ตอนที่ห้าสิบเอ็ด ตอนต่อหนังจีน
ผมหน้าคว่ำไปกับพื้นอ้วกออกแทบหมดแรงและร่างกายจะหมดสติแต่ได้กระเด้งขึ้นมานั่งท่าขัดสมาธิเดินลมปราณปรับลมปราณต่อทันทีแม้ตัวผมที่ใช้สติควบคุมอยู่จะ”หมดสติ”
แต่การสร้างโครงข่ายประสาทของผมไว้ที่ ช่องท้อง รักแร้ อวัยวะเพศ กระพุ้งแก้ม ลิ้น ตา
ส่วนที่ใช้ในการรับรู้ที่มีเส้นประสาทต่างๆอยู่จำนวนมาก ตรงช่องท้องที่ใกล้กับจุดตันเถียน นั้นมีเส้นประสาทที่เชื่อมต่อโดยตรงกับสมอง ราวกับว่าเป็นสมองที่สองเลยทีเดียว
ทำให้แม้สติปัญญาชั้นสูงของผมจะ”หลับ” แต่ส่วนอื่นยังบังคับร่างกายให้เดินปรับลมปราณต่อไปแม้จะไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก
กระบี่ที่เต็มไปด้วยแสงสีแดงยังเรืองแสงเรื่อๆอยู่ตรงหน้าตักของผม
ตา หู ลิ้น จมูกและสัมผัสรอบนอกไม่สามารถใช้ได้
เนื่องจากผมหลับสภาพร่างกายในตอนนี้จึงเหมือนกับสลีปโหมดของคอมพิวเตอร์ ที่มีเพียงแค่โปรแกรมพื้นฐานเท่านั้นในการที่จะเดินลมปราณต่อไปและตัดขาดการรับรู้จากภายนอก
ผมได้สังเกตและรับรู้ร่างกายได้อย่างที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน
เหมือนกับเล่นเกมส์ต่อเส้นกับจุดให้วางระบบไม่ให้ทับซ้อนกันและมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อผ่องถ่ายพลังงานที่มีไม่ให้แตกระเบิดออก
จากเส้นประสาทนี้เชื่อมกับเส้นประสาทนี้ จากเซลล์นี้เชื่อมกับเซลล์นี้ อย่างละเล็กละน้อยรายละเอียดของร่างกายที่เพื่อให้รับรู้ภายนอกจึงไม่ได้รับรู้การเคลื่อนไหวของอวัยวะภายใน
ที่ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนคือ
นอกจากกระแสไฟฟ้าของสวรรค์ที่วิ่งไปมาราวกับมีชีวิตแล้ว ร่างกายของผมก็ราวกับมีชีวิตเช่นกัน
แต่อาจะไม่ใช่ในรูปแบบที่เราเข้าใจ
ผมไม่ได้ต่อต้านกระแสไฟฟ้าจากสวรรค์ที่วิ่งไปมา แต่ดูดซับพลังไประหว่างทาง
ซ่อมแซมร่างกายตรงนี้นิด เสริมร่างกายตรงนี้หน่อย หมุนเวียนที่ติดขัดตรงนี้
ขับของเสียออกจากร่างกาย
ร่างกายของผมค่อยๆหลอมรวมกับพลังสวรรค์ที่ค่อยๆอ่อนแรงลงที่ละนิดจากการที่ผมใช้พลังนั้นทะลวงชีพจรจุดต่างๆ
ผมลืมตาอีกที แม้การเดินทางของลมปราณจะยาวไกลกว่าแสนลี้ตามความยาวของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในร่างกายที่ผมบังคับให้พลังสวรรค์นั้นถ่ายเทไปตามเส้นประสาทนั้น
แต่ที่เกิดขึ้นก็เป็นอะไรที่รวดเร็วไม่ถึงครึ่งนาทีที่ผมลืมตา”ตื่น”ขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อสังเกตว่าร่างกายของผมขับของเหลวสีดำออกมาอีกแล้ว
