ณหุบเขาซ่อนเร้นหลังม่านน้ำตกที่มีความสูงถึงร้อยจ้างกว้างสิบสองจ้างมีถ้ำแห่งหนึ่งซ่อนอยู่
เป็นเรื่องยากที่ผู้คนภายนอกจะพบว่ามีถ้ำอยู่ที่นี่เย่หยางเอานิ้วมือสัมผัสแหวนมิติอย่างแผ่วเบา ผลชิงหลิงก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา มันส่งกลิ่นหอมอบอวลแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งถ้ำทันที
เขาอ้าปากกัดลงไปบนผลชิงหลิงอย่างไม่ลังเลน้ำผลไม้หวานเข้มข้นเต็มปากของเขา ค่อยๆ ไหลลงสู่ลำคอไปจนถึงช่องท้อง
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าท้องของตนเองร้อนผ่าวพลังที่ไม่รู้จักระเบิดออก หลั่งไหลไปตามแขนกับกระดูกเสมือนกลุ่มมัจฉาตัวน้อยซุกซนแหวกว่ายไปตามร่างของเขา
หลังจากนั้นก็มารวมตัวกันที่จุดตันเถียนเย่หยางรีบโคจรปราณแท้กระตุ้นพายุปราณทันที
เมื่อปราณแท้หมุนเวียนพลังงานนี้ก็ถูกดูดซับอย่างรวดเร็ว เฉกเช่นหยดน้ำหยดลงไปบนผืนทรายอันกว้างใหญ่ถูกดูดซับหายไปอย่างรวดเร็ว
ในทุกๆ วันที่ปราณแท้โคจรหมุนเวียนระดับพลังยุทธ์ของเขาดีขึ้นอย่างน่าประหลาด รู้สึกสบายไปทั่วร่างไร้ซึ่งความเจ็บปวดใดๆ
เย่หยางใช้เวลาสามวันเต็มในการดูดซับพลังงานทั้งหมดของผลชิงหลิงส่งผลให้เขายกระดับเป็นนักรบขั้นสามนภา
เย่หยางลุกขึ้นยืนกำหมัดเบาๆ พลางโคจรปราณแท้ส่งผลให้มวลอากาศรอบหมัดบิดเบี้ยวเล็กน้อย จากนั้นก็ต่อยออกไปอย่างแผ่วเบา
ตูม!
หมัดของเขาต่อยไปยังกำแพงหินแข็งด้านข้างแรงหมัดต่อยทะลุหินไปจนถึงข้อศอก
เมื่อดึงมือออกจากกำแพงหินเขามองไปที่หมัดสัมฤทธิ์ของตนเองด้วยความมั่นใจว่าหมัดสามารถปะทะกับสมบัติวิเศษชิ้นใดก็ได้โดยไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บนี่คือผลจากการฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' ระดับสัมฤทธิ์
ร่างกายเปรียบได้กับสมบัติวิเศษนี่คือความน่ากลัวของเคล็ดบ่มเพาะระดับโลกขั้นสูงถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่สามารถฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' ได้อย่างสมบูรณ์
เหตุผลหลักคือระดับฝึกยุทธ์ของเขายังไม่เพียงพอปัจจุบันร่าง 'กายามังกรคชสาร' ทำได้แค่คลุมแขนทั้งสองข้างเท่านั้นก็ถึงขีดจำกัดแล้วไม่สามารถปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง
เนื่องจาก 'กายามังกรคชสาร' เป็นเคล็ดบ่มเพาะระดับโลกขั้นสูงไม่เหมาะสำหรับนักรบที่จะฝึกฝน จำเป็นต้องมีปราณแท้กับพลังกายแข็งแกร่งเพียงพอ
เย่หยางมีพรสวรรค์ทั้งยังมีร่างกายแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สามารถฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' ได้
หลังจากตบฝุ่นบนร่างกายออก เย่หยางก็บอกกับตัวเองว่า "ถึงเวลาออกไปเดินเล่นแล้วนี่ก็ผ่านไปเกือบเดือนตั้งแต่ข้าออกเดินทาง อาหารในแหวนมิติหมดสิ้นถึงเวลาต้องเติมเสบียงเพิ่ม"
หลังจากออกมาจากม่านน้ำตก เขาก็ดำลึกลงไปในแอ่งน้ำเห็นมัจฉาตัวใหญ่ที่หนักเกือบสองร้อยจิน เขาต่อยใส่มันจนหมดสติก่อนลากมันขึ้นมาก่อไฟย่าง
หนึ่งชั่วยามต่อมา เย่หยางก็ยกมือลูบท้องถอนหายใจอย่างพอใจยามนี้เขาแอบชื่นชมตัวเองว่าเกิดมาเพื่อเป็นนักลิ้มรสโดยแท้
ท้องของเขาก็เหมือนกับแหวนมิติ เมื่อระดับเพิ่มขึ้นความอยากอาหารก็เพิ่มขึ้นตามมัจฉาตัวเบ้อเร่ออัดแน่นในท้อง เขาก็ยังไม่รู้สึกว่าจะจุกแต่อย่างใด
แสงยามบ่ายส่องผ่านช่องใบไม้ลูบไล้ใบหน้าเขาอย่างแผ่วเบาทำให้รู้สึกเกียจคร้าน เย่หยางนอนอยู่บนก้อนหินเพลิดเพลินกับยามว่างที่หายากในแต่ละวัน
ขณะที่เขากำลังหลับตาลงก็บังเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกือบทำให้เขาร่วงจากก้อนหิน
ทันใดนั้นเขาก็เห็นวิหคจำนวนมากโผบินอยู่เหนือศีรษะมีแม้แต่สัตว์อสูรตัวใหญ่เท่าบ้าน ร่างของมันบดบังฝืนฟ้าจนมืดมิด จากนั้นพยัคฆ์หลากสีสันยาวห้าจ้างก็พุ่งทะยานออกมาจากป่า
เย่หยางสะดุ้ง เมื่อพิจารณาจากอายปราณอันทรงพลังของมันบอกได้เลยว่านี่คือสัตว์อสูรระดับสามอย่างแน่นอนความดุร้ายแข็งแกร่งไม่ได้ด้อยไปกว่าพญาอสรพิษยักษ์ก่อนหน้านี้สักเท่าไร
เย่หยางถือหอกพร้อมต่อสู้ตลอดเวลาแต่พยัคฆ์ร้ายไม่แม้แต่จะมองเย่หยาง มันกลับวิ่งหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เย่หยางตกตะลึง จากนั้นเขาก็หันไปมองต้นไม้ใหญ่ต้นที่สูงที่สุดพร้อมกระโดดทะยานขึ้นไปด้านบน
ห่างออกไปหลายร้อยลี้มีร่างสองร่างกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดประหนึ่งอุกกาบาตตกลงสู่ห้วงมหาสมุทรอันเงียบสงบ
คลื่นอากาศแผ่ขยายไปโดนรอบเฉกเช่นกระแสน้ำไม่ว่าพลังของพวกเขาจะกวาดผ่านไปแห่งหนใดสถานที่แห่งนั้นจะพังพินาศ
ภายในระยะหลายสิบลี้จากสถานที่ต่อสู้ ป่าทึบมลายกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าอย่างฉับพลัน
เย่หยางอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อต้องมีฝีมือระดับใดถึงสามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้มันทำให้เขานึกถึงภาพระเบิดปรมาณูที่เคยเห็นในวิดีโอ
เนื่องจากทั้งคู่อยู่ค่อนข้างห่างไกลจึงมองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาอย่างชัดเจนแทบจะมองไม่เห็นว่าชายหรือหญิงกำลังต่อสู้กัน
เย่หยางลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนกัดฟันเข้าไปดูใกล้ๆ ว่าพวกเขาเก่งกาจกว่าตนเพียงใด
