เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานหันหลังจากไปอย่างไม่ลังเลมู่อวี่อินก็ย่นคิ้วแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม “เจ้าจะไปแล้ว?”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “คุณหนูมู่ ไม่ต้องห่วงนะขอรับ ข้าเมิ่งฝานไม่ใช่คนเช่นนั้นแน่นอนและจะไม่ตามตื๊อคุณหนูด้วย แม้ว่าคุณหนูจะแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง แต่มันก็หาได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับข้าไม่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้ามู่อวี่อินก็ชะงักงันไปในทันใด แล้วกัดฟันแน่นโดยไม่รู้ตัว
บุรุษผู้อื่นที่นางเคยรู้จักมีอยู่มากมายหลายประเภททั้งผู้ที่พยายามทอดสะพานรักอย่างดื้อรั้น บ้างก็แสร้งว่าเย็นชาไม่สนใจนางแต่ทุกคนล้วนแต่ทำให้นางสัมผัสได้ว่ากำลังทอดสะพานรักให้ ทว่ายามนี้นางกลับสัมผัสได้ว่าเมิ่งฝานผู้นี้กำลังจะจากไปจริงๆหาได้แสร้งทำเพื่อให้นางรั้งไว้ไม่
ดูท่านางคงจะเดาผิดไปเสียแล้ว ที่นางทำทีเย็นชาใส่อีกฝ่ายเป็นเพราะเกรงว่าบุรุษผู้นี้จะตามตนไม่เลิก
เมื่อคิดได้ดังนั้นมู่อวี่อินก็รู้สึกผิดอยู่ภายในใจ จากนั้นจึงได้เอ่ยออกไปเสียงเรียบ“หากเจ้าคิดว่าของชดเชยนี้ยังไม่มากพอก็สามารถเรียกร้องได้อีกแล้วข้าจะมอบมันให้เจ้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ยกยิ้มอย่างเหน็บแนมเขามองมู่อวี่อินอย่างเย็นชาแล้วเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ไม่ต้องแล้วล่ะขอรับคุณหนูมู่คุณหนูได้ตอบแทนสิ่งที่ข้าทำเพื่อคุณหนูมาแล้ว เดิมทีการรู้จักกันของพวกเราทั้งสองก็เป็นเพียงข้อแลกเปลี่ยนกันเท่านั้นและยามนี้มันก็จบลงแล้ว!”
เมื่อพูดจบเมิ่งฝานก็เคลื่อนไหวร่างกายด้วยความเร็วก่อนจะหายวับไปในผืนป่า
เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายสีหน้าของมู่อวี่อินก็เปลี่ยนไป นางถอนหายใจออกมาเสียงยาวดูท่าการกระทำบางอย่างของนางจะกระทบกระเทือนความรู้สึกของอีกฝ่ายไม่น้อยแต่ถึงกระนั้นมู่อวี่อินก็หาได้รู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่ตนเองทำลงไปไม่
เพราะถึงอย่างไรแล้วนางกับเขาก็เป็นผู้ที่อยู่คนละโลกยิ่งถลำลึกในความสัมพันธ์เท่าใดก็ยิ่งเป็นการทำร้ายเขาเท่านั้นแม้ว่าเขาผู้นั้นจะขโมยจูบแรกของตนเองไปก็ตาม!เมื่อคิดได้เช่นนี้สีหน้าของมู่อวี่อินก็เปลี่ยนไป ผิวหน้าสีขาวเนียนพลันมีสีแดงระเรื่อปรากฏและมันช่างสวยงามดุจดั่งปีศาจพราวเสน่ห์ที่ทำให้ผู้ใดพบเห็นก็ต้องหลงใหล
รูปร่างอรชรเลิศล้ำ เลอโฉมน่าหลงใหล ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือปีนี้มู่อวี่อินมีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น!
