คนในหมู่บ้านกำลังลือกันไปยกใหญ่ ทุกคนรู้ว่าถังฉือเย่เป็ผู้จับกระต่ายได้ มิหนำซ้ำเมื่อวานตอนวางกับดักพวกเด็ก ๆ ต่างก็กรูกันเข้าไปถามวิธีการทำซึ่งนางก็ได้สอนหมดทุกขั้นตอน ไม่มีปิดบัง แต่สุดท้ายกลับกลายเป็ถังฉือหยินเองที่ไม่รู้จักพอ เมื่อลับสายตากลับเข้าไปขโมยกระต่ายที่นางอุตส่าห์วางกับดักจับได้อย่างไร้ยางอาย
ชาวบ้านคนหนึ่งที่อดรนทนไม่ไหวพูดขึ้นว่า “เรียกหยินเอ๋อร์ออกมาถามสิ! โตขนาดนั้นแล้ว กฎของูเายังไม่รู้อีกรึ แล้วนี่จะกลั่นแกล้งทั้งแม่หม้ายทั้งเด็กกำพร้าให้ตายกันเลยหรือยังไง?”
“ใช่ ๆ!” อีกคนรีบเสริม “ตอนที่ถังฉือหยินยังเด็ก ๆ ก็คิดจะทำร้ายเขาให้ตาย มาตอนนี้ก็ยังคิดจะแย่งอาหารที่จะประทังชีวิตเขาไปอีก นี่ขนาดไม่ใช่ญาติพี่น้องกัน ยังรู้สึกเกลียดกว่าศัตรูเสียอีก! อายุเท่านี้ก็รู้แล้วว่าเป็คนยังไง เ้าเด็กนี่ต้องไม่ใช่คนดีแน่”
ท่านย่าซุนโกรธจัด แต่เป็เหอซื่อที่ทนไม่ไหวพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็กระทืบเท้าด่ากราดทุกคน “พวกเ้ามาพล่ามบ้าอะไรกัน! หยินเอ๋อร์ของข้ายังเด็กอยู่นะ บางครั้งแค่รู้สึกอยากกินอยากได้กระต่ายของนางขึ้นมาแล้วจะทำไมล่ะ ต้องให้พวกเ้ามายุ่มย่ามอะไรด้วย”
“ถึงจะหิวอย่างไรก็ไม่ควรขโมยของคนอื่นนี่!” ถังฉือเย่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาอย่างลวก ๆ “การขโมยเป็สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านป้าต้องเป็คนบอกเขาถึงจะถูก หญ้าบริเวณนั้นเรียบหมดกับดักของข้าก็ยังแขวนอยู่ที่เดิม หากไม่ใช่เพราะมีคนบอกข้า ข้าก็คิดว่าโชคไม่ดีถึงจับไม่ได้ แล้วก็คงไม่มีใครรู้ หากถังฉือหยินแค่หิวทำไมไม่เหลือให้ข้าเลยแม้แต่ตัวเดียวล่ะ”
ทุกคนที่ได้ยินต่างทำสีหน้าครุ่นคิด…หรือว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถังฉือหยินทำเื่แบบนี้ เด็กหนุ่มถึงได้ชำนาญขนาดนั้น แถมยังรู้จักกลบเกลื่อนหลักฐานอีกต่างหาก ถ้าอย่างนั้นสัตว์ที่พวกเขาเคยดักได้ก่อนหน้านี้ เป็เด็กหนุ่มตระกูลถังผู้นี้หรือเปล่าที่ขโมยไป
ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังคิดอยู่นั้นเหอซื่อก็โพล่งออกมาจนน้ำลายกระเด็นไปทั่ว “ไปยุ่งเื่ของลูกตัวเองเถอะ แล้วก็ยุ่งเื่ของบ้านข้าไม่น้อย ๆ ลงหน่อย หยินเอ๋อร์ของพวกข้าจะทำอะไร แล้วไปหนักหัวพวกเ้ารึ หึ! พวกเ้าเองทุกคนก็ไม่ก้มดูตัวเองเลยนะว่าเป็อย่างไร”
ท่านย่าซุนดึงสะใภ้กลับมาพลางถลึงตาใส่นาง “พวกเ้าไสหัวกลับไปซะ! เป็ข้าเองที่รู้ว่าถังฉือเย่ล่ากระต่ายมาได้เลยให้หยินเอ๋อร์ไปเอา…ข้าผู้เป็ย่าแท้ ๆ ของเ้า หากจะตอบแทนด้วยกระต่ายสักตัวจะเป็อะไรไป”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพูดเสียงสั่นเครือ “ท่านย่า หากท่านอยากกิน บอกข้าสักคำก็ได้แล้ว ครั้งก่อนที่ข้าจับกระต่ายมาได้ก็ไม่ใช่ว่าเอามาให้ท่านได้ชิมเป็คนหรอกหรือ หนูนา ขนม แม้แต่จ้าวเจี่ยวข้าก็เอาให้ หากมีของดี ๆ ข้าจะนึกถึงท่านเป็คนแรกเสมอ”