หลังลงมาจากต้นไม้เขาก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังทิศทางการต่อสู้อย่างระมัดระวังเกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ขึ้นหลายครั้งระหว่างทางน่าจะเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงอีกคราหนึ่ง
มันยิ่งทำให้เย่หยางอยากเห็นคนที่กำลังต่อสู้กันมากขึ้นเรื่อยๆนี่ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต หากพลาดไปเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นอีกเลย
ในที่สุดเขาก็เข้ามาใกล้มากขึ้นโดยเว้นระยะห่างอยู่ราวยี่สิบลี้เขาเข้าไปหลบซ่อนตัวหลังก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งเหมาะแก่การแอบเฝ้ามองเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งคู่เป็นชายหญิงที่อายุยังไม่มากมีปีกอยู่ด้านหลัง ล่องลอยอย่างนุ่มนวลบนอากาศ ฝ่ายชายอายุประมาณสามสิบปี สวมชุดสีแดงถือพัดอยู่ในมือ ใบหน้าหล่อเหลา แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความปรารถนาอันชั่วร้าย
บ้าไปแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ก็มีพวกจิตผิดปกติเช่นกันทั้งความแข็งแกร่ง ทั้งสวมชุดสีแดง นี่มันเหมือนกับตงฟางปู้ป้าย[1]ในชีวิตจริงเลยไม่ใช่หรือไร
เมื่อเย่หยางมองไปทางหญิงสาวแม้เขาจะมีประสบการณ์มากมายแต่พอเห็นนางเขาก็แทบจะกรีดร้อง
นางงดงามมาก เป็นหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบปี ดวงตาปากจมูกงดงามหมดจดริมฝีปากดุจผลอิงเถา แม้สีหน้าจะเต็มไปด้วยความโกรธเคืองแต่ก็ยังไม่สามารถซ่อนความงดงามอันน่าอัศจรรย์ของนางได้
นางตวัดกระบี่ยาวต่อสู้กับชายผู้นั้นบางครั้งก็สง่างามราวกับมังกรอหังการ บางคราก็เสมือนผีเสื้อหยอกเย้าบุปผา
เป็นการต่อสู้ที่งดงามยิ่งแต่ละกระบวนท่าช่างน่าหลงใหลไม่เหมือนกับการต่อสู้แลกชีวิต
พัดคลี่ในมือของชายผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นสมบัติล้ำค่าทุกครั้งที่เขาสะบัดมือมันจะเปล่งแสงสีทองออกมา
ดูเหมือนหญิงสาวจะกลัวแสงสีทองนั้นมากนางพยายามหลีกเลี่ยงมันทุกครั้ง เมื่อไม่สามารถหลบลี้ได้ก็จะใช้กระบี่ในมือสู้กลับทุกแรงปะทะทำให้แก้วหูของเย่หยางเจ็บปวด
เห็นได้ชัดว่าฝั่งหญิงสาวกำลังเสียเปรียบอยู่ลมหายใจของนางติดขัดเล็กน้อย
ชายคนที่กำลังต่อสู้กล่าวกับฝ่ายหญิงว่า "ฉู่เยียนหรันเจ้าจะดื้อดึงไปไยเจ้าถูกพิษผนึกจิตยึดวิญญาณของข้าเข้าไป ไม่มีทางที่เจ้าจะชนะข้าได้แค่เชื่อฟังอย่างว่าง่ายก็พอ"
