ย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃

    ตอนที่ 20 ห้วงน้ำลึกในบ่อตื้น


     

    หลังจากพายุอารมณ์ผ่านพ้นไป ฮั่นอ๋องออกจากเขตเรือนหลังไปแล้ว จู่ ๆ ก็มีเสียงเอะอะดังมาจากลานหน้าเรือน เป็นเสียงของเฉินหลิงและเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง

    “หวางเย่ออกไปแล้ว เหตุเจ้ายังอยู่ที่นี่อีก !”

    เหอไห่ไม่สนใจนาง ประสานมือไปทางเรือนหลักเอ่ยว่า “ข้าน้อยขอพบหวางเฟยพ่ะย่ะค่ะ”

    ซูอันหนิงไม่ได้ตอบรับทันที นางกำลังโมโหเดือดดาลไม่อยากเห็นหน้านายบ่าวคู่นั้นแม้แต่น้อย

    หญิงสาวหมุนตัวกลับจะเดินเข้าไปในห้องอุ่น อาจเป็นเพราะรออยู่นานก็ไม่มีคำสั่งลงมา เฉินหลิงจึงออกปากไล่คนอีกครั้ง

    “หวางเฟยไม่อยากพบหน้าเจ้า กลับไปเสีย”

    เหอไห่ร้อนใจจึงโพล่งออกมา “หวางเฟยกำลังเข้าใจหวางเย่ผิดนะขอรับ บนเนินป่าเหมยไม่ใช่การนัดพบเพื่อรำลึกความหลังแต่เป็นการตัดสัมพันธ์ไม่ข้องเกี่ยว ในงานเลี้ยงเมื่อคืนหวางเย่รินสุราเอง ไม่มีแม่นางคนใดได้ใกล้ชิดท่านเลย ขอหวางเฟยโปรดอย่าเข้าใจหวางเย่ผิด”

    ซูอันหนิงชะงักฝีเท้า ในใจพลันหนาวเหน็บ ผู้คนเล่าลือกันว่าฮั่นอ๋องกับคู่กับหมายรักใคร่ใจตรงกันมานาน มายามนี้เขาบอกจะตัดสัมพันธ์ก็สามารถตัดได้อย่างง่ายดายเลยหรือ

    การกระทำเช่นนี้ของเขา...ทางหนึ่งนั้นน่านับถือ ในเมื่อไม่อาจสมหวังก็ควรสะบั้นความสัมพันธ์ให้เด็ดขาด แต่อีกทางก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้รักจางลั่วหลินถึงเพียงนั้น

    จดหมายที่จงใจโยนเข้ามาในรถม้าก่อนที่เขาจะไปออกรบคือการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดจากฝ่ายสตรี ตอนนั้นเขาทุ่มเทแย่งชิงไม่ให้นางได้อ่านจนแทบสู้กันตายไปข้างหนึ่ง ยามนี้กลับบอกว่าไม่ได้รักสตรีผู้นั้นแล้ว

    หรือว่าในสายตาของบุรุษผู้นี้ ยังคงเห็นเพียงอำนาจเท่านั้นที่สำคัญ

    หลังพูดสิ่งที่ควรพูดออกไปแล้ว เหอไห่ก็ไม่ได้รั้งอยู่อีกรีบจากไปทันทีที่พูดจบ

    ทว่าซูอันหนิงกลับนิ่งเงียบ จมอยู่กับความคิดที่เริ่มพันกันยุ่งเหยิงไม่ต่างจากกลุ่มไหมพันกัน สาวอย่างไรก็ยังสาวหาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ

     

    หลังจากทะเลาะกันใหญ่โตในวันนั้น ฮั่นอ๋องและพระชายาก็ไม่ได้พูดคุยกันมาหลายวัน

    พระชายาคุมบ่าวปลูกหอมและกระเทียมไว้กินหน้าหนาว ทุกเช้าจะออกมาให้อาหารให้ไก่ให้อาหารปลาไม่เคยขาด

    ใต้ประตูฉุยฮวาเหมินมีร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านราวกับต้นสน จูเกาเซวียนยืนมองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางประตูใหญ่ รับบังเหียนจากจางเจี้ยนแล้วกระโดดขึ้นม้าควบออกจากจวนไป

