ตอนที่136 ซื้อรถยนต์
ต่อจากนั้นซูเวยพาสององครักษ์ไปทานอาหารค่ำร่วมกันในภัตตาคารแห่งหนึ่งของเมืองนี้ทั้งสามคนพูดคุยถึงเหตุการณ์ในการผจญภัยเพื่อเก็บเกี่ยวผลหิมะไฟอย่างออกรสหัวอี้เฟิงมีประสบการณ์บ้างแล้ว เขาเริ่มทบทวนข้อผิดพลาดตนเองพร้อมเสนอการทำอาวุธที่นอกเหนือจากการต่อสู้กับปีศาจโดยใช้แค่พลังปราณเนื่องจากเป็นการต่อสู้เฉพาะหน้าที่เสี่ยงอันตรายมากเกินไป
“เวยเวยผมว่าพวกเราอาจต้องพกสมุนไพรฟื้นฟูพลังปราณหรืออาวุธไว้เผื่อด้วยดีไหมหากว่าอนาคตพวกเราเจอปีศาจอีก จะได้ไม่ต้องต่อสู้แบบเพลี่ยงพล้ำอย่างนี้”หัวอี้เฟิงเสนอความคิดเห็นกับซูเวยโดยตรง เพราะเขาเล็งเห็นถึงความสำคัญและจำเป็นของการมีสิ่งสำคัญเหล่านี้ไว้กับตัวอย่างน้อยก็ช่วยยืดเวลาในการต่อสู้ให้นานขึ้นได้
“ผมว่าพวกเราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เรื่องทักษะค่ายกลและเวทมนตร์จากเวยเวยด้วยดีกว่าไม่ใช่ปล่อยให้เวยเวยทำคนเดียวมันอันตรายเกินไปบางทีพวกเราอาจสังหารศัตรูได้มากขึ้น” หลงลู่เพ่ยเสนอความคิดเห็นของเขากับทุกคนเช่นกันเขาตระหนักได้ว่าตนเองยังอ่อนด้อยในทักษะจำเป็นบางอย่างที่เป็นตัวช่วยในการต่อสู้ซึ่งดีกว่าการต่อสู้ด้วยการใช้พลังปราณอย่างเดียว
“จริงด้วยเข้าท่าดีเหมือนกัน อย่างน้อยพวกเราสามคนอาจจะรวมพลังแล้วเอาชนะปีศาจที่แข็งแกร่งได้”หัวอี้เฟิงตาเป็นประกายอย่างเข้าใจในความหมายของหลงลู่เพ่ย เขาเห็นด้วยและพูดสนับสนุนตามจริง
ซูเวยยิ้มน้อยๆอย่างเข้าใจท่าทางของสององครักษ์ที่คิดวางแผนอย่างแข็งขัน ทำให้เธอรู้สึกดีและอบอุ่นหัวใจเธอพลันนึกถึงไต้อี้ที่เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่ง เวลานี้เขากำลังช่วยเธอสร้างกองกำลังอยู่ซูเวยคิดว่าจะสร้างค่ายกลเสริมพลังฉีที่สำนักนิรนาม หากมีสององครักษ์ไปร่วมฝึกซ้อมให้กับกองกำลังของเธอย่อมเป็นการดีอย่างแน่นอน
ซูเวยจึงบอกทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า“กลับไปแล้ว ฉันจะพาพี่ชายทั้งสองไปสถานที่แห่งหนึ่งนะคะ”
“เอ๊! ที่ไหนหรือครับเวยเวย? ดูท่าเหมือนลึกลับชอบกล” หลงลู่เพ่ยเลิกคิ้วพลางจ้องมองซูเวยด้วยความแปลกใจ
“นั่นสิครับบอกตอนนี้เลยก็ได้” หัวอี้เฟิงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนเขาสงสัยว่าทำไมซูเวยถึงไม่ยอมบอกออกมาตรงๆ
“เอาไว้ไปถึงก็รู้เองค่ะ”ซูเวยส่ายหน้าพลางตอบกลับอย่างผ่อนคลาย เธอวางแผนที่จะพาทั้งสองคนไปเยี่ยมชมสำนักนิรนามสักวันหนึ่งหลังจากกลับไปแล้ว
สององครักษ์ลอบสบตากันก่อนถอนหายใจด้วยความเข้าใจทั้งคู่รู้ดีว่าถ้าซูเวยไม่บอกอะไรออกมา พวกเขาไม่สามารถง้างปากของซูเวยได้เลยไม่ว่าจะหลอกล่อด้วยวิธีใดก็ตาม ทำให้ทั้งคู่ต่างคิดไม่แตกต่างกันว่า ซูเวยไม่ใช่เด็กหญิงธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน
หลังจากทั้งสามคนทานอาหารมื้อค่ำแสนอร่อยอิ่มแล้วจากนั้นพากันบินกลับไปโรงแรมในเมืองเดนเดรา
..........
