"ได้โปรดยั้งมือก่อนจอมยุทธ์น้อย" เสียงที่ฟังดูเป็นมิตรแต่ทรงพลังตะโกนมาจากบนฟ้าก่อนที่จะปรากฎร่างของชายชราผู้หนึ่งที่มีอายุประมาณ 60 ปีค่อยๆเหินลงมายืนอยู่เบื้องหน้าระหว่างเทียนอี้และชายชุดดำขริบทองผู้นั้น ใบหน้าของชายชราผู้นี้ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา แต่รอยยิ้มของมันนั้นกลับทำให้ผู้มองต้องรู้สึกขนลุกทุกครั้งที่ได้มอง
คิ้วของเทียนอี้ขมวดเข้าหากันทันที เพราะชายชราผู้นี้นั้นเป็นถึงตัวตนที่อยู่ในระดับราชันย์จักรพรรดิคนหนึ่ง ทั้งยังเป็นราชันย์จักรพรรดิขั้นที่ 5 อีกด้วย ซึ่งบนทวีปตะวันออกที่กว้างใหญ่แห่งนี้นั้นตัวตนระดับราชันย์จักรพรรดินั้นมีอยู่เพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น แต่ชายชราผู้นี้กลับเป็นถึงราชันย์จักรพรรดิขั้น 5 ทั้งมันยังพยายามซ้อนปราณ และระดับพลังที่แท้จริงเอาไว้อีกด้วย
แต่มีหรือที่มันจะสามารถซ้อนพลังจากสัมผัสมังกรของเทียนอี้ไปได้ แต่เรื่องที่ทำให้เทียนอี้แปลกใจที่สุดก็คือปราณภายในร่างของมันที่มันพยายามซ้อนเอาไว้อย่างดี ริ้มฝีปากของเทียนอี้ยกขึ้นเล็กน้อยโดยที่ไม่มีผู้ไดสังเกตุเห็น ชายชราผู้นั้นเดินเข้ามาขวางเทียนอี้เอาไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของมัน ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร
"จอมยุทธ์น้อยไม่ทราบชายชราผู้นี้จะขอให้ท่านช่วยปล่อยเขาไปสักครั้งได้หรือไม่"
หลังจากที่สิ้นเสียงของชายชราผู้นั้น ทหารติดอาวุธหลายสิบคนที่อยู่บริเวณรอบๆประตูเมืองก็ได้วิ่งกรูกันเข้ามายืนล้อมพวกของเทียนอี้เอาไว้ เพื่อใช้กำลังในการเข้ากดดันทันที ทำให้ชาวบ้านและเหล่าพ่อค้าที่อยู่บริเวณรอบๆ ประตูเมืองทั้งหมดต่างก็วิ่งหนีกันจ้าละหวั่นด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังแอบมองสถานการณ์อยู่ไกลๆ
เมื่อเห็นว่าชายชราปรากฏตัวขึ้น ชายชุดดำขลิบทองที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นเมื่อสักครู่ก็มีท่าทีราวกับมันกำลังเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด ตอนนี้มันจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจ ว่ามันปลอดภัยจากจากเงื่อมมือของชายหนุ่มตรงหน้ามันแล้ว ด้วยเจ็บปวดและความแค้นทำให้มันโกรธจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป ก่อนที่มันจะระเบิดอารมณ์ออกมาอีกแล้วตะโกนสั่งออกไปว่า
"จับมันมาให้ข้า...."
แต่ก่อนที่มันจะพูดได้จบประโยคชายชราก็หันหน้ากลับมามองมันด้วยรอยยิ้มอันน่าขนลุก ทำให้มันรู้สึกราวกับว่าเลือดในร่างกายของมันกำลังเริ่มจับตัวกันเป็นน้ำแข็ง ทำให้มันต้องก้มหน้าเพื่อหลบสายตาของชายชราไป ก่อนที่ชายชราผู้นั้นจะหันไปพูดกับเทียนอี้อย่างสุภาพอีกครั้งว่า
"ต้องขออภัยจอมยุทธ์น้อยแทนคุณชายจ้านหลงด้วยที่เขาได้ทำตัวหยาบคาย คุณชายจ้านหลงคงโมโหมากไปหน่อยจึงเผลอเสียการควบคุมตัวเองไปชั่วขณะ ไม่ทราบว่าชายชราผู้ต่ำต้อยคนนี้ขอทราบนามของจอมยุทธ์น้อยได้หรือไม่"
เมื่อเห็นเช่นนี้เทียนอี้ทราบได้ทันทีเลยว่าชายชราผู้นี้ และเหล่าทหารของเมืองเมฆาเคลื่อนกำลังร่วมกันปกป้องชายหนุ่มที่ชื่อจ้านหลง แต่ดูจากท่าทางแล้วดูเหมือนว่าชายชราผู้นี้มีหน้าที่เพียงปกป้องชีวิตของจ้านหลงเท่านั้น แต่ไม่ได้ยอมรับคำสั่งจากจ้านหลง และเมื่อประเมินจากกิริยาท่าทางของจ้านหลงเมื่อสักครู่แล้ว ดูเหมือนว่าจ้านหลงกลับรู้สึกกลัวชายชราผู้นี้ด้วยซ้ำไป
"อยากจะทราบนามของผู้อื่นแต่กลับไม่ยอมบอกนามของตัวเองก่อน..ชั่งหน้าขันนัก"
เทียนอี้พูดถากถางชายชราผู้นั้นออกไป เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าชายชราผู้นี้จะมาไม้ไหน คำพูดของเทียนอี้ถึงกับทำให้ชายชราผู้นั้นหยุดชงักเล็กน้อย ก่อนที่ภายในดวงตาจะมีประกายแห่งโทสะแล่นผ่านไปในชั่วพริบตาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ก่อนที่มันจะปั้นหน้ายิ้มเช่นเดิมแล้วไปพูดกับเทียนอี้อีกครั้งว่า
" ฮ่าๆๆ ต้องขออภัยจอมยุทธ์น้อยด้วย ชายชราผู้นี้ความจำเริ่มที่จะเลอะเลือนแล้วจริงๆข้าผู้นี้มีนามว่า โหย่วเหวยเชี่ยว หรือจอมยุทธ์น้อยจะเรียกข้าว่าผู้เฒ่าโหย่วก็ได้"
"ฮ่าๆๆ โหย่วเหวยเชี่ยว ที่แปลว่า ยิ้ม เข้าใจตั้งชื่อได้ตรงกับลักษณะจริงๆ ข้ามีนามว่าหลงเทียนอี้ ในเมื่อผู้เฒ่าโหย่วว่าเช่นนั้น ครั้งนี้ข้าจะปล่อยคุณชายจ้านหลงไปก่อนก็ได้ แต่ถ้าหากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้งละก็..หึ"
เทียนอี้หัวเราะร่าก่อนที่จะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงข่มขู่ มีหรือที่โหย่วเหวยเชี่ยวจะไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเทียนอี้ แต่เมื่อเรื่องราวในครั้งนี้สามารถคลี่คลายลงได้มันก็ค่อนข้างพึงพอใจแล้ว
"ในเมื่อเรื่องทั้งหมดคลี่คลายแล้วเช่นนั้นเชิญจอมยุทธ์น้อยเทียนอี้เข้าเมืองเมฆาเคลื่อนเถอะ ส่วนทางนี้เดียวให้ข้าผู้เฒ่าโหย่วจัดการเอง"
เมื่อสิ้นเสียงของโหย่วเหวยเชี่ยวมันก็ทำท่าโบกมือเล็กน้อย ทำให้ทหารติดอาวุธหลายสิบคนที่กำลังยืนล้อมพวกเขาอยู่ค่อยๆกระจายตัวออกไปยืนอยู่ประจำตำแหน่งเช่นเดิมในที่สุด เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้เทียนอี้ก็หมดความสนใจ ก่อนที่จะพาซุยหงและเหม่ยลี่เดินเข้าไปในเมือง อีกครั้งราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อเห็นพวกของเทียนอี้เดินออกไปหน้าตาเฉยจ้านหลงก็กัดฟันกรอด ก่อนที่จะเดินไปยืนอยู่ข้างๆโหย่วเหวยเชี่ยว แล้วกัดฟันถามโหย่วเหวยเชี่ยวด้วยเสียงเบาออกไปว่า
"ทำไมท่านไม่จัดการมันให้ข้า"
ครั้งนี้โหย่วเหวยเชี่ยวไม่รีบตอบคำถามของจ้านหลงมันมองไปที่แผ่นหลังของซุยหง และเทียนอี้อยู่นานจนร่างของทั้งสามหายไปจากสายตา ก่อนที่จะหันมามองจ้านหลงด้วยสายตาเย็นชา แล้วตอบคำถามของจ้านหลงด้วยเสียงเบาๆแต่แฝงไปด้วยความน่ากขนลุกกลับไปว่า
"ข้าเพียงมีหน้าที่ปกป้องชีวิตของเจ้าเท่านั้นไม่ได้มีหน้าที่รับคำสั่งจากเจ้า อีกอย่างชายที่ติดตามมันมาด้วยนั้นเป็นตัวตนระดับราชันย์จักรพรรดิผู้หนึ่งที่ปกปิดพลังเอาไว้"
ใช่แล้วที่โหย่วเหวยเชี่ยวระมัดระวังเรื่องนี้หาใช่เพราะเทียนอี้ แต่เป็นเพราะมันสัมผัสพลังระดับราชันย์จักรพรรดิของซุยหงที่มาพร้อมกับเทียนอี้ต่างหาก อาศัยเพียงเทียนอี้ที่อยู่ในระดับนภาขันที่ 9 นั้นไม่เคยอยู่ในสายตามันเลยแม้แต่น้อย มันคิดว่าเพียงมันโบกมือครั้งเดียวเทียนอี้ก็ก็กลายเป็นเพียงระอองเลือดแล้ว
เพียงแต่มันกลัวว่าถ้ามันลงมือกำจัดเทียนอี้ซุยหงที่ตามมาด้วยต้องลงมือตอบโต้แน่นอน ถ้าหากมันต้องปะทะกับซุยหงขึ้นมาจริงๆ มันย่อมสามารถเอาชนะซุยหงได้ แต่มันเกรงว่าแผนที่ได้วางเอาไว้มาตลอดหลายปีจะพังครืนลงมาไม่เป็นท่าด้วยเช่นกัน เพราะการต่อสู้กันระหว่างขอบเขตราชันจักรพรรดิดึงดูดความสนใจของผู้คนมากเกินไป
สิ้นเสียงร่างของโหย่วเหวยเชี่ยว ก็ค่อยๆหายไป จากตรงนั้นปล่อยให้จ้านหลงยืนตัวแข็งอยู่ที่เดิมอยู่อย่างนั้น ในที่สุดจ้านหลงก็ทราบถึงเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้โหย่วเหวยเชี่ยวไม่กล้าลงมือ เพราะถ้าหากโหย่วเหวยเชี่ยว ลงมือขึ้นมาจริงๆอาจจะทำให้แผนการที่บิดาของมันวางเอาไว้ถูกเปิดโปง ถ้าเช่นนั้นผลที่จะตามมามันและบิดาคงไม่สามารถทนรับไหว สุดท้ายมันทำได้เพียงกัดฟันทนรับความอัปยศในครั้งนี้เอาไว้ ก่อนจะหอบเอาร่างที่ได้รับบาดเจ็บของตัวเองบินทะยาน มุ่งหน้ากลับไปที่จวนของมัน
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างครับเป็นปกติแล้ว ชาวบ้านและพ่อค้าวิ่งหาทีาหลบเมื่อสักครู่ ก็เดินออกมาจากที่กำบัง แล้วเริ่มที่จะจับกลุ่มพูดคุยกันเพื่อแรกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างรวดเร็ว"ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้นั้นเป็นใครกันทำไมถึงกล้าทำร้ายแม้กระทั้งคุณชายจ้านหลงผู้นั้น.....""นั้นสิคุณชายจ้านหลงเป็นถึงบุตรชายของแม่ทัพจ้านผู้โหดเหี้ยมคนนั้นเลยน่ะ...""แต่ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มผู้นั้นก็ไม่ธรรมดาเลยนะหมัดเดียวก็สามารถทำให้อาชาอสูรแหลกเป็นชิ้นๆได้...""ถ้าคิดว่าชายหนุ่มคนนั้นจะต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงถูกสับเป็นชิ้นๆให้สุนัขกินไปแล้ว....""เมื่อสักครู่ได้ยินว่าชายหนุ่มผู้นั้นมีนามว่าหลงเทียนอี้..."ความคิดเห็นต่างๆนานาของผู้ที่เห็นเหตุการณ์มากมาย ถูกเล่าไปปากต่อปากอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานข่าวการปรากฏตัวของชายหนุ่มรูปงามที่กล้าทำร้ายจ้านหลงก็กระจายไปทั่วเมือง มีทั้งคนที่ยินดีที่ได้เห็นจ้านหลงผู้หยิ่งยโสถูกเทียนอี้ทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ และมีหลายคนที่เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าชายหนุ่มปริศนาผู้นี้ มีเบื้องหลังความเป็นมาเช่นไร ถึงขนาดทำให้จ้านหลงผู้นั้นไม่กล้าลงมือแก้แค้น
ณ จวนแม่ทัพแห่งหนึ่งที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเมฆาเคลื่อน จ้านหลงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยมีแพทย์คนหนึ่งกำลังช่วยรักษามือทั้งสองข้างของมันอยู่อย่างตั้งใจ บนเก้าอี้ที่วางอยู่ตรงกลางห้องมีชายวัยกลางคนรูปร่างใหญ่โตที่บนร่างสวมชุดเกราะวิเศษสีทอง หน้าตาท่าทางดุดันนั่งอยู่
ใช่แล้วชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแม่ทัพจ้านเฟยหลง ผู้เป็นบิดาของจ้านหลงและเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ปกป้องชายแดนทิศเหนือของทวีปตะวันออก มันนั่งมองดูหมอกำลังทำแผลให้บุตรชายของมันอย่างเงียบๆ ขณะที่ตอนนี้ใบหน้าของมันดูน่ากลัวเอามากๆ ถึงมันจะมีบุตรและธิดาหลายคนแต่ว่าจ้านหลงเป็นบุตรชายที่มันรักมากที่สุดเพราะนับว่ามันเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงที่สุด
แต่วันนี้กลับมีใครก็ไม่รู้ กล้ามาทำร้ายบุตรชายอันเป็นที่รักของมัน จนกระดูกมือทั้งสองข้างแหลกเป็นชิ้น แล้วจะไม่ให้มันรู้สึกโมโหได้อย่างไร ผ่านไปพักใหญ่ๆ หมอคนนั้นก็ทำการรักษาบาดแผลข้างบนมือ และบนหน้าของจ้านหลงจนเสร็จเรียบร้อย ก่อนที่จะหันมารายงานจ้านเฟยหลง
"เรียนท่านแม่ทัพบาดแผลบริเวณใบหน้าของคุณชายจ้านหลงใช้เวลาอีกไม่กี่กันก็คงหายดี..แต่ว่าอาการบาดเจ็บที่มือทั้งสองข้างของคุณชายจ้านหลงนับว่าค่อนข้างรุนแรง โชคยังดีที่ไม่ได้บาดเจ็บถึงเส้นลมปราณ หากทานยาตามที่ข้าได้จัดไว้ให้อีกราวๆสองเดือนก็คงจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ขอให้คุณชายงดการใช้มือทั้งสองข้างไปสักพักไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้หายช้าขึ้น"
หลังจากที่รายงานอาการของจ้านหลงแล้ว จ้านเฟยหลงก็มอบเงินให้หมอผู้นั้นไปถุงใหญ่แล้วโบกมือไล้หมอออกไปโดยไม่พูดอันได เมื่อได้รับเงินมาแล้วหม้อคนนั้นก็รีบออกไปจากห้องทันที เมื่อในห้องเหลืออยู่เพียงจ้านเฟยหลงและจ้านเฟยหลงสองคนแล้ว จ้านหลงก็กำลังจะเปิดปากผู้ขึ้นมาแต่จ้านเฟยหลงก็พูดขึ้นมาก่อนว่า
"เจ้าไม่ต้องอธิบายหรอกข้ารู้เรื่องทั้งหมดจากโหย่วเหวยเชี่ยวแล้ว อดทนไว้ก่อนรออีกไม่นานเมื่อแผนการของเราสำเร็จเมื่อไหร่ ข้าจะจับมันมาสับเป็นชิ้นๆอย่างแน่นอน"
"ขอรับท่านพ่อข้าจะรอ หากวันนั้นมาถึงขอเพียงท่านพ่อนำตัวมันมาและทำลายวรยุทธ์ของมัน ข้าจะขอเป็นคนทรมานมันให้ตายอย่างช้าๆเอง" จ้านหลงพูดขณะที่มีรังศีแห่งการฆ่าแผ่ออกมารอบๆตัวของมัน
หลังจากที่เข้ามาภายในเมืองเมฆาเคลื่อนแล้วพวกของเทียนอี้ได้ตรงไปที่หอการค้าหมื่นธาราสาขาเมืองเมฆาเคลื่อนทันที สำหรับเทียนอี้นั้นการที่มีหอการค้าหมื่นธาราเป็นผู้หนุนหลังเช่นนี้นั้นนับว่าช่วยอำนวยความสะดวกให้เขาได้มาก
หลังจากที่เข้ามาในหอการค้าไม่นานผู้ดูแลสาขาก็ออกมาต้อนรับเทียนอี้ด้วยตัวเอง เทียนอี้ได้ถามข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับจ้านหลง และโหย่วเหวยเชี่ยวจากผู้ดูแลสาขาอย่างระเอียด หลังจากที่ได้รับข้อมูลต่างจากผู้ดูแลสาขาแล้วเทียนอี้ก็อดที่จะส่ายหัวไม่ได้ก่อนจะพึงพำออกมาเสียงเบา
"ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของทวีปตะวันออกจะแย่กว่าที่ข้าคิดไว้มากทีเดียว แต่ยังคงพอมีเวลาอยู่อีกพักใหญ่ ไว้หลังจากกลับมาจากการสำรวจสุสานเทพกระบี่แล้วข้าจะกลับมาช่วยสะสางเรื่องนี้ให้ก็แล้วกัน"
หลังจากที่พูดคุยกับผู้ดูแลสาขาเรียบร้อยแล้ว เทียนอี้ได้อาศัยค่ายกลการสื่อสารแจ้งข่าวเกี่ยวกับการเดินทางของตนกลับไปที่สาขาหลักทันที และดูเหมือนว่าเหล่าผู้อาวุโสจะแปลกใจไม่น้อยที่เทียนอี้สามารถเดินทางผ่านป่าอสูรได้เร็วเช่นนี้ หลัวจากที่พูดคุยกันเรื่องรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว เทียนอี้และพวกก็ได้เข้าพักผ่อนในห้องหักที่ทางผู้ดูแลจัดไว้ให้จบตอนครับ