“ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะเล่าเรื่องราวของนางให้ท่านฟัง เรื่องมีอยู่ว่า หลินจื้อผิงเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลหลินซึ่งเป็นตระกูลเศรษฐีขายอาหารทะเลที่มีชื่อเสียง ท่านพ่อของนางคือหลินพ่าย ส่วนท่านแม่ของนางก็คือ จางเจียงอี้ หลินจื้อผิงเกิดมาก็มีปานขนาดใหญ่ตรงแก้มข้างขวา พอโตขึ้นมาก็มีแต่คนล้อนางและพากันด่าว่านางมีหน้าตาอัปลักษณ์ต่างๆ นานา ซึ่งเทียบไม่ได้กับน้องสาวของนางที่มีชื่อว่าหลินจื้อหมิง น้องสาวของหลินจื้อผิงมีใบหน้าสวยหมดจด ใครเห็นต่างก็ชื่นชอบน้องสาวของนาง ด้วยความที่หลินจื้อผิงมีปมด้อยมาตั้งแต่เล็กๆ นางก็เลยเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน จนกระทั่งหลินจื้อผิงมีอายุได้ 10 ขวบ และน้องสาวของนางก็มีอายุได้ 8 ขวบ ทั้งสองถูกส่งให้เข้าเรียนที่เรือนบัณฑิตพร้อมกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้หลินจื้อผิงโดนเพื่อนกลั่นแกล้ง บ้างก็ขว้างปาก้อนหินใส่ บ้างก็แอบเอารองเท้าของนางไปซ่อน บ้างก็โยนแมลงสาบใส่นาง และที่ทำให้นางไม่อยากไปเรือนบัณฑิตมากที่สุดก็คือ นางถูกด่าว่าเป็นคนมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว หลินจื้อผิงถูกแกล้งเช่นนี้มาตลอดสองปีที่ศึกษาอยู่ที่เรือนบัณฑิต จนกระทั่งนางตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
หลินจื้อผิงเลือกที่จะตายในวันเกิดของตัวเอง ซึ่งเป็นวันที่นางมีอายุครบ 12 ปี พอนางกระโดดลงไปในแม่น้ำใหญ่ น้องสาวของนางก็กระโดดลงไปช่วย แต่ที่น่าสลดใจก็คือ หลินจื้อหมิงว่ายน้ำไม่เป็น นางก็ยังอุตส่าห์กระโดดลงแม่น้ำเพื่อช่วยชีวิตพี่สาวเพียงหนึ่งเดียว หลินจื้อผิงเห็นว่าน้องสาวกระโดดมาช่วยตน นางก็เลยว่ายน้ำไปช่วยน้องสาวแทน เพราะหลินจื้อผิงแอบฝึกว่ายน้ำกับพ่อบ้านเป็นประจำ นางสามารถพาตัวน้องสาวเข้าฝั่งได้สำเร็จ แต่ทว่านางก็ไม่อาจยื้อชีวิตของน้องสาวได้ นั่นจึงทำให้หลินจื้อผิงช็อคหมดสติเมื่อพบว่าน้องสาวตัวเองสิ้นใจไปเสียแล้ว พอนางฟื้นขึ้นมาก็ร้องห่มร้องไห้โทษตัวเองว่าเป็นเพราะตนที่ทำให้น้องสาวตาย