รุ่งเช้าซูเวยทานอาหารเช้าร่วมกับกงซุนหลางและอะโบฟอย่างเป็นกันเองกงซุนหลางคุยบนโต๊ะอาหารไม่หยุดอย่างมีความสุข เขารู้สึกพึงพอใจที่ได้เรียนรู้ทักษะแปลกประหลาดจากจิตรกรแสงจันทร์ถึงแม้ว่าผลงานที่เขาลงมือทำจะไม่สวยงามนัก ทว่าเขากลับภูมิใจที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเรียนรู้และทำตามความใฝ่ฝันของตัวเอง
ส่วนการประกวดผลงานศิลปะของทางสมาคมศิลปกรรมแห่งชาตินั้นคณะกรรมการจัดงานสามารถดำเนินการได้ลุล่วงตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดีมีผู้ชนะเลิศการวาดภาพโบราณและเขียนอักษรด้วยพู่กัน เป็นชายหนุ่มและหญิงสาวจากเมืองเล็กๆทางตอนเหนือและตอนใต้เป็นจิตรกรรุ่นใหม่ที่มีผลงานและทักษะอันโดดเด่น
ซูเวยตรวจสอบผลงานของสงลู่เสียนหญิงสาวที่เป็นศัตรูของครูมู่ เธอพบว่าสงลู่เสียนได้รับรางวัลชมเชยในการวาดภาพโบราณเท่านั้นย่อมแสดงว่าสงลู่เสียนไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวรแต่อย่างใด
สำหรับภาพวาดของซูเวยที่เคยวาดก่อนเข้าร่วมการแข่งขันเธอส่งเข้าร่วมการประมูลเพื่อหารายได้ช่วยเหลือมูลนิธิการกุศลปรากฏว่าคณะกรรมการสามารถประมูลราคาได้มากถึง5 ล้านหยวน ถือว่าเป็นราคาที่สูงมากสำหรับจิตรกรนิรนามหน้าใหม่ โดยซูเวยโอนเงินไปยังมูลนิธิหนึ่งในประเทศที่มีผลประกอบการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยซูเวยและกงซุนหลางล่ำลาอะโบฟกับสกายที่ช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกในการเดินทางมาเรียนรู้ครั้งนี้อย่างซาบซึ้งใจซูเวยพบว่าเวทมนตร์ติดตามที่เธอเคยร่ายไว้กับชายทั้งสองคนนั้นสามารถตรวจสอบได้ทุกขณะ ทำให้เธอคาดหวังว่าวันหนึ่งตนเองจะช่วยเหลือนำชิปออกให้กับพวกเขาได้
ต่อจากนั้นทุกคนเดินทางกลับประเทศซีในบ่ายวันที่24 เดือนเมษายน ปี 2010
..........
