เฟิงหลี่เฉียงสบตากับอาจารย์ของเขาที่ตอนนี้ดูทรุดโทรมเพราะอดหลับอดนอนมาหลายวันเขารู้ว่าอาจารย์ต้องการให้มาช่วยหาว่าองค์ชายจูจ้านจีได้รับยาพิษจากแหล่งใด
เขาจึงทูลกับพระชายาว่า“กระหม่อมขอจับชีพจรและตรวจร่างกายขององค์ชายพะยะค่ะ”
ต้วนเจี่ยซินรีบจึงรีบทูลอธิบายเพิ่มว่า“บัณฑิตเฟิงเป็นหมอด้วยพะยะค่ะ”
บัณฑิตเฟิงเดินเข้าไปใกล้เตียงเขาตรวจดูอาการขององค์ชายจูจ้านจี ทั้งการสังเกตสีหน้า เปลือกตา และจับชีพจร และตรวจดูร่องรอยตามร่างกายก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ หลังจากนั้นก็ซักถามอาการจากคนใกล้ชิด เขารู้ว่าตนเองจะต้องใช้เวลาในการสืบหาข้อมูล
ในวันนั้นเขาจึงขออนุญาตอยู่ในวังเพื่อสืบหาสาเหตุ เขากับต้วนเจี่ยซินและต้วนเหวินเจี่ยแยกย้ายกันออกไปหาสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายต่อองค์ชาย โดยเฉพาะอาหารและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด และยิ่งทำให้พระชายาสิ้นหวังมากขึ้นที่จริงแล้วองค์รัชทายาทจูเกาชื่อ ได้ให้ทหารรักษาพระองค์ตรวจสอบความผิดปกติไปด้วยแต่ก็ยังไม่พบสาเหตุ
อย่างไรก็ตามในช่วงบ่าย ต้วนเจี่ยซินปลุกองค์ชายขึ้นมาให้ดื่มยา และฝังเข็ม ซึ่งเห็นได้ชัดว่า หลังจากรักษาอาการไปแล้วองค์ชายก็มีพระอาการดีขึ้น ทำให้เฟิงหลี่เฉียงแปลกใจมาก “องค์ชายน้อยก็มีพระอาการดีขึ้นนี่ขอรับอาจารย์แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“นั่นละที่ข้าไม่เข้าใจพอวันรุ่งขึ้นพระอาการก็ทรุดลงอีก ขนาดให้มีเพียงคนที่ไว้ใจได้ถวายการรับใช้ใกล้ชิดเท่านั้นแต่วันรุ่งก็ยังเป็นแบบเดิม” ชายชราถอนหายใจ
ในตอนนี้เขาดูแก่ชราลงไปมากเพราะใช้ความคิดและยังอดหลับอดนอน เช่นเดียวกับลูกชายของเขา ที่ดูทรุดโทรมไปด้วยเช่นกัน
เมื่อได้เวลาเย็นเฟิงหลี่เฉียงจึงต้องกลับก่อน มีเพียงพ่อลูกต้วนอยู่ในวังต่อ เขาบอกอาจารย์ว่า ถ้าคิดอะไรได้จะกลับมาอีกครั้ง หลังจากนั้น บัณฑิตหนุ่มก็เดินตามขันทีออกไปที่ประตูวัง
ในระหว่างนั้นเขาก็ได้กลิ่นกำยานลอยมากระทบจมูก เมื่อเงยหน้าขึ้นมองตามกลิ่น ก็พบนักพรตนิกายเต๋าวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังเดินผ่านเขาไปโดยมีขันทีอีกคนเดินนำทางเข้าไปในวัง ด้วยท่าทีเคารพนบนอบ
เด็กหนุ่มเห็นนักพรตที่มีท่าทางสงบนิ่งน่าเลื่อมใสก็อดถามขันทีไม่ได้ว่า “ขอโทษนะท่านขันที ไม่ทราบว่านักพรตท่านนี้เป็นใครหรือดูท่าทางน่าเลื่อมใสมาก”
ขันทีหันไปมองก่อนตอบว่า “ท่านคือนักพรตหยวนจิงขอรับ เป็นนักพรตที่พระชายานับถือและเลื่อมใสมาก”
เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเพราะเชื้อพระวงศ์ของต้าหมิงมักจะนับถือพระสงฆ์จากศาสนาพุทธมากกว่าแต่ก็มีหลายคนที่นับถือลัทธิเต๋าด้วย
“ท่านมาที่นี่บ่อยหรือ”เฟิงหลี่เฉียงถามเหมือนชวนคุยทั่วไป