ตั้งแต่วันที่น้องสาวตาย หลินจื้อผิงก็มีอาการของโรคซึมเศร้าและมีอาการประสาทหลอนมองเห็นน้องสาวตัวเองอยู่เคียงข้างตลอดเวลา ก็ไม่รู้ว่านั่นเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่หลินจื้อผิงมองเห็นน้องสาวใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับนางตลอด เพราะตั้งแต่ที่นางเห็นน้องสาว อาการโรคซึมเศร้าของนางก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะน้องสาวในจินตนาการได้บอกให้หลินจื้อผิงมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความเข้มแข็ง และห้ามคิดสั้นฆ่าตัวตายอีกเป็นอันขาด ซึ่งหลินจื้อผิงก็เชื่อฟังน้องสาวในจินตนาการนั้น
เนื่องจากข่าวที่หลินจื้อผิงคิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะโดนเพื่อนในเรือนบัณฑิตแกล้งได้แพร่ไปทั่วเมืองหนานโจว ดังนั้นท่านผู้ว่าเมืองหนานโจวจึงมีคำสั่งให้เหล่าบรรดาอาจารย์คอยอบรมสั่งสอนลูกศิษย์และให้ลงโทษลูกศิษย์ที่ชอบรังแกผู้อื่นอย่างเคร่งครัด การล้อหรือกลั่นแกล้งในเรือนบัณฑิตก็เลือนหายไป ทำให้หลินจื้อผิงที่มีอายุครบ 16 ปีก็สามารถร่ำเรียนจนจบหลักสูตร หลังจากจบการศึกษา นางก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ที่บ้าน เพราะความไม่มีเพื่อนเหมือนสมัยก่อน ทำให้หลินจื้อผิงรู้สึกเหงาและอาการป่วยเห็นภาพหลอนของนางก็ยิ่งกำเริบขึ้นเรื่อยๆ นางได้บอกทางบ้านว่า น้องสาวของนางติดตามนางอยู่ตลอดเวลา
และพอในปีเดียวกัน พ่อของหลินจื้อผิงสามารถตามหาท่านหมอเทวดาเจอ และท่านหมอก็ได้รักษาปานบนใบหน้าของหลินจื้อผิง จึงทำให้นางมีใบหน้าสะสวยไร้ปานดำ ความน้อยเนื้อต่ำใจในหน้าตาของตัวเองก็เริ่มดีขึ้น นางมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ซึ่งนั่นก็สร้างความหวังให้ครอบครัวตระกูลหลินอีกครั้ง แต่ทว่าวันหนึ่งได้เกิดเคราะห์ร้ายกับท่านหมอเทวดา อยู่ดีๆ ท่านหมอก็แน่นหน้าอกและเสียชีวิตฉับพลัน นั่นจึงทำให้หลินจื้อผิงไม่ได้รักษาอาการประสาทหลอน
หลินจื้อผิงต้องอดทนกับสภาวะที่ตนมองเห็นคนในจินตนาการจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ตอนนี้นางมีอายุครบ 20 ปีแล้ว แต่อาการป่วยของนางก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะนางได้อ้างว่าตนได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพ่อค้าเหลียงกัง แต่คนในบ้านของนางกลับมองไม่เห็นใครเลยสักคน ดังนั้นทุกคนจึงเข้าใจว่านางมีอาการประสาทหลอนหรือคิดไปเองเท่านั้น” กว้านจู่เล่ายืดยาว
“ทำไมเจ้าถึงรู้ประวัติของหลินจื้อผิงละเอียดขนาดนี้ล่ะ” เหมยซูสงสัย
“ข้าเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของหลินจื้อผิง พวกเราเรียนที่เรือนบัณฑิตด้วยกันเจ้าค่ะ” กว้านจู่ยอมเผย
“แสดงว่าเจ้าก็เป็นลูกผู้ดีมีตระกูลน่ะสิ เพราะเจ้าได้เรียนร่วมกับลูกคุณหนู” เหมยซูกล่าว