    ไม่นานก็มีรถม้าคันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าจวนฮั่นอ๋อง พ่อบ้านวัยกลางคนผู้หนึ่งวิ่งลงมาจากรถม้า เข้าไปรายงานที่หน้าประตู ครู่ต่อมาข่าวก็ถูกส่งมาถึงพระชายา

    ชางอิงเดินเร็ว ๆ เข้ามาหานายหญิง นางบีบมือแน่นขณะรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “รุ่ยจิ่งฟางมาแจ้งข่าวร้ายเจ้าค่ะ มีคนมาขอคืนใบสั่งซื้อชุดฤดูหนาวที่เพิ่งเปิดตัวไปเจ้าค่ะ”

    มือที่กำลังโปรยอาหารไก่หยุดชะงัก ซูอันหนิงส่งโถใส่ข้าวเปลือกให้ลี่หนาน เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “มาช่วยข้าแต่งตัว”

    ขณะนั่งอยู่บนรถม้าซูอันหนิงคาดคะเนไปต่าง ๆ นานา อะไรคือเหตุผลที่ผู้คนยอมผิดสัญญาก็จะต้องยกเลิกคำสั่งซื้อล่วงหน้าอย่างไม่เสียดายเงินมัดจำเช่นนี้

    กวนอี้โหรวออกชุดใหม่เหมือนกันหรือ ?

    มีร้านลอกแบบนางโผลมาขายตัดหน้าในราคาถูกอีกหรือไร

    ตอนที่มาถึงรุ่ยจิ่งฟางผู้คนที่มาขอยกเลิกสัญญาซื้อขายล่วงหน้ายังกลับไปไม่หมด นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านใกล้เคียงที่ได้ยินข่าวรีบมามุงดูความครึกครื้นยิ่งทำให้หน้าร้านรุ่ยจิ่งฟางดูคับแคบไปถนัดตา

    พอรถม้าหยุดลงตรงหน้าร้านซูอันหนิงก็เปิดม่านจะลงมาจากรถม้าด้วยความรีบร้อน

    แต่ทันทีที่นางปรากฏตัว ใบหน้าของชาวบ้านและลูกค้าร้านเสื้อที่อยู่ละแวกนั้นก็หันมองเป็นตาเดียว จากนั้นพวกเขาก็เริ่มซุบซิบพลางชี้นิ้วมาทางนาง

    “คือนาง...นางนั่นแหละ”

    แววตาแต่ละคนสาดประกายจับจ้อง คล้ายกำลังประเมินนางทั้งตัว แรงกดดันไร้ลักษณ์นี้ทำให้ซูอันหนิงหายใจติดขัด ฝีเท้าชะงักงันไปครู่หนึ่ง คำพูดพวกนั้นพร้อมกับแววตาเหยียดหยามซึ่งพุ่งเป้าเข้าใส่อย่างไร้ต้นสายปลายเหตุทำให้นางตกใจไม่น้อย แต่ก็ต้องรวบรวมสติกลับมาอย่างรวดเร็วแล้วรีบเดินเข้าไปในร้านเหมือนไม่รู้สึกอันใด

    รุ่ยฮูหยินไม่ได้ออกมารอต้อนรับเช่นยามปกติ พนักงานในร้านก็ยุ่งอยู่กับการจัดเก็บของและทำบัญชี ไม่มีใครสนใจทักทายนางเช่นปกติ

    ตอนที่ซูอันหนิงเข้าไปในห้องบัญชีก็พบว่าเฒ่าแก่เนี้ยรุ่ยกำลังนั่งเอนหลังเอามือก่ายหน้าผากอยู่ เมื่อเห็นซูอันหนิงจึงได้รีบลุกขึ้นต้อนรับ

    “หวางเฟยมาแล้วหรือ เชิญนั่งเพคะ”

    ซูอันหนิงถามเข้าเรื่องทันที “เกิดอะไรขึ้นหรือ”

    รุ่ยฮูหยินถอนใจยาวดึงกล่องใส่กระดาษสั่งซื้อมายื่นส่งให้เป็นคำตอบ นางหยิบขึ้นมาดูทีละแผ่น ยิ่งดูหัวใจก็ยิ่งหนักอึ้ง มือที่ถือกระดาษสั่นน้อย ๆ

    “จองแล้วไม่รับของก็ต้องเสียค่าปรับไม่ใช่หรือ” นางเงยหน้าขึ้นถาม

    รุ่ยฮูหยินทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ขอบตาแดงเรื่อ ริมฝีปากสั่นระริก “ในใบสั่งซื้อไม่ได้ระบุเพคะ หม่อมฉันผิดเองที่ไม่ตรวจรายละเอียดใบสั่งซื้อให้ดี เพราะคิดว่าเป็นการค้าขนาดเล็ก ไม่คิดว่าคนจะพร้อมใจกันยกเลิกคำสั่งซื้อมากมายเพียงนี้ ยังดีที่หม่อมฉันเก็บเงินค่าจองไว้ก่อนห้าส่วน ตามคำแนะนำของหวางเฟย หากเก็บแค่สามส่วนการค้านี้คงทำรุ่ยจิ่งฟางล้มแล้วลุกไม่ขึ้นอีกเป็นแน่”

    ซูอันหนิงใจหล่นวาบ ความเสียหายครั้งนี้ไม่น้อยเลยจริง ๆ อีกทั้งยังเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ยามนี้คงต้องรีบหาตลาดอื่นมารองรับสินค้าพวกนั้นโดยเร็วแล้ว

    “เสื้อผ้าในใบซื้อสั่งทำเสร็จหรือยัง ท่านอาจจะต้องมองหาตลาดอื่น ส่งออกไปขายที่เมืองอื่น อาจจะเป็นหนานกิง เจียงหนาน หรือเมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองพอ ๆ กัน”

    รุ่ยฮูหยินนิ่งเงียบแววตาแห้งแล้งมองจ้องหนังสือเล่มหนึ่งนิ่ง ซูอันหนิงขมวดคิ้ว

    “ปัญหามิใช่เพราะไม่มีที่ขายหรอกเพคะ แต่ลูกค้าเหล่านั้นให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการสวมอาภรณ์แบบเดียวกับท่าน” รุ่ยฮูหยินกล่าวช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตานางอย่างสงบ

    ซูอันหนิงอึ้งงัน สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ

    นี่มันเหตุผลใดกัน !

    “แต่...แต่...เหตุใดกัน” นางเค้นคำพูดออกมาอย่างยากเย็น

    “หรือเป็นเพราะแบบชุดไม่เรียบร้อย แต่ชุดฤดูร้อนพวกเขาก็ยังซื้อตามไม่มีปัญหามิใช่หรือ”

    รุ่ยฮูหยินอธิบายอย่างใจเย็น “พวกเขาไม่ได้ตำหนิชุดหรอกเพคะ แต่ตำหนิ...”

    ท้ายประโยคถูกนางกลืนลงคอ แล้วยื่นหนังสือใส่มือซูอันหนิงแทน “หวางเฟยอ่านเล่มนี้แล้วก็จะเข้าใจเองเพคะ”

    ‘สมรสร้าย เล่มที่ห้า’

    ซูอันหนิงรับหนังสือมาด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ นางเคยอ่านนิยายเรื่องนี้จนถึงเล่มสาม สามเล่มก่อนผู้เขียนมิได้พาดพิงถึงนางมากนัก นอกจากกล่าวถึงผ่าน ๆ ว่าเป็นเจ้าสาวที่สามีไม่โปรด เป็นกระบองที่หวดแยกคู่ยวนยาง เป็นสาวงามที่ทำได้แค่เดินเฉิดฉายไปวัน ๆ

    แล้วเล่มห้านี้...

    นางกำหนังสือแน่น ทั้งอยากเปิดอ่านให้รู้เรื่องราวเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็กลัวว่าสิ่งที่เขียนอยู่ข้างในจะทำให้นางรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ไม่ได้

    “หวางเฟยเพคะ หม่อมฉันคิดว่าท่านต้องหาทางแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ นี่ไม่ใช่ชื่อเสียงดีอันใด หากคนเชื่อกันมาก ๆ เข้า จากข่าวลือจะกลายเป็นข่าวจริง ถึงยามนั้นต่อให้ท่านไปกระโดดน้ำที่แม่น้ำฮวงเหอก็คงล้างมลทินไม่สะอาดอยู่ดี คนเขียนนิยายเรื่องนี้ มันคิดจะฆ่าท่านชัด ๆ”

    ใบหน้าของพระชายาฮั่นซีดขาว เข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าเหตุใดสายตาของชาวบ้านข้างนอกนั่นถึงได้ทิ่มแทงนางนัก พวกเขาได้ตัดสินนางเรียบร้อย ไม่ว่าเนื้อหาในนิยายจะเขียนไว้อย่างไร มันจะต้องมีใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

    “ไว้ข้าอ่านเรื่องนี้แล้ว จะติดต่อมาใหม่”

    รุ่ยฮูหยินลุกขึ้นกุมมือนางซ้อนหนังสือเล่มนั้นแน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “หวางเฟยเพคะ... หม่อมฉันไม่เชื่อหนังสือเล่มนี้แม้แต่น้อย แต่คนส่วนมากไม่รู้จักท่าน”

    กล่าวจบนางก็ปล่อยมือแล้วยอบกายคารวะ ซูอันหนิงเม้มริมฝีปากแน่นพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินออกมาจากห้องบัญชี

    เมื่อก้าวออกมาจากร้านรุ่ยจิ่งฟางสายตาประเมินที่เห็นตอนเดินไปในร้านยามนี้คล้ายจะแปรเปลี่ยนเป็นเข็มแหลมทิ่มแทง

    เสียงซุบซิบดังแว่วเข้ามาอีกครั้ง ซูอันหนิงหวังให้ตัวเองไม่ได้ยินขณะเร่งฝีเท้าไปขึ้นรถม้า

    แต่แล้ว...ไข่ใบหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่ด้านหลังศีรษะของนางเต็ม ๆ เสียงแตกดังโพล๊ะคราแรกเพียงทำให้นางชะงักค้างด้วยความตกใจ ก่อนจะเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็ตอนที่กลิ่นเหม็นคาวของไข่เน่าโชยมาติดปลายจมูก บางอย่างข้นเหนียวไหลย้อมจากศีรษะ ค่อย ๆ อาบลงมาที่ต้นคอ

    เสียงด่าที่ชัดที่สุดพลันดังขึ้น “เป็นถึงหวางเฟย สามีไม่อยู่แต่แต่งตัวเรียกผึ้งล่อผีเสื้อ !”

    ด่าจบคนพูดก็วิ่งหนีไป ชางอิงจะวิ่งตามแต่ถูกเฉินชิงชิงคว้าตัวนางไว้

    ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ต่างหันมอง ยกมือขึ้นปิดริมฝีปากแต่ไม่อาจปกปิดเสียงซุบซิบนินทา “ก็จริงนะ ฮั่นอ๋องไปรบที่ชายแดนตั้งหลายเดือน ช่วงที่สามีไม่อยู่นางออกไปพบใครบ้างผู้ใดจะรู้”

    ณ เบื้องหน้าสายตาของซูอันหนิง ภาพใบหน้าแต่ละใบหน้าคล้ายถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น สายตาแหลมคมพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ผลักนางลงไปในบ่อน้ำแข็งเย็นเยียบ ได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ดังอยู่รอบตัวแต่กลับไม่อาจจับใจความได้แล้ว เห็นเพียงริมฝีปากเหล่านั้นที่ขยับขึ้นลงไม่หยุด ดูบิดเบี้ยวฉีกกว้างน่ากลัวยิ่งนัก

    มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อกว้างจิกลงบนปกหนังสือแน่น ร่างกายของนางแข็งทื่อนานแล้ว ทำได้เพียงขยับไปตามแรงประคองของสาวใช้ข้างกายเท่านั้น

    ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกประคองขึ้นรถม้าได้อย่างไร แล้วกลับมาถึงจวนตอนไหน

    ช่วงเวลานั้นราวกับภาพบิด ๆ เบี้ยว ๆ ไม่ประติดประต่อ ล้วนจดจำไม่ได้ทั้งสิ้น

     

    จูเกาเซวียนฝึกทหารอยู่ในค่ายทหารจนกระทั่งเที่ยง เขามองอาหารกองทัพอันแห้งแล้งจืดชืดแล้วหวนนึกถึงอาหารบนโต๊ะภรรยา แม้จะกินไปพลางแย่งกันไปพลางแต่รสชาติกลับติดอยู่ในใจไม่ลืม

    หลังจากเหม่อลอยอยู่นานเขาจึงบอกให้คนอื่นกินต่อไป ส่วนตัวเองลุกขึ้นเดินออกไปจากกระโจมทันที

    รองแม่ทัพหวังเดินสวนเข้ามาพร้อมตะกร้าใส่อาหารถามขึ้น “หวางเย่จะกลับแล้วหรือขอรับ อยู่เสวยด้วยกันก่อนดีหรือไม่ บุตรสาวของกระหม่อมเพิ่งทำอาหารมาส่ง...”

    ฮั่นอ๋องโบกมือกล่าว “พวกท่านทานเถอะ ข้าจะกลับแล้ว”

    พูดจบก็เดินไปขึ้นม้าที่จางเจี้ยนจูงมารอทันที

    ด้านนอกค่ายทหารมีสตรีนางหนึ่งกำลังจะขึ้นรถม้าทว่าสายตาของนางกลับจับจ้องเข้าไปภายในค่ายทหารไม่วางตา เมื่อเห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากกระโจมหลัก นางก็หมุนกายกลับมายืนปักหลักรอด้วยดวงตาเปล่งประกาย

    ไม่นานบุรุษก็ขี่ม้าออกจากประตูมา เมื่อเห็นนางขวางทางอยู่เขาจึงลดความเร็วม้าลง มองมาที่สตรีเบื้องล่างด้วยแววตาตำหนิ จางเจี้ยนที่ตามมาด้านหลังชะโงกมองก่อนจะเอ่ยถาม

    “แม่นางมารอผู้ใดหรือ ค่ายทหารห้ามคนนอกเข้า”

    หญิงสาวยิ้มกล่าวอย่างนุ่มนวล “คารวะหวางเย่ หม่อมฉันเป็นบุตรสาวรองแม่ทัพหวัง เมื่อครู่เพิ่งมาส่งอาหารเที่ยงให้บิดาเพคะ”

    จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว “เจ้ากำลังขวางเส้นทางอยู่”

    “อ๊ะ” นางอุทานออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะขยับหลีกทางช้า ๆ สีหน้าหม่นหมองราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม

    จางเจี้ยนเหลือบมองเจ้านายสลับกับคุณหนูหวัง สตรีอ่อนหวานเช่นนี้ หวางเย่ก็ยังใจร้ายได้ลงคออีกหรือ

    ทันทีที่ทางเปิดม้าสีพุทราแดงของจูเกาเซวียนก็ควบจากไป จางเจี้ยนกับเหอไห่รีบตามไปทันที กลับพบหลี่เหวินหมิงกำลังขี่ม้าตรงมาทางนี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

    ฮั่นอ๋องก็เผลอกระตุกบังเหียนแรงกว่าปกติ ในใจหดเกร็งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ รถม้าที่ตามมาด้านหลังจึงเริ่มกระชั้นใกล้เข้ามา

    หลี่เหวินหมิงรั้งม้า แล้วรีบงานทันที “หวางเย่ หวางเฟยถูกทำร้ายพ่ะย่ะค่ะ”

    มือที่ถือสายบังเหียนอยู่กำแน่น เขาไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำเสียงที่ถามออกไปร้อนรนเพียงใด “หวางเฟยปลอดภัยหรือไม่”

    “ปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่...” สีหน้าของหลี่เหวินหมิงทำให้จูเกาเซียนหายใจติดขัด

    เขาไม่รอฟังรายงานให้จบก็ดึงบังเหียนเบี่ยงหัวม้าแล้วควบม้านำออกไปทันที ครู่ต่อมารถม้าของจวนรองแม่ทัพหวังก็แล่นมาถึงจุดที่บุรุษทั้งสี่หยุดม้าสนทนากันเมื่อครู่

    คุณหนูหวังแหวกม่านออกมามองเงาหลังสี่สายที่ค่อย ๆ วิ่งห่างออกไป มือข้างที่เปิดม่านกำชายผ้าไว้จนยับย่น ฟันขาวราวกับไข่มุกขบลงบนริมฝีปากแน่น ดวงตาที่เคยอ่อนโยนราวกับดวงตาของลูกกวางน้อยกลับแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว

    “กลับจวน !”

    “ขอรับ”

     

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730