ำเพื่อไปจับมันมายังไม่ยอมสุกเสียที ดวงตาสีฟ้าเข้มเริ่มทวีความเ็ามากขึ้นเรื่อยๆ จนสองสิ่งมีชีวิตสีดำรู้สึกว่าคิ้วขวาตนเริ่มกระตุกถี่
“จง...ไหม้ไปซะ!”
ราวกับว่าเพลิงที่ใช้ย่างปลาจะตกปากรับคำกับคำสั่งนี้ เพราะมันลุกพรึบโชติ่มากกว่าเดิมจนเหล่าปลาเสียบไม้ทั้งหลายไหม้เกรียมแทบจะทันที! เชลกับแบล็คตาโตแทบถลนก่อนที่จะรีบดับไฟเมื่อตั้งสติได้ เมื่อไฟถูกดับไปเรียบร้อยแล้วดวงตาสีน้ำตาลไหม้สองคู่ก็ตวัดมาที่ดารูวาร์ทันที
“เ้าคงไม่อยากให้พวกเรากินเนื้อปลาไหม้หรอกนะ” เชลหรี่ตาถามดารูวาร์ที่ยังคงทำหน้านิ่ง มือข้างหนึ่งของเธอก็เอื้อมมาหยิบเ้าปลาย่างเสียบไม้ที่ตอนนี้ไหม้จนกลิ่นหอมกลายเป็กลิ่นเหม็นไหม้ไปแล้ว
“ทีเ้ากับแบล็คเป็ัแท้ๆ ยังทำอาหารเป็ั้แ่ห้าขวบ” ดารูวาร์พูดพึมพำเหมือนกำลังบ่นคนเดียว แต่เชลกับแบล็คที่ได้ยินกลับกุมขมับ
นี่คงไม่ใช่ว่าดารูวาร์กำลังรู้สึกแย่ที่ทำอาหารไม่เป็เหมือนพวกเขาหรอกนะ
“เ้าไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ อย่างไรข้ากับเชลก็อยู่กับเ้าอยู่แล้ว ถ้าเ้าอยากกินอะไรเดี๋ยวพวกข้าทำให้เอง” แบล็คในร่างแปลงมนุษย์พูดขึ้นเมื่อเห็นดารูวาร์ยังคงพึมพำกับตัวเองไม่หยุด
“ก็ข้าเห็นพวกเ้าทำ ข้าก็อยากทำบ้างนี่”
แบล็คมองดารูวาร์แล้วลอบถอนหายใจ ตลอด่เวลาที่เดินทางมาด้วยกัน มันสังเกตท่าทางของดารูวาร์ตลอดเวลา และมันก็รู้สึกได้ว่าดารูวาร์นั้นยังคงมีความรู้สึกอยู่ แต่ก็แค่ไม่รู้หรือลืมไปก็เท่านั้นว่าความรู้สึกที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่นั้นคืออะไร
ดารูวาร์ยังคงมีความรู้สึก...ถึงจะแสดงออกมาได้น้อยมากเลยก็ตาม นั่นคือสิ่งที่แบล็ครู้สึกได้
ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่น่ะหรือ? จุดเริ่มต้นมันก็มาจาก...
เสียงกระทบกันของล้อไม้และกรวดหินดังไปตลอดทาง ล้อของรถเทียมม้าวิ่งทับก้อนกรวดตามทางจนตัวห้องโดยสารสั่นทั้งคัน ทว่าเจ็ดชีวิตที่โดยสารอยู่จ้างในกลับไม่ปริปากบ่น
เ้าของดวงตาสีฟ้าเข้มยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่างของตัวรถเทียมม้าด้วยความสนใจ ท่าทางเหมือนเด็กๆ ของดารูวาร์ทำให้สี่ชายหนุ่มกับสองัในร่างมนุษย์อดมองท่าทางแบบนั้นของเด็กสาวด้วยความแปลกใจไม่ได้ โดยเฉพาะหนึ่งชายหนุ่มกับสองัในร่างมนุษย์ที่รู้จักกับดารูวาร์เป็อย่างดี
“นั่น...ดารูวาร์จริงหรือ” เชลถามไดรกอนอย่างไม่แน่ใจ ดารูวาร์ในความทรงจำของเขาไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางมีอาการหรือแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมาเป็แน่
ชายหนุ่มแปลกหน้าเ้าของดวงตาสีน้ำตาลไหม้และเรือนผมสีดำตรงสลวยยาวถึงกลางหลังถูกรวบเอาไว้อย่างดีด้วยผ้าสีดำพยักหน้าเห็นด้วย ชายผู้นี้จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากัเพลิงดำผู้เป็คู่หูของเชล แบล็คนั่นเอง ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ของมันจ้องมองท่าทางที่แสดงออกได้อย่างชัดเจนว่ากำลังตื่นเต้นของดารูวาร์แล้วเริ่มเหงื่อตก
คงไม่ใช่ว่า...สิ่งที่มันคิดอยู่กำลังจะเป็ความจริงหรอกนะ
“เ้าตัวเล็กทำท่าตื่นเต้นเป็เด็กๆ ไปได้ เ้าไม่เคยขึ้นรถม้าหรือ” โคเรลพูดติดตลกแล้วหาวออกมา เพลพยักหน้าเห็นด้วย แต่คำหยอกเชิงคำถามของโคเรลทำให้ดารูวาร์กลับมานั่งดีๆ คำตอบของดารูวาร์นั้นทำเอาโคเรลกับเพลเกือบตกที่นั่งของตัวเอง
“ก็ไม่เคยน่ะสิ”
“นี่เ้า...นี่เ้าไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ย!?” โคเรลกับเพลทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ดวงตาสีฟ้าเข้มหันไปมองไดรกอนในร่างแปลงมนุษย์ที่นั่งคั่นกลางระหว่างเธอกับฟรองเซ่ “นี่ๆ ไดร ดรูว์กับอสูรแดงเคยนั่งรถม้าหรือเปล่า” ถามัคู่หูของตนด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะตื่นเต้น
“ไม่”
คำถามแปลกๆ ของดารูวาร์ทำให้โคเรลกับเพลย่นคิ้ว “เ้าพูดอย่างกับว่าดรูว์มีหลายคนอย่างนั้นแหละ”
“สองคน” ดารูวาร์ตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทำเอาไดรกอน ฟรองเซ่ เชลและแบล็คถึงกับชะงัก ไม่คิดว่าดารูวาร์จะยอมตอบง่ายๆ เช่นนี้
แต่...สองหรือ? ไม่ใช่สามรึ!?
“ฮะ!?” โคเรลกับเพลหันขวับไปทางเชลที่เป็คนตอบคำถามเมื่อครู่
“คนที่พวกเ้าเห็นตอนนี้คือตัวตนที่แท้จริงของร่างนี้ ดารูวาร์ ส่วนคนที่พวกเ้าเห็นอยู่ทุกวันคือตัวตนที่ไดรลูเกียร์สร้างขึ้นมา ดรูว์ แล้วคนที่พวกเ้าเห็นที่ลานประลองมืดคือส่วนด้านมืดของดรูว์ อสูรแดง” แบล็คสาธยาย อืม ในเมื่อเ้าตัวพูดแล้ว เขาอธิบายแทนก็ไม่มีปัญหา
“ไม่เข้าใจ ทำไมไดรกอนต้องสร้างดรูว์ขึ้นมาล่ะ” เพลเริ่มสงสัย
“เ้าก็มองดูเอาสิ...ดารูวาร์แทบจะไม่แสดงความรู้สึกออกมาเลย” แบล็คพยักพเยิดไปทางดารูวาร์ที่ตอนนี้ทำหน้านิ่ง ดวงตาสีฟ้าเข้มที่ทอประกายสุกใสอย่างที่พวกเขาเห็นทุกวันมีแต่ความว่างเปล่าและไร้ความรู้สึก “เพราะเป็แบบนี้ ไดรถึงต้องสร้างตัวตนของดรูว์ขึ้นมาเพื่อทำให้ดารูวาร์มีความรู้สึกเหมือนเดิม”
สองคู่หูต่างไซส์พยายามทำความเข้าใจ แล้วพวกเขาทั้งสองก็มองเชลสลับกับแบล็คที่ตอนนี้อยู่ในร่างแปลงมนุษย์ แล้วก็เหลือบมองไดรกอนที่อยู่ในร่างแปลงมนุษย์เช่นกัน
“ร่างแปลงมนุษย์ของพวกันี่มันดูดีกันทุกคนเลยหรือ” โคเรลล่ะสงสัยจริงๆ ท่านบาทหลวงที่มาใหม่ก็รูปงามจนผู้ชายด้วยกันยังแทบหลง (!?) หากไดรกอนกับดรูว์ไม่บอกพวกเขาว่าชาโดว์มีอายุมากกว่าพันปีแล้ว พวกเขาก็คงจะหลงผิดไปอีกนานว่านั่นน่ะอายุแค่สามสิบต้นๆ
“ก็ไม่ นี่เป็ร่างมนุษย์ของข้าน่ะ” แบล็คตอบไปตามความจริง ัแต่ละตนจะมีร่างแปลงมนุษย์เป็ของตัวเอง และแน่นอนว่าแต่ละตนนั้นต่างกัน
“จะว่าไปพวกเ้าก็หน้าตาเหมือนกันนะ ราวกับว่าทั้งสองคนเป็พี่น้องกันเลย” เพลพูดขึ้นเมื่อสังเกตมานาน นั่นทำให้เชลกับแบล็คชะงัก
“อืม...นั่นสิ” โคเรลลูบคางแล้วพยักหน้าเห็นด้วย หากเชลไม่ตัดผมสั้นแล้วรวบเป็หางเต่าเล็กๆ เขาก็คงจะแยกไม่ออกเหมือนกัน
ดารูวาร์เหลือบมองอาการของทั้งสองแล้วตัวเองก็กอดไดรกอนที่นั่งอยู่ข้างๆ
“ข้ากับไดรก็หน้าตาเหมือนกันนะ” เหมือนกันยิ่งกว่าสองคนนั้นเสียอีก
“จริงด้วยแฮะ แสดงว่าพวกัจะมีร่างแปลงมนุษย์ที่เหมือนกับคู่หูของตัวเองสินะ” เพลกับโคเรลพูดเองเออเอง เชลกับแบล็คหันไปพยักหน้าขอบคุณดารูวาร์ที่ช่วยเบี่ยงเบนความคิดของเ้าพวกนี้ให้ไปคิดเป็อย่างอื่นแทน ฟรองเซ่มองไดรกอนที่ตอนนี้กำลังลูบหัวดารูวาร์ด้วยความเอ็นดู
ดูๆ ไป ท่าทางดารูวาร์จะชอบอ้อนไดรกอนแบบนั้นแฮะ
แล้วถ้าหากเปลี่ยนจากไดรกอนมาเป็เขาล่ะ?
ความคิดนี้ที่จู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาในหัวทำให้ฟรองเซ่รีบสะบัดหัวไล่ความคิดนี้ออกไปแล้วกลับมาทำหน้านิ่งดังเดิม
“พอดูไดรกอนกับดรูว์อยู่ด้วยกันแล้ว ดูเหมือนว่าดรูว์เป็ผู้หญิงเลยนะ” เพลว่าแล้วหัวเราะแห้งๆ พยายามเปลี่ยนเื่คุย แต่คำตอบแบบซื่อๆ ของดารูวาร์กลับทำเอาเพลและโคเรลเกือบตกที่นั่งของตนเองอีกครั้ง ส่วนคนที่เหลือได้แต่กุมขมับ ทำได้แต่ร้องในใจว่า จะซื่อเกินไปแล้ว ไม่ต้องตอบทุกคำถามก็ได้!
“ก็ผู้หญิงน่ะสิ”
“ฮะ!? เ้าว่า...ว่าอย่างไรนะ!!” โคเรลกลายเป็คนติดอ่างไปทันที ดวงตาของชายหนุ่มถลนออกมาจนคนอื่นๆ กลัวว่ามันจะหลุดออกมาจากเบ้า ส่วนเพลดูท่าจะสติหลุดเพราะความจริงข้อนี้ไปแล้ว ดวงตาสีเงินใต้เลนส์แว่นนั่นสั่นระริกราวกับนึกถึงบางเื่ขึ้นมาก่อนจะส่ายหัว
“ข้าเป็ผู้หญิง” ดารูวาร์พูดซ้ำอีกครั้ง ให้ความจริงกระแทกใจสองหนุ่มต่างไซส์จนแทบเละไม่เหลือชิ้นดี
“แต่เ้า...เ้า...เฮ้ย! แต่เ้าชอบหลีผู้หญิงนี่! โดยเฉพาะผู้หญิงสวยๆ หุ่น XXX”
ดารูวาร์เอียงคอนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจ ทั้งๆ ที่ตนเองก็ยังกอดแขนของไดรกอนไม่ยอมปล่อย “ใครๆ ต่างก็ชอบของสวยๆ งามๆ กันทั้งนั้น ไม่แปลกนี่ที่ดรูว์จะชอบบ้าง” เพราะสำหรับดารูวาร์แล้วสิ่งที่เธอรู้สึกว่าชอบจริงๆ นั้นมีเพียงแค่ไดรกอน เชล แบล็ค และสองคู่หูัทมิฬที่เป็เพื่อนสมัยเด็กของเธอเท่านั้น อ้อ ตอนนี้มีฟรองเซ่เพิ่มมาด้วยอีกคน นอกเหนือจากนั้นแล้ว...เธอไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น
...หรือเปล่า?