“เปล่าหรอกเจ้าค่ะ ข้าทำงานเป็นสาวใช้ที่เรือนบัณฑิต ท่านอาจารย์สงสารข้า ท่านก็เลยเมตตาให้ข้าได้ร่ำเรียนด้วยเจ้าค่ะ” กว้านจู่มีโอกาสได้รับการศึกษาจนจบหลักสูตรเช่นเดียวกัน
“ข้าว่าคงต้องรีบรักษาอาการป่วยของแม่นางหลินจื้อผิงให้เร็วที่สุดแล้วล่ะ” เหมยซูกลัวว่าหลินจื้อผิงจะมีอาการหนักยิ่งไปกว่านี้
“งั้นวันพรุ่งนี้ข้าจะพาท่านไปบ้านตระกูลหลินเพื่อคุยกับท่านพ่อท่านแม่ของนางก็แล้วกันนะเจ้าคะ” กว้านจู่เสนอ
“ขอบคุณนะ” เหมยซูกล่าว
“ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” กว้านจู่เดินออกจากห้องนอนของเจ้านายทันที
เหมยซูพยักหน้าให้ และนางก็นอนคิดเพื่อหาวิธีรักษาหลินจื้อผิง
********************************************
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ร้านหมอ
“ท่านเป็นใคร มาที่นี่ทำไม และทำไมต้องสวมหน้ากากด้วย” กว้านจู่สงสัย
“อ๋อ! ชายคนนี้คือกังเล่ย เขาจะมาเป็นผู้ช่วยข้าอีกคน” เหมยซูรีบวิ่งมาอธิบาย นางจำได้ว่าชายสวมหน้ากากก็คือเหลียงกัง
“ข้าคนเดียวก็น่าจะพอแล้วนี่เจ้าคะ” กว้านจู่ไม่เข้าใจ
“แล้วถ้าหากมีผู้ป่วยที่เป็นผู้ชาย เจ้าจะประคองหรืออุ้มเขาไหวอย่างนั้นหรือ” เหมยซูกล่าวอ้าง
“แล้วเขาจะไปบ้านตระกูลหลินด้วยหรือเปล่าเจ้าคะ” กว้านจู่สงสัย
“แน่นอน! เขาต้องไปด้วยสิ” เหมยซูต้องการทดสอบว่าเหลียงกังไปหาหลินจื้อผิงจริงๆ หรือไม่ โดยนางจะดูว่าหากเหลียงกังอยู่กับเหมยซูเกือบตลอดเวลา หลินจื้อผิงยังคงมองเห็นเหลียงกังอยู่อีกหรือเปล่า
“เจ้ารู้จักทางไปบ้านหลินจื้อผิงหรือเปล่า ข้าจะได้ไม่ต้องจ้างรถม้า” กว้านจู่ลองถาม
กังเล่ยทำเพียงพยักหน้าเพื่อบอกว่ารู้จักทาง แต่ไม่ได้พูดตอบอะไร
“รีบไปกันเถอะ” เหมยซูรีบตัดบทเพราะกลัวกว้านจู่สงสัย
กังเล่ยจึงเป็นผู้บังคับรถม้า ส่วนผู้หญิงทั้งสองก็นั่งคุยกันในรถม้าคันนั้น
“ข้าได้ข่าวมาว่า ท่านเหลียงกังสามารถจับโจรขโมยของเก่าที่ร้านขายของเก่าหมายเลขอนันต์ได้แล้วเจ้าค่ะ” กว้านจู่รายงาน
“โจรคนนั้นเป็นใครอย่างนั้นหรือ” เหมยซูอยากรู้
“เห็นว่าเป็นคนเก็บของป่าขายซึ่งมีนามว่า เผิงเจียง เจ้าค่ะ เขาได้เผลอทำขวานหล่นลงไปในแม่น้ำใหญ่ไหลเชี่ยว หลังจากนั้นพอเขาเดินผ่านร้านขายของเก่าและเห็นที่ร้านขายขวาน เขาก็เลยคิดขโมยขวานในร้านเจ้าค่ะ” กว้านจู่เล่า
“ทำไมถึงจับได้เร็วจัง” เหมยซูสงสัย
“มีพยานเห็นเหตุการณ์ เขาบอกว่าเผิงเจียงเป็นผู้ขโมย พอทางการรู้เบาะแส พวกเขาก็รีบบุกไปค้นของในกระท่อมของเขาก็พบว่ามีขวานอยู่ในบ้านด้วยเจ้าค่ะ” กว้านจู่เล่าต่อ