วันที่ 1พฤษภาคม 2010 เป็นวันแข่งขันวิ่งของตัวแทนนักเรียนในอำเภอจง ซูเวยตั้งใจที่จะพูดคุยกับสืออู๋เจ๋อพร้อมกับไปวิ่งแข่งให้ครูเหมาได้เห็นกับตาว่าสืออู๋เจ๋อวิ่งเร็วกว่าตนเองทั้งที่ความจริงแล้วซูเวยวิ่งเร็วกว่า ทว่าเธอไม่ต้องการเสียเวลาในเรื่องที่มีคนสามารถทำได้ดีและสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนได้เช่นกันเธอตั้งใจที่จะเข้าร่วมแข่งขันเฉพาะงานที่สำคัญและจำเป็นเท่านั้น
สาเหตุที่ซูเวยมีความคิดเช่นนี้เนื่องจากเธอได้ต่อสู้กับกลุ่มค้างคาวผีมาก่อนและตระหนักได้ว่าตนเองยังอ่อนแอมากหากปีศาจที่เป็นเผ่าพันธุ์รับใช้จอมมารบุกโลกเร็วกว่ากำหนด ในขณะที่ตัวเธอเองยังอ่อนแออยู่ย่อมไม่ส่งผลดีต่อผู้คนบนโลกอย่างแน่นอนดังนั้นเธอจึงต้องเลือกสิ่งที่สำคัญก่อนหลังจากที่เรียงลำดับความเร่งด่วนแล้ว
ทุกคนเดินทางกลับมาถึงประเทศซีในตอนสายของวันที่24 เดือนเมษายนเหมือนเดิม โดยซูเวยและกงซุนหลางล่ำลาระหว่างกันอีกครั้งที่สนามบินนานาชาติเนื่องจากซูเวยและสององครักษ์จะต้องเดินทางต่อไปเมืองหวง
อย่างไรก็ตามซูเวยพบว่าสององครักษ์แอบตกลงกันไว้ก่อนแล้วทั้งสองคนยืนยันหนักแน่นที่จะติดตามซูเวยไปสำนักนิรนามด้วย หลังจากที่รู้ว่าเมื่อซูเวยกลับไปถึงหมู่บ้านมังกรแล้วเธอจะเดินทางไปสำนักนิรนามต่อ ทั้งคู่ต้องการเห็นสภาพแวดล้อมของสำนักนิรนามรวมทั้งต้องการเรียนรู้ทักษะค่ายกลและเวทมนตร์ให้เชี่ยวชาญก่อน
“ในเมื่อเวยเวยจะไปสำนักนิรนามเลยพวกเราก็จะไปด้วยนะครับ” หลงลู่เพ่ยเป็นตัวแทนพูดกับซูเวยเพราะเขาตกลงกับเพื่อนไว้ก่อนแล้ว
“เอางั้นเลยหรือคะ?” ซูเวยเลิกคิ้วมองชายหนุ่มตรงหน้าทั้งสองคนด้วยความแปลกใจ
เธอมองเห็นความมุ่งมั่นอย่างตั้งใจจากทั้งคู่จึงได้แต่ลอบถอนหายใจอย่างจำยอมความจริงแล้วซูเวยต้องการกลับไปบ้านเพื่อจัดระเบียบหงน้อยให้เรียบร้อยก่อนเดินทางไปสำนักนิรนามเพราะเธอจับได้ว่ามันแอบหนีไปเล่นนอกบ้านบ่อยครั้ง
เธอไม่ต้องการให้มันสร้างปัญหากับชาวบ้านละแวกข้างเคียงครั้นเห็นความตั้งใจจากสององครักษ์จึงทำให้เธอพยักหน้าตอบตกลง
ซูเวยและสององครักษ์ตัดสินใจเหินตัวบินกลับหมู่บ้านมังกรโดยตรงเนื่องจากใช้เวลาแค่สิบกว่านาที เร็วกว่าการนั่งเครื่องบินที่ใช้เวลานานถึงหนึ่งชั่วโมงกว่าและยังไม่รวมเวลาในการทำตามขั้นตอนตรวจสอบเอกสารของทางสนามบิน
ซูเวยแวะลงที่เมืองหวงเมืองจังหวัดของหมู่บ้านเธอก่อน เนื่องจากเธอมองเห็นความจำเป็นในการใช้รถยนต์บ้างแล้วโดยเฉพาะในเวลานี้มีลูกค้าพิเศษที่สามารถเป็นคนขับรถกิตติมศักดิ์ได้ดังนั้นเธอจึงให้หนึ่งในสององครักษ์ทำธุรกรรมซื้อรถยนต์แทนตัวเอง
ปรากฏว่าสององครักษ์มีความคิดเห็นตรงกันที่จะให้ซูเวยซื้อรถเก๋งยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูสีดำรุ่นดีที่สุดของร้านซึ่งมีราคาสูงมากถึงสิบล้านหยวน โดยทั้งสององครักษ์ต่างแย่งกันจ่ายค่ารถให้กับเธอทำให้ซูเวยต้องพูดเสียงแข็งเพื่อห้ามปรามการกระทำของทั้งสองคนว่า “หยุดทะเลาะกันได้แล้วรถคันนี้เวยเวยจะจ่ายเอง ไม่ต้องมีใครมาซื้อให้ทั้งนั้น เข้าใจไหมคะ?”