ภายในผืนป่า
พลังที่แผ่ซ่านปะทะกับสายลมรอบกายร่างของเมิ่งฝานทะยานไปในแมกไม้อย่างคล่องแคล่วพร้อมทั้งมีรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าเขารู้สึกคล้ายดังว่าตนเองถูกมองเป็นตัวถ่วง แม้จะรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของตนเองไม่อาจเทียบกับมู่อวี่อินได้จริงๆแต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ดี
ถึงอย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วความแข็งแกร่งก็คือตัวชี้วัดทุกสิ่ง!
หากว่าเขานั้นมีพลังที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกันและมากด้วยพรสวรรค์อันน่าสะพรึงมู่อวี่อินก็จะไม่สบประมาทเขาเช่นนี้!เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นพร้อมทั้งกระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็นพลางแล่นทะยานไปในผืนป่า ยามนี้เขาเหลือเวลาอีกครึ่งเดือนและเขาก็จะใช้เวลาครึ่งเดือนนี้ในการทะลวงขั้นหลอมปราณ!
ควบคุมพลังปราณ เบิกสมุทรแห่งพลังจิตวิญญาณ!
เมื่ออสรพิษทมิฬสิ้นชีพ สัตว์อสูรในละแวกนั้นก็เงียบสงัดลงไป ขณะเดียวกันบรรดาสัตว์อสูรทั้งหลายต่างพากันแตกตื่นดุจวิหคหนีศรการที่สัตว์อสูรระดับห้าสิ้นชีพไปอย่างง่ายดายทำให้พวกมันตกตะลึงสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ท่ามกลางผืนป่าหนาทึบนั้นเงาร่างของเมิ่งฝานเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแล้วเจ้าของร่างอันมีกล้ามเนื้อปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนก็พุ่งเข้าชนต้นไม้ใหญ่อย่างดุดัน
ปัง!
ต้นไม้ใหญ่หักโค่นด้วยหมัดของเด็กหนุ่มที่พุ่งเข้าใส่จากนั้นเขาก็กระทำการเช่นเดียวกันนี้ไปเรื่อยๆ
แต่ละหมัดเคลื่อนขยับดุจสายฟ้าทั้งยังแฝงไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่เมิ่งฝานพุ่งชนต้นไม้ที่มีความสูงเท่ามนุษย์จนหักโค่นและทำให้ต้นไม้ใหญ่อีกเจ็ดแปดต้นหักโค่นไปในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจบริเวณโดยรอบล้วนแต่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังที่แสดงให้เห็นว่าถูกเมิ่งฝานทำลาย
เวลาผ่านไปสิบวันเต็มๆซึ่งในช่วงเวลานี้เมิ่งฝานก็ทำการบำเพ็ญตนอย่างไม่หยุดพัก
ในวันนี้เมื่อเขาใช้โอสถพลังเทพก็จะทำให้ลมปราณเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมหาศาลร่างกายอัดแน่นไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งซึ่งหากอีกฝ่ายไม่ใช่จอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณที่แข็งแกร่งเมิ่งฝานก็หาได้ยำเกรงไม่ถึงขั้นที่สามารถอาศัยพลังสายธารหลั่งสมุทรสังหารได้ในชั่วพริบตาเลยก็ว่าได้
ตู้ม!