“ทำไมถึงจำได้ล่ะ ว่าเป็นขวานในร้าน” เหมยซูอยากรู้
“ที่ด้ามขวานได้สลักชื่อร้านไว้เจ้าคะ เผิงเจียงจึงไม่มีข้อโต้แย้งอะไรอีก” กว้านจู่กล่าว
“เผิงเจียงคงต้องติดคุกหัวโตเลยสินะ” เหมยซูคาดการณ์
“เปล่าหรอกเจ้าค่ะ ท่านเหลียงกังได้ให้เผิงเจียงขายของที่ร้านขายของเก่า โดยให้ขายสินค้าจำนวน 10 ชิ้นเป็นการชดใช้เจ้าค่ะ และหลังจากนั้นท่านเหลียงกังก็จะมอบขวานในร้านให้เขาด้วย” กว้านจู่กล่าว
“ก็ดีเหมือนกัน จะได้ให้โอกาสเผิงเจียงได้กลับตัวกลับใจด้วย” เหมยซูชื่นชมความคิดของเหลียงกัง
“จะถึงบ้านของคุณหนูหลินจื้อผิงแล้วเจ้าค่ะ” กว้านจู่มองไปที่ด้านนอกรถม้า
พอถึงที่หมาย ทั้งสามจึงเดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ของตระกูลหลิน
********************************************
พ่อบ้านออกมาต้อนรับแขกแปลกหน้าทั้งสาม
“มาพบใครงั้นหรือขอรับ” ท่านพ่อบ้านไม่รู้จัก
“ข้าคือหมอเหมยซู ส่วนทั้งสองนี้คือผู้ช่วยของข้า ข้ามาขอพบท่านหลินพ่ายเจ้าค่ะ” เหมยซูกล่าว
“นายท่านแข็งแรงดีนี่ เหตุใดท่านหมอจะต้องมาพบนายท่านด้วยล่ะขอรับ อีกอย่าง ที่นี่ก็มีหมอประจำตระกูลอยู่แล้ว คงไม่ต้องรบกวนหมอหญิงอย่างท่านหรอก” ท่านพ่อบ้านดูถูกหมอหญิง
“ข้ามาคุยกับท่านหลินพ่ายเรื่องคุณหนูหลินจื้อผิง เห็นว่านางมีภาวะจิตหลอนไม่ใช่หรือ” เหมยซูบอกธุระ
“ท่านรู้เรื่องราวภายในตระกูลของนายท่านได้อย่างไรขอรับ” ท่านพ่อบ้านแปลกใจ
“เอาเถอะเจ้าค่ะ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องลับของตระกูลหลินไม่ใช่หรือ ให้ท่านหมอเหมยซูได้เข้าพบท่านหลินพ่ายเถอะนะเจ้าคะ” กว้านจู่ช่วยพูด
“งั้นเชิญทางนี้ขอรับ” ท่านพ่อบ้านยอมให้ทั้งสามไปพบนายท่านแต่โดยดี
ทั้งสามจึงเดินตามพ่อบ้านไปพบท่านหลินพ่ายที่ห้องรับรองแขก
ณ ห้องรับรองแขกประจำตระกูลหลิน
“ข้าได้ฟังเรื่องราวคร่าวๆ จากพ่อบ้านแล้ว ว่าแต่ท่านหมอรู้เรื่องราวเกี่ยวกับลูกสาวข้าได้อย่างไร” ท่านหลินพ่ายสงสัย
“ข้าคือกว้านจู่ ข้าเป็นเพื่อนสมัยเรียนของหลินจื้อผิง และข้าก็เป็นคนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับนางให้ท่านหมอฟังเองเจ้าค่ะ” กว้านจู่กล่าว
“แล้วไง! ท่านจะรักษาอาการป่วยของลูกสาวข้าให้อย่างนั้นหรือ” ท่านหลินพ่ายสงสัย
“ให้ข้าลองตรวจอาการของนางก่อนจะได้หรือไม่ บางทีข้าอาจรักษานางได้เจ้าค่ะ” หมอเหมยซูอยากช่วยจริงๆ
