มธุรสวาทเจ้าสำนัก

    บทที่ 48 กองพลกาลเวลา

    แรงสั่นสะเทือนจากเบื้องบนทวีความรุนแรงขึ้นประหนึ่งยักษ์ปักหลั่นที่กำลังทุบทำลายขุนเขา เศษน้ำแข็งแหลมคมร่วงหล่นลงมาจากเพดานโถงวิหารราวกับห่าฝนสีคราม เสียงกึกก้องกัมปนาทสะท้อนไปมาในอุโมงค์แคบๆ ที่ทอดตัวสู่บัลลังก์น้ำแข็ง ทว่าท่ามกลางความโกลาหลนั้น ร่างของหลี่หยางกลับยืนตระหง่านนิ่งสนิทประหนึ่งขุนเขาที่ไร้ความหวั่นไหว ดาบอ่อนในมือพริ้วไหวไปตามกระแสลมเย็นแผ่ซ่านรังสีฆ่าฟันที่เข้มข้นจนอากาศรอบกายแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง

    เบื้องหน้าของเขา ณ ปากทางเข้าอุโมงค์ปรากฏเงาร่างในชุดเกราะสีดำสนิทที่ดูแปลกตา มันไม่ใช่เกราะเหล็กธรรมดา แต่กลับมีกลไกฟันเฟืองเล็กๆ ขยับเขยื้อนอยู่ตามข้อต่อ ส่งเสียงคลิกคลิกสม่ำเสมอประหนึ่งเสียงเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่ความตาย พวกเขาคือ กองพลกาลเวลา หน่วยรบที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าเพื่อขู่ขวัญกบฏ ทว่าบัดนี้พวกเขามายืนอยู่ตรงหน้าในฐานะเพชฌฆาตที่ไร้หัวใจ

    "ผู้บุกรุก... จงถอยไป" น้ำเสียงที่ลอดออกมาจากหน้ากากเหล็กนั้นราบเรียบและไร้โทนเสียงประหนึ่งโลหะกระทบกัน "คำสั่งของนายเหนือหัวคือการนำดาราสีทองกลับคืนสู่ราชสำนัก ใครที่ขัดขวางจักถูกลบเลือนไปจากกระแสแห่งเวลา"

    หลี่หยางไม่ตอบคำถาม แต่เขากลับสะบัดดาบอ่อนออกไปด้านข้าง ประกายสีเงินวาบผ่านความมืด "หากจะผ่านไป ก็จงทิ้งลมหายใจไว้ที่นี่"

    ฉัวะ!

    การปะทะเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็น ทหารเกราะดำสามนายพุ่งเข้าหาหลี่หยางพร้อมกันด้วยท่วงท่าที่สอดประสานกันอย่างน่าประหลาด ราวกับพวกเขารู้ล่วงหน้าว่าหลี่หยางจะขยับไปทางทิศใด ดาบยักษ์สีดำสนิทฟาดฟันลงมาพร้อมกันประหนึ่งกรรไกรยักษ์ที่หมายจะบดขยี้พยัคฆ์หนุ่มให้แหลกลาญ

    ทว่าหลี่หยางกลับเบี่ยงกายหลบวูบในองศาที่ดูเป็นไปไม่ได้ เขาอาศัยความอ่อนตัวของดาบตวัดอ้อมเข้าด้านหลังเกราะคอของศัตรู

    เคร้ง!

    เสียงดาบปะทะกับกลไกเฟืองดังสนิท ทว่าหลี่หยางกลับต้องขมวดคิ้ว เมื่อพบว่าชุดเกราะของพวกมันมีพลังสะท้อนกลับที่รุนแรงประหนึ่งแรงกระแทกจากลูกตุ้มเหล็ก เขาถูกดีดถอยหลังมาสามก้าว มือที่จับดาบเริ่มรู้สึกชาหนึบ

    'ไม่ใช่แค่ฝีมือ... แต่ชุดเกราะพวกนี้มีความลับบางอย่าง' 

    หลี่หยางคิดในใจ ขณะที่หูของเขาเริ่มได้ยินเสียงติ๊กๆ ที่ดังมาจากหัวหน้าหน่วยที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง


    ภายในโถงบัลลังก์น้ำแข็งบรรยากาศกลับยิ่งตึงเครียดกว่าภายนอก เซียวหลันเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าแม้จะอยู่ท่ามกลางอากาศติดลบ มือของนางที่ถือปิ่นปักผมทองคำนิ่งสนิทประหนึ่งรูปปั้น ผลึกดาราสีทองข้างในขวดแก้วกำลังแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาของเกล็ดอัญมณีสีทองออกมาอย่างงดงาม แต่มันกลับมีความเปราะบางอย่างยิ่งยวด

    "คุณหนู... ท่านหลี่จะต้านไว้ไหวไหมเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนกระซิบด้วยเสียงสั่นเครือ นางพยายามใช้ร่างกายเล็กๆ ของตนเองบังลมที่พัดกระโชกเข้ามาจากรอยแตกของเพดาน เพื่อไม่ให้อุณหภูมิรอบแท่นหินแปรปรวน

    "ท่านหลี่ไม่เคยทำให้เราผิดหวังเสี่ยวชุน" เซียวหลันตอบโดยไม่ละสายตา "แต่สิ่งที่เราต้องทำคือรักษาผลึกดารานี้ให้สมบูรณ์ที่สุด หากหัวใจของมันไม่เสถียร ทุกอย่างที่หลี่หยางปกป้องก็จะสูญเปล่า... เยี่ยเฉิน! เพิ่มกำลังปราณเหมันต์ที่ฐานด้านซ้ายเดี๋ยวนี้! อุณหภูมิฝั่งนั้นกำลังพุ่งสูงขึ้นเพราะแรงระเบิดด้านบน!"

    เยี่ยเฉินกัดฟันแน่น สองมือที่ยื่นออกไปแผ่ซ่านไอเย็นจัดจนผิวหนังของเขาเริ่มกลายเป็นสีขาวซีด "ข้ากำลังทำอยู่น่า! ยัยหนู... เจ้านี่มันใช้งานคนแก่ได้คุ้มค่าจริงๆ!"

    สายตาของเซียวหลันจับจ้องไปที่จุดศูนย์กลางของผลึกทองคำ นางเห็นการเรียงตัวของอะตอมที่กำลังจัดระเบียบตัวเองใหม่ภายใต้แรงบีบคั้นของความเย็นและความดันอากาศบนยอดเขา มันคือความงามของวิทยาศาสตร์ที่ผสานเข้ากับพลังแห่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ นางต้องประคองสิ่งนี้ไว้ท่ามกลางความโกลาหลภายนอกให้ได้


    ที่ปากอุโมงค์การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้น หลี่หยางเริ่มจับทางศัตรูได้ เขาพบว่าทุกการเคลื่อนไหวของทหารเกราะดำจะสอดคล้องกับเสียงจังหวะติ๊กๆ นั้นราวกับพวกเขากำลังเต้นรำไปตามจังหวะที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า

    "เจ้าเรียกมันว่ากองพลกาลเวลางั้นรึ?" หลี่หยางคำรามพลางพุ่งตัวรอดใต้คมดาบยักษ์ "สำหรับข้า... มันก็แค่เครื่องกลที่ไร้วิญญาณเท่านั้น!"

    หลี่หยางตัดสินใจโคจรลมปราณโลหิตมารที่เขาไม่ค่อยอยากจะใช้นัก เส้นเลือดบนแขนของเขาปูดโปนเป็นสีคล้ำ ดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ ดาบอ่อนในมือสั่นระริกด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดมนุษย์

    เปรี้ยง!!!