ผมเริ่มดูของเหลวสีดำและเข้าใจในที่สุด
มันไม่ใช่แค่เรื่องของการขับของเสีย ไม่ใช่แค่การทำให้ร่างกายดีขึ้นแข็งแรงขึ้น
แต่มันคือการทำให้ร่างกายของเราใกล้เคียงกับ”นามธรรม”หรืออุดมคติมากขึ้น
เช่นผิวหนังจะขาวเนียนดั่งหยก
เส้นชีพจรจะราบรื่นไม่ติดขัด
การบ่มเพาะพลังไม่ใช่แค่เรื่องของทางวัตถุ แต่มันคือเรื่องของวิญญาณต่างหาก ผ่านการโดนสายฟ้าจากสวรรค์ฟาดใส่ ทำให้ผมเริ่มทำใจรับเรื่องวิญญาณได้ในที่สุด
ฟู่
ผมระบายลมหายใจที่อยู่ในปอดของผมพ่นเป็นสีเหลืองดำออกมา
ผมกระจายการหายใจจากภายนอกมากขึ้นให้ลมหายใจหมุนเวียนพลังสวรรค์ไปทั่วปอด ม้าม ตับ
ธาตุลม ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุไฟ ธาตุน้ำของอวัยวะในร่างกายที่หมุนเวียนกันไป
ค่อยๆลดทอนพลังที่รุนแรงของดวงจิตสวรรค์
จากการสัมผัสอย่างใกล้ชิดหากอธิบายตามที่ผมเข้าใจและสังเกตมาจากการโดนฟ้าผ่านี้
โลกนี้ธาตุต่างๆนั้นเหมือนกับมี”ความคิด” แต่ไม่ใช่”ความคิดชั้นสูง” แบบตามความเข้าใจของผมที่สามารถประดิษฐ์หรือวางแผนการล่วงหน้าได้
“ธาตุ” ที่ทำได้ใกล้เคียงที่สุดคือ “ดวงจิตสวรรค์” ที่พอรู้ตัวว่าไม่เป็นไปตามแผนการก็ระเบิดตนเองบรรลุจุดมุ่งหมายบางอย่าง
แต่ผมก็พบจุดอ่อนของ”ธาตุ”พวกนี้ในการต่อสู้และการเดินลมปราณเพื่อสะกดข่มพวกนี้
ว่ายิ่งจำนวนน้อยเท่าไร ขนาดน้อยลง “ความคิดชั้นสูง”ก็จะน้อยลงตาม
เหมือนกับสิ่งมีชีวิตแต่ก็ไม่ใช่สิ่งชีวิตที่แล่นไปตามเส้นชีพจรลมปราณของผม
ที่ผมใช้วิธีค่อยๆดูดซับพวกนี้โดยการแยกๆเป็นล้านชิ้นส่วนและดูดซึมพลังเหล่านั้นที่แยกออกมาได้ง่ายกว่าการดูดซึมพลังลุกใหญ่ในทีเดียวและการต่อต้านก็จะน้อยกว่าเพราะภาพจำลอง”ความคิด”นั้นง่ายกว่า
นภาไร้ขอบเขตของผมช่วยการแยกประสาทสัมผัสและการเดินพลังเช่นว่านั้นได้อีกครั้ง
ผมรู้สึกว่าตนเองโง่เง่านัก เรื่องต้นฉบับแนวนี้มันก็บรรยายอยู่แล้วว่าสะสมพลังมาหลายร้อยปีพันปีจะมีสติปัญญามากขึ้นไม่ว่าจะดวงธาตุอสูรหรือสัตว์อสูรที่จะกลายร่างเป็นมนุษย์ได้เมื่อถึงขั้นราชันย์ยุทธ
พลังธาตุที่เข้มขึ้นหรือหนาแน่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของสติปัญญาชั้นสูงในหมู่สัตว์อสูรที่แปลงเป็นคนเช่นกัน หรือดวงธาตุไฟที่อาจจะกลายเป็นปีศาจธาตุไฟตามปล่องภูเขาไฟต่างๆ
และดวงธาตุสวรรค์ก็คือ..ดวงจิตหรือปราณบางส่วนของผู้ควบคุมสวรรค์?