“หมอประจำตระกูลข้า ยังจนปัญญา แล้วหมอหญิงอย่างเจ้าจะรักษานางได้อย่างนั้นหรือ” ท่านหลินพ่ายเองก็ดูถูกหมอหญิงเช่นกัน
“ไม่ลองก็ไม่รู้นะท่าน หมอแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญไม่เหมือนกัน บางทีท่านหมอเหมยซูอาจรักษาได้ก็เป็นได้” กังเล่ยช่วยพูด
“ก็ได้ ถ้าเจ้ารักษานางได้ ข้าจ่ายให้สองเท่าเลย” ท่านหลินพ่ายยอมทุ่มทุนเพื่อลูกสาว
“ข้าไม่ได้ต้องการอัฐหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่ไม่อยากให้ลูกสาวท่านมองเห็นภาพลวงตาและเข้าใจว่านั่นเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงๆ” เหมยซูกล่าว
“ก็จริงของท่าน ตอนนี้ข้าปวดหัวหนักมาก แต่ก่อนลูกสาวข้ามองเห็นแค่น้องสาว แต่ตอนนี้นางได้มองเป็นท่านเหลียงกังด้วย ทั้งๆ ที่เหลียงกังก็ไม่เคยได้พบหน้าลูกสาวของข้าเลยสักครั้ง” ท่านหลินพ่ายกล่าว
“ตอนนี้นางอยู่ที่ไหนเจ้าคะ ขอข้าสังเกตอาการของนางก่อนจะได้หรือไม่” เหมยซูอยากเห็นพฤติกรรมของหลินจื้อผิง
“นางอยู่ในสวน ท่านลองไปดูเถิด” จากนั้นท่านหลินพ่ายก็หันไปบอกพ่อบ้านว่า “เจ้าจงพาทั้งสามไปที่สวนหลังบ้านเถอะนะ”
“ขอรับ” ท่านพ่อบ้านรับคำ
********************************************
ณ สวนหลังบ้าน
“พวกท่านรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ ข้าจะไปเชิญคุณหนูมาที่นี่” ท่านพ่อบ้านมองไปในสวนก็ไม่เห็นคุณหนู เขาก็เลยตัดสินใจจะไปเชิญคุณหนูให้มาที่สวนหลังบ้าน
“เจ้าค่ะ” เหมยซูกล่าว
หลังจากพ่อบ้านเดินกลับเข้าไปในบ้านเพียงไม่นาน คุณหนูหลินจื้อผิงก็วิ่งมาทางพวกเขาทั้งสามคน
“เหลียงกัง! เจ้ามาแล้วงั้นหรือ” หลินจื้อผิงตะโกนด้วยความดีใจ
เหมยซูมองไปที่กังเล่ยทันที และกระซิบว่า “ขนาดเจ้าสวมหน้ากาก หลินจื้อผิงยังจำเจ้าได้เลย”
“รอดูก่อนเถิด เจ้าอย่าเพิ่งโกรธข้าสิ” กังเล่ยกล่าวเตือน
แต่แล้วหลินจื้อผิงก็วิ่งผ่านทั้งสามคนไป เหมือนพวกเขาไร้ตัวตน
“นางไม่เห็นพวกเราอย่างนั้นหรือ” เหมยซูแปลกใจ
“เหลียงกัง! เจ้าจะไปไหนล่ะ ทำไมไม่เข้ามาคุยกับข้าก่อน” หลินจื้อผิงยังคงวิ่งไปเรื่อยๆ และตะโกนเรียกเหลียงกังอยู่อย่างนั้น
แต่เมื่อทุกคนมองตามไป ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครอยู่บริเวณนั้นเลยสักคน
“คุณหนูขอรับ! คุณหนู!” พ่อบ้านวิ่งตามคุณหนู
“เรียกข้าทำไมกัน ดูสิ เหลียงกังวิ่งหนีหายไปแล้ว” หลินจื้อผิงหยุดวิ่งและหันไปตะโกนต่อว่าท่านพ่อบ้าน
“เอ่อ มีแขกมาขอพบคุณหนูขอรับ” ท่านพ่อบ้านกล่าว