เมิ่งฝานใช้เท้าเตะต้นไม้ใหญ่จนขาดก่อนจะหยุดการเคลื่อนไหวเหงื่อบนร่างกายไหลลงไปอย่างช้าๆ ในระยะเวลาหลายวันมานี้เมิ่งฝานเอาแต่ฝึกบำเพ็ญตนอย่างบ้าคลั่งซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็คือทำให้พละกำลังภายในร่างกายเขาหมดไป
หากเป็นคนธรรมดาเกรงว่าคงไม่อาจอดทนได้แล้วทว่าเด็กหนุ่มก็ยังกัดฟันแน่นด้วยความอดทนที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกหลังจากที่พักผ่อนในระยะเวลาอันสั้นเสร็จสิ้น จึงลงเขาแล้วตามหาก้อนหินที่มีน้ำหนักหลายร้อยจินมาแบกไว้บนร่าง
การฝึกบำเพ็ญตนอย่างหนักคล้ายดั่งการทรมานตนเองทว่าสำหรับเมิ่งฝานนั้นยิ่งหนักหน่วงเท่าใดก็ยิ่งสามารถกระตุ้นศักยภาพภายในร่างกายของตนเองได้มากมายไร้ขีดจำกัดเสียงของพลังที่แข็งแกร่งทะลวงวัตถุดังลั่นเช้ายันค่ำอยู่ภายในผืนป่าสัตว์อสูรโดยรอบล้วนแต่หลบเลี่ยงออกไปด้วยความยำเกรง
ก้อนหินขนาดยักษ์ถูกแบกเอาไว้บนร่างยามนี้เมิ่งฝานกำลังท้าทายพลังของมหาหัตถ์สังหารแปดร้อยจิน
หากเป็นเมื่อก่อนหากยังไม่ได้ก้าวขึ้นไปยังขั้นหลอมปราณ เมิ่งฝานก็คงไม่กล้าที่จะกระทำเช่นนี้หากยังไม่ได้ก้าวขึ้นไปยังขั้นหลอมปราณแต่ในวันนี้เขามีโอสถพลังเทพคอยช่วยจึงทำให้พละกำลังของเด็กหนุ่มเพิ่มขึ้นมาจากเดิมราวหนึ่งเท่าตัวหลังจากที่ทำการฝึกฝนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ทำให้เมิ่งฝานสามารถขยับตัวได้คล่องแคล่วกว่าเดิมซึ่งแน่นอนว่ามันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดอันน่าสะพรึง
ในที่สุดเมิ่งฝานก็สามารถควบคุมหินก้อนใหญ่บนร่างได้ในวันที่สาม เขาสามารถแบกมันเดินไปมาได้ตามอำเภอใจภาพของก้อนหินขนาดยักษ์ถูกแบกไว้บนร่างของเด็กหนุ่มท่ามกลางผืนป่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดแต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใดแล้ว
เมิ่งฝานตวาดออกมาเสียงเข้มพร้อมกับเสียงลั่นของกระดูกที่อยู่ภายในร่างในชั่วพริบตาต่อมามีพลังแผ่ซ่านออกไปพร้อมรอยร้าวที่ปรากฏขึ้นบนก้อนหินสุดท้ายมันก็แตกกระจายไป!
ตู้ม!
ในที่สุดก็มาถึงน้ำหนักแปดร้อยจินแล้ว!เมิ่งฝานรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งร่างอย่างฉับพลันก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา นับว่าเขาไม่ได้ทำให้ความหวังของกู่ซินเอ๋อร์ล้มเหลวการฝึกฝนพลังมหาหัตถ์สังหารมาถึงระดับแปดร้อยจินได้ก็นับว่าเป็นขั้นสูงสุดแล้วหากใช้พลังเท่ากันจู่โจมร่างกายของมนุษย์จะต้องให้ผลลัพธ์ที่ไม่เลวเป็นแน่!
ดูท่าตัวเรานั้น...คงจะถึงเวลาแล้วล่ะ!
เวลาผ่านไปเพียงไม่นานก็ฝึกฝนมหาหัตถ์สังหารได้สำเร็จและเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณภายในร่างกายก็มีนัยน์ตาที่วาวโรจน์ขึ้นทันที
หากนับวันในยามนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงสิบวันการประลองแห่งเมืองเหยียนเฉิงก็จะมาถึงแล้วหากต้องการบรรลุพลังในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยวิธีปกติธรรมดาก็คงค่อนข้างจะกินแรงดังนั้นจึงต้องใช้หนทางที่ไม่ปกติธรรมดาเมื่อคิดได้เช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ก่อนจะเริ่มวางแผนอยู่ในใจ
ในยามราตรีแสงจันทราสาดส่องไปบนผืนป่า ยามนี้เมิ่งฝานกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนหินอย่างเงียบงันเขาเก็บกวาดและจัดการทุกอย่างรอบตัวอย่างดีจนมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดมารบกวนได้เป็นแน่เจ้าของร่างที่นั่งอยู่บนก้อนหินอย่างเงียบงันมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย เพราะรู้ว่าดีว่าเรื่องที่จะทำในวันนี้เป็นการเดิมพันอย่างหนึ่ง!