    ดาบสีเงินปะทะเข้ากับเกราะดำอย่างจัง แต่คราวนี้มันไม่ได้ถูกดีดกลับ พลังทำลายล้างจากปราณโลหิตมารทะลวงผ่านรอยต่อของเฟืองเกราะเข้าไปบดขยี้กลไกข้างในจนแตกละเอียด ทหารเกราะดำตนนั้นทรุดฮวบลงทันทีควันสีเทาพวยพุ่งออกมาจากหมวกเหล็ก

    ทว่าหัวหน้าหน่วยกองพลกาลเวลาที่ยืนอยู่นิ่งๆ กลับค่อยๆ ยกมือขึ้น เขาถอดหน้ากากเหล็กออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้หลี่หยางถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ

    เป็นใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์แต่ดวงตากลับหม่นแสงประหนึ่งหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง และที่สำคัญบนโหนกแก้มซ้ายของเขามีรอยแผลเป็นรูปเข็มนาฬิกาสามแฉกแบบเดียวกับที่หลี่หยางเคยเห็นในคัมภีร์ลับของตระกูลหลี่ที่ถูกเผาทำลายไป

    "แม่ทัพเหว่ย..." หลี่หยางพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้อน "ท่านยังมีชีวิตอยู่รึ? ท่านที่บิดาข้าเรียกว่าเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่ตายไปในสนามรบเมื่อยี่สิบปีก่อนคนนั้นนะหรือ"

    ชายที่ถูกเรียกว่าแม่ทัพเหว่ยกระตุกยิ้มบางๆ ที่ดูคล้ายกับการแสยะของซากศพ “เหว่ยคนเดิมได้ตายไปพร้อมกับกาลเวลาที่หยุดนิ่งนานแล้ว บัดนี้ข้าคือผู้คุมกฎกาลเวลา บิดาของเจ้าเลือกทางที่ผิด เขาเลือกที่จะปกป้องความลับแทนที่จะมอบมันให้แก่นายท่านเพื่อสร้างโลกที่ไร้ความเจ็บป่วยและไร้จุดจบ"

    "โลกที่ไร้จุดจบคือโลกที่ไร้ความหมาย!" หลี่หยางตวาด "ท่านขายวิญญาณให้ปีศาจเพื่อแลกกับชุดเกราะเหล็กพวกนี้งั้นรึ!"

    "เจ้าไม่รู้อะไรเลยหลี่หยาง..." เหว่ยชักดาบยาวสีดำที่ดูคล้ายเข็มนาฬิกายักษ์ออกมา “ดาราสีทองไม่ใช่แค่ยารักษา แต่มันคือกุญแจสู่ความเป็นอมตะที่สมบูรณ์แบบที่เราเฝ้าตามหามานับศตวรรษ และวันนี้ข้าจะนำมันกลับไป ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม"

    เหว่ยขยับตัวเพียงนิดเดียวแต่ร่างกายของเขากลับไปปรากฏอยู่ตรงหน้าหลี่หยางในพริบตา ความเร็วของเขานั้นไม่ใช่ความเร็วของวิชาตัวเบา แต่มันเหมือนกับการตัดผ่านช่องว่างของเวลา

    เคร้ง!!!

    ดาบของทั้งสองปะทะกัน แรงอัดมหาศาลทำให้เพดานอุโมงค์เริ่มถล่มลงมา หลี่หยางถูกกดดันจนต้องถอยร่นเข้าไปในอุโมงค์ลึกขึ้นเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่โถงบัลลังก์น้ำแข็ง


    "เสร็จแล้ว!"

    เซียวหลันตะโกนสุดเสียง เมื่อแสงสีทองสว่างจ้าปานดวงตะวันระเบิดออกมาจากขวดแก้ว ผลึกดาราสีทองบัดนี้กลายเป็นผลึกรูปดาวหกแฉกที่ใสบริสุทธิ์และแผ่กลิ่นหอมสะอาดที่ทำให้ทุกคนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างน่ามหัศจรรย์ ความอ่อนเพลียที่สั่งสมมานานมลายหายไปในพริบตา

    ทว่าความปิติยินดีนั้นอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที เมื่อร่างของหลี่หยางกระเด็นทะลุหมอกน้ำแข็งเข้ามา ล้มลงแทบเท้าของเซียวหลัน พร้อมกับร่างของแม่ทัพเหว่ยที่เดินตามเข้ามาอย่างช้าๆ ดาบสีดำในมือเปื้อนเลือดสีคล้ำ

    "ส่งมันมา..." เหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ "แล้วข้าจะปล่อยให้พวกเจ้าไปตายข้างนอกอย่างสงบ"

    เซียวหลันรีบเก็บผลึกดาราเข้าใส่ในกล่องเหล็กพิเศษทันที นางพยุงหลี่หยางให้ลุกขึ้น แววตาของนางจ้องมองไปที่ชายชุดดำด้วยความรังเกียจและท้าทาย

    "กาลเวลาที่ท่านภาคภูมิใจนักหนา" เซียวหลันเอ่ยพลางหยิบขวดเล็กๆ อีกขวดหนึ่งออกมาจากกระเป๋า "มันก็เป็นเพียงลำดับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปตามกฎของธรรมชาติ แต่ท่านกลับพยายามจะแช่แข็งมันไว้ในชุดเกราะที่เน่าเฟะนี่!”

    “เดี๋ยวเจ้าจะได้รู้ว่าเจ้าคิดผิด"

    “หึ! ท่านรู้ไหมว่าทำไมเครื่องจักรถึงเสีย?” เซียวหลันแสยะยิ้มก่อนที่นางจะโยนขวดบางอย่างที่เพิ่งหยิบออกมาลงพื้นเบื้องหน้าแม่ทัพเหว่ย มีของเหลวสีใสที่เหนียวเหนอะหนะกระจายตัวออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับที่นางส่งสัญญาณให้เยี่ยเฉินปล่อยปราณเหมันต์ออกไปพร้อมกัน

    เซียวหลันเลือกใช้สารละลายโพลิเมอร์แบบเร่งด่วนผสมกับความเย็นจัดเพื่อสร้างสภาวะที่เรียกว่าการแข็งตัวแบบฉับพลันของรอยต่อขึ้นมา

    แม่ทัพเหว่ยที่กำลังจะพุ่งเข้ามาแต่กลับต้องชะงักกึก เมื่อพบว่าฟันเฟืองและข้อต่อในเกราะของเขาถูกยึดติดด้วยสารเหนียวที่แข็งตัวประหนึ่งเหล็กในพริบตา กลไกที่เคยลื่นไหลกลับกลายเป็นกรงขังที่พันธนาการตัวเขาไว้เอง

    "อึก... นี่มันอะไรกัน!" เหว่ยพยายามจะขยับตัวแต่เกราะกลับส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอย่างน่าสยดสยอง

    "มันคือกาวที่แรงที่สุดในโลกของข้าไงล่ะ!" เซียวหลันคำราม "หลี่หยาง! ตอนนี้แหละ!"

    หลี่หยางรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายก่อนจะพุ่งตัวผ่านร่างที่แข็งทื่อของเหว่ย ดาบสีเงินสะบัดเป็นเส้นโค้งสุดท้ายที่งดงามที่สุด ตัดผ่านรอยต่อของหน้ากากเหล็กที่เปิดออก

    ฉัวะ!!!

    ร่างของแม่ทัพเหว่ยล้มตึงลง บัลลังก์น้ำแข็งสั่นสะเทือนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เพดานวิหารจะถล่มลงมาปิดกั้นห้องโถงนั้นจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์

    "ไป! เราต้องรีบออกจากที่นี่ก่อนวิหารจะถล่ม!" เยี่ยเฉินตะโกน

    ทั้งสี่คนพุ่งตัวออกไปทางรอยแตกของกำแพงวิหารที่มองเห็นท้องฟ้าสีครามอยู่รำไร พวกเขาหนีรอดออกมาได้หวุดหวิดก่อนที่ยอดเขาไท่ซานจะถูกปกคลุมด้วยหิมะถล่มครั้งใหญ่ ฝังกลบความลับของกองพลกาลเวลาไว้ภายใต้สีขาวอันเป็นนิรันดร์

    ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่าน เซียวหลันกอดกล่องเหล็กที่มีดาราสีทองที่เสถียรแล้วไว้แน่น นางมองไปที่หลี่หยางและเพื่อนร่วมทางทุกคน

    "เราทำสำเร็จแล้ว" นางพึมพำ “แต่หลังจากนี้คงมีแต่คนดาหน้าเข้ามาหาเราเป็นแน่ ถ้ารู้ว่าความลับของการเป็นอมตะอยู่ในมือของพวกเรา”


    คล้ายกับเรื่องมธุรสวาทเจ้าสำนัก ที่คุณอ่าน