“ช่วงนี้ท่านมาทุกเย็นพระชายาเชิญให้มาสวดมนต์อวยพระพรให้องค์ชายจูจ้านจี เพื่อให้พระอาการดีขึ้น”
เฟิงหลี่เฉียงชะงักจากนั้นก็ถามต่อว่า “ขออภัยที่ต้องถามอีก แต่องค์ชายป่วยแบบนี้แล้ว พระองค์จะมีแรงสวดมนต์ได้อย่างไร”
ขันทีตอบเสียงสูง“ใครจะให้องค์ชายลุกขึ้นมาล่ะ องค์ชายก็นอนบนเตียง ฟังเสียงสวดมนต์แล้วก็นับลูกประคำ เพื่อให้ใจสงบไปด้วยอย่างไรล่ะ”
เฟิงหลี่เฉียงชะงักหัวใจของเขาเต้นแรง ตอนนี้เขาสังหรณ์ใจบางอย่างแต่เขาไม่สามารถวิ่งกลับเข้าวังไปดูการสวดมนต์ได้ เพราะยังไม่แน่ใจในสิ่งที่คิดได้เมื่อสักครู่แต่ถ้าพรุ่งนี้เหตุการณ์เป็นไปตามที่เขาคิดละก็ข้อสันนิษฐานของเขาน่าจะถูกต้องแน่นอน เฟิงหลี่เฉียงหรี่ตาลงเขาพยายามสงบใจเอาไว้เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต
เมื่อกลับไปถึงบ้านบัณฑิตหนุ่มรีบค้นตำราทางการแพทย์ที่อยู่ในบ้านมาอ่าน และยังอ่านหนังสือเพิ่มอีกหลายเล่มในคืนนั้น กว่าเขาจะได้คำตอบก็เลยยามสองไปแล้ว เมื่อหันไปข้างหลัง เขาก็เห็นลู่เหยาหลงที่นั่งเฝ้าพิงเก้าอี้และหลับไปนานแล้ว เขาจึงหัวเราะออกมา จากนั้นจึงปลุกให้เด็กชายไปนอนบนเตียงให้เรียบร้อย
เช้าวันรุ่งขึ้นเขารีบเดินทางไปที่ตำหนักขององค์รัชทายาทจูเกาชื่อ เมื่อเขารายงานตัวแล้วทหารที่อยู่ด้านหน้าก็พาเข้าไป เมื่อเข้าใกล้ตำหนักของพระโอรสองค์โต เขาก็ได้ยินเสียงร้องของพระชายาที่พยายามจะเรียกชื่อลูกชายของตนเอง
บัณฑิตเหนุ่มรีบเดินเข้าไปในห้องบรรทมขององค์ชายแล้วเขาก็เห็นภาพต้วนเจี่ยซินกับลูกชาย พยายามช่วยชีวิตขององค์ชายน้อยเอาไว้ส่วนพระบิดาตอนนี้ เดินทางเข้าวังเพื่อเข้าประชุมกับฮ่องเต้ตั้งแต่เช้ามืด
เมื่อเข้าไปใกล้เตียงเฟิงหลี่เฉียงเห็นองค์ชายน้อยมีริมฝีปากเขียวคล้ำและหายใจหอบแรง แต่โชคยังเข้าข้างที่อาจารย์ของเขาเป็นแพทย์ฝีมือดี จึงยื้อชีวิตองค์ชายเอาไว้ได้อีกครั้ง
เฟิงหลี่เฉียงซึ่งช่วยเป็นลูกมือให้อาจารย์อีกคนก็ถอยออกมานั่งพัก พวกเขาปาดเหงื่อด้วยความเหนื่อยและมองดูองค์ชายที่เริ่มหายใจดีขึ้น
พระชายาคร่ำครวญเสียงดังว่า“ทำไมกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงหาสาเหตุของอาการป่วยไม่ได้”
แล้วนางก็ร้องไห้เสียงดังออกมาทุกคนที่อยู่ในนั้นทั้งกลัวหัวของตัวเองจะขาด และทั้งสงสารองค์ชายน้อยกับพระมารดาไปพร้อมกันแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ในที่สุดเฟิงหลี่เฉียงที่นั่งพัก ก็กระตุกแขนเสื้อของต้วนเจี่ยซิน เมื่อชายชราหันมาสบตา ก็รู้ทันทีว่าเด็กหนุ่มมีเรื่องที่ต้องการจะพูดกับเขาเพียงลำพังทั้งสองจึงขอตัวออกไปข้างนอก ซึ่งในตอนนี้ ไม่มีใครสนใจแล้วว่าพวกเขาจะไปไหนทั้งสองเดินออกมาด้วยกันที่สวนด้านหน้าตำหนัก ที่ตอนนี้ไม่มีผูใครมารบกวน
“เจ้าคิดอะไรออกหรือ”ต้วนเจี่ยซินถามด้วยความเหนื่อยล้า
