แสงสีแดงจากอักขระบนผนังเรืองไหวเป็จังหวะราวโลหิตเต้น
หมอกสีเทาดำหมุนช้า ๆ รอบแท่นหินกลางลาน
เศษแผ่นโลหะสีดำบนแท่นยังคงนอนนิ่ง ไม่แผ่รัศมี ไม่ส่งแรงกด
แต่กลับดึงสายตาและจิตใจของผู้คนทุกคนให้ต้องมองไปที่มันอย่างหลีกมิได้
ทว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าในยามนี้ กลับมิใช่แผ่นโลหะ
หากเป็หุ่นเฝ้าเสาสี่ตนซึ่งกำลังกระชับวงเข้ามาทีละก้าว
เสียงฝีเท้าหนักของพวกมันกระแทกพื้นหินดัง
ตุบ... ตุบ... ตุบ...
ทุกย่างก้าวทำให้ลานหินทั้งผืนสั่นแ่
เศษฝุ่นบนพื้นะเืขยับเป็วง
หนึ่งถือขวานั์
หนึ่งถือดาบยาว
หนึ่งถือโซ่เหล็ก
หนึ่งถือหอกสามง่าม
แสงแดงในดวงตาไร้ชีวิตของมันลุกวาบสลับกัน
ดุจมารหินสี่ตนที่เพิ่งตื่นจากนิทราหมื่นปี
ผู้คนในกลุ่มต่างรู้พร้อมกันว่า
ครานี้หาใช่การผ่านไปด้วยฝีเท้าหรือคำพูดไม่
หากเป็ด่านที่ต้องใช้โลหิตเปิดทาง
โจวเหอเป็ผู้เสียสติก่อนใคร
“บัดซบ! นี่มันกับดัก!” มันสบถลั่น “ใครอยากอยู่ก็อยู่ ข้าจะออกไป!”
มันหันตัวจะพุ่งกลับไปทางลาดเดิม
แต่เพิ่งก้าวได้เพียงสองก้าว หุ่นถือโซ่เหล็กก็สะบัดแขนในทันที
ฉัวะ!
โซ่ดำพุ่งฝ่าอากาศราวอสรพิษ
กระแทกลงตรงพื้นด้านหน้าโจวเหอเต็มแรง
ปึง!
พื้นหินะเิเป็รอยแตกยาว
เศษหินปลิวกระเด็น
แรงะเืทำให้โจวเหอเสียหลักล้มคุกเข่าลงกับพื้นแทบในทันที
เสียงสูดหายใจของคนทั้งกลุ่มพลันดังพร้อมกัน
หากโซ่นั่นฟาดลงบนร่างตรง ๆ
โจวเหอย่อมไม่เหลือกระดูกส่วนใดสมบูรณ์แน่
โจวเหอหน้าเผือด
มือทั้งสองยันพื้นสั่นเทา
ครานี้มันไม่กล้าขยับอีกแม้เพียงนิด
จ้าวคุนสบถในคอ
แต่ก็มิได้ด่ามันออกมาตรง ๆ เพราะในใจตนเองก็มิได้มั่นคงไปกว่ากันเท่าใด
สือเหยียนกวาดตามองหุ่นทั้งสี่อย่างรวดเร็ว
แล้วลดเสียงลง
“มันไม่ได้จะฆ่าทันที”
อี้ซินตอบสั้น
“มันกันไม่ให้หนี”
เยี่ยซูซินกำเข็มเงินไว้แน่น
แววตานิ่งแต่ลมหายใจถี่ขึ้นเล็กน้อย
“หากเป็เช่นนั้น...” นางกล่าว “หมายความว่าเราต้องผ่านมันไปให้ได้ จึงจะออกจากค่ายกลนี้ได้”
หานหลงกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“สี่ตน...จะผ่านอย่างไร”
จ้าวคุนพลันแค่นหัวเราะเย็น
แม้ใบหน้าจะตึงอยู่ไม่น้อย
แต่ท่าทางกลับยังฝืนโอหังดังเดิม
“ข้าบอกแล้วว่าทางขวาคือทางตาย” มันกล่าว “พวกโง่ที่เชื่อตามย่อมสมควรชดใช้”
คำพูดนั้นทำให้หลินเซวียนหน้าเปลี่ยน
หากยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด
อี้ซินก็กล่าวขึ้นก่อนอย่างเ็านัก
“หากเ้ามัวแต่เห่าอีกสองประโยค” เขาว่า “ข้าจะจับเ้าโยนไปให้หุ่นทั้งสี่ลองคมอาวุธก่อน”