ซูเวยกวาดสายตามองทั้งสองคนเขม็งทำให้สองหนุ่มต่างพากันยิ้มแหยๆ อย่างเกรงกลัวและยินยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี สร้างความแปลกใจให้กับพนักงานของร้านจำหน่ายรถยนต์ที่จ้องมองการกระทำของทั้งสามคนด้วยความสนใจมีเสียงพูดคุยแสดงความแปลกใจจากพนักงานดังขึ้นว่า
“ต๊ายตาย! ถ้าฉันมีหนุ่มหล่อซื้อให้แบบนี้ก็คงดีสินะ”
“ฝันไปเถอะ! หน้าอย่างเธอนี่นะ”
“โอ้! ไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มหล่อสองคนจะเชื่อฟังหนูน้อยคนนั้นเหมือนลูกแมวเชื่องๆเลย”
“พวกเขาเหมือนเป็นผู้คุ้มกันแต่มีผู้คุ้มกันที่หล่อขนาดนี้อยู่หรือ?”
“ฉันละอิจฉาหนูน้อยคนนั้นเสียจริงอยากให้มีคนแย่งจ่ายเงินแบบนี้บ้าง”
ซูเวยกลอกตาไปมาอย่างหงุดหงิดใจที่สององครักษ์ทำหน้าที่ดีเกินไปเธอรับรู้ได้ว่าทั้งสองคนต้องการดูแลเธอ ทว่าเธอกลับไม่ชอบทำตัวให้เป็นภาระกับใครๆดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะจ่ายเองเพราะเป็นทรัพย์สินที่เธอหามาได้อย่างสุจริต
หลังจากทำธุรกรรมซื้อรถยนต์เสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งสามคนขับรถยนต์ออกจากโชว์รูมและตรงกลับหมู่บ้านมังกรตามเส้นทางที่ซูเวยบอกผ่านทางจิตวิญญาณหลงลู่เพ่ยทำหน้าที่ขับรถยนต์ หัวอี้เฟิงนั่งเบาะข้างคนขับส่วนซูเวยนั่งเบาะหลังคนเดียว เธอกำลังทำอะไรบางอย่างกับสมาร์ตโฟนอย่างเคร่งเครียดทำให้สององครักษ์ไม่กล้าส่งเสียงรบกวนเธอแต่อย่างใด
..........
ซูเวยได้รับสัญญาณแจ้งเตือนจากโปรแกรมที่เธอเฝ้าะวังเครือข่ายอยู่เธอพบว่ามีแฮ็กเกอร์บางคนกำลังพยายามแฮ็กฐานข้อมูลของกองกำลังพิเศษอย่างเจาะจงทำให้เธอต้องรีบพิมพ์เสริมคำสั่งป้องกันไฟร์วอลล์อย่างเร่งด่วนเธอพบว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังใช้ทักษะที่เธอคุ้นเคยเพราะเป็นเทคนิคที่เหมือนกับอีเมลที่ส่งเข้ามาหากุ้ยอี้เฟิงเด็กหนุ่มที่ตกเป็นเหยื่อขององค์กรชั่วร้าย
โชคดีที่ซูเวยเลือกใช้ไฟร์วอลล์แบบเขาวงกตอีกขั้นเพื่อสกัดกั้นบรรดาแฮ็กเกอร์ระดับเทพทั้งหลายเพราะรูปแบบนี้เธอได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่ทัพซ่งเย่เองเป็นรูปแบบที่ยังไม่มีใครสามารถรอดพ้นหรือผ่านด่านไปได้เลยแม้แต่คนเดียว
หลังจากที่ซูเวยเสริมคำสั่งทำให้รูปแบบสะพานแขวนของตนเองแข็งแกร่งขึ้นแล้วเธอกำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง เนื่องจากหากฝ่ายตรงข้ามเป็นเผิงซีซวนจริงๆเขาจะฝ่าด่านที่เธอตั้งใจปรับแต่งใหม่ได้อย่างแน่นอน หากไม่ใช่เผิงซีซวนแต่มีเทคนิคคล้ายคลึงกันจะไม่สามารถฝ่าด่านได้เลย
“หวังว่าจะไม่ใช่คุณหรอกนะ”ซูเวยพึมพำพลางจ้องมองหน้าจอสมาร์ตโฟนอย่างตั้งใจ
สักพักหนึ่งเธอพบว่าฝ่ายตรงข้ามพลาดท่าและถูกโจมตีกลับไปทำให้ซูเวยผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก เนื่องจากตัดปัญหาเรื่องที่ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนที่เคยรู้จักนั่นคือ เผิงซีซวน เอสเปอร์ทศทักษ์ที่แข็งแกร่งไปได้
ในตอนนี้รถยนต์เคลื่อนตัวเข้าสู่หมู่บ้านมังกรแล้วมีชาวบ้านเดินออกมาชี้นิ้วดูรถยนต์หรูคันงามที่กำลังขับผ่านหมู่บ้านช้าๆเนื่องจากถนนที่ขรุขระ กอปรกับรถใหม่เพิ่งถอยออกจากโชว์รูมมาหมาดๆดังนั้นหลงลู่เพ่ยจึงไม่กล้าขับเร็วเกินไป
ซูเวยเงยหน้าจากโทรศัพท์เพราะเธอแก้ไขปัญหาเสร็จแล้วเธอเหลียวมองรอบตัวด้วยความสนใจ เนื่องจากมีชาวบ้านทยอยเดินออกมาดูรถยนต์หรูกันเป็นระยะทำให้ซูเวยยิ้มเล็กน้อยพลางส่ายหน้าอย่างเข้าใจพฤติกรรมของชาวบ้านเหล่านั้น
รถยนต์แล่นมาจอดหน้าบ้านเป็นจังหวะเดียวกับที่สืออู๋เจ๋อเดินออกมาเปิดประตูบ้านเพื่อไปตามหาหงน้อยเขาชะงักทันทีเมื่อเห็นรถจอดขวางประตูหน้าบ้านอยู่ พลันเห็นหน้าของซูเวยโผล่ออกมาจากเบาะหลังรถพร้อมกับส่งเสียงให้เขาเปิดประตูบ้านว่า“พี่อู๋เจ๋อ เปิดประตูให้เวยเวยด้วยค่ะ”
“รอแป๊บ”สืออู๋เจ๋อพยักหน้าเข้าใจ เขารีบเปิดประตูไม้แข็งแรงออกสองด้านเพื่อให้รถยนต์แล่นเข้าไปจอดที่ลานกว้างหน้าบ้าน
“พี่กำลังจะไปไหนหรือคะ?”ซูเวยเดินลงจากรถและถามสืออู๋เจ๋อด้วยความสนใจ เนื่องจากเธอจับตำแหน่งของหงน้อยได้และพบว่ามันกำลังวิ่งเล่นอยู่ตามบ้านของชาวบ้านมังกร
“ไปตามหงน้อยมันชอบหายไปเวลานี้แหละ” สืออู๋เจ๋อตอบกลับซูเวยตามจริง
“ไม่ต้องตามแล้วค่ะเดี๋ยวเวยเวยเรียกมันกลับมาเอง” ซูเวยตะโกนบอกสืออู๋เจ๋ออย่างเร่งรีบเมื่อเหลือบมองเห็นเขากำลังจะวิ่งออกไปนอกบ้าน
“อ้อ! ก็ได้” สืออู๋เจ๋อชะงักครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเข้าใจเขาเหลือบมองเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสองคนเดินลงมาจากรถยนต์ ทำให้เขาขมวดคิ้วพลางเดินไปปิดประตูบ้านด้วยความสงสัย
“งั้นพี่ไปบอกแม่ให้ทำอาหารเพิ่มก็แล้วกัน”หลังจากปิดประตูบ้านเสร็จแล้ว สืออู๋เจ๋อบอกกับซูเวยโดยตรงซึ่งซูเวยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
ซูเวยเดินนำชายหนุ่มสององครักษ์ไปรายงานตัวและทำความรู้จักกับยายตนเองก่อนเนื่องจากทั้งสองคนอาจจะต้องพักอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่ง
หลังจากซูเวยและสององครักษ์เดินไปบ้านหลังใหม่มีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองแผ่นหลังของทั้งสามคนด้วยความสงสัยใคร่รู้พร้อมกับพึมพำเสียงเบาว่า“ดูไม่เหมือนลูกค้าเลย เหมือนผู้คุ้มกันมากกว่า แต่มีผู้คุ้มกันที่ดูดีขนาดนี้อยู่หรือ? พวกเขาเป็นใครกันนะ?”
ทันใดนั้นมีก้อนขนนุ่มๆสีแดงพุ่งตัวเข้ามาในบ้าน มันพุ่งตัวไปเกาะไหล่ซูเวยพลางพูดประจบเพื่อกลบเกลื่อนความผิดตนเองว่า“เวยเวย วันนี้เวยเวยสวยน่ารักจังเลย ไปทำอะไรมาหรือ?”
หงน้อยเริ่มเรียนรู้ที่จะเรียกขานซูเวยอย่างออดอ้อนจากสืออู๋เจ๋อส่วนทักษะการประจบนั้นมันเรียนรู้มาจากเด็กน้อยในหมู่บ้านที่พูดประจบพ่อแม่แล้วได้ของเล่นหรือขนมทำให้มันอยากทดลองกับซูเวยดูบ้าง