เด็กหนุ่มประคองให้อาจารย์นั่งพักที่ม้ายาวในสวนแล้วก็ถามขึ้นว่า “ท่านบอกข้าได้ไหมว่า เมื่อวานนี้ หลังจากที่ข้ากลับออกไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับองค์ชายน้อยบ้าง”
ต้วนเจี่ยซินหรี่ตาลงเขารู้ว่าลูกศิษย์คนนี้คงจะค้นพบอะไรบางอย่าง แต่ตอนนี้คงต้องการข้อมูลมายืนยันหมอต้วนจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้
“หลังจากที่เจ้าออกไปแล้วองค์ชายน้อยก็เสวยพระกระยาหารเย็นและยา หลังจากนั้น จึงสวดมนต์ชำระจิตใจกับท่านนักพรตหยวนจิงพอได้เวลาบรรทม พระมารดากับพระบิดาก็มาเยี่ยม ซึ่งข้ากับเสี่ยวเจี่ยนอนเฝ้าองค์ชายอยู่ในห้องทั้งคืนหลังจากนั้น..อาการขององค์ชายก็เริ่มทรุดลงในช่วงเช้ามืด พวกเราพยายามช่วยเหลือหลายครั้งอย่างที่เจ้าเห็นเมื่อสักครู่นั่นละ”แล้วชายชราก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“ท่านหมายความว่าตอนกลางวันก็ดีขึ้น แต่พอตอนหัวค่ำไปจนถึงกลางคืน พระอาการก็จะแย่ลงใช่ไหม”
“ใช่เจ้ารู้อะไรมา” ชายชราถามทันที
“เป็นเช่นนี้มากี่ครั้งแล้วขอรับ”เด็กหนุ่มยังคงถามต่อ
“ก็ตั้งแต่ข้ามารักษาอาการ”
“คำถามต่อไปนี้ขอให้ท่านคิดให้ดี” เฟิงหลี่เฉียงพูดเสียงต่ำ “ท่านเห็นนักพรตหยวนจิงอยู่ด้วยทุกครั้งหรือไม่”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”ชายชราขมวดคิ้ว
“ข้าหมายความว่าทุกครั้งที่นักพรตคนนี้มา พระอาการขององค์ชายน้อยแย่ลงใช่หรือไม่”
“เจ้าว่ายังไงนะ!”
แล้วทั้งสองก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงที่ดังมาจากด้านหลังเมื่อหันไป พวกเขาก็ต้องตกใจ ที่พบว่าเจ้าของเสียงนั้น คือ องค์รัชทายาทจูเกาชื่อพระบิดาขององค์ชายน้อยนั่นเอง!
ทั้งสองคนรีบคุกเข่าและทำความเคารพองค์ชายยกมือให้พวกเขาลุกขึ้นและถามทันทีว่า“เจ้าบอกว่านักพรตหยวนจิงมีปัญหาอย่างนั้นหรือ”
เฟิงหลี่เฉียงเห็นแววตาของจูเกาชื่อที่เต็มไปด้วยอาการห่วงใย และความโกรธแค้น เขาจึงตอบตามที่คิดว่า “กระหม่อมคิดว่าอาการประชวรขององค์ชายน้อยน่าจะเกี่ยวข้องกับนักพรตผู้นี้ จึงตั้งข้อสังเกตว่า เมื่ออาจารย์รักษาจนพระอาการขององค์ชายดีขึ้นในช่วงเช้าแต่ในช่วงเย็น หลังจากที่นักพรตมาเยี่ยม พระอาการขององค์ชายจะทรุดลงทันที และจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งหรือไม่ก็ต้องตรวจสอบก่อนพะยะค่ะ”
“แต่ท่านนักพรตไม่เคยเข้าใกล้องค์ชายเลยนะทุกครั้งท่านจะนั่งอยู่ห่าง ๆ” จูเกาชื่อแย้งขึ้นมา
แต่เฟิงหลี่เฉียงก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงจริงจังว่า“แต่มีสิ่งหนึ่งที่องค์ชายน้อยสัมผัสอยู่ทุกครั้ง ที่พบกับนักพรตหยวนจง”
จูเกาชื่อขมวดคิ้วเขานึกไม่ออกว่ามันคืออะไร แต่แล้วต้วนเจี่ยซินก็สะดุ้งและอุทานออกมาว่า“ลูกประคำสำหรับสวดมนต์!”