จ้าวคุนดวงตาแดงวาบ
แต่แรงกดในน้ำเสียงนั้นหนักแน่นเสียจนแม้โทสะของมันก็ยังถูกกดลงไปชั่วขณะ
หนิงเยว่อิงซึ่งยืนเยื้องอี้ซินอยู่ กลับเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“หุ่นทั้งสี่ไม่ได้เดินส่งเดช”
ทุกคนหันมองนางทันที
นางใช้ปลายนิ้วชี้ไปยังพื้นลาน
“ดูเท้ามัน”
ครั้นทุกคนก้มมอง
จึงเห็นว่าหุ่นแต่ละตนมิได้ก้าวมั่ว
แต่กำลังกระจายตัวปิดทิศทั้งสี่อย่างเป็ระเบียบ
หุ่นถือหอกสามง่ามยืนตรงหน้า
หุ่นถือขวานกดทางซ้าย
หุ่นถือดาบยาวปักหลักทางขวา
ส่วนหุ่นถือโซ่เหล็กยืนเยื้องหลัง ปิดทางถอย
มิใช่เพียงล้อม
แต่เป็ “กระบวนล้อมฆ่า”
แววตาของอี้ซินยิ่งลึก
ผู้ใดสร้างแดนนี้ขึ้นมา
หาใช่เพียงอยากกีดกันคนไม่ให้แตะของบนแท่นไม่
หาก้าให้ผู้ฝ่าเข้ามา “พิสูจน์” บางอย่างด้วย
พิสูจน์ว่าแข็งพอหรือไม่
นิ่งพอหรือไม่
และกล้าพอจะก้าวผ่านวงล้อมแห่งความตายหรือไม่
หยกดาราในร่างอุ่นขึ้นอีกชั้น
สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นแรงเป็จังหวะมั่นคง
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเย็นวาบตอบสนองอยู่เป็ระยะ
อี้ซินไม่รู้ว่าเศษโลหะบนแท่นคือสิ่งใด
แต่เขารู้แล้วว่า ของชิ้นนั้นทำให้สามสิ่งในร่างของเขาตอบรับพร้อมกันอย่างชัดเจน
ดังนั้น...ต่อให้ต้องทำลายหุ่นทั้งสี่ตรงหน้า
เขาก็จะไม่ถอย
หุ่นถือหอกสามง่ามเป็ฝ่ายลงมือก่อน
มันก้าวยาวหนึ่งก้าว
หอกสามง่ามในมือพุ่งออกมาตรง ๆ
ไม่มีท่วงท่าสวยงาม
ไม่มีวงโคจรอ้อมค้อม
มีเพียงความเร็ว ความหนัก และแรงทะลวงอันโเี้
ปลายหอกพุ่งตรงหน้าอกอี้ซิน
เขาไม่ถอย
ไม่เบี่ยงกว้าง
เพียงขยับเฉียงครึ่งก้าว
หอกเฉียดชายเสื้อผ่านไป
คมลมกรีดผ้าขาดเป็แนวยาวทันที
แทบจะในเวลาเดียวกัน
หุ่นถือขวานก็พุ่งเข้ามาจากด้านซ้าย
ขวานดำั์ในมือฟาดลงราวจะผ่าทั้งร่างและพื้นหินให้แตกในคราเดียว
ปึง!
อี้ซินถีบตัวถอย
ขวานตกใส่พื้นหินจนเกิดรอยแตกเป็แนว
เศษหินพุ่งใส่หน้าเขาหลายชิ้น
ยังไม่ทันแตะพื้นเต็มเท้า
โซ่เหล็กจากด้านหลังก็สะบัดมารัดข้อเท้าเขาอย่างฉับพลัน
เร็ว
แม่น
และน่ารังเกียจยิ่ง
อี้ซินแววตาเย็นวาบ
แทนที่จะรีบสะบัดหนี เขากลับใช้แรงนั้นเองหมุนตัวครึ่งวง
ทั้งร่างพุ่งถลาเข้าหาหุ่นถือโซ่โดยฉับพลัน
คนอื่น ๆ ถึงกับตาเบิกกว้าง
เพราะการพุ่งเข้าหาศัตรูโดยที่เท้าถูกโซ่รัดอยู่ ดูอย่างไรก็คล้ายฆ่าตัวตาย
แต่ทันทีที่อี้ซินเข้าใกล้ เขากลับใช้มือซ้ายคว้าโซ่ไว้
มือขวากำหมัดแน่น
อัดเข้าใส่ข้อศอกของหุ่นถือโซ่เต็มแรง
ปัง!