ผมรู้สึกขนลุกเมื่อเริ่มมองว่าโลกนี้มันมีอะไรมากกว่าการฆ่าฟัน ชิงรักหักสวาทในวังหลวงอย่างที่นำเสนอมาตามต้นฉบับ
แต่ผมใส่ใจกับการสะกดข่มพลังในตนเองเบื้องหน้าก่อน
ยิ่งทำความเข้าใจมากขึ้นในการใช้ธาตุต่างๆดึงดูดพลังของสวรรค์ในที่สุดผมก็สามารถรวบรวมดวงธาตุสวรรค์ให้หลอมรวมเข้ากับปราณยุทธในร่างกายของผมได้
ผมลืมตาตื่นอีกครั้ง ตะวันกลับกลายเป็นบ่ายคล้อยแล้วและร่างกายของผมนั้นราวกับจะเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์สเปเชี่ยลเอฟเฟคออกมาทีเดียว
ให้ความรู้สึกเรียบลื่น สะอาด บริสุทธิ์ราวกับในภาพวาด
นี่คือภานามธรรมของคนที่มีพลังสวรรค์สินะ หวังว่าจะไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้นในช่วงที่ผมนั่งบข่มเพาะพลังนะ
ฮา แค่ไม่น่าถึงครึ่งวันเองในการดูดซับพลัง ไม่น่ามีปัญหาเกิดขึ้นหรอก
ผมคิดเช่นนั้น และตอนหลังถึงเริ่มมาคิดเลยว่า ไม่น่าพูดอย่างนั้นออกไปเลยในโลกที่สวรรค์สามารถส่งสายฟ้ามาฟาดใส่เราได้
..
“เปิดให้ข้าเข้าไปเถอะ ข้ากินข้าวหลวงมีหน้าที่ต้องรับใช้แผ่นดิน พวกเราเคยให้เกียรติพวกท่านสามส่วนมาตลอด ตอนนี้ไยมิให้เกียรติพวกข้าบ้าง”
มือปราบแห่งวังหลวง ถึงกับมาตรวจสอบดูสาเหตุของเหตุการณ์”ฟ้าถล่ม” ที่ทำให้ชาวบ้านขวัญผวา
“ใต้เท้า ฟ่าน ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่ให้เกียรติพวกท่านแต่ตอนนี้ไม่ได้จริงๆต้องขออภัยด้วย”
คนเฝ้าประตูที่เคยเย่อหยิ่งพยายามกล่าวกับมือปราบฟ่านเจียง หัวหน้ามือปราบแห่งนครหลวงอย่างนอบน้อม
ซึ่งก็เป็นความจริง การที่หัวหน้ามือปราบแห่งนครหลวงมาเอง แทนที่จะใช้ลูกน้องนั้นถือว่าเห็นแก่หน้าของสำนักไท่ซานมากแล้ว
หากเป็นคนอื่นหรือแม้แต่ขุนนางชั้นสูงบางคนก็ยังครั่นคร้ามต่อฟ่านเจียง
ที่มีชื่อเสียงเรื่องความเถรตรง สร้างความครั่นคร้ามแก่ทุกคนในนครหลวง
หากไม่มีชื่อเสียงและฝีมือ ไหนเลยจะรักษาความสงบในนครหลวงได้?
“เหลวไหล ข้าให้เกียรติพวกท่านมากพอแล้ว ข้าไม่คิดว่าแม้แต่นักพรตคิ้วขาวอาจารย์ของพวกท่านมาเองจะไม่ให้เกียรติข้าและหยิ่งผยองถึงเพียงนี้”
ฟ่านเจียงชูมือขึ้นทำสัญญาณ
“เด็กๆ”
ฟ่านเจียงพูดยังไมทันจบก็เจอคนพูดขัด
“ผิดแล้วท่านหัวหน้ามือปราบ อาจารย์ของศิษย์ผู้นี้ยังดื้อรั้นยิ่งกว่าศิษย์คนนี้อีก”
คนพูดคือไม่ใช่ใครอื่น
นักพรตคิ้วขาวหงซิ่วฉวนนั่นเอง
จากนั้นนักพรตคิ้วขาวหันหน้าไปหาคนท่าทางคงแก่เรียนข้างๆและบอกว่า
“ลงบันทึกไว้ เจ้าศิษย์คนเฝ้าประตูนี้ทำความชอบต่อสำนัก ให้รางวัลหินวิญญาณพันก้อน ฮา ฮา ฮา”
นักพรตคิ้วขาวถึงกับให้รางวัลคนที่ปิดกั้นการตรวจสอบของมือปราบแห่งวังหลวงต่อหน้า ช่างเย่อหยิ่งและอุกอาจนัก
“ข้าผู้นี้ รางวัลและโทษทัณฑ์นั้นชัดเจนเสมอ วะ ฮา ฮา ฮา”
นักพรตคิ้วขาวหัวเราะอย่างสบายใจ
“ท่านมือปราบ ไม่ต้องกังวลนี่คือเรื่องภายในของสำนักเรา ค่าเสียหายหรืออะไร ไม่ว่าใครเท่าไร ข้าจะชดใช้ให้เอง วะฮา ฮา ฮา”
ฟ่านเจียงหน้าเปลี่ยนสี ค่าเสียหายมากเท่าไรท่านอยากจะยอมชดใช้หรือ?
แน่นอน ค่าเสียหายอาจจะทำให้แม้แต่สำนักที่ร่ำรวยอาจจะยากจนลง แต่นักพรตคิ้วขาวยอมเสียเงินมหาศาลไม่ยอมเสียหน้าเด็ดขาด
นักพรตคิ้วขาวยอมตายไม่ยอมเสียหน้า ช่างสมคำร่ำลือจริงๆ
จากนั้นเพ่งถลึงตาใส่ฟ่านเจียง พลังกดดันมหาศาลจนถอยหลังไปสามก้าว
มือปราบที่อยู่รอบข้างก็ถึงกับเกร็งพลังเตรียมชักดาบ
พร้อมที่จะลงมือทันที่หากผู้บัญชาการสั่ง
“นี่คือ ช่วงคับขันสำคัญของสำนักเรา อาจจะส่งผลกระทบต่อพวกเราในอนาคต ใครเข้ามาขัดขวางพวกเราตอนนี้ ข้าหงซิ่วฉวน สาบานต่อชื่อเสียงของตนเองและเกียรติภูมิของสำนักเรา ใครมาขัดขวางหรือยุ่มย่ามกับพวกเราตอนนี้ ต้องไม่ตายดี “
ชายคงแก่เรียนที่อยู่ด้านข้างนักพรตคิ้วขาวชูมือและตะโกนว่า
“ไท่ซาน ยิ่งใหญ่เกรียงไกร”
จากนั้นลูกศิษย์ทั้งหมดที่อยู่ด้านข้างและคนเฝ้าประตูและอี้จิงที่เดินตามมาข้างหลังก็ร่วมชูมือตะโกนเช่นกัน
“ไท่ซานยิ่งใหญ่เกรียงไกร”
“ไท่ซานยิ่งใหญ่เกรียงไกร”
เสียงกระหึ่มของศิษย์ในสำนักทุกคนร้องขึ้นพร้อมกัน
บรรยากาศหน้าสำนักได้ตึงเครียดกดดันกันอยู่ในลักษณะนี้