เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 33 ครึ่งก้าวญาณทิพย์(2)

    ฟู่หยงจิ้นกล่าวออกมาอย่างจริงจังแต่สีหน้าของเสวียนเทียนชิงนั้นเต็มไปด้วยความสับสนมึนงงเหนือกว่าขั้นปรมาจารย์? นั่นต้องรอถึงเมื่อไหร่กันเล่ากว่าเขาจะใช้วิชาที่พี่ใหญ่ถ่ายทอดให้ได้?อีกอย่างสะพานฟ้าคือสิ่งใดกัน?บนฟ้ามีคนด้วยหรือ?

                    “เอ่อ...เจ้ารู้จักหอฟ้าเก้าอักษรหรือไม่?”

                    “คือสิ่งใดกันขอรับ?”

                    ฟู่หยงจิ้นพลันเอามือตบหน้าผากเมื่อเห็นสีหน้าและคำตอบของเสวียนเทียนชิงดูจากอายุของเสวียนเทียนชิงแล้วสมควรมีสิทธิ์เข้าหอฟ้าเก้าอักษรในปีนี้ฟู่หยงจิ้นอยู่แดนเบญจภพมานานเขาเข้าใจธรรมเนียมของที่นี่ดีแม้จะเป็นคนตระกูลใหญ่ก็ไม่มีข้อยกเว้นคนที่เข้าหอฟ้าเก้าอักษรล้วนต้องสาบานต่อมรรคาสวรรค์เพื่อเก็บความลับในเรื่องนี้อย่างไรก็ตามในระยะเวลาช่วงสุดท้ายเช่นนี้ลูกหลานตระกุลใหญ่และอัจฉริยะทั่วแดนเบญจภพที่ได้รับสิทธิ์ล้วนต้องเตรียมตัวกันแล้วไม่ใช่หรือ?เหตุใดเจ้าหนูนี่ถึงยังไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาแต่วิ่งก่อเรื่องไปทั่วกันเล่า?

                    “เอาเถอะ ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องรู้อยู่แล้วถึงจะไร้มารยาทไปหน่อยแต่ข้าจะบอกเจ้าเอง”

                    ฟู่หยงจิ้นไม่ได้คิดมากเรื่องนี้ถึงอย่างไรเสวียนเทียนชิงก็ต้องรู้อยู่ดี ตระกูลเสวียนไม่ยอมพลาดปล่อยให้เขาตกรถขบวนนี้แน่นอนอีกอย่างสอนเสวียนเทียนชิงมานับเดือน เฝ้าดูการต่อสู้และเติบโตของเขามาหลายครั้งก็ทำให้ฟู่หยงจิ้นเริ่มยอมรับชายหนุ่มขึ้นมาบ้างแล้วแนะนำเขาให้เตรียมตัวไว้ก่อนเป็นเรื่องดี

                    “เจ้าว่าแดนเบญจภพเป็นโลกเพียงหนึ่งเดียวของฟ้าดาราอันกว้างใหญ่เช่นนั้นหรือ?เจ้ามองขึ้นไปบนฟ้าเห็นดวงดาวเหล่านั้นหรือไม่?ท่ามกลางดวงดาวเหล่านั้นมีมหามรรคดำรงอยู่แดนเบญจภพเองก็เป็นหนึ่งในดาวมหามรรค”

                    เห็นเสวียนเทียนชิงเบิกตากว้างฟู่หยงจิ้นหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ

                    “ในกาลก่อนยามที่ฟ้าดาราอุบัติขึ้นนั้นมหามรรคได้แตกกระจายออกไปยังดวงดาวต่างๆสามพันแห่งดังนั้นใต้ฟ้าดาราแห่งนี้จึงประกอบไปด้วยสามพันดวงดาวมหามรรค มหามรรคคงอยู่จึงเกิดวิถีวิถีคงอยู่จึงเกิดฟ้าดิน ยามฟ้าดินสมบูรณ์จึงให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตเช่นพวกเรานอกจากนี้สามพันดวงดาวมหามรรคยังมีการแบ่งลำดับชั้นด้วยแดนเบญจภพของเจ้าคือหนึ่งในดวงดาวมหามรรคระดับต่ำ”

