การหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง

    บทที่ 58  ที่พัก

    บทที่ 58 

    ที่พัก

    หลังจากที่เดินสำรวจภายในเมืองหลวงแล้ว 

    สุดท้ายแล้วเจียงเฟิงก็คิดจะหาที่พัก

    ในตอนแรกคิดจะไปพักที่โรงเตี๊ยม แต่เมื่อคิดดูตนเองต้องอยู่ที่เมืองหลวงไปอีกสักพัก

    เพราะแบบนั้นตัวของเขาจึงคิดว่าการที่จะเช่าบ้านอยู่อาศัยมันเองก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

    เป็นเพราะว่ามันมีทั้งความเป็นส่วนตัวแล้วก็มีพื้นที่ที่กว้างขวางมากกว่า 

    เจียงเฟิงพบเห็นบ้านหลายแห่งที่เปิดให้ผู้คนที่เดินทางมาที่เมืองหลวงได้เช่าแล้วเข้าไปพักอาศัยอยู่

    มันเองก็เป็นกิจการกิจการหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา

    ในตอนนี้ต้าเฉินใหญ่โตขึ้นมีพวกนักเดินทางเดินทางผ่านมาที่เมืองแห่งนี้มากมายในแต่ละวัน

    แล้วก็ยังมีพวกเศรษฐีที่ไม่ได้อยากจะพักโรงเตี๊ยมแต่อยากพักเป็นจวนส่วนตัวของตนเอง

    มันเลยมีผู้คนเริ่มใช้โอกาสนี้ในการนำเอาบ้านหรือว่าจวนที่ตนเองไม่ได้ใช้มาปล่อยเช่า 

    เจียงเฟิงเดินหาอยู่สักพักนึงสุดท้ายแล้วก็พบเจอบ้านหลังเล็กๆหลังนึงที่มีกำแพงสูงเพียงแค่ศีรษะล้อมรอบ

    สถานที่แห่งนี้อยู่ในถนนเส้นรองเส้นหนึ่งที่ห่างจากถนนเส้นหลักพอสมควร

    ที่เจียงเฟิงอยากจะพักอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ แน่นอนว่าเป็นเพราะว่ามันค่อนข้างสงบ

    ภายในเมืองหลวงเต็มไปด้วยความวุ่นวายการอยู่ที่ที่มันสงบสักหน่อยก็เป็นเรื่องที่ดี 

    อีกอย่างตัวตนของเขาในตอนนี้ ถ้าเกิดว่าคนรู้น้อยเท่าไหร่มันเองก็จะเป็นประโยชน์กับเขามากเท่านั้น 

    เจียงเฟิงทำข้อตกลงกับเจ้าของบ้านจากนั้นก็ได้เข้าพักที่สถานที่แห่งนี้ 

    เจียงเฟิงจ่ายเงินไปไม่น้อยกับการเช่าบ้านแห่งนี้ 

    มันเป็นเพราะว่าภายในเมืองหลวงเงินค่าเงินต่างๆล้วนแล้วต้องใช้สูงขึ้นมากกว่าเมืองต่างๆในชายแดน

    แม้แต่โรงเตี๊ยมของเมืองหลวง มันยังมีราคาแพงกว่าโรงเตี๊ยมของเมืองรอบๆตั้งสองเท่า

    และในตอนนี้เขาเองก็เช่าเรือนหลังเล็กๆอยู่ในเมืองหลวง ราคาเองก็ยังไม่ถูกอย่างแน่นอน

    เจียงเฟิงเข้ามาภายในเรือนพักของตนเอง

    สถานที่แห่งนี้มีลานหน้าบ้านที่ดูเงียบสงบแล้วก็กว้างขวาง
    เจียงเฟิงเดินเข้าไปด้านในก็พบเห็นว่าภายในด้านใน มันไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนะแต่มันเองก็เพียงพอจะให้คนคนนึงพักได้อย่างสะดวกสบาย

    เจียงเฟิงวังสัมภาระของตนเองลงจากนั้นก็นั่งลงบนโต๊ะน้ำชา

    ดวงตาของเขามองไปด้านนอกประตู ตอนนี้ท้องนภาด้านบนเริ่มค่อยๆมืดมิดลงแล้ว

    เขาใช้เวลาในการสำรวจเมืองหลวงเกือบทั้งวัน แล้วก็ใช้เวลาหลังจากนั้นในการหาบ้านพักแห่งนี้ 

    เพราะแบบนั้นกว่าที่จะเข้าพักท้องฟ้าด้านนอกเองก็มืดมิดไปแล้ว 

    เจียงเฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่เขาเริ่มวางแผนการของตนเองต่อจากนี้ 

    แน่นอนว่ามันคือแผนการที่เขานั้นกำลังจะทำ เจียงเฟิงยกชาขึ้นดื่มใช้นิ้วมือเคาะลงที่โต๊ะอย่างเป็นจังหวะ ในขณะที่ภายในหัวก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องต่างๆไปด้วย 

    ตอนนี้เขาคิดเกี่ยวกับเรื่องขอบเขตพลังของตนเอง

    เจียงเฟิงในตอนนี้ขอบเขตของผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกยุทธของเขาอยู่ในขอบเขตที่สอง

    หลังจากช่วงเวลาที่เขาเดินทางจากแดนรกร้างมาถึงเมืองหลวง ในตอนนี้ก็ผ่านเวลามาหลายวันแล้ว

    ถ้าให้คาดการณ์เวลาก็น่าจะสักประมาณหนึ่งเดือนเห็นจะได้

    อันที่จริงแล้วเกี่ยวกับเรื่องเวลาพวกนี้เจียงเฟิงไม่แน่นอนนัก

    เพราะว่าตัวของเขาเดินทางอย่างสบายๆไม่ได้นับวันนับคืนสักเท่าไหร่

    อีกอย่างนึงในโลกใบนี้ก็ไม่ได้มีพวกเทคโนโลยีอย่างเช่นพวกโทรศัพท์มือถือ

    การที่เขาจะลืมเกี่ยวกับเรื่องเวลาที่ตัวของเขาไม่ได้ใส่ใจมันเองก็ไม่ได้แปลก

    แต่ว่าเขาคาดการณ์ว่ามันน่าจะผ่านมาประมาณหนึ่งเดือนแล้วหลังจากเดินทางจากดินแดนรกร้างมาถึงสถานที่แห่งนี้ 

    ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาขอบเขตของเขาเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ 

    แน่นอนว่าเมล็ดบ่มเพาะที่เป็นเมล็ดขอบเขตสอง ของเขามันก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว 

    เจียงเฟิงเข้าไปดูภายในร่างกายของตนเองด้วยดวงจิต 

    ในตอนนี้ทางด้านของการบ่มเพาะของผู้ฝึกปราณ เมล็ดบ่มเพาะสีแดงฉานเริ่มค่อยๆปรากฏขึ้นมาเป็นรูปร่าง 

    เจียงเฟิงรู้ได้ว่ามันอยู่ในขั้นก่อตัวแล้ว 

    การดูดซับพลังปราณบริสุทธิ์จากฟ้าดินจำนวนมากในแต่ละวัน ทำให้เจ้าเมล็ดนี้สามารถก่อตัวได้อย่างรวดเร็ว 

    ในขณะเดียวกันทางด้านของเมล็ดขอบเขตของผู้ฝึกยุทธเองก็ก่อตัวแล้วเช่นเดียวกัน 

    ทั้งปราณวิญญาณและปราณต่อสู้ของเขา พวกมันทั้งสองพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากในระหว่างที่เดินทาง 

    ในระหว่างที่เดินทางเจียงเฟิง ไม่ได้เดินทางเพียงแค่เฉยๆเท่านั้น 

    เขาใช้เวลาอยู่หลายชั่วยามในแต่ละวันเพื่อพยายามหาสถานที่ที่มีพลังปราณฟ้าดินที่หนาแน่น 

    แม้ว่าร่างกายของเขาจะไม่สามารถตั้งสมาธิและเร่งการดูดซับปราณวิญญาณจากฟ้าดินได้  แต่การหาสถานที่ที่มีพลังปราณฟ้าดินหนาแน่น มันก็เป็นวิธีทำให้เขานั้นฝึกฝนได้รวดเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะว่าร่างกายที่ดูดซับปราณฟ้าดินโดยธรรมชาติ ยิ่งมีปราณฟ้าดินภายในธรรมชาติมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้เขานั้นสามารถดูดกลืนได้เร็วมากขึ้นเท่านั้นโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเร่งรีบ

    แถมเวลาที่ไม่จำเป็นจะต้องเพิ่มขึ้น ก็ยังใช้เวลาส่วนนั้นในการขัดเกลาร่างกายของตนเอง 

    เป็นทั้งการเดินทางแล้วก็การฝึกยุทธ์จึงทำให้พลังของเขาในตอนนี้เพิ่มพูนขึ้น 

    ถ้าเกิดว่าเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสักประมาณหนึ่ง เดือนบางทีเขาอาจจะทะลวงขึ้นไปถึงขอบเขตสาม 

    การพัฒนาเช่นนี้ถือว่าเป็นการพัฒนาที่รวดเร็วหรือไม่ แน่นอนว่าต้องเป็นการพัฒนาที่รวดเร็วอยู่แล้ว 

    สำหรับผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกปราณแล้ว พวกเขาไม่สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วแบบนี้อย่างแน่นอน 