ท่านย่าซุนอ้ำอึ้ง พูดไม่ออก! ถังฉือเย่จึงร้องไห้ไปพูดไปว่า “วันนี้ข้าไม่ขออะไรมากมาย กระต่ายทั้งหมดห้าตัว ท่านคืนข้ามาสองตัวก็พอ ให้ข้าได้เอาไปให้ท่านหมอเฉินก่อน”
“ไม่มีทาง!” หญิงชราตะคอกมาอย่างลืมตัว “ข้าเองยังกินไม่พอเลย! เ้าก็ไม่ดูสารรูปตัวเองเลยรึว่าเป็ยังไง เป็แค่เด็กผู้หญิง สมควรแล้วรึที่จะมากินกระต่ายของข้า”
เหอซื่อซึ่งเป็คนที่มีแต่พละกำลัง แต่ไร้ความคิดทะเลาะกับใครก็คิดจะลงไม้ลงมืออย่างเดียว ผิดกับท่านย่าซุนที่เป็คนฉลาดกว่ามาก แต่ถังฉือเย่ก็รู้จักนิสัยขี้งกของหญิงชราผู้นี้ดี ของสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในมือนางแล้ว ไม่มีทางเสียล่ะที่จะปล่อยให้หลุดไปได้อย่างแน่นอน
ผู้คนที่ล้อมรอบมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจอยู่นั้นล้วนทนดูไม่ไหวที่เห็นแม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลถังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ผู้ชายหลายคนในที่นั้นก็ไม่มีใครออกมาพูดเลยสักคน อาจเป็เพราะตระกูลถังเป็ตระกูลใหญ่ ทั้งท่านปู่ถังและคุณชายรองตระกูลถังต่างก็ไม่ได้อยู่บ้านมาหลายปี ถังหย่งิก็อยู่ไม่ติดบ้าน ถังหย่งฟู่ก็ออกไปทำไร่ทำสวน แต่ถึงจะอยู่บ้านคนที่คิดว่าตัวเองเป็ผู้มีความรู้ เป็คนที่สูงส่งอย่างนั้นก็คงไม่ออกมาทะเลาะกับคนในหมู่บ้านหรอก
ส่วนรุ่นเล็กมาหน่อยอย่างถังฉือจินก็ไปศึกษาที่สำนักศึกษา ถังฉือหยินนั้นไม่ยอมเรียนหนังสือ เพราะถูกเหอซื่อเลี้ยงดูจนเสียคน เป็อันธพาลไร้เหตุผล รังแกคนที่ไม่มีทางสู้ลับหลัง พอถึงเวลาเอาเข้าจริงกลับขลาดเขลา ไม่กล้าโผล่หัวออกมาได้แต่ซุกหลบอยู่ในกระดอง
ดังนั้นตระกูลถังตอนนี้จึงมีแต่ท่านย่าซุนเท่านั้นที่กล้าออกมาต่อปากต่อคำ เหอซื่อออกมาข่มขู่ บางครั้งหลี่ซื่อก็ออกมาช่วยไกล่เกลี่ยบ้าง
่เวลาที่ทุกคนกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้นมีใครบางคนหลบอยู่หลังต้นไม้ในที่ไกล ๆ และกำลังหรี่ตา แอบมองมาที่ตรงนี้…เป็หญิงสาวที่อายุยังน้อย แต่กลับสวยงามและโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ยามที่ร้องไห้ออกมาก็เหมือนหยดน้ำค้างที่หยดลงบนเกสรดอกไม้ แม้นางจะโศกเศร้า แต่กิริยาท่าทางของนางนั้นก็ยังคงสง่างามโดยเฉพาะผิวขาวราวหิมะนั่น เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางหญิงสาวในหมู่บ้านแล้ว ก็ราวกับว่าเป็นางฟ้าที่ตกลงมาสู่โลกมนุษย์ก็มิปาน