                    มาถึงตอนนี้เสวียนเทียนชิงนิ่งเฉยไม่ไหวแล้วความคิดของเขาปั่นป่วนไปหมด แม้จะเข้าใจแต่กลับยากที่จะยอมรับตั้งแต่จำความได้มาถึงตอนนี้เขาคือหนึ่งในชายผู้มีความภาคภูมิใจและทะนงตนอย่างยิ่งตอนนี้มารู้ว่าไม่เพียงแดนเบญจภพเป็นหนึ่งในดวงดาวมหามรรคท่ามกลางฟ้าดาราอันยิ่งใหญ่แถมยังเป็นแค่ดวงดาวระดับต่ำอีก?

                    เช่นนั้นหากเทียบตัวเขากับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดใต้ฟ้าดารายังมีอะไรให้พูดถึงอีกเล่า?

                    “ที่แท้ตัวข้าก็เล็กจ้อยนัก แดนเบญจภพที่ข้าคิดว่ายิ่งใหญ่กลับเป็นแค่ดวงดาวมหามรรคระดับต่ำสุด!”

                    เสวียนเทียนชิงหัวเราะขื่นกล่าวออกมาก่อนจะถอนหายใจยาวเขาแค่จิตตกไปชั่วขณะเท่านั้นไม่ได้คิดมากเรื่องนี้ เขาเกิดมาแล้วได้ชื่อคุณชายจรัสฟ้าเลยเสียเมื่อไหร่เล่า ที่มีวันนี้ก็เพราะเขาไขว่คว้ามาเองทั้งนั้นเป็นแค่คนของแดนระดับต่ำแล้วอย่างไร? เช่นนั้นเขาก็แค่ฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นก็พอมิใช่หรือ?

                    อีกอย่างในแดนเบญจภนั้นเสวียนเทียนชิงแทบจะหาคนในรุ่นเดียวกันมาต่อกรไม่ได้แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องร้ายแต่เป็นเรื่องน่ายินดีต่างหากได้ต่อสู้กับคนหนึ่งสาวยังไงก็ดีกว่าตาแก่พวกนั้นเยอะ! ฟู่หยงจิ้นเห็นแววตาที่มีความตื่นเต้นราวกับคบเพลิงถูกจุดขึ้นมาของชายหนุ่มก็เผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย

                    “ไม่ใข่ว่าแดนเบญจภพของเจ้าอยู่ในระดับต่ำสุดหรอก สามพันดวงดาวมหามรรคแบ่งออกเป็นสี่ระดับแดนมนุษย์จัดอยู่ในระดับต่ำเท่านั้น ยังมีดวงดาวไร้ระดับอยู่อีกหนึ่งพันสามร้อยแห่งแบ่งเป็นหนึ่งพันแดนรกร้างและสามร้อยแดนสมบัติดังนั้นเจ้ามั่นใจได้เลยว่าแดนเบญจภพของเจ้าไม่ใช่ระดับต่ำสุดแน่นอนอีกอย่างบนสะพานฟ้าฐานะของแดนเบญจภพก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น”

                    ใช่แล้ว...หลายปีมานี้แดนเบญจภพให้กำเนิดยอดคนมากมายนักชื่อเสียงวีรกรรมที่พวกเขาโลดแล่นบนสะพานฟ้าไม่ใช่เรื่องเพียงนิทานที่แต่งขึ้นแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงยังไม่ต้องพูดถึงเหล่าอัจฉริยะวีรบุรุษที่เกิดขึ้นทุกปีเลย แค่ในสองยุคสมัยล่าสุดนี้ก็ชื่อเสียงของแดนเบญจภพก็โด่งดังไม่น้อยแล้วยุคก่อนมีจักรพรรดิไท่ผิงส่วนยุคนี้ก็มีเสวียนอู่หยาง!

                    พูดกันตามตรงแม้แต่ท่านหญิงลั่วก็มองออกว่าเย่ว์อิงไม่ใช่หลานสาวของฟู่หยงจิ้นแถมฐานะของนางยังดูจะสูงกว่าฟู่หยงจิ้นด้วยซ้ำทว่าแม่นางน้อยคนนี้กลับให้ความเคารพต่อเสวียนอู่หยางอย่างมากแค่นี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่าชื่อของเสวียนอู่หยางบนสะพานฟ้านั้นโด่งดังแค่ไหน

                    “เอาเถอะ เรื่องอื่นเอาไว้ในอนาคตเจ้าก็จะรู้เอง อย่างที่ข้าบอกไปว่ามีแดนสมบัติอยู่สามร้อยแห่งหอฟ้าเก้าอักษรที่ข้าพูดถึงก็คือแดนสมบัติแห่งหนึ่งที่แดนเบญจภพของเจ้าเก็บซ่อนเอาไว้ที่นั่นคือสภานที่ฝึกฝนขัดเกลาคนรุ่นใหม่ของแดนเบญจภพเพื่อส่งขึ้นไปบนสะพานฟ้าต่อให้ไม่ผ่านการคัดเลือกแต่หากได้ฝึกฝนอยู่ในหอฟ้าเก้าอักษรก็ดีกว่าอยู่ในแดนเบญจภพร้อยเท่า”

                    กล่าวจบประโยคนี้ดูเหมือนฟู่หยงจิ้นจะนึกอะไรออกจึงได้ยิ้มขึ้นมาพลางกล่าวเย้าแหย่เสวียนเทียนชิง

                    “ไอ้หนู เจ้าอย่าได้ทะนงตนมากเกินไป เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าเหตุใดอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงก่อนเจ้าราวๆสิบปีถึงไม่มีใครออกมากำราบเจ้าเด็กพวกนั้นไม่ได้กลัวเจ้าและไม่ได้หลบซ่อน พวกเขาล้วนฝึกฝนอยู่ในหอฟ้าเก้าอักษรพวกเขาล้วนก้าวนำหน้าเจ้าไปแล้วก้าวหนึ่ง! อีกไม่กี่เดือนหอฟ้าเก้าอักษรจะเปิดแล้วพอเรื่องที่เจ้าอาละวาดไปทั่วแดนเบญจภพในสิบปีนี้ถึงหูคนพวกนั้นเจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”

                    น่าเสียดายที่เสวียนเทียนชิงไม่ได้แสดงอาการณ์อย่างที่ฟู่หยงจิ้นอยากเห็นเพียงแค่ฟู่หยงจิ้นกล่าวจบเสวียนเทียนชิงก็หัวเราะร่าออกมาแม้ว่าสภาพของเขาจะดูน่าอนาถนักเป็นแค่คนบาดเจ็บไร้เรี่ยวแรงแต่ฟู่หยงจิ้นกลับสัมผัสได้ถึงรัศมีความอหังการที่แผ่ออกมาจากตัวเขา

                    “ฮ่าๆ นี่เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ? ตีสุนัขต้องดูเจ้าของแต่ก็เพราะข้ารู้ว่าเจ้าของสุนัขเหล่านั้นเป็นใครถึงได้กล้าตีไงเล่า!”

                    คำพูดนี้ถึงกลับทำให้ฟู่หยงจิ้นชะงักไปแต่เมื่อคิดๆดูแล้วก็สมกับเป็นเสวียนเทียนชิง หากไม่มีความคิดความสามารถเช่นนี้จะถูกเรียกว่าคุณชายจรัสฟ้าได้อย่างไร?

                    “เอาเถอะ เรื่องที่ข้าจะบอกเจ้าก็มีแค่นี้ เจ้าสบประมาทหอฟ้าเก้าอักษรได้แต่ห้ามประมาทคนบนสะพานฟ้าเด็ดขาดจำไว้ให้ดีว่าอย่าให้คนอื่นรู้เรื่องวิชากระบี่ของเจ้าจนกว่าเจ้าจะแข็งแกร่งพอตอนนี้เจ้ารักษาตัวให้ดีแล้วรีบทะลวงระดับก่อนหอฟ้าเก้าอักษรจะเปิดเถอะ”

                    ฟู่หยงจิ้นกล่าวแนะนำอีกไม่กี่ประโยคก็จากไปหลังจากนั้นเสวียนเทียนชิงก็นิ่งเงียบคิดทบทวนเรื่องต่างๆ ตอนนี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งแล้วทำให้ดวงตาของเขาทอประกายเย็นชาขึ้นมาเมื่อมองย้อนกลับไปปีนั้นที่เกิดเรื่องมีความเป้นไปได้สูงเลยทีเดียวที่จะเป็นแผนการร้าย!

                    จากที่ฟู่หยงจิ้นบอกมานั้นหอฟ้าเก้าอักษรจะเปิดรับคนทุกสิบปีด้วยเวลาที่ตายตัวเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะวางแผนร้ายเผื่อขัดขวางไม่ให้เขาเข้าหอฟ้าเก้าอักษรตั้งแต่สามปีก่อนเขาก็ตกอยู่ในกระดานหมากของคนพวกนั้นคิดไปคิดมาแล้วทำให้เสวียนเทียนชิงหงุดหงิดยิ่งนัก

                    เดิมทีคิดว่ามีเวลาเหลือเฟืออีกทั้งระยะนี้ไม่มีใครมาก่อกวนเขาจะเป็นเรื่องดีแต่ที่จริงแล้วกลับไม่ใช่เลยตอนนี้หากเสวียนเทียนชิงต้องการอยู่ในศาลากล้วยไม่ราตรีต่อไปเกรงว่าคนพวกนั้นจะยินดีด้วยซ้ำพวกเขาไม่จำเป็นต้องสังหารเสวียนเทียนชิงเพื่อยั่วยุตระกูลเสวียนก็ได้แค่ขัดขวางไม่ให้เสวียนเทียนชิงกลับเมืองหลวงได้ทันการเปิดรับคนของหอฟ้าเก้าอักษรก็พอ!

                    “ด้วยอายุของพี่ใหญ่เกรงว่าเขาคงเข้าหอฟ้าเก้าอักษรตั้งนานแล้วเมื่อครั้งล่าสุดที่เขากลับมาไม่แน่ว่าจะออกจากหอฟ้าเก้าแล้วกลับมาเยี่ยมบ้านก่อนท่องเที่ยวบนสะพานฟ้าส่วนพี่หญิงรองปีนี้คงไปหอฟ้าเก้าอักษรกระมัง...”

                    พอคิดถึงพี่หญิงรองเสวียนเทียนชิงก็อดไม่ได้ที่จะหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยทั้งบ้านตระกูลเสวียนตั้งแต่อาวุโสยันรุ่นเยาว์ล้วนตามใจเสวียนเทียนชิงทั้งนั้นมีอยู่แค่สองคนที่เข้มงวดกับเขาคือบิดาและพี่หญิงรองอีกทั้งพี่หญิงรองเขาอายุห่างจากเสวียนเทียนชิงแค่ห้าปี ดังนั้นในตอนที่ยังเด็กล้วนเป็นนางที่คอยดูแลสั่งสอนเขา

                    “เอาเถอะ ไม่ได้เจอนางมานานแล้วถึงนางจะขี้บ่นและเข้มงวดไปบ้างแต่ในฐานะน้องชายข้าจะไม่ดูแลนางได้อย่างไร?”