“เจ้าคนไร้ยางอาย ต่อให้ข้าฉู่เยียนหรันตายที่นี่ก็ไม่ยอมให้เจ้าได้ในสิ่งที่ต้องการล้มเลิกความคิดนั้นเสีย” ฉู่เยียนหรันกัดฟันโต้ แม้จะเป็นการดุด่าแต่กลับฟังดูไพเราะราวกับเสียงของธรรมชาติ
“ไม่ต้องห่วง จากฐานะแลยศศักดิ์ของข้าการที่เราได้ครองคู่กัน เจ้าจะไม่เสียเปรียบอย่างแน่นอน แต่เพราะเจ้ามีอคติกับข้าข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำเช่นนี้” ชายชุดแดงกล่าว
“หยุดพูดจาเหลวไหลแม้ว่าข้าจะถูกวางยาพิษแต่ข้าก็จะตายไปพร้อมกับเจ้า” ฉู่เยียนหรันกัดฟันนางใช้มือข้างหนึ่งวาดตราประทับลงบนกระบี่
ทันใดนั้นกระบี่เปล่งเสียงอย่างแผ่วเบาแรงกดดันแข็งแกร่งผนึกชายชุดแดงเอาไว้
หลังจากนั้นฉู่เยียนหรันก็จับกระบี่ด้วยสองมือพร้อมระเบิดแรงกดดันมหาศาลออกมาแม้กระทั่งเย่หยางที่หลบซ่อนตัวอยู่หลังหินยังรู้สึกเหมือนศีรษะถูกกดทับร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อนได้
สีหน้าของชายชุดแดงเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ฉู่เยียนหรันเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร เราสองไม่มีความเกลียดชังลึกซึ้งต่อกันไฉนต้องต่อสู้กันหนักขนาดนี้ด้วย"
สีหน้าของฉู่เยียนหรันซีดเซียวแทบจะไร้สีเลือดนางไม่แยแสคำกล่าวของชายชุดแดง โคจรพลังทั้งหมดไปที่กระบี่พร้อมตะโกนขึ้นอย่างภาคภูมิว่า "วิถีแห่งกระบี่ สะบั้นชะตา"
‘ชิ้ง!’
กระบี่ยาวฟันไปยังชายชุดแดงด้วยพลังมหาศาลไร้สิ้นสุดประหนึ่งว่าการฟันนี้ตัดผ่านแม้แต่ชั้นบรรยากาศ
ชายชุดแดงตกตะลึง แม้ว่าพลังยุทธ์ของเขาจะสูงส่งแต่ก็ไม่เคยเผชิญภัยคุกคามถึงชีวิตเช่นนี้
เขารีบหยิบโล่ที่มีอักขระเขียนอยู่จำนวนนับไม่ถ้วนออกมาไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันเป็นของวิเศษล้ำค่ายิ่ง
‘ตูม!!!’
เกิดเสียงดังกึกก้องประหนึ่งตีกลองใหญ่
เย่หยางตื่นตระหนกอย่างยิ่ง โลหิตไหลออกมาจากหูเขารู้สึกเหมือนบางอย่างกระแทกศีรษะจนเป็นลมสลบไป
เย่หยางไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปนานเท่าไรเขาใช้หอกดันร่างออกจากกองดิน กวาดตามองไปรอบๆ พร้อมสูดอากาศเข้าปอด
ยามนี้บังเกิดหลุมขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางกว่าสิบลี้ซึ่งตัวเขาก็อยู่ตรงขอบหลุมพอดี หลังคิดดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวหากเข้าไปใกล้กว่านี้ไม่รู้ว่าเขาจะมีสภาพเช่นใด
ทันใดนั้นก็เห็นร่างสองร่างอยู่ก้นหลุมพวกเขานอนแน่นิ่งอยู่ห่างกันประมาณสิบจ้าง
เย่หยางรีบวิ่งไปหาสตรีคนดังกล่าวอย่างรวดเร็วพบว่าดวงหน้าของนางซีดเซียวไร้สีโลหิต