ในขณะที่ผู้ได้รับรู้ความจริงอันน่าเหลือเชื่อ (?) อย่างโคเรลกำลังอ้าปากค้าง ส่วนเพลที่เหมือนว่าจะเคยคิดเื่นี้เอาไว้บ้างก็ไม่ได้แสดงท่าทางเกินจริงเหมือนโคเรล
ดารูวาร์หาวออกมา อันที่จริงถึงดารูวาร์จะไม่รู้จักทุกคนที่ดรูว์รู้จัก แต่ตอนนี้เธอกลับเห็นความทรงจำของดรูว์ที่เกี่ยวกับสองคนนี้ได้รางๆ ก็นับว่าสองคนนี้ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรนัก ออกจะเป็คนดีด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับเหล่าคนที่เธอเคยพบเจอ ที่เธอ ไดรกอน และฟรองเซ่สามารถออกมาจากเขตราชวังแล้วเดินทางออกมานอกอาณาจักรมอลโนวาได้ก็เป็เพราะสองคนนี้ช่วยนี่แหละ ส่วนเชลและแบล็คนั้นติดสอยห้อยตามมาด้วยตอนที่เห็นพวกเธอกำลังเดินไปยังทางออกตรงประตูหลักของเขตหอเซาท์
เนื่องจากทวีปตะวันตกนั้นเป็อาณาเขตของนักล่าทั้งหมด ไดรกอนและแบล็คจึงเลือกที่จะใช้ร่างแปลงมนุษย์ให้ตัวเองกลมกลืนไปกับฝูงชนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมา เพราะพวกนักล่านั้นมักชอบความท้าทายเสมอ ซึ่งเื่การล่าัก็เป็การล่าที่ท้าทายติดอันดับสองสำหรับเหล่านักล่า
ทวีปของโลกนี้ถูกแบ่งออกเป็สี่ทวีป ทวีปเหนือเป็ทวีปของเหล่าผู้วิเศษหรือที่สมัยก่อนเรียกว่าเหล่าพ่อมดแม่มด ัสมุทร และสัตว์วิเศษ ใต้มหาสมุทรของทวีปเหนือมีขนาดใหญ่กว่าทวีปเสียอีก และที่นั่นเป็ที่อยู่ของัสมุทรทั้งหมด ปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าหายสาบสูญไปแล้ว ทว่าัเ่าั้อยู่แต่อาณาจักรใต้สมุทร ที่ยังมีให้เห็นอยู่แน่ๆ ก็คือ ‘จ้าวสมุทร’ าาัสมุทรที่ทุกรุ่นจะติดต่อกับหอสมุทรของเหล่าผู้วิเศษ
ทวีปตะวันตกเป็ทวีปของเหล่านักล่าที่กระหายการล่าทุกประเภท ยิ่งเป็งานหรือการล่าที่ท้าทายต่อชีวิตของตนมากเท่าไหร่ นั่นก็ยิ่งกระตุ้นความกระหายในการล่าของพวกเขาได้มากขึ้นเท่านั้น!
ทวีปใต้ถือเป็ทวีปที่เป็ปกติและธรรมดามากที่สุด แต่กลับเฟื่องฟูเื่การค้าขายและวัฒนธรรม ไม่ต้องสงสัยเลยหากเมื่อไปที่นั่นแล้วจะพบกลุ่มโจรน้อยใหญ่สักกลุ่มสองกลุ่มตามเมืองต่างๆ ทว่าน้อยคนจะรู้นักว่าทวีปใต้นั้นอยู่ติดกับ ‘แดนอเวจี’ ดินแดนซึ่งคนธรรมดาเข้าไปไม่ได้ มันคือดินแดนแห่งซากศพและิญญา หากมนุษย์ธรรมดาเข้าไป พวกเขาจะถูกพลังของแดนอเวจีบีบอัดจนร่างะเิตาย ในปีนั้น...ดรูว์เองก็เกือบตาย หากพลังปริศนานั่นไม่หายไปเสียก่อน
และทวีปตะวันออก ทวีปที่อุดมไปด้วยัหลากหลายสายพันธุ์ คนทุกคนล้วนเป็ผู้เลี้ยงัหรือไม่ก็เป็นักรบั ซึ่งทวีปนี้เป็ต้นกำเนิดของัมารที่นำพาามาสู่ทั่วโลกเมื่อพันกว่าปีก่อน ทวีปนี้จึงมีเหล่าฏเยอะมากที่สุดจนมีอีกชื่อหนึ่งว่าทวีปฏ ทว่าทวีปนี้กลับสูญหายไปจากแผนที่โลกเมื่อพันกว่าปีก่อนอย่างไม่ทราบสาเหตุ เหลือเอาไว้แต่แผ่นดินรกร้างที่มีเหล่าฏเต็มไปหมด แต่ทุกคนต่างก็เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทวีปตะวันออกนี้หายไปจริงๆ เป็เพราะปีศาจสีขาวที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมา และหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ส่วนอาณาจักรมอลโนวาซึ่งเป็อาณาจักรเอกเทศ ไม่ขึ้นตรงต่อทวีปใดๆ นั้นเป็ศูนย์รวมของผู้คนทุกทวีปที่ต่างก็เดินทางมารวมตัวกันที่นี่ ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใดก็ตาม เรียกได้ว่าแทบจะรวมทุกเผ่าพันธุ์ในโลกนี้เลยก็ว่าได้
มือเล็กโบกไปมาตรงหน้าของโคเรล ดารูวาร์มองอาการนิ่งค้างของชายร่างใหญ่แล้วลอบถอนหายใจ เื่ที่เธอเป็ผู้หญิงนี่มันเป็เื่ที่ยอมรับได้ยากเย็นขนาดนั้นเลยหรือไร
เหมือนเพลจะรู้ว่าเด็กคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงพูดขึ้นแทนเพื่อนของตน "เ้านี่กำลังรู้สึกผิดที่ตลอดเวลาปฏิบัติกับเ้าเหมือนเด็กผู้ชาย"
"ก็ไม่แปลกนี่ ไดรยังเลี้ยงข้ามาเหมือนผู้ชายเลย"
คำพูดของดารูวาร์ทำให้คนที่เหลือมองไดรกอน ที่เป็แบบนี้เพราะัแสงตนนี้สินะ? ไดรกอนผู้ที่เพิ่งจะรู้ตัวว่าตนเองเลี้ยงเด็กสาวคนนี้ผิดพลาดที่ตรงไหนถึงกับตัวแข็งค้าง
ทั้งหมด...เพราะข้าไม่เคยสอนเื่ผู้หญิงให้นางรึ!?
เมื่อลองนึกย้อนดู...ำไม่ว่าจะเป็คนไหน เขาไม่เคยเอาเื่ที่เด็กผู้หญิงพึงกระทำมาสอนให้เธอเลยจริงๆ
ในขณะที่ดารูวาร์กำลังมองท่าทางของทุกคนเพลินๆ รถเทียมม้าที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ก็เกิดการกระเด้งขึ้นอย่างแรงจนทุกคนต่างเสียหลักตกจากที่นั่ง โคเรลแหวกม่านที่กั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสารออกแล้วยื่นหน้าออกไปถามคมบังคับรถเทียมม้า
“เกิดอะไรขึ้น”
อีกหนึ่งชีวิตที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็ผู้ชายมานานยื่นหน้าออกมาด้วย แล้วดารูวาร์ก็ต้องย่นคิ้วเมื่อเห็นล้อหน้าของรถเทียมม้าคันนี้จมลงไปในหลุมโคลนขนาดใหญ่ทั้งที่่นี้ไม่น่าจะมีฝนตกจนเกิดบ่อโคลนใหญ่ขนาดนี้ได้ เมื่อดวงตาสีฟ้าเข้มเหลือบขึ้นมองคนขับที่ตอนนี้รีบลงจากที่นั่งคนขับด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ เธอก็เห็นแสงอะไรบางอย่างจากที่ไกลๆ หลังต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นซ้อนเบียดกันหลายต้น ดวงตาสีฟ้าเข้มเบิกกว้างขึ้นก่อนที่จะก้มลงหมอบอย่างรวดเร็วโดยไม่ลืมที่จะดึงให้โคเรลหมอบลงด้วย
“รีบหมอบลงเร็ว!”