เสียงเหล็กกระทบหินดังสนั่น
ข้อศอกของหุ่นสั่นวูบ
แสงแดงในตาข้างซ้ายกระเพื่อม
“มันก็มีจุดรับแรง!” สือเหยียนร้องลั่น
อี้ซินไม่ตอบ
เขากระชากโซ่กลับเต็มกำลัง
หวังดึงหุ่นอีกฝ่ายให้เสียหลัก
ทว่าหุ่นเฝ้าเสาตัวนั้นกลับไม่ล้ม
เพียงไหล่เอียงลงครึ่งเสี้ยว
แต่เพียงครึ่งเสี้ยวนั้นก็พอแล้ว
อี้ซินก้าวแทรกเข้าระยะประชิด
เข่าขวากระแทกใส่ท้องเกราะของมันเต็มแรง
ปึง!
หุ่นถือโซ่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวจริงในคราวนี้
แต่ก่อนอี้ซินจะตามซ้ำ หุ่นถือดาบยาวจากด้านขวาก็พุ่งเข้ามาแล้ว
คมดาบสีดำกรีดหมอกเป็แนวตรง
ฟันจากไหล่ถึงสีข้างอย่างเรียบง่ายและอำมหิต
อี้ซินยกแขนซ้ายรับในมุมเฉียง
คมดาบไถลผ่านแขนเสื้อทิ้งรอยยาว
แรงฟันหนักจนทั้งร่างเขาเซไปด้านข้างครึ่งก้าว
หากไม่ใช่ร่างกายของเขาที่ผ่านการหลอมด้วยหยกดารา
แขนซ้ายข้างนั้นคงชาถึงขั้นถือของไม่ได้ไปแล้ว
จ้าวคุนเห็นจังหวะวุ่นวายตรงหน้า
จึงกัดฟันพุ่งออกมาในที่สุด
“พร้อมกัน!”
มันคำรามแล้วซัดฝ่ามือใส่สีข้างของหุ่นถือขวาน
สือเหยียนพุ่งตามเข้าด้านหลังหุ่นถือดาบ
หลินเซวียนกับหานหลงแม้หน้าเผือด แต่ก็ยังฝืนเข้ามาช่วยกดการเคลื่อนไหวจากด้านข้าง
เยี่ยซูซินพยุงฟางเหอกับซ่งอี้ถอยไปชิดผนังหิน
จากนั้นจึงสะบัดเข็มเงินออกสามเล่ม
เข็มพุ่งตรงใส่จุดรอยแตกเดิมของหุ่นถือโซ่
เคร้ง! เคร้ง!
สองเล่มสะท้อนตก
แต่อีกเล่มหนึ่งปักคารอยแตกเดิมจริง
หุ่นถือโซ่ชะงักเล็กน้อย
อี้ซินดวงตาวาบ
ฉวยจังหวะนั้นปล่อยศอกขวากระแทกซ้ำลงจุดเดิมสุดแรง
แคร่ก!
รอยแตกตรงข้อศอกลึกขึ้นชัด
โซ่ในมือหุ่นข้างนั้นหลุดจากการควบคุมชั่วขณะ
แต่ศึกยังไม่ทันเอนไปทางฝ่ายใด
หุ่นถือขวานก็ะเิพลังออกมาอีกครา
มันเหวี่ยงขวานเป็วงกว้าง
กดทั้งจ้าวคุน หานหลง และหลินเซวียนให้ออกจากระยะในคราวเดียว
จ้าวคุนรับพลาดไปครึ่งชั้น หน้าอกถูกคมลมฟาดจนเสื้อเปิดเป็แนว เืซึมทันที
สีหน้าของมันจึงเปลี่ยนจากโอหังเป็เดือดจัดในทันที
“บัดซบ!”
มันคำรามแล้วซัดฝ่ามืออีกครา
ลมปราณปะทุออกจากฝ่ามือราวคลื่นแข็ง กระแทกเข้าหน้าหุ่นถือขวานเต็ม ๆ
ปัง!