“ไหนล่ะ” หลินจื้อผิงไม่ทันสังเกตว่ามีใครอยู่ในสวนบ้าง
“นั่นไงขอรับ พวกเขายืนมองท่านอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น” ท่านพ่อบ้านชี้
คุณหนูหลินจื้อผิงจึงเดินไปหาพวกเขาทั้งสามทันที
“เจ้านั่นเอง เหมยซู เพราะเจ้าคนเดียว พอเหลียงกังเห็นเจ้ามาที่นี่ เขาก็เลยตกใจและวิ่งหนีหายไปแล้ว” หลินจื้อผิงกล่าวโทษเหมยซูเสียดื้อๆ
“เจ้ามองเห็นเหลียงกังจริงๆ งั้นหรือ” เหมยซูถามย้ำ
“ทำไม! หาว่าข้าโกหกอย่างนั้นหรือ” หลินจื้อผิงกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“บางที! เจ้าอาจเห็นภาพหลอน เหมือนที่เจ้ามองเห็นน้องสาวของตัวเองไงล่ะ” เหมยซูกล่าวอ้าง
“พวกเรามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว จะมาเห็นภาพหลอนได้อย่างไรกัน” หลินจื้อผิงมั่นใจมากว่านางสามารถสัมผัสตัวเหลียงกังได้จริงๆ
“งั้นเอาอย่างนี้ดีมั้ย ขอข้าตรวจอาการของเจ้าก่อน ถ้าเจ้าป่วยจริงๆ ข้าจะได้รีบรักษา แต่หากเจ้าไม่ได้เป็นอะไร ข้าก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเจ้าอีกเลย” เหมยซูเสนอ
“เจ้าไม่เชื่อสินะว่า เหลียงกังมาหาข้าจริงๆ” หลินจื้อผิงกล่าว
“เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะนะ สรุปว่าตอนนี้เจ้ายังคงมองเห็นน้องสาวตัวเองอยู่หรือเปล่า” เหมยซูลองถาม เพราะในเมื่อน้องสาวนางตายไปแล้ว นางก็ไม่ควรที่จะมองเห็นน้องสาวตัวเองยังอยู่ที่บ้านแห่งนี้
“ก็เห็น แต่ข้าไม่ได้บ้านะ” หลินจื้อผิงยอมรับเสียงอ่อน
“ไปที่ห้องพักรักษาพยาบาลก่อน ขอให้ข้าตรวจวินิจฉัยก่อนเถอะนะ” เหมยซูพยายามเกลี้ยกล่อม
“ข้าไปก็ได้” หลินจื้อผิงเองก็อยากหายจากการเห็นภาพหลอนเหมือนกัน
หลินจื้อผิงจึงเดินนำหน้าท่านหมอเหมยซูไปที่ห้องพักรักษาพยาบาล ส่วนกว้านจู่และกังเล่ยก็ไปรออยู่ที่ห้องรับรองแขก
********************************************
สองชั่วยามผ่านไป
หมอเหมยซูเดินออกมาพร้อมกับหลินจื้อผิง และต่างก็ไปนั่งที่เก้าอี้ในห้องรับรองแขก
“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านรักษาลูกของข้าได้หรือไม่” ท่านหลินพ่ายกล่าวอย่างมีความหวัง
“คุณหนูหลินจื้อผิงนั้นป่วยเห็นภาพหลอนจริงๆ เจ้าค่ะ และข้าก็มีหนทางรักษา ข้าเขียนใบสั่งยาสมุนไพรให้แล้ว โดยให้นำสมุนไพรไปต้ม แล้วกินสามเวลาหลังอาหารทุกวันจนครบสี่สัปดาห์เจ้าค่ะ” เหมยซูยื่นใบสั่งยาให้
“ท่านพ่อบ้าน! ท่านรีบไปซื้อยาตามใบสั่งยานี้เถิด” ท่านหลินพ่ายสั่งท่านพ่อบ้าน
“ขอรับ” ท่านพ่อบ้านรับคำ
และแล้วหลังจากที่หลินจื้อผิงได้ทานยาไม่ขาด นางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ พอครบสองสัปดาห์ เหมยซูก็มาตรวจอาการนางถึงที่บ้าน
“เจ้าดีขึ้นหรือไม่ เจ้ายังคงมองเห็นน้องสาวตัวเองอยู่หรือเปล่า” เหมยซูลองถาม
“ข้าไม่เห็นนางแล้ว” หลินจื้อผิงมีสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นหมายความว่านางจะได้กลับมาเป็นปกติเสียที
“แน่นะ” เหมยซูถามย้ำ
“ข้าไม่โกหกเจ้าหรอก ข้าไม่เห็นนางแล้วจริงๆ” หลินจื้อผิงไม่ได้แกล้งโกหกให้ท่านหมอตายใจ
“แล้วเหลียงกังล่ะ เจ้ายังคงมองเห็นเขาอยู่อีกมั้ย” เหมยซูลองถามอีก
“ตั้งแต่วันที่เจ้ามาหาข้าที่นี่ เหลียงกังก็ไม่มาหาอีกเลย” หลินจื้อผิงรู้สึกน้อยใจ
“ไม่มาแล้วจริงๆ นะ” เหมยซูถามย้ำ
“ทำไม ดีใจล่ะสิ ที่เขากลับไปหาเจ้าน่ะ” หลินจื้อผิงรู้สึกไม่พอใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้น! ข้าจะได้ประเมินถูกว่า เหลียงกังที่เจ้ามองเห็น เขามีตัวตนอยู่จริงๆ หรือเปล่า” เหมยซูอธิบาย
“เขามีตัวตนจริงๆ สักวัน ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าดู” หลินจื้อผิงยังคงเชื่อเช่นนั้น
เหมยซูรู้สึกโล่งอกที่อาการจิตหลอนของแม่นางหลินจื้อผิงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งครบสี่สัปดาห์ เหมยซูก็มาตรวจอาการที่บ้านของหลินจื้อผิงอีก
********************************************
ก่อนเดินทางไปบ้านหลินจื้อผิง
“เจ้าเดินทางไปที่บ้านหลินจื้อผิงก่อนนะ ข้าต้องไปหาลูกค้าก่อน” กังเล่ยกล่าว เขารู้สึกผิดที่ตนไม่ได้ติดตามคนรักไป
“แม่นางหลินจือผิงดีขึ้นแล้ว เจ้าไม่ต้องติดตามข้าอีกแล้วล่ะ” เหมยซูกล่าว
“แต่ข้าอยากอยู่กับเจ้านี่” กังเล่ยหรือเหลียงกังกล่าวเสียงหวาน
“เจ้ารีบย้ายออกได้แล้ว กว้านจู่เริ่มสงสัยเจ้าแล้วนะ” เหมยซูแอบเขิน แต่ต้องรีบพูดกลบเกลื่อน
“ก็ได้! ข้าค่อยเก็บของย้ายออกวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน เจอกันตอนเย็นวันนี้นะที่รัก ข้าจะรอทานอาหารเย็นกับเจ้า” เหลียงกังกล่าวยิ้มๆ
“เจ้านี่! เลิกพูดล้อเล่นกับข้าเสียที เดี๋ยวกว้านจู่ก็มาได้ยินหรอก” เหมยซูกลัวกว้านจู่จับได้ว่าที่แท้กังเล่ยก็คือเหลียงกัง
“ข้านึกแล้วเชียว! ว่ากังเล่ยคือท่านเหลียงกังนั่นเอง ใช่มั้ยเจ้าคะ” กว้านจู่เผยตัว
“กว้านจู่! เจ้ามานานแล้วงั้นหรือ” เหมยซูตกใจสุดขีด
“ข้าแอบฟังมาสักพักแล้วเจ้าค่ะ ข้าสังเกตพฤติกรรมของท่านกับกังเล่ยก็พอจะเดาออกว่า ชายสวมหน้ากากคนนี้ก็คือท่านเหลียงกัง” กว้านจู่กล่าวตรงๆ
“ในเมื่อความลับแตกแล้ว ข้าคงไม่ต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ แล้วสินะ” เหลียงกังถอดหน้ากากออกและจับมือเหมยซูอย่างออกนอกหน้า
เหมยซูพยายามดึงมือฝ่ายชายออก แต่ก็ไร้ผล เพราะฝ่ายชายจับมือนางแน่นมากยิ่งกว่าตีนตุ๊กแกอีก
กว้านจู่แอบยิ้ม แต่เพื่อไม่ให้เหมยซูเขินอายไปมากกว่านี้ นางก็เลยถามว่า “ท่านหมอ! ท่านไม่ให้ข้าติดตามท่านไปที่บ้านหลินจื้อผิงแน่นะเจ้าคะ”
“เจ้าไปซื้อสมุนไพรดีกว่า ตอนนี้สมุนไพรในร้านก็เหลือน้อยเต็มทน หากมีผู้ป่วยมารักษากับข้าแล้วยาหมด จะรักษาพวกเขาไม่ทันนะ” เหมยซูต้องเตรียมพร้อม
“เจ้าค่ะ ท่านเองก็ระวังตัวด้วย” กว้านจู่เป็นห่วง
“หลินจื้อผิงเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา นางไม่ทำอันตรายข้าหรอก” เหมยซูกล่าว
“ท่านอย่าดูถูกแรงหึงหวงของผู้หญิงนะเจ้าคะ ยังไงท่านก็ยังคงเป็นศัตรูหัวใจของนาง” กว้านจู่กังวลแทนเจ้านาย
“ถ้าหลินจื้อผิงหายเป็นปกติแล้ว ข้าจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้นางฟังเอง” ท่านหมอเหมยซูคิดว่าถ้าพูดดีๆ กับนาง นางก็น่าจะฟัง
ดังนั้นในวันนี้เหมยซูจึงเดินทางไปพบแม่นางหลินจื้อผิงเพียงคนเดียว พอไปถึง ที่นั่นก็เงียบเชียบไร้ซึ่งผู้คน
********************************************
ณ บ้านตระกูลหลิน
“ท่านพ่อบ้าน! หลินจื้อผิง! มีใครอยู่บ้างเจ้าคะ” เหมยซูตะโกนเรียกคนในบ้าน
เหมยซูมองเห็นประตูแง้มๆ นางก็เลยถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป และนั่นก็ทำให้นางมองเห็นชายคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นใกล้ๆ ประตู
“ท่านพ่อบ้าน! ท่านพ่อบ้าน! ท่านเป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ ใครกันที่ทำให้ท่านเป็นแบบนี้” เหมยซูตกใจที่เห็นคนที่นอนอยู่บนพื้นก็คือท่านพ่อบ้าน
“ท่าน หมอ ระ วัง ขอ รับ” ท่านพ่อบ้านยังไม่ทันหลับดี เขาได้กล่าวเตือนท่านหมอก่อนที่จะสลบไป
แต่ทว่าเหมยซูก็ถูกใครก็ไม่รู้โปะยาสลบ สติของนางดับวูบในบัดดล
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เหมยซูก็ฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนได้ถูกมัดมือมัดเท้าติดอยู่กับเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางห้องมืดแห่งหนึ่ง
“ใครกันที่จับข้า” เหมยซูรีบถาม นางมองเห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ตรงหน้า
“ฟื้นแล้วหรอ ท่านหมอเหมยซู”