    แล้วก็คงจะไม่มีใครเชื่อว่า  การใช้เวลาเพียงแค่นี้ในการทะลวงระดับจากขอบเขตสองไปขอบเขตสาม เป็นการทะลวงระดับของคนที่ฝึกฝนทั้งผู้ฝึกยุทธแล้วก็เป็นผู้ฝึกปราณด้วย 

    การฝึกฝนสองวิถีไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายแถมยิ่งทำให้การพัฒนานั้นเชื่องช้ามากขึ้นไปอีก 

    แต่เรื่องนั้นมันไม่เป็นปัญหากับเจียงเฟิง

    เจียงเฟิงมีร่างกายที่ผิดปกติจากคนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว เพราะแบบนั้นร่างกายของเขาจึงสามารถดึงดูดปราณวิญญาณจากฟ้าดินได้รวดเร็วกว่าคนธรรมดา 

    ถ้าเกิดว่าตัวของเขาไม่ได้ฝึกฝนเป็นทั้งผู้ฝึกยุทธ์แล้วก็ผู้ฝึกปราณในครั้งเดียว 

    และเขาเลือกฝึกฝนในฐานะผู้ฝึกปราณเพียงแค่อย่างเดียว ตอนนี้ขอบเขตของเขาคงจะพุ่งทะยานพรวดพราดไปจนถึงขอบเขตที่สูงมากกว่านี้แล้ว 

    แต่ว่าขอบเขตพัฒนาขึ้นเร็วแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรเล่า 

    เจียงเฟิงไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องขอบเขตที่พัฒนาช้าๆนี้เลย การที่ขอบเขตพัฒนารวดเร็วมันไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย 

    ในทางกลับกันมันมีข้อเสียอย่างใหญ่ลวงเลยด้วยซ้ำ 

    เพราะว่าถ้าเกิดว่าคนที่มีขอบเขตพัฒนารวดเร็ว ไม่สามารถจัดการกับขอบเขตของตนเองได้อย่างดี มันจะกลายเป็นว่าขอบเขตของตนเองไม่สมบูรณ์แบบและบริสุทธิ์มากพอ และก็กลายเป็นขอบเขตที่ไม่แข็งแกร่ง 

    ไม่ว่าใครก็ต้องการขอบเขตที่สูง แต่คนที่ต้องการขอบเขตที่แข็งแกร่งมันมีมากกว่าเสียอีก

    แต่ถึงกระนั้นแม้ว่าคนที่ต้องการขอบเขตที่แข็งแกร่งมีมากมาย แต่คนพวกนั้นก็ไม่สามารถไขว่คว้ามาได้ 

    อาจจะด้วยเหตุผลบางอย่างจากแรงกดดันในสถานการณ์ หรือแม้กระทั่งปัจจัยของร่างกายที่ไม่สามารถทำให้พวกเขานั้นฝึกฝนจนขอบเขตของพวกเขาแข็งแกร่งที่สุดได้ 

    เจียงเฟิงออกมาจากความคิดของตนเอง

    ตอนนี้เขาประเมินร่างกายของตนเองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

    ขอบเขตของเขาพัฒนารวดเร็วมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ 

    ในขณะที่ออกมาจากห้วงความคิดของตนเอง เจียงเฟิงที่นั่งอยู่ก็ขมวดคิ้วเขาหันมองออกไปด้านนอกที่เต็มไปด้วยความมืดมิด

    ในเมืองหลวงแห่งนี้ยามราตรีมีแสงจากโคมไฟสว่างไสว เพียงแต่ว่าภายในถนนเส้นเล็กๆที่เขาเช่าบ้านอยู่ไม่ค่อยมีผู้คนสักเท่าไหร่ 

    เพราะแบบนั้นถนนเส้นนี้จึงไม่ค่อยมีแสงสว่าง เมื่อมองออกไปด้านนอกจึงเห็นเพียงแต่ความมืดส่วนใหญ่ 

    เจียงเฟิงสามารถสัมผัสได้ถึงบางอย่าง เขาลุกขึ้นอย่างช้าๆดวงตาจ้องมองออกไปด้านนอกอย่างจริงจัง 

    ในชั่วพริบตานั้นเจียงเฟิงก็ลงมืออย่างรวดเร็ว

    ร่างกายของเขาพุ่งตรงออกไปด้านหน้า ด้วยร่างกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสองผนวกเข้ากับการโคจรปราณของผู้ฝึกปราณขอบเขตสอง การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วเป็นอย่างยิ่งพริบตาเดียวก็ไปปรากฏอยู่ด้านนอกของกำแพงแล้ว

    คล้ายกับเรื่องการหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง ที่คุณอ่าน