ภายในฝ่ามือคือโอสถพลังเทพจำนวนห้าเม็ดเขาต้องการที่จะกลืนมันเข้าไปพร้อมกันแล้วอาศัยความทรงพลังมหาศาลของมันเบิกสมุทรจิตให้แก่ตนเองแต่การทำเช่นนี้ก็อันตรายยิ่ง เพราะเมื่อใดที่เกิดข้อผิดพลาดในการควบคุมฤทธิ์ยาอาจทำให้ร่างกายของเขากลายเป็นพวกไร้ประโยชน์
ด้วยเหตุที่ยามนี้เขาไม่มีมู่อวี่อินคอยช่วยเหลือ ทั้งยังไร้ซึ่งโอสถสงบจิตที่ใช้ในการสยบฤทธิ์ของโอสถพลังเทพ
“มีเวลาไม่มากแล้ว คงต้องลองเดิมพันดูสักครั้ง!”
เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีทางปล่อยให้เหยียนเย่าได้ในสิ่งที่ต้องการในยามประลองเป็นแน่หลังจากนำโอสถใส่เข้าไปในปากเด็กหนุ่มก็กัดฟันแน่น ฤทธิ์อันร้ายแรงของตัวโอสถพลันระเบิดภายในร่างกายในทันใดแล้วความรู้สึกประหนึ่งลาวากำลังหลั่งไหลอยู่ในกายก็เกิดขึ้นกับเมิ่งฝานอีกครั้ง และมัน...เจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง!
เพียงชั่วพริบตาความร้อนระอุก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างเพราะเมิ่งฝานเคยมีประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่งจึงหาได้ร้อนรนแต่อย่างใดเขายังคงเคลื่อนพลังปราณไปทั่วร่างในท่านั่งขัดสมาธิขณะเดียวกับที่ปล่อยให้ฤทธิ์ยาแผ่ซ่านประสิทธิภาพของโอสถพลังเทพทุกส่วนล้วนแต่ลุกไหม้อยู่ภายในร่างกายของเมิ่งฝานและแทรกซึมเข้าไปในกระดูกซึ่งต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังมีเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวปรากฏขึ้นที่หน้าผาก
เขาทำการเคลื่อนพลังปราณแล้วพยายามทะลวงโคลนพอกสมุทรซึ่งจุดดังกล่าวก็คือที่ตั้งของสมุทรจิตภายในร่างกายนั่นเองเมื่อใดที่ทะลวงมันได้สมุทรจิตที่แท้จริงก็จะปรากฏ!เมื่อได้ฤทธิ์ของโอสถพลังเทพมาช่วยเสริมก็ยิ่งทำให้พลังปราณของเมิ่งฝานเดือดพล่าน มันพุ่งทะยานเข้าไปหาจุดสมุทรจิตอย่างบ้าคลั่งดั่งสายน้ำหลากแล้วเวียนวนซ้ำอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด
พลังในการทะลวงหาใช่น้อยๆ ไม่ แต่ก็แลกมาด้วยการดูดซับฤทธิ์โอสถพลังเทพของเมิ่งฝานด้วยเช่นนั้นฉะนั้นแล้วความเจ็บปวดรวดร้าวที่เกิดขึ้นกับเมิ่งฝานก็คล้ายดั่งสายน้ำหลากเช่นกัน ในเวลาครึ่งก้านธูปต่อมาเมิ่งฝานรู้สึกคล้ายดั่งว่าตนเองกำลังจะพ่ายแพ้!
จะแพ้ไม่ได้!จะถอยไม่ได้!
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็กัดฟันแน่นพร้อมทั้งเกร็งร่างกายหากสติสัมปชัญญะของเขาพังทลายลงในการทะลวงครั้งนี้ฤทธิ์ของโอสถก็จะทำให้เส้นแขนงปราณของเขาแตกสลาย เมื่อวันนั้นมาถึงเขาจะไม่มีทางบำเพ็ญตนได้อีก!
อ๊าก!!
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็ตวาดออกมาเสียงต่ำเมื่อเสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วบริเวณพลันมีแสงเปล่งประกายขึ้นมาจากร่างกายของเมิ่งฝานเป็นชั้นๆซึ่งแสงนั้นก็คือพลังปราณที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกคล้ายดั่งร่างกายของตนเองกำลังจะระเบิดก็ไม่ปาน
เมิ่งฝานหาไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเพียงใดแล้วเขาได้แต่นั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินประหนึ่งนักบวชเข้าฌานก็ไม่ปานแม้ว่าการทะลวงจุดสมุทรจิตจะทำให้เมิ่งฝานแทบทนไม่ไหวแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังพยายามทำให้ตนเองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
หนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม สามชั่วยามผ่านพ้น...
ตู้ม!
ในชั่วพริบตาที่เมิ่งฝานกำลังตกอยู่ในภวังค์ของความเจ็บปวดรวดร้าวนั้นอยู่ๆ เขาก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่างก่อนจะรับรู้ได้ถึงความโล่งโปร่งสบายที่เกิดขึ้นในศีรษะเสมือนว่าได้เปิดประตูบานใหญ่ให้แก่สมองของตนเองก็ไม่ปาน และความรู้สึกดังกล่าวนั้นก็คือการ....การเปิดประตูแห่งสมุทรจิต!
แล้วในชั่วพริบตาต่อมาก็มีกลิ่นอายแห่งความดุดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายที่สั่นสะท้านแสงที่อยู่บนตัวกลายเป็นพลังปราณทั้งหมด ตลอดระยะเวลาสามปีมานี้เมิ่งฝานดูดซับพลังปราณเข้าสู่ร่างกายมาโดยตลอดและในยามนี้มันสามารถออกมาจากร่างกายของเมิ่งฝานได้แล้วเขา...ได้มาถึงขั้นหลอมปราณแล้ว!
เพียงชั่วพริบตาลมปราณภายในตัวของเมิ่งฝานพลันเดือดพล่านผืนป่ารอบตัวสั่นสะท้านไปทั่วบริเวณ จากนั้นเจ้าของร่างที่นั่งอยู่บนก้อนหินก็ลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันพร้อมทั้งปล่อยพลังจิตแผ่กระจายออกไปก่อนจะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในระยะสิบเมตรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงล้วนแต่ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขาทั้งสิ้น
แม้ว่าพลังจิตในยามนี้จะดูอ่อนแอเป็นอย่างมากทว่าในวันข้างหน้ามันจะต้องมากไปด้วยคุณประโยชน์เป็นแน่!
เพราะถึงอย่างไรแล้วภายในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้นั้นวิชายุทธ์แห่งพลังปราณไม่นับว่าหาได้ยากแต่อย่างใด ทว่าสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพลังจิตอย่างแท้จริงกลับแทบจะไร้ซึ่งเบาะแสและร่องรอยเลยก็ว่าได้!เมื่อสัมผัสถึงพลังจิตวิญญาณภายในร่างกายเมิ่งฝานก็ตระหนักได้ว่ายามนี้ตนเองเพิ่งจะก้าวขึ้นมายังประตูบานใหญ่ของขั้นหลอมปราณทว่ากลับคล้ายดั่งอินทรีย์ทะยานฟ้าที่ปีกกล้าขาแข็งและพร้อมที่จะโบยบินแล้ว!
ในที่สุดก็ได้เวลาที่มังกรผู้ซ่อนตัวอยู่ในหุบเหวจะได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเสียที!