นาฟทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้น มือทั้งสองข้างที่จับดาบสั่นสะท้านไม่หยุดดาบในมือของเขาส่งเสียงสะท้อนเบาๆ ราวกับยังมีพลังงานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เขาหอบหายใจหนักรู้สึกถึงพลังที่ถูกปลดปล่อยออกไปจนแทบไม่เหลือแรง แต่แววตาของเขายังคงแน่วแน่
ร่างของกาโช่กระแทกเข้ากับผนังหินอย่างรุนแรงหินแหลมคมแตกกระจายจากแรงปะทะ ขณะที่เขายังคงสะบัดหน้าเพื่อพยายามรวบรวมสติร่างที่อ่อนล้าของเขาก็ต้องเบิกตากว้างอีกครั้ง
“ฉึก!”
หอกลาวาของทีน่าพุ่งทะลุอากาศราวกับอสรพิษลอบกัดปลายหอกสีแดงฉานอาบด้วยความร้อนระอุทะลวงผ่านเกราะโลกาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปราการไร้เทียมทานปักเข้ากลางอกของกาโช่อย่างแม่นยำ
กาโช่สะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกโพลงริมฝีปากพยายามขยับแต่ไร้เสียงใดหลุดออกมา ร่างของเขาแน่นิ่งกับผนังถ้ำขณะที่เกราะโลกาซึ่งเคยเป็นความหวังสุดท้ายของเขาสลายไปอย่างไร้ประโยชน์
สายตาของกาโช่เริ่มพร่าเลือนแต่จิตใจของเขากลับถูกฉุดรั้งด้วยภาพจากอดีตช่วงเวลานับสิบปีที่เขาเฝ้าฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก ความทะเยอทะยานที่เขามุ่งมั่นจะก้าวข้ามตระกูลหลักเพื่อประกาศตนว่าเหนือกว่าแต่ทุกความพยายามของเขากลับล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ข้า...ยังไม่...พร้อม...!"
เสียงสุดท้ายที่แหบพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากของเขา
ทีน่าค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืดร่างของเธอยังคงเปื้อนเลือดและเต็มไปด้วยบาดแผล แต่แววตากลับแน่วแน่และดุดันเธอหยุดยืนเบื้องหน้าร่างของกาโช่ที่ถูกตรึงไว้กับผนัง
"เจ้าสมควรได้รับสิ่งนี้"
ทีน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นขณะที่มือของเธอยังคงจับด้ามหอกลาวาแน่นความโกรธแค้นที่สะสมมานานปะปนอยู่ในน้ำเสียงของเธอ
กาโช่มองทีน่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจและสิ้นหวังเขาพยายามยกมือขึ้นแต่ร่างกายของเขาไม่อาจตอบสนองอีกต่อไปหอกลาวาที่ปักอยู่กลางอกเหมือนกับตอกย้ำถึงความพ่ายแพ้และจุดจบของเขาเอง
"ในที่สุด...ข้าก็แพ้..."
กาโช่พึมพำเบาๆ ก่อนที่แววตาของเขาจะค่อยๆหม่นแสงและปิดลงอย่างเงียบงัน
ถ้ำทั้งถ้ำเงียบลงในชั่วพริบตามีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของทีน่าที่ดังก้องอยู่ในความมืด ทีน่าดึงเกราะโลกาออกจากร่างไร้วิญญาณซึ่งภายใต้เกราะตัวนั้นยังมีม้วนกระดาษโบราณอยู่ เธอมองร่างของกาโช่ด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งความสะใจ ความเศร้า และความโล่งใจที่ทุกอย่างจบลงแล้ว
ทีน่ารู้สึกได้ปลดเปลื้องภาระทุกอย่างออกไปจากตัวสุดท้ายก็ฝืนร่างกายไม่ไหวสิ้นสติไป
แสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องลอดผ่านช่องหินของถ้ำด้านนอกทอแสงอบอุ่นลงมายังพื้นดินที่เย็นชื้น ทีน่าค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดทั่วร่างกายความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้อันหนักหน่วงเมื่อคืนยังคงหลงเหลือ
เธอมองไปรอบๆ พลางพยายามปรับสายตา
ลมเย็นพัดผ่าน ทำให้เธอรับรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในความลึกของถ้ำอีกต่อไปแต่ถูกพามายังพื้นที่โล่งบริเวณปากถ้ำที่เต็มไปด้วยแสงอาทิตย์อ่อนๆ ยามเช้า
"ท่านฟื้นแล้ว!"
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านข้าง ทีน่าหันไปช้าๆเห็นนาฟนั่งอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขาดูอ่อนล้าแต่แฝงไปด้วยความยินดี
ดวงตาสีเข้มของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย
"เจ้า...!"
ทีน่าเอ่ยเสียงแหบพลางพยายามลุกขึ้นนาฟรีบขยับเข้ามาพยุงเธอให้นั่งอย่างระมัดระวัง
"อย่าฝืนตัวเองเลย.... ท่านควรพักผ่อน”
นาฟพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาวางผ้าคลุมไว้บนไหล่ของเธอ
ทีน่ามองเขา รู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านมาจากคำพูดและการกระทำของเด็กหนุ่มคนนี้แม้ในสถานการณ์ที่น่าจะสิ้นหวังที่สุด
"ข้า...!"
ทีน่าเริ่มพูด แต่คำพูดกลับติดอยู่ในลำคอความเหนื่อยล้าทำให้เธอพูดได้เพียงประโยคสั้นๆ
"เจ้า...ช่วยข้าไว้สินะ?"
นาฟหัวเราะเบาๆ
"ท่านต่างหากที่ช่วยตัวเองไว้ได้ข้าก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ"
แสงแดดยามเช้าค่อยๆ ส่องมากขึ้นความอบอุ่นและสงบเงียบของธรรมชาติรอบๆ ตัดกับความรุนแรงที่พวกเขาเผชิญเมื่อคืนทีน่าหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจลึกรู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่หลังจากผ่านพ้นคืนแห่งความสิ้นหวัง
"ขอบคุณ...!"
ทีน่าเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความจริงใจที่สุด นาฟยิ้มให้เธอเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองแสงแดดที่ค่อยๆ ปรากฏเต็มท้องฟ้า
ทีน่ามองเด็กหนุ่มตรงหน้าผู้ที่ฝืนก้าวเข้าสู่การต่อสู้ซึ่งเกินกำลังของตัวเองเพื่อช่วยชีวิตเธอไว้ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยและความประทับใจที่ยากจะปิดบัง
"เจ้า.....เจ้าชื่ออะไร?"
เธอเอ่ยถามน้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นกลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยน
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบางๆสายตาของเขาลอบมองไปยังสร้อยคอที่เขาสวมไว้ ซึ่งมีสัญลักษณ์บางอย่าง
"เรียกข้าว่า.... นาฟ"
ทีน่ากำลังจะเอ่ยบางอย่างต่อ แต่ในจังหวะนั้นเองเด็กหนุ่มก็ยิ้มเล็กน้อยเหมือนอ่านใจเธอออก และเอ่ยขึ้นก่อนที่เธอจะพูด
"ท่านคือ.... ท่านทีน่าสินะ!"
ทีน่าหยุดชะงักเล็กน้อย นางกระพริบตาเบาๆพลางพยายามประเมินว่าเด็กหนุ่มคนนี้รู้จักเธอมากน้อยเพียงใด
"ข้าพอได้ยินจากเจ้านั้นเอ่ยถึงตอนที่พวกท่านสู้กัน"
นาฟพูดพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
ทีน่าเงียบไปครู่หนึ่งคำพูดนั้นทำให้เธอรู้สึกถึงความซื่อตรงและจริงใจที่แฝงอยู่ในเด็กหนุ่มเธอผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
ทีน่าค่อยๆ ละสายตาจากเด็กหนุ่ม ก่อนจะมองไปยังเกราะโลกาที่วางอยู่ข้างๆซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอาวุธที่ทรงพลังในมือของศัตรู แต่ตอนนี้กลับไร้พลังและนอนนิ่งเฉยราวกับเป็นเพียงเกราะสีดำธรรมดา
ข้างๆ เกราะนั้นม้วนแผนที่โบราณยังคงวางอยู่อย่างเป็นระเบียบไม่มีร่องรอยการถูกแกะออกอ่านแม้แต่น้อย แผนที่ที่มีมูลค่ามหาศาลและเป็นเป้าหมายที่ใครๆต่างใฝ่ฝันที่จะครอบครอง แต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับไม่แตะต้องมันเลยแม้จะมีโอกาส
ทีน่าจ้องมองภาพตรงหน้าความรู้สึกชื่นชมและซาบซึ้งในความซื่อสัตย์และความบริสุทธิ์ใจของเด็กหนุ่มเอ่อล้นขึ้นมาเธอไม่เคยพบใครที่เลือกความถูกต้องและให้เกียรติผู้อื่นได้มากเช่นนี้