ถังฉือเย่หรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อหยดน้ำตาเริ่มหยุดลงบ้างแล้ว ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไปมาอยู่นาน จนสุดท้ายแล้วท่านย่าซุนก็ยังไม่ยอมหยุด ยิ่งด่าก็ยิ่งฟังไม่ได้เท่านั้น หญิงสาวจึงทำได้เพียงร้องไห้แล้วเดินกลับเข้าบ้านไปเท่านั้น
แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านพร้อมกับปิดประตูลั่นดาลลงเรียบร้อย สีหน้าโศกเศร้าของถังฉือเย่ก็หายวับไปในพริบตา วังซื่อที่แอบอยู่ในห้องไม่กล้าโผล่หน้าออกมา แม้้าจะเข้ามาไต่ถามอะไรสักหน่อยยังต้องเก็บเอาไว้เพราะไม่กล้าสบกับสายตาเ็าดุจน้ำแข็งของนาง
หญิงสาวก้มมองลงต่ำ ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ในหัวคิดอย่างละเอียดรอบคอบ…ยังดีที่วันนี้เสียกระต่ายไปเพียงห้าตัว นับว่าคุ้มค่ากับชื่อเสียงของตระกูลถังที่เน่าเฟะไปเรื่อย ๆ หลังจากนี้นางจะได้ไม่ต้องรักษาน้ำใจกันไว้อีกแล้ว ได้แต่รอเวลาที่โอกาสเหมาะสมเพื่อจะได้ตัดความสัมพันธ์ไปเลย หลังจากนั้นนางจะได้เป็อิสระในที่สุด แต่จะต้องเป็่เวลาที่นางมีเงินมีทองมากพอแล้วเท่านั้น
ถังฉือเย่รวบรวมสติแล้วหันมองไปรอบ ๆ ห้อง ไม่รู้ว่าเมื่อคืนกับเช้าวันนี้วังซื่อได้กินอะไรแล้วหรือยัง ก่อนจะหันไปเห็นที่มุมโต๊ะทั้งสองฝั่งนั้นยังมีตะเกียบและจานวางอยู่ ซึ่งยังไม่ได้ล้าง
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด ทำไมจู่ ๆ นางถึงนึกถึงสุภาษิตที่ว่าเอาเค้กมาห้อยไว้ที่คอ แต่สุดท้ายก็ยังอดตาย มันช่างน่าขำเสียจริง หญิงสาวหัวเราะออกมาเบา ๆ จากนั้นนางจึงเข้าไปล้างหน้ามัดผมเผ้าอย่างลวก ๆ ก่อนจะหยิบกระบุงและเคียวมุ่งหน้าไปที่โรงหมอประจำหมู่บ้าน ซึ่งในขณะนั้นบ้านตระกูลถังที่เคยมีคนมายืนมุงกันเต็มก็ได้แยกย้ายกันไปหมดแล้ว
ถังหย่งิเปิดประตูเข้าไปได้ยินเสียงท่านย่าซุนและเหอซื่อยังคงก่นด่าอยู่อย่างนั้น หลี่ซื่อที่อยู่ข้าง ๆ ก็คอยปลอบใจพวกนาง
ถังฉือหยินนั่งลงเป็ก้อนอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อครู่เขาใมากจนไม่กล้าส่งเสียงออกมา เมื่อเห็นว่าผู้คนได้แยกย้ายกันไปหมดแล้วจึงเริ่มปากดี แถมยังรู้สึกว่าการที่ตัวเองไปขโมยเนื้อมาได้นั้นเป็เื่ที่น่ายกย่อง จึงหันไปพูดกับเหอซื่อด้วยเสียงที่แหบแห้งว่า
“ท่านแม่ รีบเอากระต่ายไปชำแหละและล้างเร็ว ๆ เข้า ข้าอยากกินเนื้อแล้ว”
แววตาของถังหย่งิฉายแววความรู้สึกน่ารังเกียจแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปเรียกมารดาด้วยสุ้มเสียงหนักแน่น
“ท่านแม่”
“ิเอ๋อร์ กลับมาแล้วรึ ทางนั้นว่าอย่างไรบ้าง เื่สินสอดตกลงกันได้หรือไม่?”
ถังหย่งิส่ายหน้าไปมาบอกว่า “อีกฝั่งไม่ยอมขอรับ ยังคงเป็ไปตามเดิม”
“นี่มันก็ไม่น้อยแล้วนะ ที่เมืองนี้ใครจะแต่งงานแล้วมีสินสอดเป็หีบ ๆ หลายใบขนาดนี้ ทั้งเงินทั้งทองนับกันไม่ถ้วนแล้ว” ท่านย่าซุนหงุดหงิดเป็อย่างมากตวัดเสียงสูง “อย่างไรเสียพวกเราก็เป็แค่ชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ คิดรวม ๆ แล้วสองร้อยตำลึงก็ยังไม่พอ แล้วพวกเราจะไปหาอะไรมาแลกเงินหลายตำลึงพวกนั้นล่ะ”
ถังหย่งิตอบเบา ๆ “วันนี้ข้าเจอเย่เอ๋อร์ที่ข้างนอก นางไม่ได้เสียสติแล้วจริง ๆ แถมยังดูดีอีก ดูจากภายนอกแล้วถึงจะเด็กไปหน่อย แต่ก็น่าจะมีคนชอบแบบนี้”
ท่านย่าซุนนึกอะไรได้ขึ้นมาทันที ดวงตาของนางเป็ประกายวูบหนึ่ง “พวกขยะที่ชอบทำให้หนักใจอย่างนั้น เดิมทีก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับบ้านเราอยู่แล้ว เ้าเด็กคนนั้นยังใจดำ ชั่วร้าย ไม่รู้จักบุญคุณ ข้าเลยทิ้งให้พวกตัวซวยอย่างนั้นลองใช้ชีวิตอด ๆ อยาก ๆ เอาอย่างนี้แล้วกัน หลังจากนี้ข้าจะไปป่าวประกาศว่าจะหาคู่ครองให้มัน อย่างน้อยก็น่าจะได้เงินมาสักยี่สิบสามสิบตำลึง”
“ท่านแม่” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “ยี่สิบสามสิบตำลึงจะพอหรือ ข้าได้ยินมาว่ามีพวกขุนนางแก่ ๆ หลายคนที่ชอบหญิงสาวอายุน้อย ๆ หากถูกใจละก็ เสียเท่าไหร่ก็ได้ไม่เสียดายเงินเลย ขนาดอย่างสุ่ยจือก็ยังขายได้ตั้งห้าสิบตำลึง ข้ามาคิด ๆ ดูแล้วนังเด็กคนนี้สวยว่านางเป็ไหน ๆ หากป่าวประกาศออกไปให้ดีคงขายได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยตำลึงเป็แน่”
“จริงหรือ?” ท่านย่าซุนตาโตขึ้นทันทีเมื่อได้ยินจำนวนเงิน
“จริงขอรับ”
“ลูกชายข้านี่เก่งจริง ๆ” นางพูดอย่างดีใจ “ถ้าเช่นนั้นก็เร่งมือหน่อย รีบจัดการเ้าเด็กคนนั้นแล้วแลกเอาเงินมาให้ลูกชายข้าได้ไปขอลูกสะใภ้มาแต่งงาน”
แววตาของถังหย่งิเป็ประกาย รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นสนองคำพูดของมารดา “ถ้าอย่างนั้นข้าจะรีบไปสอบถามมาให้นะขอรับ!”
.
.
.