                    สุดท้ายเสวียนเทียนชิงก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองก่อนจะเริ่มฝึกฝนปราณพิสุทธิ์ไพรศาลตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือกลับเมืองหลวง ที่บิดาของเขาไม่บอกเรื่องหอฟ้าเก้าอักษรก็คงเพราะไม่อยากให้เขาฝืนตัวเองมากเกินไปจนติดกับคนพวกนั้นหากเสวียนเทียนชิงรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกเขาจะต้องหาวิธีกลับเมืองหลวงตั้งนานแล้ว

                    หากเป็นเช่นนั้นนอกจากต้องเจออันตรายที่มากขึ้นแม้แต่การฝึกฝนของเขาเองก็คงมาไม่ถึงระดับนี้เมื่อจิตใจไม่สงบแล้วจะฝึกฝนให้ก้าวหน้าได้อย่างไร? ทว่าตอนนี้สถานกาณณ์ต่างออกไปแล้ว เขาได้รับประสบการณ์ท่องบูรพาสามปีทั้งยังได้เจอกับฟู่หยงจิ้นและฝึกปราณพิสุทธิ์ไพรศาลปราการด่านสุดท้ายก็เหลือแค่ผ่านถนนหลวงไปให้ได้เท่านั้น!

                    เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกครึ่งเดือนฟู่หยงจิ้นถึงได้ออกจากศาลากล้วยไม่ราตรีส่วนเย่ว์อิงก็ไม่ได้ไปพบเสวียนเทียนชิงอีกเป็นครั้งที่สองสถานการณ์ในแดนเบญจภสงบเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในรอบสิบปีเพราะขุมอำนาจทั่วแดนเบญจภพล้วนนำเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์เดินทางมาเมืองหลวง

                    จะมีก็แค่ถนนหลวงทางตะวันออกเท่านั้นที่เงียบสงบไร้คลื่นลมเสวียนเทียนชิงออกจากศาลากล้วยไม้ราตรีพร้อมสาวใช้ทั้งสอง ครึ่งเดือนมานี้ด้วยความช่วยเหลือจากฟู่หยงจิ้นทำให้เขากลั่นปราณพิสุทธิ์ไพรศาลได้ทั้งหมดแล้วตอนนี้ถือว่าเขาฝึกสำเร็จขั้นแรกอย่างแท้จริง เหลือเพียงแค่หาโอกาสที่เหมาะสมเพื่อทะลวงขั้นญาณทิพย์เหยียบย่างเข้าสู่ระดับปรมาจารย์!

                    “สามปีผ่านไปถนนเส้นนี้ยังคงเหมือนเดิมปีนั้นข้าระหกระเหินนำพวกเจ้าห้าคนออกจากเมืองหลวง แม้ว่าตอนนี้พวกเจ้าสามคนจะเหลือเพียงเถ้ากระดูกแต่นายน้อยอย่างข้าก็ต้องพาพวกเจ้ากลับบ้านให้ได้!”

                    เสวียนเทียนชิงยืนอยู่หน้าถนนหลวงสีหน้าเงียบขรึมดวงตาสะท้อนภาพความทรงจำตลอดสามปีที่ผ่านมาในภาพความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้มีแค่ชิงเหนียวกับลู่หยาแต่ยังมีชายชราสวมชุดป่านคนหนึ่งชายวัยกลางคนสวมเกราะเงินคนหนึ่ง และลาอีกตัวหนึ่ง!

                    “ไปเถอะ กลับบ้านพร้อมกับข้า!”

                    เสวียนเทียนชิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นสองเท้าเหยียบย่างขึ้นถนนหลวงเบื้องหลังของเขาชิงเหนียวและลู่หยาสองสาวเดินลากรถไม้คันเก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยจากการต่อสู้ภายในรถม้าคันเก่านี้มีไหเล็กสามใบตั้งอยู่ ในไหเหล่านี้ก็คือเถ้ากระดูกของชายชราองครักษ์ และลาลากรถม้าของเสวียนเทียนชิงเมื่อสามปีก่อน!

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน