หลังจากพายุอารมณ์ผ่านพ้นไป ฮั่นอ๋องออกจากเขตเรือนหลังไปแล้ว จู่ ๆ ก็มีเสียงเอะอะดังมาจากลานหน้าเรือน เป็นเสียงของเฉินหลิงและเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง
“หวางเย่ออกไปแล้ว เหตุเจ้ายังอยู่ที่นี่อีก !”
เหอไห่ไม่สนใจนาง ประสานมือไปทางเรือนหลักเอ่ยว่า “ข้าน้อยขอพบหวางเฟยพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงไม่ได้ตอบรับทันที นางกำลังโมโหเดือดดาลไม่อยากเห็นหน้านายบ่าวคู่นั้นแม้แต่น้อย
หญิงสาวหมุนตัวกลับจะเดินเข้าไปในห้องอุ่น อาจเป็นเพราะรออยู่นานก็ไม่มีคำสั่งลงมา เฉินหลิงจึงออกปากไล่คนอีกครั้ง
“หวางเฟยไม่อยากพบหน้าเจ้า กลับไปเสีย”
เหอไห่ร้อนใจจึงโพล่งออกมา “หวางเฟยกำลังเข้าใจหวางเย่ผิดนะขอรับ บนเนินป่าเหมยไม่ใช่การนัดพบเพื่อรำลึกความหลังแต่เป็นการตัดสัมพันธ์ไม่ข้องเกี่ยว ในงานเลี้ยงเมื่อคืนหวางเย่รินสุราเอง ไม่มีแม่นางคนใดได้ใกล้ชิดท่านเลย ขอหวางเฟยโปรดอย่าเข้าใจหวางเย่ผิด”
ซูอันหนิงชะงักฝีเท้า ในใจพลันหนาวเหน็บ ผู้คนเล่าลือกันว่าฮั่นอ๋องกับคู่กับหมายรักใคร่ใจตรงกันมานาน มายามนี้เขาบอกจะตัดสัมพันธ์ก็สามารถตัดได้อย่างง่ายดายเลยหรือ
การกระทำเช่นนี้ของเขา...ทางหนึ่งนั้นน่านับถือ ในเมื่อไม่อาจสมหวังก็ควรสะบั้นความสัมพันธ์ให้เด็ดขาด แต่อีกทางก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้รักจางลั่วหลินถึงเพียงนั้น
จดหมายที่จงใจโยนเข้ามาในรถม้าก่อนที่เขาจะไปออกรบคือการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดจากฝ่ายสตรี ตอนนั้นเขาทุ่มเทแย่งชิงไม่ให้นางได้อ่านจนแทบสู้กันตายไปข้างหนึ่ง ยามนี้กลับบอกว่าไม่ได้รักสตรีผู้นั้นแล้ว
หรือว่าในสายตาของบุรุษผู้นี้ ยังคงเห็นเพียงอำนาจเท่านั้นที่สำคัญ
หลังพูดสิ่งที่ควรพูดออกไปแล้ว เหอไห่ก็ไม่ได้รั้งอยู่อีกรีบจากไปทันทีที่พูดจบ
ทว่าซูอันหนิงกลับนิ่งเงียบ จมอยู่กับความคิดที่เริ่มพันกันยุ่งเหยิงไม่ต่างจากกลุ่มไหมพันกัน สาวอย่างไรก็ยังสาวหาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ
หลังจากทะเลาะกันใหญ่โตในวันนั้น ฮั่นอ๋องและพระชายาก็ไม่ได้พูดคุยกันมาหลายวัน
พระชายาคุมบ่าวปลูกหอมและกระเทียมไว้กินหน้าหนาว ทุกเช้าจะออกมาให้อาหารให้ไก่ให้อาหารปลาไม่เคยขาด
ใต้ประตูฉุยฮวาเหมินมีร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านราวกับต้นสน จูเกาเซวียนยืนมองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางประตูใหญ่ รับบังเหียนจากจางเจี้ยนแล้วกระโดดขึ้นม้าควบออกจากจวนไป
ไม่นานก็มีรถม้าคันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าจวนฮั่นอ๋อง พ่อบ้านวัยกลางคนผู้หนึ่งวิ่งลงมาจากรถม้า เข้าไปรายงานที่หน้าประตู ครู่ต่อมาข่าวก็ถูกส่งมาถึงพระชายา
ชางอิงเดินเร็ว ๆ เข้ามาหานายหญิง นางบีบมือแน่นขณะรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “รุ่ยจิ่งฟางมาแจ้งข่าวร้ายเจ้าค่ะ มีคนมาขอคืนใบสั่งซื้อชุดฤดูหนาวที่เพิ่งเปิดตัวไปเจ้าค่ะ”
มือที่กำลังโปรยอาหารไก่หยุดชะงัก ซูอันหนิงส่งโถใส่ข้าวเปลือกให้ลี่หนาน เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “มาช่วยข้าแต่งตัว”
ขณะนั่งอยู่บนรถม้าซูอันหนิงคาดคะเนไปต่าง ๆ นานา อะไรคือเหตุผลที่ผู้คนยอมผิดสัญญาก็จะต้องยกเลิกคำสั่งซื้อล่วงหน้าอย่างไม่เสียดายเงินมัดจำเช่นนี้
กวนอี้โหรวออกชุดใหม่เหมือนกันหรือ ?
มีร้านลอกแบบนางโผลมาขายตัดหน้าในราคาถูกอีกหรือไร
ตอนที่มาถึงรุ่ยจิ่งฟางผู้คนที่มาขอยกเลิกสัญญาซื้อขายล่วงหน้ายังกลับไปไม่หมด นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านใกล้เคียงที่ได้ยินข่าวรีบมามุงดูความครึกครื้นยิ่งทำให้หน้าร้านรุ่ยจิ่งฟางดูคับแคบไปถนัดตา
พอรถม้าหยุดลงตรงหน้าร้านซูอันหนิงก็เปิดม่านจะลงมาจากรถม้าด้วยความรีบร้อน
แต่ทันทีที่นางปรากฏตัว ใบหน้าของชาวบ้านและลูกค้าร้านเสื้อที่อยู่ละแวกนั้นก็หันมองเป็นตาเดียว จากนั้นพวกเขาก็เริ่มซุบซิบพลางชี้นิ้วมาทางนาง
“คือนาง...นางนั่นแหละ”
แววตาแต่ละคนสาดประกายจับจ้อง คล้ายกำลังประเมินนางทั้งตัว แรงกดดันไร้ลักษณ์นี้ทำให้ซูอันหนิงหายใจติดขัด ฝีเท้าชะงักงันไปครู่หนึ่ง คำพูดพวกนั้นพร้อมกับแววตาเหยียดหยามซึ่งพุ่งเป้าเข้าใส่อย่างไร้ต้นสายปลายเหตุทำให้นางตกใจไม่น้อย แต่ก็ต้องรวบรวมสติกลับมาอย่างรวดเร็วแล้วรีบเดินเข้าไปในร้านเหมือนไม่รู้สึกอันใด
รุ่ยฮูหยินไม่ได้ออกมารอต้อนรับเช่นยามปกติ พนักงานในร้านก็ยุ่งอยู่กับการจัดเก็บของและทำบัญชี ไม่มีใครสนใจทักทายนางเช่นปกติ
ตอนที่ซูอันหนิงเข้าไปในห้องบัญชีก็พบว่าเฒ่าแก่เนี้ยรุ่ยกำลังนั่งเอนหลังเอามือก่ายหน้าผากอยู่ เมื่อเห็นซูอันหนิงจึงได้รีบลุกขึ้นต้อนรับ
“หวางเฟยมาแล้วหรือ เชิญนั่งเพคะ”
ซูอันหนิงถามเข้าเรื่องทันที “เกิดอะไรขึ้นหรือ”
รุ่ยฮูหยินถอนใจยาวดึงกล่องใส่กระดาษสั่งซื้อมายื่นส่งให้เป็นคำตอบ นางหยิบขึ้นมาดูทีละแผ่น ยิ่งดูหัวใจก็ยิ่งหนักอึ้ง มือที่ถือกระดาษสั่นน้อย ๆ
“จองแล้วไม่รับของก็ต้องเสียค่าปรับไม่ใช่หรือ” นางเงยหน้าขึ้นถาม
รุ่ยฮูหยินทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ขอบตาแดงเรื่อ ริมฝีปากสั่นระริก “ในใบสั่งซื้อไม่ได้ระบุเพคะ หม่อมฉันผิดเองที่ไม่ตรวจรายละเอียดใบสั่งซื้อให้ดี เพราะคิดว่าเป็นการค้าขนาดเล็ก ไม่คิดว่าคนจะพร้อมใจกันยกเลิกคำสั่งซื้อมากมายเพียงนี้ ยังดีที่หม่อมฉันเก็บเงินค่าจองไว้ก่อนห้าส่วน ตามคำแนะนำของหวางเฟย หากเก็บแค่สามส่วนการค้านี้คงทำรุ่ยจิ่งฟางล้มแล้วลุกไม่ขึ้นอีกเป็นแน่”
ซูอันหนิงใจหล่นวาบ ความเสียหายครั้งนี้ไม่น้อยเลยจริง ๆ อีกทั้งยังเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ยามนี้คงต้องรีบหาตลาดอื่นมารองรับสินค้าพวกนั้นโดยเร็วแล้ว
“เสื้อผ้าในใบซื้อสั่งทำเสร็จหรือยัง ท่านอาจจะต้องมองหาตลาดอื่น ส่งออกไปขายที่เมืองอื่น อาจจะเป็นหนานกิง เจียงหนาน หรือเมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองพอ ๆ กัน”
รุ่ยฮูหยินนิ่งเงียบแววตาแห้งแล้งมองจ้องหนังสือเล่มหนึ่งนิ่ง ซูอันหนิงขมวดคิ้ว
“ปัญหามิใช่เพราะไม่มีที่ขายหรอกเพคะ แต่ลูกค้าเหล่านั้นให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการสวมอาภรณ์แบบเดียวกับท่าน” รุ่ยฮูหยินกล่าวช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตานางอย่างสงบ
ซูอันหนิงอึ้งงัน สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
นี่มันเหตุผลใดกัน !
“แต่...แต่...เหตุใดกัน” นางเค้นคำพูดออกมาอย่างยากเย็น
“หรือเป็นเพราะแบบชุดไม่เรียบร้อย แต่ชุดฤดูร้อนพวกเขาก็ยังซื้อตามไม่มีปัญหามิใช่หรือ”
รุ่ยฮูหยินอธิบายอย่างใจเย็น “พวกเขาไม่ได้ตำหนิชุดหรอกเพคะ แต่ตำหนิ...”
ท้ายประโยคถูกนางกลืนลงคอ แล้วยื่นหนังสือใส่มือซูอันหนิงแทน “หวางเฟยอ่านเล่มนี้แล้วก็จะเข้าใจเองเพคะ”
‘สมรสร้าย เล่มที่ห้า’
ซูอันหนิงรับหนังสือมาด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ นางเคยอ่านนิยายเรื่องนี้จนถึงเล่มสาม สามเล่มก่อนผู้เขียนมิได้พาดพิงถึงนางมากนัก นอกจากกล่าวถึงผ่าน ๆ ว่าเป็นเจ้าสาวที่สามีไม่โปรด เป็นกระบองที่หวดแยกคู่ยวนยาง เป็นสาวงามที่ทำได้แค่เดินเฉิดฉายไปวัน ๆ
แล้วเล่มห้านี้...
นางกำหนังสือแน่น ทั้งอยากเปิดอ่านให้รู้เรื่องราวเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็กลัวว่าสิ่งที่เขียนอยู่ข้างในจะทำให้นางรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ไม่ได้
“หวางเฟยเพคะ หม่อมฉันคิดว่าท่านต้องหาทางแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ นี่ไม่ใช่ชื่อเสียงดีอันใด หากคนเชื่อกันมาก ๆ เข้า จากข่าวลือจะกลายเป็นข่าวจริง ถึงยามนั้นต่อให้ท่านไปกระโดดน้ำที่แม่น้ำฮวงเหอก็คงล้างมลทินไม่สะอาดอยู่ดี คนเขียนนิยายเรื่องนี้ มันคิดจะฆ่าท่านชัด ๆ”
ใบหน้าของพระชายาฮั่นซีดขาว เข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าเหตุใดสายตาของชาวบ้านข้างนอกนั่นถึงได้ทิ่มแทงนางนัก พวกเขาได้ตัดสินนางเรียบร้อย ไม่ว่าเนื้อหาในนิยายจะเขียนไว้อย่างไร มันจะต้องมีใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
“ไว้ข้าอ่านเรื่องนี้แล้ว จะติดต่อมาใหม่”
รุ่ยฮูหยินลุกขึ้นกุมมือนางซ้อนหนังสือเล่มนั้นแน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “หวางเฟยเพคะ... หม่อมฉันไม่เชื่อหนังสือเล่มนี้แม้แต่น้อย แต่คนส่วนมากไม่รู้จักท่าน”
กล่าวจบนางก็ปล่อยมือแล้วยอบกายคารวะ ซูอันหนิงเม้มริมฝีปากแน่นพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินออกมาจากห้องบัญชี
เมื่อก้าวออกมาจากร้านรุ่ยจิ่งฟางสายตาประเมินที่เห็นตอนเดินไปในร้านยามนี้คล้ายจะแปรเปลี่ยนเป็นเข็มแหลมทิ่มแทง
เสียงซุบซิบดังแว่วเข้ามาอีกครั้ง ซูอันหนิงหวังให้ตัวเองไม่ได้ยินขณะเร่งฝีเท้าไปขึ้นรถม้า
แต่แล้ว...ไข่ใบหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่ด้านหลังศีรษะของนางเต็ม ๆ เสียงแตกดังโพล๊ะคราแรกเพียงทำให้นางชะงักค้างด้วยความตกใจ ก่อนจะเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็ตอนที่กลิ่นเหม็นคาวของไข่เน่าโชยมาติดปลายจมูก บางอย่างข้นเหนียวไหลย้อมจากศีรษะ ค่อย ๆ อาบลงมาที่ต้นคอ
เสียงด่าที่ชัดที่สุดพลันดังขึ้น “เป็นถึงหวางเฟย สามีไม่อยู่แต่แต่งตัวเรียกผึ้งล่อผีเสื้อ !”
ด่าจบคนพูดก็วิ่งหนีไป ชางอิงจะวิ่งตามแต่ถูกเฉินชิงชิงคว้าตัวนางไว้
ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ต่างหันมอง ยกมือขึ้นปิดริมฝีปากแต่ไม่อาจปกปิดเสียงซุบซิบนินทา “ก็จริงนะ ฮั่นอ๋องไปรบที่ชายแดนตั้งหลายเดือน ช่วงที่สามีไม่อยู่นางออกไปพบใครบ้างผู้ใดจะรู้”
ณ เบื้องหน้าสายตาของซูอันหนิง ภาพใบหน้าแต่ละใบหน้าคล้ายถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น สายตาแหลมคมพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ผลักนางลงไปในบ่อน้ำแข็งเย็นเยียบ ได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ดังอยู่รอบตัวแต่กลับไม่อาจจับใจความได้แล้ว เห็นเพียงริมฝีปากเหล่านั้นที่ขยับขึ้นลงไม่หยุด ดูบิดเบี้ยวฉีกกว้างน่ากลัวยิ่งนัก
มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อกว้างจิกลงบนปกหนังสือแน่น ร่างกายของนางแข็งทื่อนานแล้ว ทำได้เพียงขยับไปตามแรงประคองของสาวใช้ข้างกายเท่านั้น
ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกประคองขึ้นรถม้าได้อย่างไร แล้วกลับมาถึงจวนตอนไหน
ช่วงเวลานั้นราวกับภาพบิด ๆ เบี้ยว ๆ ไม่ประติดประต่อ ล้วนจดจำไม่ได้ทั้งสิ้น
จูเกาเซวียนฝึกทหารอยู่ในค่ายทหารจนกระทั่งเที่ยง เขามองอาหารกองทัพอันแห้งแล้งจืดชืดแล้วหวนนึกถึงอาหารบนโต๊ะภรรยา แม้จะกินไปพลางแย่งกันไปพลางแต่รสชาติกลับติดอยู่ในใจไม่ลืม
หลังจากเหม่อลอยอยู่นานเขาจึงบอกให้คนอื่นกินต่อไป ส่วนตัวเองลุกขึ้นเดินออกไปจากกระโจมทันที
รองแม่ทัพหวังเดินสวนเข้ามาพร้อมตะกร้าใส่อาหารถามขึ้น “หวางเย่จะกลับแล้วหรือขอรับ อยู่เสวยด้วยกันก่อนดีหรือไม่ บุตรสาวของกระหม่อมเพิ่งทำอาหารมาส่ง...”
ฮั่นอ๋องโบกมือกล่าว “พวกท่านทานเถอะ ข้าจะกลับแล้ว”
พูดจบก็เดินไปขึ้นม้าที่จางเจี้ยนจูงมารอทันที
ด้านนอกค่ายทหารมีสตรีนางหนึ่งกำลังจะขึ้นรถม้าทว่าสายตาของนางกลับจับจ้องเข้าไปภายในค่ายทหารไม่วางตา เมื่อเห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากกระโจมหลัก นางก็หมุนกายกลับมายืนปักหลักรอด้วยดวงตาเปล่งประกาย
ไม่นานบุรุษก็ขี่ม้าออกจากประตูมา เมื่อเห็นนางขวางทางอยู่เขาจึงลดความเร็วม้าลง มองมาที่สตรีเบื้องล่างด้วยแววตาตำหนิ จางเจี้ยนที่ตามมาด้านหลังชะโงกมองก่อนจะเอ่ยถาม
“แม่นางมารอผู้ใดหรือ ค่ายทหารห้ามคนนอกเข้า”
หญิงสาวยิ้มกล่าวอย่างนุ่มนวล “คารวะหวางเย่ หม่อมฉันเป็นบุตรสาวรองแม่ทัพหวัง เมื่อครู่เพิ่งมาส่งอาหารเที่ยงให้บิดาเพคะ”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว “เจ้ากำลังขวางเส้นทางอยู่”
“อ๊ะ” นางอุทานออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะขยับหลีกทางช้า ๆ สีหน้าหม่นหมองราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม
จางเจี้ยนเหลือบมองเจ้านายสลับกับคุณหนูหวัง สตรีอ่อนหวานเช่นนี้ หวางเย่ก็ยังใจร้ายได้ลงคออีกหรือ
ทันทีที่ทางเปิดม้าสีพุทราแดงของจูเกาเซวียนก็ควบจากไป จางเจี้ยนกับเหอไห่รีบตามไปทันที กลับพบหลี่เหวินหมิงกำลังขี่ม้าตรงมาทางนี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ฮั่นอ๋องก็เผลอกระตุกบังเหียนแรงกว่าปกติ ในใจหดเกร็งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ รถม้าที่ตามมาด้านหลังจึงเริ่มกระชั้นใกล้เข้ามา
หลี่เหวินหมิงรั้งม้า แล้วรีบงานทันที “หวางเย่ หวางเฟยถูกทำร้ายพ่ะย่ะค่ะ”
มือที่ถือสายบังเหียนอยู่กำแน่น เขาไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำเสียงที่ถามออกไปร้อนรนเพียงใด “หวางเฟยปลอดภัยหรือไม่”
“ปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่...” สีหน้าของหลี่เหวินหมิงทำให้จูเกาเซียนหายใจติดขัด
เขาไม่รอฟังรายงานให้จบก็ดึงบังเหียนเบี่ยงหัวม้าแล้วควบม้านำออกไปทันที ครู่ต่อมารถม้าของจวนรองแม่ทัพหวังก็แล่นมาถึงจุดที่บุรุษทั้งสี่หยุดม้าสนทนากันเมื่อครู่
คุณหนูหวังแหวกม่านออกมามองเงาหลังสี่สายที่ค่อย ๆ วิ่งห่างออกไป มือข้างที่เปิดม่านกำชายผ้าไว้จนยับย่น ฟันขาวราวกับไข่มุกขบลงบนริมฝีปากแน่น ดวงตาที่เคยอ่อนโยนราวกับดวงตาของลูกกวางน้อยกลับแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
“กลับจวน !”
“ขอรับ”