35.แดนคนตาย
“แดนคนตาย!” วิทย์พูดออกมาแผ่วเบา แพรและแพรว ที่นั่งอยู่ที่เดิม ทอดสายตาออกไป พื้นดินสีดำสนิทต้นไม้ใบหญ้าแทบจะไม่มีให้เห็นมีเพียงป้ายหลุมศพมากมาย ที่อยู่ในครรลองสายตาของพวกเธอ ที่นี้สมกับเป็นดินแดนแห่งความตายโดยแท้ ไอหมองสีขาวค่อยๆลอยเอื่อยๆขึ้นมาจากหลุมศพแต่ละหลุม เกิดเป็นหมอกกลุ่มเล็กๆล่องลอยวนเวียน รูปร่างไม่ชัดเจน นี้คือวิญญาณแรกกำเนิดของที่นี้ พวกมันเกิดจากไอวิญญาณของศพที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินแห่งนี้ มีขาวพวกนี้เมื่อสะสมนานวันเข้า พวกกันก็เกิดเป็นวิญญาณแรกกำเนิดโดยธรรมชาติ พวกมันจะกินกันเองตั้งแต่เกิดมา แล้วค่อยๆวิวัฒนาการตัวเองขึ้นจนกลายเป็นวิญญาณร้ายในที่สุด นี้คือสิ่งที่ทั้งสองรู้ และนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นพวกมันจริงๆ เธอสองคนก็ไม่ได้ตื่นกลัวอะไรมากนัก แพรวถึงจะเป็นคนกลัวผี และยังไม่ชินกับเรื่องพวกนี้มากนัก แต่พอเธอมองเห็นม่านสีทองของ วงเวทย์อักขระยันต์บาระมีพระพุธเจ้า ที่ส่องแสงเป็นโดมสีทองครอบพวกเขาเอาไว้ตอนนี้ ก็ทำให้เธออุ่นใจได้ไม่น้อย แสงนี้ให้ความรู้สึก อบอุ่น และอุ่นใจกับเธอมากกว่าอยู่ที่โลก เสียอีก เธอรู้ดีว่าพวกวิญญาณไม่มีทางกร่ำกรายเข้ามาภายในนี้ได้ วิญญาณแรกกำเนิดสัมผัสเข้ากับ ม่านแสงของวงเวทย์ก็เกิดประกายไฟวาบขึ้นและสลายหายไป แสงนี้เหมือนกับแสงของเขตแดนเทวา ที่ส่องออกมาจากเสาหลังเมืองของหมู่บ้าน ซึ้งเธอเคยสัมผัสมันมาแล้ว จะมีก็แต่หมวยที่นั่งสั่นอยู่ทุกครั้งที่เกิดแสงวาบขึ้นเธอมักจะสะดุ้ง ถึงสองสาวจะเล่าอะไรหลายอย่างให้เธอฟัง เธอก็ยังกลัวอยู่ดี แต่ก็เป็นอยู่อย่างนั้นเพียงไม่กี่นาทีพอเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆซ้ำๆเธอก็เริ่มชิน“พี่วิทย์ ทำไมที่นี้มันเงียบกว่าที่คิด” แพรถามออกมา เพราะเท่าที่รู้มา แดนคนตายจะมีดวงวิญญาณมากมายที่เฝ้าหลุมศพของตนเองอยู่ และที่นี้ก็มีหลุมศพเต็มไปหมด แต่ไม่มีดวงวิญญาณอยู่เลย วิทย์เงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ตอนนี้สายตาของเขาจับจ้องไปที่ป้ายหลุมศพอันที่ใหญ่ที่สุด อยู่ห่างออกไปไกลกว่า 1.8 กิโลเมตร ที่นั้นมีไอความตายสายหนึ่ง ที่เข็มข้นมากมีเมฆสำหมุนวนอยู่เหนือที่ตรงนั้น หลุมฝังศพขนาดใหญ่นูนขึ้นมาจากพื้นดิน ราวกับเป็นภูเขาลูกเล็กๆ ดอกไม้สีดำสนิท เกิดดอกตูมอยู่บนหลุมศพนั้น ด้านบนของป้ายหลุมศพขนาดใหญ่มี ชายร่างใหญ่ยืนอยู่บนนั้น ตัวของเขาสูงใหญ่กว่าคนปกติประมาณ 3 เท่า หุ่นล่ำสวมเสื้อเก่าๆที่แขนขาด กางเกงก็ขาดรุ่งริ่งเผยให้เห็นมวลของกล้ามเนื้อเป็นมัดๆราวกับนักเพาะกาย ในมือของเขาถือขวานสีดำสนิทอันใหญ่เท่าๆกับครึ่งตัวของเขา ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าน้ำหนักของมันคงต้องไม่ต่ำกว่า 100 กิโลแน่ๆ เขาจ้องมองไปยังไม้ดอกพุ่มนั้น ราวกับว่าดอกไม้มันจะหนีหายไปถ้าหากมันละสายตาออกไป ด้านล่างหลุมนั้นมีกลุ่มของเหล่าดวงวิญญาณมากมายยืนรอคอยอยู่รอบๆหลุมศพ เหมือนสายตาของพวกมันทั้งหมดจับจ้องไปยังดอกไม้เช่นกันกับชายตัวใหญ่คนนั้น ทันทีที่วิทย์มองเห็นกลุ่มวิญญาณร้ายกลุ่มนั้น เลือดในกายของเขาถึงกับเย็นเฉียบ พวกวิญญาณร้ายมีราวๆ 2-3 ร้อยตัว แต่ละตัวน่ากลัวทั้งนั้น ดีที่ตอนนี้พวกมันจับจ้องไปที่ ดอกไม้ดอกนั้นอยู่ ไม่ได้สนใจอย่างอื่นเลยแม้แต่น้อยแต่ถ้าไม่มีดอกไม้ดอกนั้นแล้ว พวกมันจะต้องสังเกตเห็นพวกเขาแน่นอน “พวกมันกำลังทำอะไรกันอยู่ ต้องไปดูหน่อยแล้วและล่อพวกมันออกไปทางอื่น ไม่อย่างนั้นถ้าพวกมันกรูกันมาที่นี้ คงไม่ดีแน่” เขาคิด เขาพอรู้ถึงประสิทธิภาพของอาคมที่เขาสร้างขึ้นดี มันสามารถดูดกลืนอณูวิญญาณธาตุทองเข้ามาเสริมได้ตลอดเวลา หากมี อณูวิญญาณสีทองมากพอ มันไม่มีวันพังทลายเพราะวิญญาณร้ายพวกนี้แน่นอนวิทย์เดินหน้าเครียดกลับมากลางวงเวทย์ สามสาวมองไม่เห็นในระยะที่วิทย์เห็นเพราะว่าพลังสมาธิของเธอยังไม่ถึงขั้น และไอหมอกจากวิญญาณแรกกำเนิดที่ล่องลอยไปมา บดบังสายตาของพวกเธอไปหลายส่วน พวกเธอจึงไม่รู้ว่ามีวิญญาณร้ายมากมายอยู่ห่างจากพวกเธอออกไปไม่ไกลนัก ใบหน้าของวิทย์ดูจะไม่ค่อยดีนัก “ที่นี้เป็นที่ปลอดภัย พวกมันมองไม่เห็นเรา ถึงบังเอิญเห็น แสงของวงเวทย์ บารมีพระพุทธเจ้านี้ก็คุ้มครองเราได้” เขาพูด สามสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ “แพร แพรว น้องสองคนก็ฝึกอยู่ที่นี้ไปก่อน อย่าพึ่งบุ่มบ่ามทำอะไร เห็นอะไรก็ให้เฉยๆเอาไว้ก่อน แล้วก็ สอนหมวยด้วยยังไงก็มาด้วยกันแล้ว” วิทย์สั่งสองสาว พร้อมทั้งหยิบเอาสนับมือสีทอง ที่เลือกซื้อมาก่อนหน้านี้ให้กับแพรว ดวงตาของสาวน้อยเป็นประกาย เธอชอบมันมาก เห็นแค่ในรูป แต่ตัวจริงของมันสวยกว่ามาก ผิวอันเรียบลื่นมันเป็นประกายสีทองของมันถูกอกถูกใจแพรวมาก มันชื่อสนับมือมังกรเหิน คุณสมบัติธาตุทอง มีความแข็งแกร่งและยังเพิ่มพลังโจมตี 5 เท่าของแรงผู้สวม แน่นอนมันเหมาะกับแพรวที่เป็นนักมวยเก่ามาก่อน ส่วนของแพร เป็นธนูสีขาวล้วนอันหนึ่ง ที่จับของมันทำจากหนังสัตว์ชนิดหนึ่ง มันมีเกล็ดเล็กๆสีขาวเต็มไปหมด มองดูแล้วเด่นสะดุดตา มันแผ่ไอความเย็นจางๆออกมา เป็นธนูธาตุน้ำแข็ง ชื่อของมันคือเหมัน มันไม่ต้องใช้ลูกธนู แต่ใช้พลังจากตบะญาณของผู้ใช้ มันจะสูบเอาพลังจากตัวผู้ใช้สร้างเป็น ลูกสรน้ำแข็งแน่นอนว่าข้อจำกัดของมันอยู่ที่พลังญาณ ของผู้ใช้เองว่ามีมากเพียงไร และสามารถควบคุมอณูพลังของตนได้ดีเพียงไร ทุกอย่างมันต้องลองใช้และฝึกฝน ถึงจะเข้าใจ เหมือนกันกับมีดของวิทย์ ความคม ของมันไม่ได้อยู่ที่มีดเพียงอย่างเดียว ไอวิญญาณที่ถูกส่งเข้าไปห่อหุ้มมีดเอาไว้ก็มีส่วน ขึ้นอยู่กับการพลิกแพลงของแต่ละคน อาวุธ อันเดียวกัน แต่คนใช้ต่างคน ผลออกมาก็ต่างกัน สำหรับหมวยเขาไม่มีอะไรให้ได้แต่เอาธนูอันเดิมของแพรให้หมวยไป เขาก็ไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาเพิ่มในกลุ่มของเขา แต่มันก็มีมาแล้ว จะปล่อยไปก็จะตายเอาเปล่าๆ สุดท้ายได้ แต่ปลอบตัวเองว่าช่วยได้เท่าที่ช่วย ต่างคนต่างก็ต้องมีเส้นทางและวิธีของตนเองเพื่อให้มีชีวิตรอด จะหวังพึ่งพาคนอื่นตลอดไปคงเป็นไปไม่ได้ “แล้วที่ละไม่อยู่ที่นี้เหรอ” แพรวถามออกมา“ด้านนอกห่างออกไป 1.8 กิโลเมตร มีพวกวิญญาณร้ายรวมตัวกันอยู่ ไม่รู้ว่าพวกมันทำอะไร แต่ไม่ดีแน่ ถ้าพวกมันกรูกันมาที่นี้ พวกเราคงไม่รอด พี่จะออกไปล่อพวกมันไปที่อื่น” วิทย์พูดสิ่งที่เขาคิดออกมา จริงๆแล้วนี้เป็นเพียงหนึ่งในเหตุผลที่เขาต้องออกไปโดยลำพัง“หนูไปด้วย” แพรพูด “ไม่ได้ แพรต้องดูแลทุกคนที่นี้ พี่ไปคนเดียวจะสะดวกกว่า และไม่แน่ว่าคืนนี้อาจจะมีพวกมันบางตัวผ่านมาที่นี้” วิทย์ค้านเพราะเขารู้ดีว่าถ้าแพรไปด้วยรั้งแต่จะทำให้เขาห่วงหน้าพวงหลัง ตอนนี้ตัวเขาแข็งแกรงกว่าคนธรรมดาแล้วมีแต่เขาเท่านั้นที่พอจะเอาตัวรอดได้ แพรได้แต่ก้มหน้าด้วยความจำนน เธอรู้ดีว่ามันอันตราย วิทย์เลยไม่ยากให้เธอไปด้วย แต่เธอก็ยากจะช่วยอะไรวิทย์บ้าง แต่ตอนนี้เธออ่อนแอเกินไป ก่อนไปวิทย์ใช้คาถาที่ได้เรียนมาจาก พ่อของแพรว เรียกพระแม่ธรณีคุ้มครอง โดยให้ทั้ง 3 คนทำตามเพื่อให้คนทั้งหมดอยู่รอดปลอดภัยในคืนนี้ วิทย์กลั้นใจหยิบดินที่พื้นขึ้นมาแล้วกล่าวถาม “พระแม่ธรณีเอย อยู่แล้วหรือยัง” แล้วเขาก็ตอบเองเบาๆว่า “อยู่” ก่อนจะร่ายคาถาออกมา “สังขาตังโลกวิธู” ร่ายคาถาเสร็จวิทย์ก็โปรยดินที่หยิบมานั้นใสหัวตัวเอง ทั้ง 3 สาวก็ทำตาม และแล้ว สิ่งที่อัศจรรย์ ก็เกิดขึ้นโดยที่พวกเขาทั้ง 4 คนไม่รู้ตัว เหนือหัวคนทั้ง 4 ขึ้นไป ละออกแสงสีทองรวมตัวกันกลายเป็นพระแม่ธรณีบีบมวยผมโปรยละออกแสงไหลลงจากปลายมวยปมลงใสหัวคนทั้ง 4 ตอนที่ ทั้ง 4 คนโปรยดินลงใส่หัว เป็นการให้พรจากพระแม่ให้คนทั้ง 4 อยู่รอดปลอดภัย แคล้วคลาดจากภูตผีปีศาจทั้งปวงเสร็จพิธีแล้ววิทย์ก็ออกจากวงแสงไป ทั้งสามสาวยืนมองหลังของเขาจนลับตาไป ไม่รู้ว่าแต่ละคนคิดอะไรอยู่ แพรถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินกลับไปนั่งลงที่เดิม ข้างๆถังน้ำแข็ง แพรวเดินตามมาเป็นคนที่ 2 หมวยเป็นคนสุดท้ายหมวยรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้มันอันตราย ถ้าพวกผี 2-3 ร้อยตนอยู่ที่นั้นจริงๆ คงไม่มีใครคิดจะไปเสียงเป็นแน่ เธอไม่ค่อยเชื่อที่วิทย์พูดเท่าไรเพราะเธอไม่ได้มองเห็นผีพวกนั้นกับตา ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้คิดจะหนีไปคนเดียวหรือเปล่าเธอก็ไม่แน่ใจ แต่เมื่อ แพรกับแพรวอยู่ที่นี้ เธอก็ต้องอยู่ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรมากล่าวอ้างเพื่อที่จะตามเขาไปได้ เธอหลับตาลง สงบจิตใจที่สั่นไหวเพราะความกลัว แล้วเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับทั้งสองคน เธอเองไม่ใช่คนที่มีอักคติ แต่ชีวิตของเธอที่ป่านมายังไม่เคยเจอผู้ชายที่จะยอมเสียงอันตรายเพื่อคนอื่นมาก่อน ผู้ชายที่มาตามจีบเธอล้วนแต่เป็นพวกดีแต่เปลือกทั้งนั้น เธอจึงมองผู้ชายในแง่ลบเสมอมาวิทย์เดินออกมาได้ ซักพัก เขามองย้อนกลับไปยังสนามบาสเกตบอลเป็นครั้งสุด กลับพบว่ามองเห็นเพียงไอหมอกที่เกิดจากวิญญาณแรกกำเนิดที่ล่องลอยอยู่หนาแน่น จนมองไม่เห็นอะไรเลย นี้เขาเกินมาเพียงไม่กี่ร้อยก้าวเท่านั้นตอนนี้กลับมองไม่เห็นโดมแสงสีทองเลยแม้แต่น้อย เขาเปิดเนตสมาธิถึงขั้นที่ 2 ของเขาขึ้น แล้วมองอีกครั้งคราวนี้เขาเห็นโดมแสงแล้ว รวมถึงมองเห็น 3 สาวกำลังนั่งฝึกพลังญาณตบะกันอย่างตั้งใจ เท่านี้เขาก็สบายใจได้ในระกับหนึ่งว่าทุกคนจะปลอดภัย เขาละสายตากลับมาแล้วมองจ้องไปยังทิศทางที่เขาเจอ ฝูง วิญญาณร้าย พวกมันยังคงอยู่ที่เดิม วิทย์ไม่คิดจะเข้าไปล่อพวกมันในทันที เขาต้องการจะสำรวจพื้นที่รอบๆ นี้ก่อน แล้วจัดการวิญญาณร้ายที่อาจจะหลงเหลืออยู่ในละแวกใกล้ๆกับวงอาคมที่ 3 สาวอยู่ เพื่อไม่ให้พวกมันหลุดเข้าไปใกล้ 3 สาวได้เขาเริ่มจากรัศมี 1 กิโลเมตรรอบๆ เท้าของเขาถลาออกไปใช้ปลายเท้าแตะที่พื้น ถีบตัวลอบไปด้านหน้า อย่างแผ่วเบา ด้านหน้าของเขาเต็มไปด้วยป่า แต่มันไม่ใช่ป่าไม้ มันเป็นป้ายหลุมศพ ที่อัดแน่นกันอยู่ ราวกับต้นไม้ที่เกิดขึ้นแน่นขนัด บางป้าย สูงใหญ่ บางป้าบเล็กจิ๋วเทากิ่งไม้ ที่ยื่นโผล่พ้นขึ้นมาจากพื้นดิน ในหัวของเขาก็แอบคิดทำไมป้ายหลุมศพเหล่านี้มันมีขนาดไม่เท่ากัน มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ที่จะต้องทำป้ายหลุมศพให้มันมีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรที่พอจะเป็นหลักฐานเพื่อให้เขาได้หาคำตอบได้ เขาวิ่งไปเรื่อยๆ ผ่านพวกวิญญาณต้นกำเนิดมากมายที่ล่องลอยวนเวียนอยู่รอบๆป้ายหลุมศพแต่ละหลุมเกิดเป็นละออกสีขาวจางๆ หมุนวนราวกับกลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นมาจากกองไฟเพียงเท่านั้น “ทำไมนะพวกมันถึงลอยวนเวียนอยู่ที่ป้ายหลุมศพ” เขาพึมพำกับตัวเองในขณะที่เท้าก็ทะยานไปข้างหน้าเรื่อยๆ สายตาของเขาก็กวาดมองไปรอบๆ และแล้วเขาก็เห็นสิ่งผิดปติ วิญญาณแรกกำเนิดเหล่านั้น มีขนาดไม่เท่ากัน บ้างเล็ก บ้างใหญ่ และที่สำคัญ ยิ่งป้ายหลุมศพที่พวกมันอยู่ใหญ่เท่าไหร่ ตัวของพวกมันก็มีขนาดใหญ่ขึ้น