แล้วชายชราก็ลืมตัวลุกขึ้น จากนั้นก็วิ่งกลับไปยังห้องบรรทมขององค์ชายน้อยอย่างรวดเร็ว ทำให้ทั้งสองคนต้องรีบวิ่งตามไปด้วย
เมื่อเข้าไปในห้องพวกเขาเห็นหมอต้วนใช้ผ้าเช็ดหน้าหยิบลูกประคำที่อยู่ข้างหมอนขององค์ชายและยกขึ้นมาดูด้วยมืออันสั่นเทา สีหน้าของเขาเคร่งเครียดท่ามกลางความตกใจของพระชายาและนางกำนัล และในวันนั้น พวกเขาก็ได้คำตอบแล้วว่า อาการป่วยขององค์ชายน้อยเกิดจากสาเหตุใด!
หลังจากตรวจสอบลูกประคำที่องค์ชายน้อยใช้ถือเวลาสวดมนต์แล้ว ต้วนเจี่ยซิน ต้วนเหวินเจี่ยและเฟิงหลี่เฉียง ก็พบว่า มียาพิษอาบอยู่ในเนื้อไม้ ถ้าสัมผัสเป็นเวลานานยาจะค่อยๆ ซึมเข้าผิว และแสดงอาการในอีก 2-3 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งก็เป็นเวลาที่นักพรตหยวนจิงเดินทางกลับไปแล้วทำให้ไม่มีใครสงสัย และคิดว่าองค์ชายป่วยจากโรคที่ยังหาสาเหตุไม่ได้
เมื่อรู้ว่าอาการป่วยเกิดจากยาพิษแล้วการค้นหายาแก้พิษจึงง่ายขึ้นในตอนนี้สำนักหมอหลวงต่างระดมกำลังกันผลิตยาแก้พิษให้องค์ชายจูจ้านจี และในที่สุด อาการขององค์ชายก็ค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ
ทั้งต้วนเจี่ยซินต้วนเหวินเจี่ย และเฟิงหลี่เฉียง ไม่เพียงแต่ดีใจที่รักษาอาการป่วยได้พวกเขายังโล่งใจที่สามารถรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ได้ด้วยเช่นกัน
เมื่อทำหน้าที่จบแล้วหลังจากที่ลางานอย่างเร่งด่วนไป 3 วัน เฟิงหลี่เฉียงจึงกลับไปทำงานที่ฮานหลินหยวนตามปกติแต่เมื่อไปถึงห้องทำงาน เขาก็ถูกหัวหน้าสั่งให้ไปพบหยางหย่งหนานผู้อำนวยการฮานหลินหยวนทันทีท่ามกลางสายตากระหยิ่มยิ้มย่องของเพื่อนร่วมห้องอีกสองคน
เมื่อเดินเข้าไปในห้องแล้วหยางหย่งหนานถามเฟิงหลี่เฉียงด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “บัณฑิตเฟิงช่วงนี้ท่านทำงานอะไรไปบ้าง”
บัณฑิตหนุ่มขมวดคิ้วเขาไม่เข้าใจคำถาม แต่ก็ต้องเล่นตามน้ำไปก่อน “เรียนใต้เท้าข้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย คือ การทำสารานุกรม และจัดห้องสมุดพุทธศาสนาบางครั้งก็ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายและร้องขอมาขอรับ”
หยางหย่งหนานขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ“ข้าได้รับรายงานว่า เจ้าหายตัวไปจากที่ทำงานหลายครั้ง บอกข้ามาสิว่า เจ้าหายไปไหนและไปทำอะไรมา!”