หุ่นนั้นเพียงเอนหัวถอยเสี้ยวเดียว
ทว่าแสงแดงในดวงตากลับสั่นวาบราวกับรับรู้แรงกระแทกได้จริง
หนิงเยว่อิงซึ่งเดิมยืนสงบอยู่ด้านหลังในที่สุดก็ขยับ
นางมิได้คำราม
มิได้เร่งรีบ
เพียงก้าวหนึ่ง ก้าวสอง
ปลายเท้ากดพื้นเบากว่าหมอก
ร่างทั้งร่างก็เลื่อนไปถึงด้านหลังหุ่นถือดาบโดยแทบไม่มีผู้ใดทันมองชัด
จากนั้นปลายนิ้วขาวเรียวสองนิ้วของนางก็แตะลงบนต้นคอเกราะของมันเพียงเบา ๆ
ปัก
เสียงนั้นเบาจนน่าประหลาด
คล้ายเพียงปลายนิ้วแตะหินธรรมดา
แต่หุ่นถือดาบกลับหยุดชะงักทั้งร่าง
แสงแดงในดวงตาดับลงไปหนึ่งข้างในทันที
ดาบยาวในมือมันลดต่ำลงครึ่งชั้น
ทุกคนตะลึงงัน
เพียงแตะเบา ๆ...หุ่นหินระดับนี้กลับชะงัก?
หนิงเยว่อิงมิได้เปิดโอกาสให้ใครมองนาน
นางหมุนข้อมือเพียงนิด
ปลายนิ้วกรีดเฉียงลงจากต้นคอสู่ไหล่
แคร่ก!
แนวร้าวสีดำพุ่งลามตามทางนิ้วของนางราวน้ำแข็งแตก
จากต้นคอลงถึงครึ่งแผ่นหลัง
อี้ซินเห็นดังนั้น ดวงตาก็เย็นวาบทันที
เขาไม่ถามว่าคือวิชาใด
เพราะนี่คือโอกาส
เขาพุ่งใส่หุ่นถือดาบในพริบตา
หมัดขวาอัดลงตรงรอยร้าวที่นางเพิ่งสร้างขึ้นเต็มแรง
โครม!
ร่างของหุ่นถือดาบแตกครึ่ง่บ่า
ท่อนแขนข้างหนึ่งพร้อมดาบยาวหลุดกระเด็นไปไกล
ล้มลงกระแทกพื้นหินดังสนั่น
ศึกทั้งลานพลันแปรเปลี่ยนในคราวเดียว
จ้าวคุนซึ่งเห็นภาพนั้นถึงกับชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
ไม่ใช่เพราะตกตะลึงในฝีมืออี้ซิน
หากเป็เพราะฝีมือของหนิงเยว่อิง
สตรีผู้นี้...น่ากลัวกว่าที่มันคาดไว้นัก
แม้าเ็
แม้ซีดเซียว
แต่การลงมือกลับคมกริบเย็นเยียบจนขนลุก
หุ่นถือหอกกับหุ่นถือขวานคำรามต่ำในลำคอเกราะ
แสงแดงในดวงตายิ่งลุกแรง
ท่าทางราวกับความพินาศของหุ่นถือดาบยิ่งกระตุ้นให้มันดุร้ายกว่าเดิม
หุ่นถือโซ่จึงฟาดโซ่ดำเป็วงกว้างทันที
หวังกันไม่ให้คนเข้าประชิดอีก
ฉัวะ! ฉัวะ!
โซ่ฟาดใส่พื้นหินเป็รอยลึก
หลินเซวียนถอยหลบแทบไม่ทัน
ชายเสื้อถูกฟาดขาดปลิวไปครึ่งหนึ่ง
อี้ซินเพ่งมองการเคลื่อนไหวของมันอย่างรวดเร็ว
หุ่นทั้งสี่มิได้มีฝีมือเท่ากัน
หุ่นถือโซ่เร็วสุด
หุ่นถือหอกแม่นสุด
หุ่นถือขวานหนักสุด
ส่วนหุ่นถือดาบเดิมคมและเรียบที่สุด
บัดนี้หุ่นถือดาบใกล้สิ้นสภาพ
ดังนั้นสิ่งที่ต้องตัดต่อคือหุ่นถือโซ่
เพราะตราบใดที่โซ่นั้นยังฟาดล้อมระยะ
ผู้ใดก็ยากเข้าถึงแท่นกลางลาน
“กดโซ่!” อี้ซินะโสั้น
สือเหยียนเข้าใจทันที
เขาพุ่งเฉียงไปทางซ้าย
ใช้กระบี่สั้นฟันใส่โซ่ดำสามคราติดกัน
แม้ไม่อาจตัดขาด แต่ก็ทำให้จังหวะของมันสะดุดชั่วขณะ
อี้ซินฉวยเสี้ยวนั้นพุ่งเข้าไปอีกครั้ง
ครานี้เขาไม่โจมตีข้อศอก
แต่จงใจปล่อยให้โซ่เส้นหนึ่งปัดโดนแขนซ้ายเบา ๆ เพื่อแลกระยะ
ปึก!
แรงฟาดทำให้แขนชาทันที
แต่เขาก็พาตัวเองเข้าไปถึงอกหินของมันได้พอดี
มือซ้ายคว้าข้อมือหิน
มือขวากดลงบนรอยร้าวเดิม
จากนั้นทั้งร่างก็หมุนกระชากสุดกำลัง
แคร่ก!
ข้อมือหุ่นถือโซ่แตกหักออกทั้งท่อน
โซ่ั์ในมือมันหลุดตกกับพื้น
จ้าวคุนเห็นช่องว่างนั้น ดวงตาพลันวาบโลภ
มันไม่คิดมากอีกต่อไป พุ่งเข้าซัดฝ่ามือใส่กลางอกหุ่นถือโซ่เต็มแรง
ปัง!
รอยแตกวิ่งจากกลางอกขึ้นคอ
สือเหยียนตามซ้ำด้วยกระบี่สั้นปักตรงรอยเดิม
อี้ซินใช้เข่ากระแทกทับจากด้านข้าง
โครม!
หุ่นถือโซ่ล้มทั้งร่าง
ศีรษะกระแทกพื้นแตกครึ่ง
แสงแดงในดวงตาดับลงทันที
เหลืออีกสอง
แต่หุ่นถือขวานกับหุ่นถือหอกกลับยิ่งคลุ้มคลั่งกว่าเดิม
มันพุ่งเข้ามาพร้อมกันจากสองด้าน
หนึ่งหนัก
หนึ่งเร็ว
หลินเซวียนร้องเตือน
เยี่ยซูซินสะบัดเข็มเงินอีกครา
แต่หุ่นถือหอกกลับเบี่ยงหลบได้เพียงเสี้ยว
ฉัวะ!
ปลายหอกเฉือนท้องแขนหานหลงเป็รอยยาว
โลหิตสาดลงพื้น
หานหลงคำรามลั่นด้วยความเจ็บ
แต่แทนที่จะถอย มันกลับถาโถมเข้าไปกอดเอวหุ่นถือขวานไว้แน่น
“ตอนนี้!”
อี้ซินไม่รอ
เขาพุ่งเข้าไปทางขวาพร้อมหนิงเยว่อิงแทบพร้อมกัน
ครานี้นางมิได้ใช้ปลายนิ้ว
แต่ยกมือขวาขึ้นสองส่วน
แขนเสื้อเงินขาวพลิ้ววูบ
แล้วฝ่ามือของนางก็แตะลงบนด้ามหอกของหุ่นเพียงครึ่งกระบวน
ปึก
ทันใดนั้น น้ำค้างแข็งสีเงินอ่อนก็พุ่งลามจากจุดััขึ้นไปทั่วหอกอย่างรวดเร็ว
แม้เพียงชั่วพริบตาเดียว
แต่มันก็ตรึงการเคลื่อนไหวของหุ่นถือหอกไว้ชั่วขณะ
อี้ซินเห็นช่องนั้นชัดที่สุด
เขาก้าวสวนขึ้นไปบนเข่าของมัน
ไต่ขึ้นครึ่งตัว
จากนั้นปล่อยหมัดลงใส่กลางกระหม่อมอย่างไม่ออมแรง
ปังง!
ศีรษะหุ่นถือหอกยุบลงครึ่งหนึ่ง
รอยร้าวลามเป็เส้นใยทั่วหน้าเกราะ
หนิงเยว่อิงพลิ้วตัวผ่านข้างเขา
ปลายนิ้วเย็นเฉียบสองนิ้วแตะลงบนรอยร้าวนั้นอีกครา
แคร่ก!
หุ่นถือหอกแตกครึ่งศีรษะ
ท่อนบนของมันร่วงลงกับพื้นดังโครม
ด้านอีกฟาก
จ้าวคุนกับสือเหยียนกำลังช่วยหานหลงกดหุ่นถือขวานอยู่
หานหลงถูกมันศอกกระแทกจนมุมปากแตก
จ้าวคุนเองก็ถูกขวานเฉี่ยวบ่าเป็รอยลึก
แต่เพราะหุ่นถือขวานเคลื่อนไหวช้ากว่าตัวอื่น มันจึงยังถูกตรึงไว้ได้อยู่
อี้ซินไม่เสียเวลา
พุ่งเข้าไปอีกครา
ขณะนั้นหุ่นถือขวานเพิ่งยกอาวุธขึ้นสูงหมายจะผ่าลงใส่หานหลงที่กอดมันไว้
อี้ซินพลันใช้สองมือคว้าด้ามขวานร่วมกับมัน
กล้ามเนื้อทั้งแขนปูดตึง
แรงมหาศาลจากหุ่นปะทะกับแรงของเขาโดยตรง
ขวานที่ควรจะฟาดลง กลับค้างอยู่กลางอากาศ
จ้าวคุนตาไหว
เพราะมันเห็นชัดกับตาว่า อี้ซินกำลัง “แข่งแรง” กับหุ่นหินโดยตรงอีกแล้ว
“โง่ชะมัด!” มันสบถ แต่ก็มิได้ปล่อยโอกาสผ่าน
ฝ่ามือทั้งสองประสานเป็กระบวนเดียว ซัดใส่ใต้รักแร้เกราะของหุ่นถือขวานเต็มแรง
สือเหยียนใช้กระบี่สั้นแทงตามซ้ำ
หานหลงคำรามแล้วรวบเอวมันแน่นกว่าเดิม
อี้ซินพลันบิดเอว
ใช้แรงทั้งตัวหักทิศขวานไปทางด้านข้าง
ในจังหวะที่หุ่นเสียสมดุลนั้น
เขาก็ปล่อยมือซ้าย
หมัดขวาซัดเข้าใส่รอยต่อใต้คอเกราะโดยตรง
ปัง!
คอเกราะยุบลง
ศีรษะหุ่นเอียง
หนิงเยว่อิงซึ่งยืนไม่ไกลพลันขยับเข้ามา
ครานี้นางยกมือทั้งห้า
ปลายนิ้วขาวเรียวสะท้อนแสงแดงหม่นในลานอย่างเย็นเยียบ
ก่อนจะฟันมือลงเหมือนกระบี่ไร้รูป
ฉัวะ!
แนวคมลมสีเงินจางวาบผ่านคอเกราะของหุ่นถือขวาน
เพียงชั่วพริบตา
ศีรษะมันก็หลุดกลิ้งลงพื้น
ร่างใหญ่ทั้งร่างทรุดค้าง
แล้วจึงล้มครืนลงข้างหานหลงอย่างหนักหน่วง
ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
หุ่นทั้งสี่...พังแล้ว
เสียงหอบหนักของผู้คนดังระงม
หลินเซวียนทรุดนั่งกับพื้นทันที
สือเหยียนเช็ดโลหิตมุมปาก
จ้าวคุนยืนหอบอยู่ไม่ไกล าแที่บ่าซึมแดงเด่นชัด
หานหลงล้มลงนอนหงายอย่างหมดแรง
อี้ซินเองก็หน้าอกกระเพื่อมถี่ขึ้นกว่าเดิม
กำปั้นขวาชาไปทั้งท่อนแขน
แต่ดวงตายังคงนิ่งดังเดิม
หนิงเยว่อิงลดมือขวาลงช้า ๆ
สีหน้าของนางซีดกว่าเดิมเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าการลงมือเมื่อครู่กระทบแผลเดิมไม่น้อย
อี้ซินเหลือบมองนางแวบหนึ่ง
ก่อนกล่าวเรียบ
“เ้าใช้แรงมากเกินไป”
หนิงเยว่อิงตอบกลับทันที
“หากข้าไม่ใช้ พวกเ้าจะเสียคนมากกว่านี้”
น้ำเสียงของนางยังเย็น
แต่ไร้ความแข็งคมบางส่วนที่มีในตอนแรก
อี้ซินไม่โต้
เพียงหันไปมองแท่นหินกลางลาน
เศษแผ่นโลหะสีดำยังวางอยู่ดังเดิม
แต่บัดนี้อักขระบนผนังที่เรืองอยู่รอบลานเริ่มดับลงทีละเส้น
ม่านแสงตรงทางออกด้านหลังแท่นก็ค่อย ๆ จางลงเช่นกัน
แดนนี้เปิดทางให้แล้ว
จ้าวคุนกวาดตามองซากหุ่นกับแท่นหิน
ดวงตาพลันลุกวาบอีกครา
แม้าเ็ แม้เหนื่อยจัด
แต่โลภะในใจมันกลับมิได้ลดลงเลย
“ของบนแท่น—”
คำของมันยังไม่ทันจบ
อี้ซินก็เดินตรงไปที่แท่นนั้นแล้ว
จ้าวคุนหน้าเปลี่ยนทันที
เท้าขยับหมายจะตามเข้าไป
แต่หนิงเยว่อิงกลับเหลือบตามองมันแวบเดียว
สายตาเย็นคู่นั้น
แม้ไม่พูดแม้คำเดียว
แต่กลับตรึงให้มันชะงักได้ชั่วครู่
เพียงชั่วครู่นั้นก็พอแล้ว
อี้ซินยืนอยู่หน้าแท่นหิน
เศษแผ่นโลหะสีดำอยู่ห่างจากมือเขาเพียงคืบเดียว
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเย็นจัดจนแทบปวดกระดูก
หยกดาราในร่างร้อนวาบ
สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นถี่หนักราวจะทะลุซี่โครงออกมา
อี้ซินค่อย ๆ ยื่นมือออกไป
ปลายนิ้วแตะลงบนเศษแผ่นโลหะนั้นเบา ๆ
วูบ—
ทั้งลานหินพลันเงียบสนิทในชั่วเสี้ยวหนึ่ง
ความเย็นลึกไหลจากแผ่นโลหะผ่านปลายนิ้วขึ้นถึงหัวใจ
ภาพวาบประหลาดหลายภาพพลันปะทุขึ้นในจิตเขา
ฟากฟ้าสีดำที่เต็มไปด้วยดาว
อุกกาบาตดวงหนึ่งพุ่งทะลวงม่านเมฆลงสู่แผ่นดิน
เงาร่างมหึมาคล้ายัโบราณแผ่กางอยู่เหนือเปลวเพลิง
จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดลึกไร้ขอบ
อี้ซินหายใจสะดุดเพียงชั่วขณะ
แต่เมื่อสติกลับคืน
เศษแผ่นโลหะในมือก็ยังเป็เพียงโลหะด้านชิ้นหนึ่งดังเดิม
มันมิได้แปลงรูป
มิได้เปล่งแสง
มิได้เผยชื่อ
แต่เขารู้ชัดแล้วว่า ของชิ้นนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เขาเก็บมันเข้าชายเสื้อด้านในทันที
ครานั้นเอง
จ้าวคุนก็พุ่งเข้ามาสองก้าวเต็ม
“ของชิ้นนั้น—”
อี้ซินหันกลับมามองมัน
สายตาเย็นเฉียบกว่าเดิมหลายส่วน
“เ้าลงมือกับหุ่นสี่ตนได้พอ ๆ กับคนอื่น” จ้าวคุนกล่าวลอดไรฟัน “ของบนแท่นย่อม—”
“ย่อมเป็ของผู้แตะถึงก่อน” หนิงเยว่อิงกล่าวตัดขึ้นอย่างเย็นช้า
จ้าวคุนชะงัก
สือเหยียนเองก็หัวเราะแ่ในลำคอ
หลินเซวียนพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง
เพราะใครก็เห็นเต็มตาว่า ผู้ที่สังหารหุ่นตนสุดท้ายและก้าวถึงแท่นก่อนคืออี้ซิน
ต่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม
แต่การจะเอ่ยหน้าด้าน ๆ ว่าของควรแบ่งหรือเป็ของผู้อื่น ย่อมไม่ง่ายนัก
จ้าวคุนจึงได้แต่กำหมัดแน่น
าแตรงบ่ายิ่งปวดแสบขึ้นจนต้องขบกราม
อี้ซินไม่กล่าวคำเยาะเย้ยซ้ำเติม
เพียงเดินลงจากแท่นหิน
กวาดตามองทางออกด้านหลังซึ่งเปิดแล้ว
“ไปต่อ”
คำเดียว
แต่ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
แม้จ้าวคุนยังไม่ยอมรับโดยใจ
แต่ในลานซึ่งเพิ่งผ่านศึกเอาชีวิตแลกชีวิตมา ผู้ใดก็รู้แล้วว่า หากไร้คนตรงหน้า ด่านนี้ย่อมไม่มีวันผ่านง่าย ๆ
หนิงเยว่อิงเดินเคียงอี้ซินอีกครา