แต่ทันทีที่เย่หยางมาหานาง ฉู่เยียนหรันก็ลืมตาอันงดงามขึ้นแม้นางจะบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้แต่ก็ยังดูสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจล่วงล้ำ
"อย่า...อย่าเข้าใจข้าผิด ข้าแค่มาดูเฉยๆเท่านั้น...ไม่ใช่สิ! ข้าแค่เดินผ่านมา" เย่หยางอยากจะตบตัวเองทำไมวันนี้เขาถึงทำตัวโง่เขลานัก
“เจ้าบาดเจ็บสาหัสมาก แต่ข้าไม่มียาติดตัวมาด้วยเลยจริงสิข้ามีไอ้นี่…” ขณะกล่าวเขาก็หยิบผลชิงหลิงออกมาถือไว้ในมือ
แม้ไม่แน่ใจว่าผลชิงหลิงจะสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้หรือไม่แต่อย่างน้อยมันอาจจะช่วยทุเลาอาการบาดเจ็บที่รุนแรงลงได้บ้าง
ขณะเย่หยางหยิบผลชิงหลิงออกมาสายตาอันงดงามของฉู่เยียนหรันก็สว่างวาบขึ้นเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ได้กล่าวอันใด
เย่หยางวางผลชิงหลิงไว้ข้างริมฝีปากของฉู่เยียนหรันใบหน้าสะสวยเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ สีหน้าดูเขินอายไม่น้อย คิ้วของนางขมวดมุ่นนับเป็นความงามที่ไม่อาจพรรณนาจนเย่หยางตกตะลึง
เย่หยางมีจิตใจแข็งแกร่งมากแม้เขาจะสับสนไปชั่วครู่แต่ก็ตระหนักได้ถึงอาการบาดเจ็บของฉู่เยียนหรันว่าร้ายแรงกว่าที่คิดเอาไว้มาก นางไม่มีแรงกัดกินผลไม้ด้วยซ้ำ
อยู่ๆ เย่หยางก็ปรากฏความคิดบ้าบิ่นขึ้นในหัวเขาอ้าปากกัดผลชิงหลิงดูดซับน้ำผลไม้ทั้งหมดไว้ในปากจากนั้นก็ประกบริมฝีปากกับฉู่เยียนหรัน
ฉู่เยียนหรันตัวสั่นสะท้าน แววตาเผยถึงความโกรธเคือง
เย่หยางเกร็งร่างริมฝีปากของนางเต็มไปด้วยกินหอมเย้ายวนบริสุทธิ์ เขาพยายามสงบสติอารมณ์ ถ่ายทอดน้ำผลไม้เข้าไปในปากของฉู่เยียนหรัน
เย่หยางผละริมฝีปากออกอย่างไม่เต็มใจเพื่อไม่ให้นางสงสัยเขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างจริงจังว่า "แม่นางอย่าได้กังวลนี่เป็นจูบแรกของข้าเช่นกัน ข้าไม่มีทางเลือกเลยต้องทำเช่นนี้"
ฉู่เยียนหรันรู้สึกทั้งโกรธทั้งละอายใจเด็กหนุ่มผู้นี้เลียนแบบใครไม่เลียนแบบดันไปเลียนแบบคำพูดของชายชุดแดง
ฉู่เยียนหรันเพียงแค่หลับตา ค่อยๆดูดซับพลังวิญญาณจากผลชิงหลิงอย่างช้าๆ ด้วยความพยายามทั้งหมดที่มีเพื่อฟื้นความแข็งแกร่งบางส่วนของตนเองขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าฉู่เยียนหรันแสดงท่าทางไม่แยแสเย่หยางรู้สึกว่าช่างน่าเบื่อ แต่แล้วอยู่ๆเขาก็สัมผัสได้ว่าข้างหลังมีบางอย่างอยู่จึงรีบหันไปมอง สิ่งที่เห็นทำให้เขาแทบสิ้นสติ
[1]東方不敗 ตงฟางปู้ป้าย "บูรพาไม่แพ้"ตัวละครข้ามเพศที่ดังที่สุดในนิยายกำลังภายในจีน “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ถูกยกให้เป็นจอมยุทธ์ที่มีฝีมืออันดับหนึ่ง