แม้จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์แต่ทุกคนที่เหลือก็ทำตามอย่างรวดเร็ว เสียงแหวกอากาศดังเฉียดหัวของพวกเขาไปเพียงนิดตามมาด้วยเสียงดังฉึกจากทางด้านหลัง เพลค่อยๆ ลืมตาแล้วหันกลับไปมอง พลันชายร่างเล็กผู้สวมแว่นหนาเตอะก็หน้าซีดขึ้นมาเมื่อพบว่าเ้าของที่มาของเสียงเมื่อครู่คือลูกธนูจำนวนหลายดอก! ผนังรถเทียมส่วนที่ถูกลูกธนูเ่าั้ปักเกิดการละลายทีละนิด ดวงตาของเหล่าผู้มาจากควาเซทั้งสามเริ่มทอประกายเ็าขึ้นทันที ดารูวาร์รีบลากร่างของโคเรลลงจากรถเทียมอย่างรวดเร็ว ตามด้วยไดรกอนที่ลากฟรองเซ่ แบล็คที่ลากเพลลงมา ตามด้วยเชลที่ลงมาเป็คนสุดท้าย
ลูกธนูชุดต่อมาพุ่งเข้าใส่รถเทียมไม่ยั้งจนสามารถเรียกว่าห่าธนูได้ เชลมองภาพรถเทียมที่ตอนนี้มีรูระบายอากาศอยู่เต็มไปหมดแล้วใช้หลังมือเช็ดหน้าผาก เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าดารูวาร์ออกตัวช้ากว่านี้อีกนิด พวกเขาจะมีสภาพเป็อย่างไร...
“ดูท่า...โชเฟอร์คนนี้จะไม่ใช่แค่โชเฟอร์ธรรมดาเสียแล้ว” ดารูวาร์พูดเสียงเบางึมงำ เชลหันขวับไปมองดารูวาร์อย่างไม่อยากจะเชื่อหู
“เ้ารู้จักโชเฟอร์ด้วยหรือ” ถ้าจำไม่ผิด ควาเซไม่มีศัพท์คำนี้นะ
ดารูวาร์เพียงแค่ยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ “อสูรแดงเล่าให้ฟัง” สั้นๆ แต่ได้ใจความ
“นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน” โคเรลที่เริ่มตั้งสติได้เค้นเสียงความชายที่เมื่อครู่เป็คนบังคับรถเทียมม้า แต่ตอนนี้กลับชักอาวุธออกมาจากฝักด้วยท่าทางเยี่ยงโจร
รถเทียมม้าคันนี้โคเรลเป็คนจ้างในตอนที่พวกเขากำลังจะออกเดินทางจากอาณาจักรมอลโนวา เพื่อให้สะดวกในการเดินทางนั่นเอง เขาเลือกคนที่รู้จักกันที่มาจากบ้านเกิดของเขาที่ผ่านมามอลโนวาโดยบังเอิญพอดี แต่ใครเล่าจะคิดว่าเ้าสหายไม่รักดีนี่ดันมีปัญหา!
“อะไรกันโคเรล พวกเราเป็นักล่าเหมือนกัน เ้าเองก็น่าจะรู้เป้าหมายของข้าดีนี่” มันใช้ลิ้นเลียใบมีดของมีดยาว อาวุธที่อยู่ในมือของมันตอนนี้ ดวงตาของมันมองไปที่เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวของมันด้วยสายตาจาบจ้วง
“ที่เ้าพูดหมายความว่าอย่างไร” แต่โคเรลก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี อะไร? โปรดอธิบายมาให้เขากระจ่างด้วย ไม่ใช่ถามกลับเยี่ยงนี้!
“อย่ามาทำเป็ไขสือ! เ้าเองก็น่าจะได้กลิ่นนี่ กลิ่นของัที่มาจากเ้าเด็กนั่น!” ว่าแล้วก็ชี้ไปที่ดารูวาร์ที่มองมายังมันด้วยแววตาที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก
โคเรลสะอึก เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาไม่ได้กลิ่นัมาจากดรูว์ั้แ่ครั้งแรกที่เขาเจอในโรงอาหารของหอเซาท์ ซึ่งเขาก็มั่นใจอย่างยิ่งว่ามันเป็กลิ่นของดรูว์เอง หาใช่กลิ่นของไดรกอนที่อยู่ข้างๆ
“มันเป็ัอย่างไม่ต้องสงสัย เอาล่ะ ข้ามีทางเลือกให้เ้านะโคเรล หนึ่งคือถ้าเ้ายอมส่งตัวเด็กนั่นมาให้ข้า ข้าก็จะไม่ทำร้ายพวกเ้าทั้งยังจะพาพวกเ้าไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย แต่ถ้าไม่...ข้าก็จะฆ่าพวกเ้าซะ”
จบประโยค ชายฉกรรจ์หน้าโหดจำนวนมากก็โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ที่พวกมันใช้หลบซ่อนตัว ในมือของพวกมันต่างก็มีอาวุธที่ดูด้วยตาเปล่าดารูวาร์ก็รู้ได้ว่ามันเป็ของเถื่อนที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนรับรองคุณภาพ แต่แทนที่จะกลัว ดารูวาร์กลับหาวออกมาอย่างไม่สนใจสถานการณ์ตอนนี้เสียนี่ ทำเอาชายหน้าโหดทั้งหลายเริ่มอารมณ์ขึ้นราวกับพวกตนถูกเด็กสาวเหยียบหาง
“ัเพศเมีย แถมยังเด็กและน่ารักขนาดนี้...เอาไปขายเฉยๆ มันเสียของนะ พวกเรามาสนุกกับมันก่อนจะเอาไปขายดีกว่า” ชายวัยกลางคนหนึ่งในนั้นพูดพลางมองมาที่ดารูวาร์ด้วยสายตาโลมเลีย พวกมันที่เหลือก็เออออเห็นด้วย
เมื่อได้ยิน โคเรลเริ่มรู้สึกรับไม่ได้ ไอ้พวกโลลิคอน!
พวกมันคงไม่รู้หรอกว่าประโยคนี้จะเป็ประโยคที่ขุดหลุมศพให้พวกมันเอง เพราะเมื่อได้ยิน สองักับหนึ่งเชฟก็เริ่มรู้สึกว่าได้ว่าเส้นเืตรงขมับของตัวเองกำลังเต้นถี่ได้อย่างน่ากลัว แต่ก่อนที่ทั้งสามจะได้ทันลงมือ คมมีดอัดอากาศที่มีเส้นสายอัสนีทั้งเล่มก็พุ่งเข้าใส่ร่างของเหล่าชายหน้าโหดอย่างรวดเร็ว โคเรลหันไปมองที่มาของเวทเมื่อครู่ก็ต้องผงะกับใบหน้าถมึงทึงของฟรองเซ่!
นะ...น่ากลัวโว้ย!
โคเรลอดะโคำนี้ในใจไม่ได้ ก็ปกติฟรองเซ่เคยแสดงอารมณ์ออกมาทางใบหน้าที่ไหน เห็นทำหน้านิ่งตลอดเวลาแม้คนอื่นจะหัวเราะหรือหวาดกลัว แต่คราวนี้...ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชายตรงหน้านี้กำลังโกรธมากแค่ไหน และเขาก็รู้สึกได้ด้วยว่าห้ามไปขวางฟรองเซ่ในเวลานี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจพลอยโดนลูกหลงทางอารมณ์ของคุณชายคนนี้ไปด้วยเป็แน่
อีกด้านหนึ่ง โชเฟอร์ผู้น่าสงสารโดนเพลปาดคอตายอย่างไม่รู้ตัวจากทางด้านหลัง ดารูวาร์มองภาพนั้นด้วยสายตาเป็ประกายจนเพลขนลุกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“หืม...เ้านั่นลงมือก่อนพวกเราอีกหรือ” เชลลูบคาง เขาควรจะดีใจแทนดารูวาร์ไหมที่มีหมอนี่อีกคนคอยห่วง (หวง) แบบนี้
ทว่าแบล็คไม่สนใจ เขาสนใจสิ่งที่เรียกความสนใจจากจากดารูวาร์คนนั้นได้มากกว่า เขาปรายตามองตามสายตาของดารูวาร์ แล้วก็ต้องชะงัก...เ้าแห้งนั่นไปปาดคอเ้าโชเฟอร์นั่นั้แ่เมื่อไหร่?
ดารูวาร์เก็บสายตาหลังจากที่จ้องเพลจนอีกฝ่ายขนลุกอยู่นาน ดวงตาสีฟ้าเข้มเบือนกลับมามองฟรองเซ่ที่ไม่ว่าเธอจะดูอย่างไร หรือแม้เธอจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตาม แต่เธอก็สามารถรู้ได้ว่าฟรองเซ่กำลังโกรธอยู่
ว่าแต่...เื่อะไรกันล่ะ?
ฟรองเซ่ดึงให้ดารูวาร์ไปหลบอยู่ด้านหลังตน ดวงตาสีน้ำตาลแดงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความเกรี้ยวกราด
“ถ้าจะเอาตัวดารูวาร์ไป...ก็ข้ามศพข้าไปก่อน!”
ดารูวาร์ไม่รู้ว่าควรจะดีใจไหมที่มีคนมาพูดแบบนี้กับเธอ แต่พอจบประโยคนั้น ลูกศรอาบยาพิษดอกหนึ่งก็พุ่งตรงมาปักที่ไหล่ขวาของฟรองเซ่ได้อย่างแม่นยำ ดวงตาสีน้ำตาลแดงเบิกกว้างก่อนที่ชายหนุ่มจะรู้ว่าเรี่ยวแรงในร่างหายไปพร้อมกับร่างของเขาที่ทรุดลงกับพื้น พวกชายหน้าโหดที่ตอนนี้เหลือน้อยกว่าครึ่งต่างหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน เพลกับโคเรลรีบเข้ามาดูอาการของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“เ้าก็ตายเสียเถอะ! ฮ่าๆๆ”
“เ้าโง่...” ไดรกอน เชล และแบล็คพึมพำเสียงเบาอย่างหมดหวัง ใครใช้ให้ไม่ระวังในตอนที่เผชิญหน้ากับศัตรูกัน? เหตุการณ์ในครั้งนี้พวกเขาสามคนสามารถบอกได้เลยว่าเ้าคุณชายนี่มันอ่อนสนาม! ทั้งสามคิดพลางเหลือบไปมองดารูวาร์ที่ตอนนี้นิ่งเงียบไป
“ตาย...หรือ...” เสียงเบาหวิวดังออกมาจากดารูวาร์จนแทบไม่ได้ยินด้วยภาษาของชนเผ่าัโบราณ ผู้มาจากควาเซทั้งสามต่างกระเถิบถอยหนีเพราะล่วงรู้ดีว่าหลังจากนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น
และแน่นอน...พวกเขาไม่อาจห้ามในสิ่งที่ดารูวาร์กำลังจะทำได้!
“หือ? เมื่อครู่เ้าพูดว่าอะไรนะ” ชายที่ชายที่น่าจะเป็หัวหน้าของนักล่ากลุ่มนี้พยายามเงี่ยหูฟังในสิ่งที่ดารูวาร์พูด น่าเสียดายที่พวกมันไม่มีใครฟังรู้เื่แม้แต่คนเดียว
มือขวาถูกยกขึ้นในระดับสายตา ไดรกอนกับฟรองเซ่เริ่มหน้าซีด การวางท่าแบบนั้น...พวกเขาจำได้ ดารูวาร์กำลังจะฆ่าคนอีกครั้ง!
“ดารูวาร์!! หยุดนะ!!!” เ้าพวกนี้ตายเขาไม่กลัว แต่เขากลัวว่าสิ่งที่พวกเขาทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่าน่ะสิ! หากดารูวาร์สูญเสียความรู้สึกที่เพิ่งจะได้กลับมาเพียงนิดไปอีกครั้ง พวกเขาไม่ต้องเริ่มใหม่เลยหรือ?
ดูเหมือนว่าคำห้ามของไดรกอนจะช้าไป กระแสอากาศรอบตัวดารูวาร์อัดแน่นจนเกิดดาบแสงจำนวนนับไม่ถ้วนที่ด้านหลัง หากไดรกอนก็ต้องหายใจติดขัด เพราะคราวนี้มันเป็สีดำ! ทั้งยังเป็จิตมารจำนวนมหาศาลที่ถูกอัดแน่นเอาไว้ในนั้น แม้ไดรกอนจะอยู่ห่างไกลจากดาบจิตพวกนั้นพอสมควร แต่เขาก็ถูกกระแสจิตพวกนั้นอัดจนแทบหายใจไม่ออก และพวกมันก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มชายหน้าโหดอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน
ตูม!!!
“แผลเป็อย่างไรบ้าง” ดารูวาร์ถามขึ้นโดยไม่สนใจคำบ่นเื่ปลาไหม้ของเชลกับแบล็คอีก มืออีกข้างที่ไม่ได้ถือปลาไหม้จิ้มเข้าที่แผลตรงไหล่ของฟรองเซ่จนชายหนุ่มสะดุ้งและเบ้หน้า
ถึงเ้าตัวจะกดไม่แรง แต่เขาก็เจ็บนะ!
“ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วล่ะ...” ถ้าดารูวาร์ไม่จิ้มแผลเขาแบบเมื่อครู่น่ะนะ
“เอาไหม” ดารูวาร์ถามพลางยื่นปลาย่างไหม้ๆ ในมือของตนให้ฟรองเซ่
ถึงจะไม่อยากปฏิเสธน้ำใจก็เถอะ แถมตอนนี้เขาก็เริ่มหิวแล้วด้วย แต่...
“ไม่เป็ไร เชิญเ้าตามสบายเถอะ” ตอนนี้เขาต้องปฏิเสธอาหารที่สามารถสังหารจิตใจเขาได้ตรงหน้าก่อน!
อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้โกหกนะ...
ไม่รู้ว่าฟรองเซ่ตาฝาดหรือเปล่าที่เห็นดารูวาร์ทำหน้ามุ่ยใส่ ดารูวาร์ไม่สนใจเขาอีกแล้วงับปลาย่างไหม้ๆ ในมือของตน เชลอ้าปากค้างแล้วรีบพุ่งมาดึงปลาไหม้ออกจากปากและมือของดารูวาร์อย่างรวดเร็ว
“ถ้าหิวก็อยู่เฉยๆ เดี๋ยวข้าทำให้เ้าใหม่” เชลพูดเสียงดุก่อนที่จะเดินออกไปพร้อมกับปลาที่ถูกย่างจนไหม้ของดารูวาร์ แบล็คเดินไปที่ลำธารที่ดารูวาร์ไปจับปลามาเมื่อครู่เพื่อจับปลามาย่างใหม่
“เ้า...เป็ัจริงหรือ” เพลถามดารูวาร์ด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ดารูวาร์หันไปแล้วเอียงคออย่างสงสัย “ก็...เ้านั่นพูดว่าได้กลิ่นัมาจากเ้า” เขากับโคเรลก็ได้กลิ่น แต่ตอนแรกไม่กล้าถาม
“ดารูวาร์เป็มนุษย์ ไม่ใช่ัอย่างที่เ้าพวกนั้นพูดหรอก” ไดรกอนที่เดินมาพร้อมกับเศษกิ่งไม้แห้งเป็คนตอบให้แทน “ที่เ้าพวกนั้นได้กลิ่นัจากดารูวาร์เป็เพราะสัญญาโลหิตที่ข้าเคยทำกับดารูวาร์ตอนที่ยังอยู่ในควาเซ”
“สัญญา...อะไรนะ?” โคเรลขมวดคิ้ว พวกเขาไม่เคยได้ยินคำคำนี้มาก่อน
“สัญญาแลกเปลี่ยนโลหิต พิธีกรรมอันตรายที่หายสาบสูญไปแล้วในปัจจุบัน ไม่มีใครทำสัญญานี้อีกนอกจากดารูวาร์กับชเรด”
“ชเรด...” ดารูวาร์หันขวับไปทางเชลที่พูดประโยคเมื่อครู่ขึ้นมา ทำเอาคนพูดแทบอยากจะตบปากตัวเองที่เผลอพูดชื่อของบุคคลคนนี้ขึ้นมา “ชเรดก็ทำหรือ”
“เอ่อ...” เชลหลบตาหนีสายตาคาดคั้นของดารูวาร์ แต่มือเล็กกลับคว้าเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายให้หันกลับมาสบตา จนในที่สุดเขาก็ต้องพูดออกมา “เ้าชเรดมันทำสัญญาแลกเปลี่ยนโลหิตกับอีสโรว์ตอนที่เ้าออกมาจากควาเซได้ปีกว่า”
เชลแปลกใจกับอาการที่ดารูวาร์แสดงออกมาทางใบหน้า แม้จะเพียงนิดเดียว แต่เขาก็เห็นได้ชัดว่าดารูวาร์เบิกตากว้างขึ้นด้วยความใ แรงมือที่รั้งใบหน้าของเขาแทบไม่เหลือทันทีจนน่าใจหาย
“ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเ้านั่นทำแบบนั้นทำไม แต่เ้าวางใจเถอะ เ้านั่นกับอีสโรว์ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้รับผลกระทบอะไรด้วย”
ดารูวาร์ปล่อยหน้าอีกฝ่ายให้เป็อิสระ เื่ที่เพิ่งได้รับรู้นั้นทำให้เด็กสาวเริ่มทำตัวไม่ถูก เธอไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าเกิดเื่แบบนี้ขึ้นระหว่างที่เธอออกมาจากควาเซ ไม่แน่ว่าควาเซในตอนนี้อาจจะเปลี่ยนไปมากจนเธอจำไม่ได้เลยก็ได้
ท่าทีทั้งหมดของดารูวาร์ตกอยู่ในสายตาของฟรองเซ่ตลอดเวลา ชายหนุ่มขมวดคิ้วให้กับเ้าของชื่อที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ชเรด? ใครกัน ทำไมถึงสามารถทำให้ดารูวาร์แสดงท่าทีเช่นนี้ได้?
“ดูท่าพวกเราต้องเดินทางเท้ากันแล้วล่ะ” โคเรลที่เดินกลับมาจากซากรถเทียมม้าพูดขึ้น “ดูเหมือนว่าลูกหลงของ ‘ดาบจิต’ ที่ดารูวาร์ใช้จะมากเกินไป รถเทียมมันก็เลยซ่อมไม่ได้” แถมม้านั่นไม่ตายก็หนีไปแล้ว
อันที่จริงเขาควรจะพูดว่ารถเทียมมันแทบจะไม่เหลือเศษให้เขานำมาประกอบใหม่ได้เสียมากกว่า...แต่เขาไม่กล้าพูด กลัวว่าความจริงนี้จะทำร้ายจิตใจของสาวน้อยจนตัวเองถูกชายหนุ่มสี่คนนี้รุมกระทืบ!
คนฟังทั้งหลายลอบถอนหายใจ หากแต่ดารูวาร์กลับเอียงคอมองทุกคนด้วยความสงสัย
“ก็ข้าคิดจะเดินเท้าไปวาเคียนั้แ่แรกแล้ว แต่พวกเ้ากลับตามมาด้วยเอง” พร้อมกับรถเทียมเ้าปัญหานั่น... ดารูวาร์ต่อประโยคหลังในใจ
“เดินเท้า!? เ้าจะบ้ารึ จากมอลโนวาต้องเดินทางผ่านไปอีกหลายอาณาจักรนะกว่าจะถึงวาเคียนน่ะ แล้วตามทางก็มีแต่อันตรายทั้งนั้น อีกอย่าง...เ้ามันพวกหลงทิศไม่ใช่หรือ ขนาดทางออกของลานดิน ทางเดินในส่วนอื่นๆ ของหอเซาท์เ้ายังจำแทบไม่ได้ แล้วเ้าจะไปวาเคียนคนเดียวถูกหรือ?” โคเรลว่าเสียงดุ หากแต่คนถูกดุกลับยังทำหน้าเรียบเฉยดังเดิม
“ข้ารู้ก็แล้วกันว่าวาเคียนไปทางไหน” แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น
ใช่...ถึงดารูวาร์จะเป็คนหลงทิศเหมือนดรูว์ แต่เด็กสาวก็ไม่ลืมว่าเส้นทางใดใช้ไปยังวาเคียนได้บ้าง บางเส้นทางคนที่รู้จักทางเป็อย่างดียังไม่รู้เท่าเธอเลย
และเส้นทางที่เธอจะใช้เพื่อไปยังวาเคียน ไม่ว่าจะเป็ยานพาหนะใดๆ ก็ไม่อาจผ่านเส้นทางนี้ไปได้
“ข้าอยากจะรู้ตั้งนานแล้ว...ดารูวาร์จะไปวาเคียนทำไมหรือ” เพลถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่เริ่มเข้าปกคลุม และด้วยความอยากรู้ส่วนตัว แต่นั่นก็ทำให้ดารูวาร์ยอมหันหน้ากลับมา
“จัดการธุระสำคัญน่ะ” ดวงตาสีฟ้าเข้มหรี่มองไปยังเชลจนคนถูกจ้องสะดุ้งและรู้สึกขนลุก “หากไออาไม่ได้เป็คนส่งสาสน์นั่นมาและข้าไม่ได้เป็คนอ่านสาสน์นั่น...ข้าก็คงจะยังไม่รู้อะไรอีกนาน”
พ่อค้าชาวั์นั่น ไม่ต้องบอกดารูวาร์ก็เดาได้ หากอีกฝ่ายไม่ใช่ข้ารับใช้คนสนิทอย่างเซตสึแล้วจะเป็ใคร? ในสาสน์นั่นมีกลิ่นเผ่าั์อยู่แค่สองคนเท่านั้น
กลิ่นของไออาผู้เขียนและเซตสึคนส่งสาสน์
“เอ่อ...” เชลเริ่มรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศกดดันที่ดารูวาร์เต็มใจส่งมันมาให้เขา
“ยังมีเื่อะไรอีกไหมที่เ้าปิดบังข้าอยู่”
“อะ...”
“รู้ไหมว่าเื่นี้มันสำคัญแค่ไหน ข้ารู้ว่าเ้ามีความสามารถสูงในระดับที่คนธรรมดายากจะทำได้ แต่เ้าคิดว่าเ้าสามารถแก้ไขเื่นี้ได้ด้วยตัวคนเดียวหรือ ถ้าข้าไม่รู้เื่เข้า ดีไม่ดีเ้าอาจจะกลายเป็เหยื่อของ ‘เ้านั่น’ ไปอีกคนก็ได้” หากาาั์ตนนั้นไม่ส่งสาสน์มาให้เธอด้วยตนเอง เธอก็คงไม่รู้เื่นี้ต่อไป
โชคไม่ดี ชาล็อตเป็คนรับสาสน์นั่น ไม่อย่างนั้น ไม่อย่างนั้นมันคงถึงมือเธอตั้งนานแล้ว
แม้วาเคียนจะเป็พื้นที่ของาาั์ตนนั้น แต่เขาบินไม่ได้นี่นา จะสู้กับัได้อย่างไร? ดังนั้นเขาจึงเลือกขอความช่วยเหลือจากดรูว์ที่อยู่ในมอลโนวา ซึ่งใกล้กว่าแม่มดตนนั้นที่อยู่ในทวีปเหนือเสียอีก
เชลชะงักและนิ่งเงียบ คำพูดของดารูวาร์ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกจุกและพูดไม่อะไรไม่ออก ความห่วงใยระคนตัดพ้อที่เขารู้สึกได้จากประโยคเมื่อครู่กำลังทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิด ใช่ เขาตั้งใจจะไม่บอกเื่นี้ให้ดารูวาร์รู้ แม้ตอนแรกเขาจะลืมจริงๆ ก็ตาม แต่พอรู้ว่าเื่ทั้งหมดมันเกิดขึ้นจาก ‘อะไร’ เขาก็ไม่กล้าที่จะบอกอีกฝ่าย เพราะหากเด็กสาวรู้เื่นี้เข้า เธอก็จะเริ่มเคลื่อนไหว และพวกฏก็จะรู้ความจริงว่าปีศาจร้ายยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ตายอย่างที่ข่าวลือว่าเอาไว้เมื่อสิบแปดปีก่อน!
เมื่อเวลานั้นมาถึง ดารูวาร์ก็จะไม่อาจปกปิดตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้อีกต่อไป ชีวิตของเธอก็จะไม่มีวันสงบสุขอีกเพราะพวกฏต้องตามล่าเธอจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตายไปข้างแน่ๆ
แต่เขากลับลืมไปว่าหากดารูวาร์มารู้เื่นี้เอง เธอต้องคิดว่าตัวเองไร้ประโยชน์จนเขาไม่คิดที่จะพึ่งพาแน่ๆ
และมันก็เป็เช่นนั้นจริงๆ...
“...ข้าถามอะไรได้หรือไม่” โคเรลเริ่มเอ่ยถามด้วยความสนใจ ดารูวาร์พยักหน้าเป็เชิงว่าถามได้ “ควาเซตั้งอยู่ที่ไหนในโลกนี้หรือ” ก็ไม่เคยมีใครเคยไปถึงควาเซเลยสักคนนี่นะ
คำถามนี้ทำให้ฟรองเซ่และเพลเริ่มอยากรู้ด้วย อันที่จริงฟรองเซ่ก็ไม่เคยถามดรูว์หรือดารูวาร์เลยนี่นะ...
ดารูวาร์ชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ฟรองเซ่ โคเรล และเพลมองตามมือนั้น แต่พวกเขาก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดี พวกเขาเลยไม่รู้ว่าดารูวาร์พยายามจะสื่ออะไรกันแน่
“บนนั้น...”
“หา?”
“ควาเซอยู่ข้างบนท้องฟ้านั่น”
“หา!?”
“เดิมทีควาเซคือแผ่นดินทวีปตะวันออก ‘ทั้งหมด’ แต่จากเหตุการณ์ที่ัมารถือกำเนิดขึ้นมาทำให้แผ่นดินของควาเซถูกอักขระโบราณของชนเผ่าัที่แข็งแกร่งมากของใครสักคนดีดขึ้นไปบนท้องฟ้าและลอยเคว้งอยู่บนนั้นตลอดมา มันเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาแต่ไม่เคยมาอยู่ที่เก่าที่มันเคยอยู่เลยสักครั้ง และเพราะควาเซถูกพลังที่ว่าดีดขึ้นไปบนท้องฟ้าที่สูงมากๆ จนไม่มีใครมองเห็นนอกจากจะเป็คนของควาเซ ทำให้ไม่มีใครได้เข้าไปในควาเซอีกในขณะที่ชาวควาเซสามารถที่จะไปที่ไหนในโลกก็ได้หากยังมีัอยู่ พื้นแผ่นดินทางทวีปตะวันออกที่โล่งกว้างจึงถูกก่อสร้างขึ้นมาใหม่โดยมนุษย์บางส่วนที่มาจากทวีปอื่นๆ หากแต่กลับเต็มไปด้วยฏจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนั้นในหลายปีต่อมา”
“ั้แ่ัมารถือกำเนิด...ก็ผ่านมาตั้งเกือบสองพันปี!?” เพลไม่อาจเดาได้เลยว่าพลังที่ดึงควาเซขึ้นไปลอยบนท้องฟ้าได้ตั้งสองพันปีนี่เป็ของใครกัน
ปีนี้...เป็ปีที่สองพันพอดี
“เพราะอยู่บนท้องฟ้ามานานคนรุ่นหลังจึงไม่รู้ว่าควาเซมีจริงหรือเปล่าสินะ” โคเรลพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“แต่ทำไมถึงต้องเป็คนของควาเซเท่านั้นล่ะถึงจะมองเห็น” ฟรองเซ่ถามด้วยความสงสัย
“เพราะควาเซทุกคน...ถ้าไม่เป็ผู้เลี้ยงัก็จะเป็นักรบัน่ะสิ และคนเหล่านี้ก็ตาดีมากๆ เพราะได้พลังจากัที่เป็คู่หูของตนเมื่อทำพิธีผูกิญญาในตอนที่มีอายุครบสิบขวบทุกคน” เชลอธิบาย พิธีผูกิญญาเป็พิธีที่ควาเซทุกคนต้องทำเมื่อมีอายุครบสิบปีเพื่อรับพรและพลังของัที่เป็คู่หูของตน แต่สำหรับดารูวาร์...เขารู้ว่าไดรกอนทำให้แล้ว และต่างจากคนพวกนั้นด้วย
พิธีผูกิญญาที่พูดถึงนี้เป็วิธีผูกิญญาแบบใหม่ ไม่ต้องแลกเปลี่ยนเืครึ่งหนึ่งซึ่งเป็วิธีเก่าที่ไดรกอนใช้กับดารูวาร์ แต่เป็การกล่าวคำสาบานที่แท่นบูชาเท่านั้น วิธีนี้ง่ายและปลอดภัยกว่า แต่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าวิธีเก่าดั้งเดิม
ดังนั้น ผู้ที่ใช้วิธีเก่าจึงถูกเรียกว่า 'นักรบั' ในขณะที่ผู้ที่ใช้วิธีใหม่จะถูกเรียกว่า 'ผู้เลี้ยงั'
ดารูวาร์ทำพิธีเก่าดั้งเดิมนั่นั้แ่ยังไม่สี่ขวบดีเลยด้วยซ้ำ เพื่อที่ไดรกอนจะสามารถใช้พลังจากโลหิตครึ่งหนึ่งของตนในร่างของเด็กน้อยสร้างตัวตนของดรูว์ขึ้นมาได้ เพราะพลังของดารูวาร์มีมากเกินไปั้แ่เกิด ดังนั้นจึงมีวิธีสร้างจากภายในวิธีเดียวนี้เท่านั้นที่สามารถทำได้
“เ้าก็น่าจะมองเห็นนะฟรองซ์ ลองดูดีๆ สิ” ดารูวาร์พูดขึ้น นั่นทำให้เชลและไดรกอนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ
“ที่เ้าพูดหมายความว่าอย่างไร” เชลถามขึ้นเมื่อเห็นฟรองเซ่เงยหน้าขึ้นไปตามคำพูดของดารูวาร์
“...จริงๆ ด้วย” ฟรองเซ่พึมพำ นั่นทำให้ทุกคนยกเว้นดารูวาร์ผงะ
“เ้ามองเห็นได้อย่างไรกัน” โคเรลเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าบ้าง แต่เขากับไม่เห็นอะไรนอกจากท้องฟ้าสีครามและปุยเมฆสีขาว
“ฟรองซ์เป็เดอารุส”
“เดอารุส?”
“พวกทายาทของมนุษย์ที่ดื่มเืัน่ะนะ!” เชลแทบไม่อยากจะเชื่อ ไดรกอนเองก็เหมือนกัน เพราะพวกเขาไม่ได้กลิ่นพิเศษของพวกเดอารุสจากตัวฟรองเซ่เลยแม้แต่นิด
ไม่สิ...พวกเขาได้กลิ่น แต่ไม่ได้คิดเลยว่ามันคือกลิ่นของเดอารุส เพราะมันจางมาก แสดงว่าเป็มาหลายรุ่นแล้ว
ในขณะที่ทุกคนได้แต่อึ้ง แบล็คก็ถือปลาที่มันจับมาได้หลายตัวเดินมาทางนี้พร้อมกับเตรียมเครื่องมือเพื่อย่างปลาใหม่ คราวนี้ดารูวาร์อาสาจะช่วยแต่กลับถูกแบล็คปฏิเสธ
“เ้าน่ะอยู่เฉยๆ ไปเลย ไปนั่งกับคนเจ็บไป” แบล็คว่าพลางปัดมือไล่ ขืนให้ดารูวาร์ย่างปลาอีก คราวนี้พวกเขาได้กินปลาไหม้จริงๆ แน่
ดารูวาร์ทำแก้มป่องหากแต่ก็ยอมทำตามเสียแต่โดยดีเพราะยังมีคดีย่างปลาไหม้ติดตัวอยู่ เชลเข้าไปช่วยคู่หูของตัวเองย่างปลาที่หามาได้ ไดรกอนเดินมานั่งข้างดารูวาร์แล้วถามขึ้น
“เ้ารู้ตอนไหนว่าฟรองเซ่เป็เดอารุส”
“ครั้งแรกที่ออกมา” ไดรกอนชะงัก เขาแทบไม่ได้กลิ่นอะไรจากตัวฟรองเซ่เลย นอกจาก...กลิ่นของพวกที่มีสายเืของราชนิกุลหรือพวกขุนนางเท่านั้น ถึงแม้ว่าไดรกอนจะไม่ไว้ใจคนพวกนี้ แต่เขาก็ยอมไว้ใจฟรองเซ่ได้ในระดับหนึ่ง อาจเป็เพราะฟรองเซ่ไม่เคยโกหกพวกเขาก็ได้
และ...บางครั้งตามใจดรูว์มากกว่าเขาเสียอีก
ทว่าเมื่อนึกถึงคนที่มีสายเืราชนิกุล ทั้งยังเป็เดอารุส นั่นทำให้ไดรกอนนิ่งงัน หรือว่าฟรองเซ่จะมีสายเืของคนคนนั้น?
ถ้าเป็เช่นที่เขาคิด ไดรกอนไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเ้าลูก้าหัวสูงถึงพยายามหลอกล่อให้ฟรองเซ่มาเป็คู่หูของมัน
“แล้วพวกเราจะเอาอย่างไรต่อ” โคเรลถามขึ้น รถเทียมก็ใช้ไม่ได้ แล้วตอนนี้พวกเขาก็อยู่ส่วนไหนของป่าไหนก็ไม่รู้
ดารูวาร์มองไปที่าแตรงไหล่ของฟรองเซ่แล้วโคลงหัวไปมาอย่างใช้ความคิด สักพักก็พยักหน้ากับตัวเองอยู่คนเดียวเหมือนจะคิดอะไรได้
“คงต้องไปหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ นี้เพื่อรักษาแผลของฟรองซ์ก่อน ข้าไม่แน่ใจว่าพวกเราจะดูดพิษออกจากแผลหมดหรอกนะ อืม แล้วหลังจากนั้นค่อยใช้เส้นทางลัดเดินทางไปวาเคียน หากไม่มีเหตุติดขัดอะไรอีกสักสองวันก็คงถึง”
“สองวัน!?” โคเรลอ้าปากค้าง ถ้านั่งรถเทียมไปอย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลาห้าวัน แต่นี่เดินเท้าสองวันก็ถึงหรือ!?
โคเรลชักจะรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับเส้นทางลัดของดารูวาร์เสียแล้วสิ ยิ่งคิ้วขวาของเขากระตุกถี่แบบนี้...ลางไม่ดี
ยิ่งเป็พวกหลงทิศด้วยแล้ว...ไม่อยากจะคิด
“เ้ารู้ทางไปหรือ” เชลถามดารูวาร์ในขณะที่สายตายังคงมองปลาที่ตนกำลังย่างอยู่ เพราะดารูวาร์เพิ่งจะตื่นขึ้นมาไม่กี่วันมานี้และไม่รู้เื่ของดรูว์
“ถึงข้าจะจำเื่ของดรูว์ไม่ได้ แต่ความรู้สึกและสัญชาตญาณของพวกเราใช้ร่วมกันน่ะ ดรูว์มักจะเดินทางไปไหนตามความรู้สึกของตัวเองเสมอ”
เหมือนเ้าสินะ...ทุกคนต่อประโยคนี้ในใจ มิน่าล่ะสองคนนี้ถึงได้หลงทิศตลอด!
“อสูรแดงก็เป็ด้วยหรือเปล่า” ฟรองเซ่ถามไดรกอนที่นั่งหาวมาได้สักพัก
“หืม...เป็สิ พอๆ กันนั่นแหละ”
เ้าพวกนี้...
โคเรลและเพลแทบอยากจะร้องไห้ นี่พวกเขาจะมีชีวิตรอดกลับไปไหมเนี่ย!