นางไม่ถามว่าเขาเห็นสิ่งใดตอนแตะโลหะ
อี้ซินเองก็ไม่ถามว่านางใช้วิชาใดทำลายหุ่นหิน
ผู้ที่ต่างมีความลับ
ย่อมรู้ดีว่าเวลาใดควรถาม และเวลาใดควรเก็บไว้ก่อน
แต่ก่อนก้าวผ่านม่านแสงออกจากลาน
หนิงเยว่อิงกลับเอ่ยขึ้นเบา ๆ เพียงให้เขาได้ยิน
“สิ่งของบนแท่นนั้น...ไม่ใช่ของที่ควรปรากฏในชั้นนอกของแดนนี้”
อี้ซินเหลือบมองนาง
“เ้ารู้อะไร”
หนิงเยว่อิงสบตาเขาตรง ๆ
ดวงตาเย็นงามนั้นลึกราวบึงน้ำแข็งไร้ก้น
“ข้ารู้เพียงว่า” นางกล่าว “ผู้ที่วางมันไว้ ้าให้บางคนมาเจอ”
คำตอบนั้นทำให้แววตาของอี้ซินยิ่งนิ่งลง
เพราะลึกในใจ เขาเองก็เริ่มรู้สึกเช่นเดียวกันแล้ว
เมื่อทั้งกลุ่มก้าวผ่านม่านแสงออกจากลานหิน
ภูมิประเทศเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ทางเดินแคบลง
เพดานหินสูงต่ำไม่สม่ำเสมอ
ผนังสองข้างมีรอยสลักโบราณมากขึ้น
และลึกลงไปข้างหน้า มีเสียงน้ำหยดดังสม่ำเสมอเป็จังหวะ
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนหยุดพร้อมกันกลับไม่ใช่เสียงนั้น
หากเป็ “ประตูหิน” ขนาดมหึมาซึ่งตั้งอยู่ปลายทาง
ประตูนั้นสูงเกือบสิบจั้ง
กว้างหลายวา
ผิวของมันสีดำหม่นดุจเหล็กเก่า
ตรงกลางสลักภาพสัตว์โบราณเก้าตนล้อมวง
แต่ละตนมีท่วงท่าต่างกัน
เขี้ยว กรงเล็บ เขา และปีกถูกแกะสลักอย่างดุดันจนดูราวจะหลุดออกมาจากแผ่นหินได้ทุกเมื่อ
ที่โคนประตูมีร่องรูปวงแหวนหนึ่งวง
ไม่ใหญ่ไม่เล็ก
ขนาดพอ ๆ กับแหวนลึกลับโบราณที่นิ้วของอี้ซินอย่างน่าประหลาด
ทุกคนในกลุ่มนิ่งงัน
จ้าวคุนสูดหายใจหนักขึ้น
ดวงตาโลภจัดขึ้นอีกชั้น
แม้แต่สือเหยียนยังขมวดคิ้วจนแน่น
เยี่ยซูซินพึมพำแทบเป็เสียงลมหายใจ
“ประตูนี้...ไม่ใช่ของแดนชั้นนอกแน่”
อี้ซินไม่ตอบ
สายตาจับอยู่ที่ร่องวงแหวนกลางประตูนานกว่าผู้อื่น
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเขาเย็นวาบอีกครา
หยกดาราอุ่นขึ้น
สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นแรงราวรับรู้การเรียกจากอีกฟากของประตู
หนิงเยว่อิงมองประตูนั้นเงียบ ๆ
แววตาแรกที่เย็นสนิท บัดนี้มีคลื่นบางอย่างวูบผ่านครั้งแรกั้แ่เขาพบนาง
“ในที่สุด...” นางพึมพำเบาจนแทบไม่ได้ยิน
อี้ซินหันไปมองนาง
แต่นางกลับไม่ได้อธิบายสิ่งใดเพิ่ม
เพียงยืนอยู่ท่ามกลางหมอกเย็น โลหิตที่แผลซึมผ่านผ้าพันออกมาอีกน้อย
แต่ใบหน้างามเย็นนั้นกลับยิ่งขับให้ประตูโบราณเบื้องหน้าดูเหมือนภาพฝันลึกล้ำขึ้นอีกชั้น
ทั้งกลุ่มต่างรู้พร้อมกันโดยไม่ต้องมีผู้ใดเอ่ย
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา
มิใช่ด่านธรรมดาอีกต่อไปแล้ว
และประตูนี้...ย่อมไม่เปิดให้ผู้ใดด้วยความบังเอิญแน่